อภิธานศัพท์
อภิธานศัพท์ หมวดที่ 4 : อักษร ห-ฮ
Glossory of Ribhu Gita by Tandhava
หทัย
ใจ (หทัย) มักใช้บ่อยในตำราทางจิตวิญญาณ หมายถึงจิตใจที่มิใช่หัวใจที่เป็นอวัยวะทางกายภาพ บางโรงเรียนกำหนดให้ตำแหน่งของจิตใจเป็นแหล่งพลังซึ่ง “ฉัน” คิดว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหลายผลักดันออกมา กล่าวได้ว่าใจเป็นธรรมชาติของจิตสำนึกและมีอยู่ทั้งภายในและภายนอก
หน้าที่ทั้ง 5
หน้าที่ทั้ง 5 หมายถึงหน้าที่ของพระผู้เป็นเจ้า คือ
- ศรีศติ (การสร้าง)
- สฐิติ (การธำรงรักษา)
- สัมหระ (การทำลาย)
- ติโรธนะ (การทำให้หายไป)
- อนุเคราะห์ (การสร้างใหม่ การเปิดเผยหรือให้พรแก่มนุษย์ เพื่อให้ตระหนักความจริง พ้นจากมายา)
หริ
หริ นามของวิษณุ หมายถึง ผู้ธำรงรักษาสิ่งสร้างทั้งปวง ; สีเหลือง-เขียว ; สีน้ำตาลอ่อน
หระ
หระ นามของศิวะ หมายถึง ผู้ทำลาย
หริห
หริห “ผู้เป็นที่พึ่ง” (ที่ยึดเหนี่ยว) พระองค์กำจัด อวิชชา และ บาป ให้กับผู้ภักดี เพื่อนำเขาออกจากสังสารวัฏ
หลักพื้นฐาน 3
หลักพื้นฐาน 3 ประการ มีหลากหลายตามหลักปรัชญาและศาสนา เช่น
- โลก ปัจเจกวิญญาณ บรมวิญญาณ
- พระเจ้า วิญญาณ โลก
- อิศวร จิต อจิต
- พระเจ้า วิญญาณ พันธะ
- พระเจ้า มนุษย์ ธรรมชาติ
- ธรรมชาติ จิต วิญญาณ
- โลก วิญญาณ พระเจ้า (หรือจิตวิญญาณ)
ในฤภูคีตานี้ หลักพื้นฐานทั้ง 3 คือ “โลก ปัจเจกวิญญาณ บรมวิญญาณ (สูงสุด)”
อวิชชา อจนานะ
อวิชชา (อจนานะ) ความไม่รู้ ความหลงผิด เหมือนกับมายา ;
- อวิชชามักใช้กับบุคคล มายามักใช้กับภาวะสมบูรณ์หรือพรหมัน ;
- มายามีส่วนเกี่ยวข้องกับพรหมัน กล่าวได้ว่า มายาถูกควบคุมโดยพรหมัน, ขณะที่อวิชชาเกี่ยวข้องกับชีวาหรือตัวบุคคล ;
- ตาม อไทฺวตะเวทานตะกล่าวว่า เมื่ออวิชชาหายไป, จะบรรลุถึงธรรมชาติที่แท้จริงของจิตวิญญาณ, ซึ่งคือพรหมัน ;
- ความไม่รู้ คืออวิชชา อไทฺวตะเวทานตะกล่าวว่า มีพลัง (อวิชชา) ซึ่งปกปิดความจริง, แสดงภาพให้เห็นความเท็จ
อปุราวะ
อปุราวะ คำในปรัชญาหมายถึง ศักยภาพที่มองไม่เห็นของการกระทำในอดีตนานมาแล้ว
อรรถะวาทะ
อรรถะวาทะ คำประกาศ คำยืนยัน คำอธิบาย มักใช้บ่อยเมื่อกล่าวถึงธรรมะ โดยกล่าวว่า ความดีเกิดจากการปฏิบัติที่เหมาะสม และความชั่วเกิดจากการละเว้นมัน (การปฏิบัติที่เหมาะสม)
