อภิธานศัพท์
อภิธานศัพท์ หมวดที่ 2 : อักษร น-ร
Glossory of Ribhu Gita by Tandhava
นมัสศิวายะ
นมัสศิวายะ แปลว่า ขอนอบน้อมเคารพต่อศิวะ หรือ เชื่อฟังต่อศิวะ
นี้ / สิ่งนี้
สิ่งนี้ คือ คำแปลจากภาษาสันสกฤต (idam) ใช้อธิบายครอบคลุม, แล้วแต่บริบท, ทุกสิ่งที่มิใช่บุคคลที่หนึ่ง และ บุคคลที่สอง
นิทิธยาสนะ
นิทิธยาสนะ ฌานสมาธิ เป็นขั้นสุดท้ายในการทำความเข้าใจมหาวรรคยะ วรรคที่กล่าวว่า “ตตฺ คือ ท่าน” เพื่อรู้แจ้งถึง อาตมัน/พรหมัน
ขั้นตอนทั้ง 4 ของการบำเพ็ญเพียรคือ
- สมันยาสะ (หรือสัมปาติสสฺส) “การปลูกฝังวินัยสี่ประการดังต่อไปนี้
- ความสามารถในการแยกแยะสิ่งจริงและสิ่งลวง
- การสละความเพลิดเพลินของวัตถุเช่น โลกและสวรรค์
- คุณสมบัติ 6 ประการ
- การควบคุมอันตกรณะ (คณะภายใน คือ มนัส พุทธิ จิตตะ อหังการ)
- การควบคุมอวัยวะรับสัมผัสภายนอก (ตา หู จมูก ลิ้น ผิวกาย)
- หยุดการทำงานของอวัยวะรับสัมผัสภายนอก
- อดทน
- ศรัทธาต่อพระเวทและคุรุ
- ตั้งมั่นในคุรุหรือพระเป็นเจ้า
- สารวันนะ ฟังคำสอนของปราชญ์เรื่องอุปนิษัทและ อไทฺวตะอุปนิษัทและศึกษาพระ เช่น พรหมสูตรเรียนรู้เกี่ยวกับความเป็นจริงของพรหมันและอาตมัน
- มานานะ การไตร่ตรองคำสอน
- นิทิธยาสนะ การบำเพ็ญสมาธิกับความจริงที่ว่า “ตตฺ คือ ท่าน”
นิรวิกัลปะสมาธิ
นิรวิกัลปะสมาธิ ผู้ทำสมาธิทำให้ตัวเองเป็นอิสระจากความคิดที่แตกต่างทั้งหมด, เป็นอิสระจาก ความแตกต่างในฐานะผู้รู้, ความรู้ และสิ่งที่ถูกรู้ ซึ่งจิตใจหยุดการตื่นตัว (สิ้นสุดพฤติแห่งจิต)
บาปหนัก 5 ประการ
- พราหมณฆาตยะ : การสังหารพราหมณ์
- สุราปานะ : การดื่มแอลกอฮอล์
- สตียะ : การขโมย
- กุรวันกะนะกามานะ : การเป็นชู้กับภรรยาของคุรุ
- สัมสันกะ : การร่วมมือหรือสมคบกับคนบาปที่กล่าวถึงข้างต้น
ปมในใจ
ปมในใจ ใช้ในหลายคัมภีร์ หมายถึง ความไม่สัมพันธ์กันของร่างกาย ความไม่เข้าใจว่าอาตมันคือสติสัมปะชัญญะบริสุทธิ์
ปรมัตถะ
ปรมัตถะ บริวาร (ภูตผี) ของศิวะ นามหนึ่งของศิวะ คือ พระเป็นเจ้าแห่งปรมัตถะคณะ
ประกฤติ/ประกฤต
ประกฤติ/ประกฤต ปฐมภูมิของธรรมชาติ มีความหมายที่แตกต่างกันในปรัชญาอินเดีย :
สำขยะ กล่าวว่า ประกฤติเป็น 1 ใน 2 ของระบบพื้นฐาน, ประกฤติเป็นพื้นฐานที่ตื่นตัว, แต่ไม่มีวิญญาณ, เป็นหนึ่งเดียวและมองไม่เห็น, เป็นแหล่งพลังงานของจักรวาล, แต่อนุมานได้จากผลกระทบของมัน, ประกฤติประกอบด้วยคุณะ 3 ประการ (สัตวะ, รชัส และ ตมัส) ;