มักใช้ อรรถวาทะ เป็นศัพท์เทคนิคในการแปลข้อความในพระคัมภีร์
อวัยวะที่ใช้กระทำ
5 อวัยวะที่ใช้กระทำ และเทวะแห่งอวัยวะที่ใช้กระทำ มีดังนี้
- วาจา (พูด) : ใช้ในการอธิบาย : อัคนี (ไฟ)
- ปานิ (มือ) : ใช้ในการจับและปล่อย : อินทรา (เทวราชา)
- บาทา (เท้า) : ใช้ในการเคลื่อนไหว เคลื่อนที่ : วิษณุ (ผู้ธำรงรักษา)
- พายุ (ขับถ่าย) : ใช้ในการขับถ่าย : มฤตยู (เทพแห่งความตาย)
- อุบัติ (การเกิด) : ใช้ในการกำเนิด, สร้างความพึงใจทางเพศ : ประชาบดี (ต้นกำเนิดบรรพบุรุษ)
อวัยวะสำหรับความรู้
5 อวัยวะสำหรับความรู้ คือ
- หู (เสียง) ;
- ผิวหนัง (สัมผัส) ;
- ตา (รูป) ;
- ลิ้น (รส) ;
- จมูก (กลิ่น)
อักษร 50 ตัว
อักษร 50 ตัว คือ จำนวนพยัญชนะในภาษาสันสกฤต
อันตกรณ
อันตกรณ คณะภายใน หรือ โครงสร้างภายใน ประกอบด้วย มนัส, พุทธิ, จิตตะ และ อหังการ มีหน้าที่ต่างกัน
- มนัส : ใจ มีลักษณะ สงสัย (วิกัลปะ) และ มุ่งมั่น (สังกัลปะ) มักจะใช้คำว่า มนัส หรือ ใจ เป็นคำเรียกที่รวมเอาพุทธิหรือจิตตะไว้ด้วย
- พุทธิ : สติปัญญา ยกระดับได้ด้วยพลังของการบำเพ็ญเพียร (มุ่งมั่นและปฏิบัติ)
- จิตตะ : จิต เป็นคลังของความประทับใจในอดีต
- อหังการ : กำหนดลักษณะโดยความรู้สึกว่า “ตัวฉัน”
อาตมัน
- อาตมันคือหนึ่งและสากล แตกต่างจากร่างกาย, ประสาทสัมผัส, ความรู้สึก, ใจ, สติปัญญา, ความรู้สึกภายใน, และอื่นๆ เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ต่อกิจกรรมและไม่ได้รับผลกระทบจากสิ่งใด
- อาตมันมีธรรมชาติเป็นความรู้แจ้งของสติ, ส่องสว่างด้วยตนเอง, มีธรรมชาติเป็นความรู้, ไม่ต้องใช้ความรู้อื่นเพื่อรู้ถึงอาตมัน
- อาตมันปราศจาก รักหรือชัง, กลัวหรือเสียใจ, คุณภาพหรือการกระทำ, รูปแบบ, การเปลี่ยนแปลงหรือมลทิน
- อาตมันไม่มีที่ติ, แบ่งแยกไม่ได้, แผ่ซ่านไปทั่ว และเป็นอนันต์
- อาตมันและพรหมันคือหนึ่งเดียวกัน
อัศวิน
อัศวินสองพี่น้อง
หมอเทวดา
อากามะ
อากามะ คำสอนเกี่ยวกับพิธีกรรมและการบูชาเทวะในเทวสถาน (ที่เปิดเผยจากสวรรค์, มิใช่มนุษย์เขียนขึ้นมา) ซึ่งถูกแบ่งแยกออกจากพระเวท
อัษฏากะชาระ
อัษฏากชาระ มันตรา มนต์ 8 พยางค์สำหรับบูชาองค์วิษณุ : โอม นะโม นารายะนายา
อัษฏามูรติ