ไทฺวตะ (เทวภาวะ, ทวินิยม) กล่าวว่า ประกฤติเป็นสสารที่ก่อให้เกิดโลกและ ประกฤติเป็น 1 ใน 20 ประเภทของสสาร ;
ในวิศิษฏไทฺวตะ (อทวินิยม) กล่าวว่า ประกฤติเป็น 1 ใน 6 สสาร, คุณะเป็นคุณสมบัติของประกฤติแต่มิใช่องค์ประกอบ, แบ่งแยกไม่ได้แต่ไม่ได้เป็นเอกลักษณ์เดียวกัน, เกี่ยวข้องกับอิศวร และขึ้นอยู่กับ (อาศัยอยู่ใน) แต่ละบุคคล, ไม่เป็นอนันต์แต่ถูกจำกัดโดย นิตยะ-วิภูติ, หรือการสำแดงนิรันดร์, ซึ่งจำกัดและไม่ใช่วัตถุ ;
อไทฺวตะ (ไม่มีสิ่งคู่) กล่าวว่า, ประกฤติทั้งหมดเป็นปรากฏการณ์, เป็นมายาอันบริสุทธิ์และไม่ใช่สิ่งจริงอย่างแท้จริง
ประสาทสัมผัสและอวัยวะ
เทวะของประสาทสัมผัสและอวัยวะ
กล่าวกันว่าเทวะมีส่วนร่วมอยู่กับประสาทสัมผัสภายในต่างๆ, อวัยวะรับสัมผัส, สัมผัสละเอียดอ่อน (ตานมาตรา), อวัยวะที่ใช้กระทำ และอื่นๆ ดังนี้
- มนัส (จิตใจ) : จันทรา
- พุทธิ (สติปัญญา) : พรหม
- อหังการ (ego) : รุทระ
- จิต (ความคิด, สติปัญญา) : วสุเทวะ
ประสาทสัมผัส และเทวะ มีดังนี้
- หู (เสียง) : อากาศ (ที่ว่าง, ทิศทาง)
- ผิว (สัมผัส) : วายุ (ลม)
- ตา (รูป) : สุริยะ (พระอาทิตย์)
- ลิ้น (รส) : วรุณ (น้ำ)
- จมูก (กลิ่น) : อัศวินกุมาร (เทวะคู่แห่งการปรุงยา)
อวัยวะที่ใช้กระทำ และเทวะ มีดังนี้
- วาจา (พูด) : อัคนี (ไฟ)
- ปานิ (มือ) : อินทรา (เทวราชา)
- บาทา (เท้า) : วิษณุ (ผู้ธำรงรักษา)
- พายุ (ขับถ่าย) : มฤตยู (เทพแห่งความตาย)
- อุบัติ (การเกิด) : ประชาบดี (ต้นกำเนิดบรรบุรุษ)
ประชาบดี
ประชาบดี คือ ต้นตระกูล, นามแห่งพรหม และยังเป็นนามของพระเจ้าทั้ง 10 องค์ที่สร้างโดยพรหม
ปราณาวะ
ปราณาวะ โอม หมายถึง นิรันดร์ สมบูรณ์
คำว่า โอม พยางค์นี้ อธิบายไว้ในบางอุปนิษัทว่า ประกอบด้วย A (อะ) U (อุ) และ M (มะ) แสดงถึง สภาวะ ตื่น ฝัน และ หลับลึก
โอม เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้กล่าวตอนเริ่มหรือจบการอ่านพระเวท หรือ ใช้กล่าวตอนเริ่มพิธีศักดิ์สิทธิ์/สวดมนต์ หรือใช้เรียกชื่อเทวะที่เป็นคุรุ (อาจารย์) ที่มีถึง 108 หรือ 1000 ชื่อ
โอม เป็นการบ่งบอกถึงความเคร่งขลังและความเคารพเหมือนกับคำว่า อาเมน หรือใช้แสดงการยอมรับว่าใช่/ถูกต้อง, เป็นคำสั่ง หรือใช้แสดงความเป็นมงคล
ปราณ 10
พื้นฐานการเคลื่อนลมปราณ 10 ประการ (ในช่องที่ละเอียดอ่อนหรือหลอดเลือด)
- ปราณ มีหน้าที่ หายใจออก, หายใจเข้า, ไอ, กลั้นหายใจ, เคลื่อนไปที่ปาก, รูจมูก, ลำคอ, สะดือ, นิ้วโป้งเท้าทั้งสอง และ บน/ล่างของกุณฑาลินี (กระดูกกระเบนเหน็บ)
- อปาน มีหน้าที่ ขับอุจจาระ, ปัสสาวะ และสิ่งที่คล้ายกัน, การเคลื่อนไหวทั้งร่างกาย, ทวารหนัก, อวัยเพศ, ต้นขา, เข่า, น่อง, ท้อง, สะโพก, หน้าแข้ง, สะดือ และอื่นๆ
- วิยานะ ทำหน้าที่ ให้และจับความเคลื่อนไหว ในหู, ตา, ตะโพก, ข้อเท้า, ส้นเท้า, จมูก, คอ และส่วนต่างๆ ในร่างกายทั้งหมด
- อุทานะ ทำหน้าที่ที่ตรงขึ้นด้านบน คือ แบกของสูงขึ้น, การเคลื่อนไหวในกึ่งกลางของลำคอและที่ข้อต่อทั้งหมด
- สมานะ ทำหน้าที่บำรุงร่างกายในสะดือ, แผ่ซ่านไปที่มือและเท้าและส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ตลอดทั้ง 72000 ช่องเล็กๆที่ละเอียดอ่อน แทรกซึมไปในส่วนหลักและส่วนย่อย
ส่วนย่อยของปราณคือ
- นากะ ทำหน้าที่ เรอ หรือที่เหมือนกัน
- คุรมะ ทำหน้าที่ เปิดและปิดเปลือกตา
- ครคาระ ทำหน้าที่ สะอึก
- เทวะทัตตะ ทำหน้าที่ หาวและนำเข้าสู่การหลับ
- ธานานชายะ ทำหน้าที่สร้างเสมหะ, การบวม และที่คล้ายกัน, แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ; กล่าวกันว่าจะไม่ทิ้งร่างแม้จะตายแล้ว (ทำให้เกิดการบวม/อืด ในร่างอันมรณา)
ปรัชญา
ปรัชญา มีคำแปลที่หลากหลาย เช่น
- พุทธิ, ความรู้, ปัญญา, ความระมัดระวัง, สติ ;
- จริยะ หรือ ความรู้ เมื่อกล่าวถึงการศึกษาเล่าเรียน, ความเข้าใจ, เนื้อหา, ความรู้ความเข้าใจ ;
- ความรู้ที่เป็นประเภทพิเศษ ตัวอย่างเช่น ความรู้วิทยาศาสตร์ (ระบบความรู้ของธรรมชาติและโลกกายภาพ) และความรู้โดยสัญชาตญาน ;
- ปรัชญา แทนความหมาย “ความรู้สมบูรณ์” หรือ “ความรู้สูงสุด” เมื่อใช้ในการแปล มหาวรรคยะ “ปรัชญา พรหมะ” เพื่อแสดงความรู้เกี่ยวกับสัจธรรมสูงสุดของศาสนาและปรัชญา, ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวกับบรมวิญญาณสูงสุด ;
- คำว่าปรัชญาใช้เพื่อให้เห็นมุมมองของผู้เขียนว่า “ความรู้” (จริยะ) ถูกเรียกว่าปรัชญา ;
- “ปรัชญา พรหมะ” แปลได้อีกความหมายว่า “สติคือพรหมัน”
ปัญจกรตา
ปัญจกรตา 5 กิจกรรมของพระเป็นเจ้า
- การสร้าง (พรหม)
- การธำรงรักษา (วิษณุ)
- การทำลาย (รุทระ)
- การทำให้หายไปหรือถูกกำจัด (อิศนะ)
- การอนุเคราะห์ (ศดาศิวะ)
ปัญจักชาระมันตรา
ปัญจักชาระ มันตรา คือ มนต์ 5 พยางค์ “นะมัสศิวายะ” หมายถึง “นอบน้อม (เคารพ เชื่อฟัง) ต่อศิวะ”