อัษฏามูรติ รูปแบบทั้ง 8 ของพระเป็นเจ้า ที่เรียกเช่นนี้เพราะพระองค์ทรงแผ่ซ่านไปทั่วทั้ง ปฐพี (ดิน), อาโป (น้ำ), วายุ (อากาศ), เตโช (ไฟ), นภา (ท้องฟ้า), สุริยันต์ (ดวงอาทิตย์), จันทรา และ มนุษย์
อัษฎางค์โยคะ
อัษฎางค์โยคะ ราชาโยคะของปตัญชลี โรงเรียนปรัชญาสำหรับฝึกวินัยเพื่อดับทุกข์และนำไปสู่ความรู้ของการบำเพ็ญเพียร (อาตมัน-มิใช่อาตมัน) อันนำไปสู่การหลุดพ้น
อัษฏางค์หมายถึง 8 รยางค์
- ยมะ การละเว้น
- นิยมะ ข้อปฏิบัติ
- อาสนะ ท่าทางของร่างกาย
- ปราณยมะ การกำหนดลมหายใจ
- ปรัตยาหาระ การดึงอายตนะ อินทรีย์ต่างๆ ออกจากอารมณ์ของมัน เช่น ดึงตาออกจากรูป
- ธารณา ฝึกใจให้ติดกับอารมณ์เดียว
- ธยานะ การเพ่งอารมณ์ที่กำหนดและรักษามิให้อารมณ์อื่นๆ มารบกวน
สมาธิ การที่จิตรวมตัวอยู่กับอารมณ์ที่กำหนดให้ได้นานๆ จิตสงบรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับอารมณ์ จึงเป็นสมาธิ ถ้าฝึกถึงขั้นสูงสุด พฤติของจิตจะดับไปทันที คือขั้นสุดท้ายสู่โมกษะ
อาศรม 4
- พรหมจารี วัยศึกษา
- คฤหัสถ์ วัยมีครอบครัว
- วานปรัสถ์ วัยหาความสงบ
- สันยาสี วัยสละโลก เป็นนักบวช เพื่อหาหนทางสู่การหลุดพ้น
อาฮาม
ฉัน (ข้าพเจ้า) อาฮาม หมายถึง กายและใจรวมกัน ประกอบด้วย อวัยวะรับความรู้สึก เช่น ตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง, อวัยวะที่ใช้กระทำ เช่น พูด มือ เท้า, อวัยวะขับถ่าย, อวัยวะสืบพันธุ์, ช่องลม และ ส่วนที่อยู่ภายใน เช่น จิตใจ พุทธิ ความคิด อหังการ และ “ฉัน” ที่แท้จริงซึ่งก้าวข้ามสิ่งเหล่านั้น ก็จะหมายถึง อาตมันซึ่งเป็นหนึ่ง (พรหมัน), แบ่งแยกไม่ได้ แผ่ซ่านไปทั่ว ปรากฏทุกทิศทุกทาง, ส่องสว่างในตนเอง, สภาวะรู้แจ้งด้วยสติสัมปะชัญญะ อาตมันคือพรหมัน นั่นคือ “ฉัน” ที่แท้จริง ในคำสอนมักอ้างอิงว่า “ฉันคือพรหมัน” (หรือสภาวะรู้แจ้งด้วยสติสัมปะชัญญะ)
อุมา
อุมา (ปาราวตี) ชายาแห่งศิวะ ; บุตรีของราชาแห่งขุนเขา หิมวัน และ เมนา เวอร์ชันหนึ่งของเรื่องราวที่อธิบายถึงที่มาของชื่อ เล่าว่าเมื่อเธอออกเดินทางไปบำเพ็ญตบะอย่างเข้มข้นเพื่อเข้าถึงศิวะ (เพื่อให้ได้มาซึ่งมือของศิวะ – หมายถึงการวิวาห์) มารดาของเธอพูดว่า “เฮ้! (U) อย่า (Ma) บำเพ็ญตบะอย่างจริงจังเข้มข้น)” จึงได้ชื่อว่าอุมา.