ปัญจิกะรานะ
ปัญจิกะรานะ กล่าวกันว่าโลกสร้างขึ้นจากธาตุทั้ง 5 ผสมกันด้วยสัดส่วนต่างๆ
ปุราณะ
ปุราณะ ตำราของฮินดู ตำนาน ประวัติศาสตร์ คำสอนทางจิตวิญญาณ และ หัวข้ออื่นๆ ของสารานุกรมแห่งธรรมชาติ แต่งขึ้นโดยท่านวยาส (ผู้นำ/รวบรวมปรัชญาเวทานตะ) กล่าวกันว่าพบ 18 เล่ม จากจำนวน 20 เล่ม ดังนี้
- พรหมปุราณะ
- ปัทมปุราณะ
- ภควัตปุราณะ
- นรดาปุราณะ
- มาเคนเทยะปุราณะ
- อัคนีปุราณะ
- ภวิชญาปุราณะ
- พรหมไววารตะ
- ลึงคะปุราณะ
- วราหะปุราณะ
- สกันทะปุราณะ
- วามานะปุราณะ
- กุรมาปุราณะ
- มัทศยาปุราณะ
- การุดาปุราณะ
- พรหมันทะปุราณะ
- วิษณุปุราณะ
- ศิวะปุราณะ
- วายุปุราณะ
- เทวีภควัทตา
ปุรุษะ
ปุรุษะ หมายถึง บุรุษ (ผู้ชาย), วิญญาณ, จิตวิญญาณ
สำขยะ กล่าวว่า ปุรุษะ คือสติบริสุทธิ์ จับต้องไม่ได้ ไม่สัมพันธ์กับสิ่งใด ไม่ตื่นตัว ไม่เปลี่ยนแปลง บริสุทธิ์ เป็นนิรันดร์ เป็นจิตวิญญาณที่มีจำนวนอนันต์ ;
ไศวนิกาย กล่าวว่า ปุรุษะเป็นบรมวิญญาณ อาตมันสากล เป็นวิญญาณของจักรวาล ปรากฏภายใต้ข้อจำกัดเช่นเดียวกับปัจเจกวิญญาณต่างๆ ที่ถูกผนึกในเปลือกทั้ง 5 ของ กาละ, นิยาติ, ราคะ, วิทยา และ กาละ
อไทฺวตะ กล่าวว่า ปุรุษะเป็นพื้นฐานหนึ่งเดียว, ผู้สังเกตการณ์นิรันดร์, ไม่เคลื่อนไหว, ไม่ปรุงแต่ง, เป็นผู้รู้ประสบการณ์, ปรมาตมัน (บรมวิญญาณสูงสุด) ถูกพิจารณาว่าเป็นหนึ่งเดียวและเป็นเพียงปุรุษะ
ปุรุษะ สุคตา อธิบาย ปุรุษะจักรวาล ว่าเป็นจำนวน พันศีรษะ พันตา พันเท้า ไม่เที่ยงแท้ และอยู่เหนือกว่า ครอบคลุมโลกทุกด้านและยื่นออกไปอีก 10 นิ้วมือของโลกที่มีทั้งหมด ¼ ของปุรุษะคือสิ่งมีชีวิต และ ¾ ของปุรุษะคือสิ่งที่เป็นอมตะในสวรรค์
เปลือก 6 ประการ
เปลือกทั้ง 6 เป็นองค์ประกอบของร่างกาย คือ
- ไขกระดูก
- กระดูก
- อสุจิ
- เลือด
- ผิวหนัง
- เนื้อ
พรหมัน
พรหมัน มาจากภาษาสันสฤต พรห = การเติบโต และ มัน = การหายไป (จากสถานที่หรือเวลา) ดังนั้น พรหมันจึงหมายถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
- พรหมันคือสิ่งเดียวที่เป็นจริง อยู่เหนือคำจำกัดความ การยอมรับที่สัมผัสได้ และ จิตใจของมนุษย์
- พรหมันถูกมองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้ข้อจำกัด, มีอยู่ก่อนแล้ว, ไร้ข้อจำกัดในสถานที่และเวลา, ไม่เปลี่ยนแปลง, ไม่มีที่ติ, ไร้คุณสมบัติ, ไร้คุณลักษณะ, ไร้ชื่อหรือรูปแบบ, ไม่เกิดและไม่เติบโต, ไม่มีวุฒิภาวะ, ไม่เสื่อมสลาย, ไม่มีอะไรที่คล้ายคลึง และไม่มีอะไรแตกต่างจากพรหมัน