อุปาจาระ
อุปาจาระ พิธีกรรมบูชาเทวะมีตั้งแต่ 5 ถึง 64 วิธีแล้วแต่ประเพณีปฏิบัติ ยกตัวอย่างเช่น การบูชา 44 รายการใน ศรี-สังการะ ; บทสวดสรรเสริญ มฤตยูนจายะ มนัสิกะ บูชา และ 64 รายการใน บทสวดสรรเสริญเทวี อุปาจาระ ; การบูชาด้วยจิตใจ และหลากหลายแบบที่ปรากฏในตำรานี้ คือ
|
อุปนิษัท
อุปนิษัท นี้คือส่วนสรุปของพระเวทและด้วยเหตุนี้จึงเรียกว่า เวทานตะ (ตอนจบของพระเวท) ด้วย, คำว่าอุปนิษัทมีความหมายหลายนัย: การนั่งใกล้, ความภักดี ; คำแนะนำที่ได้รับโดยการนั่งใกล้คุรุ (ซึ่งให้) การรับรองและชำระ (ความเศร้าโศก) ; การสอนความลับ; ความรู้เรื่องภาวะสัมบูรณ์ ; พระเวทมีการจำแนกประเภทกว้าง ๆ สี่ประเภท ได้แก่ ฤคเวท, ยชุรเวท, สามเวท และ อาถรรพเวท มีหลายสาขาในพระเวท แต่ละสาขามีกรรมขันธะ (ซึ่งเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์) ประกอบด้วยมนต์และพิธีพราหมณ์, การบูชา, การทำสมาธิ และการศึกษา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาของผู้ที่เดินเส้นทางฤๅษีและอาศัยอยู่ในป่าเพื่อการแสวงหาความรู้อย่างทุ่มเท) ; กล่าวกันว่าอุปนิษัทเป็นส่วนหนึ่งของ อารัญญะกะ (หนึ่งในกลุ่มงานเขียนศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาฮินดูที่แต่งขึ้นระหว่างพราหมณ์และอุปนิษัทและใช้ในพิธีกรรมตามพระเวท) นับตามดั้งเดิมพระเวททั้งสี่ได้รับการประมวลโดยท่านวยาสเป็น 1180 สาขา และแต่ละสาขาคือมีอยู่ในอุปนิษัท ; ดังนั้นตามวิษณุปุราณะน่าจะมี 21 สาขา สำหรับฤคเวท, 109 สำหรับ ยชุรเวท, 1000 สำหรับ สามเวท และ 50 สำหรับ อาถรรพเวท ; สิ่งเหล่านี้ส่วนใหญ่สูญหายไปตามกาลเวลาและมีเหลืออยู่เพียง 108 รายชื่อ 108 อุปนิษัทมีอยู่ด้านล่างพร้อมแสดงอักษรย่อ (พระเวทที่แต่ละอุปนิษัทเกี่ยวข้อง) ได้แก่ R สำหรับ ฤคเวท, KY สำหรับ กฤษณะยชุรเวท, SY สำหรับ สุขาละ ยชุรเวท (KY และ SY เป็นสองเวอร์ชันของยชุรเวท, S สำหรับ สามเวท และ A สำหรับ อาถรรพเวท)
บางครั้งอุปนิษัทยังถูกรวบรวมเป็นกลุ่มตามหัวข้อดังนี้:
|
อินทรา
ราชาแห่งเทพ
อิศนะ
พระเจ้า 5 พระองค์
พรหม, วิษณุ, รุทระ, อิศนะ และ ศดาศิวะ ; อิศนะ คือ ผู้ปกครอง นาย และเป็นรูปหนึ่งของศิวะ ; บางครั้งหมายถึงเทวะประจำธาตุทั้ง 5
- ดิน : พรหม
- น้ำ : วิษณุ
- ไฟ : รุทระ
- ลม : อิศนะ
- ที่ว่าง : ศดาศิวะ
อิศนะ ลึงค์ / อิสนะ
สัญลักษณ์, กายละเอียด ซึ่งเป็นต้นฉบับที่ทำลายไม่ได้ของกายหยาบหรือกายที่มองเห็นได้
สัญลักษณ์ลึงค์ที่ใช้ในการบูชาพระศิวะ หมายถึงการพิสูจน์ หลักฐานการพิสูจน์ หรือเพศ
อิสนะ แปลว่า ผู้ปกครอง นาย เป็นรูปหนึ่งของศิวะ
อิศวร
อิศวร พระเป็นเจ้า ผู้ปกครอง กษัตริย์ เจ้านาย
ตามอไทฺวตะ อธิบายสภาวะของมายาว่า อิศวรคือพรหมันที่มีสภาวะตามมายา
กล่าวกันว่า อิศวร มีคุณสมบัติเป็นทั้งสสารและเป็นต้นกำเนิดของโลก
พรหมัน ถูกสรุปว่ามีทั้งสองแบบ คือไม่มีคุณลักษณะ (นิรคุณพรหมัน) และมีรูปแบบ (สคุณพรหมัน) ; อิศวร คือ สคุณพรหมัน ซึ่งมีรูปแบบเช่น มีอำนาจทุกประการ, มีความรอบรู้, เป็นผู้สร้าง ฯลฯ
คำว่าอิศวรมีหลายความหมายตามการนำไปใช้ เช่น ในวิสิทธอไทฺวตะ หมายถึง ความไม่เป็นคู่อย่างสมบูรณ์พร้อม
โอมการะ
โอมการะ โอม คือ ปราณาวะ หมายถึง นิรันดร์ สมบูรณ์
คำว่า โอม พยางค์นี้ อธิบายไว้ในบางอุปนิษัทว่า ประกอบด้วย A (อะ) U (อุ) และ M (มะ) แสดงถึง สภาวะ ตื่น ฝัน และ หลับลึก
โอม เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้กล่าวตอนเริ่มหรือจบการอ่านพระเวท หรือ ใช้กล่าวตอนเริ่มพิธีศักดิ์สิทธิ์/สวดมนต์ หรือใช้เรียกชื่อเทวะที่เป็นคุรุ (อาจารย์) ที่มีถึง 108 หรือ 1000 ชื่อ
โอม เป็นการบ่งบอกถึงความเคร่งขลังและความเคารพเหมือนกับคำว่า อาเมน หรือใช้แสดงการยอมรับว่าใช่/ถูกต้อง, เป็นคำสั่ง หรือใช้แสดงความเป็นมงคล
โฮมา ยาจนา
เทวะยัญญะ : จุดไฟหรือโบกไฟผ่านเทพเจ้าต่างๆ เพื่อเป็นการบูชาเทวะ (เรียกว่าโฮมา)
ฮาวิส ยาจนา
การบูชายัญ (ยาจนาบูชา) คือการเซ่นสังเวยลงในกองไฟซึ่งมีความหมายต่างๆ การบูชายัญเป็นพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อสักการะบูชา, เป็นการถวายด้วยจิตวิญญาณหรือความเพียร
กำหนดให้เจ้าของบ้านทำการบูชายัญ 5 ประการทุกวัน โดยเฉพาะพราหมณ์ คือ
- บูชายัญญะ : ถวายสิ่งมีชีวิต
- บิดายัญญะ : ถวายเครื่องเซ่นหรือน้ำให้บรรพบุรุษ
- เทวะยัญญะ : จุดไฟหรือโบกไฟผ่านเทพเจ้าต่างๆ เพื่อเป็นการบูชาเทวะ (เรียกว่าโฮมา)
- มนุษยยัญญะ : ให้การต้อนรับแขกผู้มาเยือน
- พราหมณยัญญะ : การสอนหรือท่องพระเวท
คำว่ายัญญะ (ยาจนา) อาจใช้สำหรับการท่องมนต์ซ้ำๆ ในการบำเพ็ญเพียร (เรียกว่า จาปายาจนา) ดังในภควัทคีตา พระเจ้าได้ตรัสว่า “ยัญญะของข้าพเจ้า คือ จาปายาจนา”
การเขียนพระนามของพระเจ้าสิบล้านครั้งเป็นเครื่องบูชาสักการะเรียกว่า“ โกฏินามะลิขิตะยาจนา” ; การแสดงและการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับภควัทคีตา อาจเรียกว่า “คีตา จะนานะ ยาจนา” ; การตีพิมพ์และการเผยแพร่ ริภู คีตา อาจเรียกได้ว่าเป็น“ ริภู คีตา ยาจนา” ; ยัญญะ (ยาจนา) ยังเกี่ยวข้องกับการสังเวยไฟเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ อีกด้วย