- พรหมันถูกกล่าวว่าเป็นความรู้บริสุทธิ์, เป็นเหตุแห่งประสิทธิภาพและแก่นสารของจักรวาล, เป็นจิตวิญญาณที่แทรกซึม (แผ่ซ่าน) ไปทั่วจักรวาล, เป็นแก่นของการสร้างสิ่งมีชีวิตและสิ่งที่สิ่งมีชีวิตซึมซับอยู่
- กล่าวกันว่า ปรากฏการณ์ทั้งหมดของโลก, คุณภาพ, การกระทำ, และการเผยให้เห็นนั้น เป็นการลวงตา (มายา) ที่ซ้อนทับบนพรหมัน
- ในอุปนิษัทนิยามพรหมันว่า เป็นอาตมันสากล, เป็นความจริงแท้ และ พรหมันคือหัวข้อสำคัญที่สุดในการอธิบายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในฤภูคีตานี้
พรหม
พรหม ผู้สร้าง พระเป็นเจ้าผู้สร้างสิ่งปรากฏทั้งหมด เรียกขานชื่อว่า “จตุรมุข” เพราะมี 4 หน้า ประทับบนดอกบัวที่เกิดขึ้นจากสะดือของวิษณุ
พรหมันตะ
พรหมันตะ ไข่ของพรหม ไข่ของจักรวาล
ตามเรื่องราวของการสร้าง พระเจ้าที่ดำรงอยู่ในตัวเอง ได้สร้างน้ำและฝากไว้ในเมล็ดพันธุ์ของพระองค์ (พรหม) ซึ่งกลายเป็นไข่ทองคำที่พระองค์เองเกิดมาในฐานะพระพรหมผู้เป็นต้นกำเนิดของโลกทั้งหมด
พระเจ้า 5 พระองค์
พรหม, วิษณุ, รุทระ, อิสนะ (อิสนะ คือ ผู้ปกครอง นาย เป็นรูปหนึ่งของศิวะ) และ สดาศิวะ ; บางครั้งก็หมายถึง พระพรหมทั้ง 5
พระเจ้า 5 พระองค์หมายถึง เทวะประจำธาตุทั้ง 5 คือ
- ดิน : พรหม
- น้ำ : วิษณุ
- ไฟ : รุทระ
- ลม : อิสนะ
- ที่ว่าง : สดาศิวะ
พระเวท
เวท, พระเวท พระคัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุดและเป็นรากฐานของศาสนาฮินดู มักจะนับว่ามี 4 ฉบับ คือ ฤคเวท, สามเวท, ยชุรเวท และอาถรรพเวท) แม้ว่าบางครั้งจะกล่าวว่ามีเพียง 3 เท่านั้น แต่อาถรรพเวทเป็นข้อยกเว้นและได้รับการยอมรับว่าเป็นพระเวทจริง
พราหมิณ
พราหมิณ คือหนึ่งในวรรณะ 4 คือ
- พราหมณ์ วรรณะสูงเป็นอภิสิทธิ์ชน เกิดจากปากหรือศีรษะของพระพรหม ได้เรียนรู้ศึกษาศาสนาวิชาการต่างๆ สอนแก่คนทั่วไป ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางติดต่อกับพระเจ้า ทุกวรรณะต้องเคารพด้วยถือว่าเป็นวรรณะสูงสุดและบริสุทธิ์ นุ่งห่มสีขาวและมักมีอาชีพเป็นครูอาจารย์ (ปัญญา)
- กษัตริย์ วรรณะสูงเป็นนักรบนักปกครอง เกิดจากอกและแขนของพระพรหม นิยมนุ่งห่มสีแดง (อำนาจ)
- แพศย์ วรรณะกลางมีอาชีพค้าขาย กสิกร ประมง ฯลฯ สำคัญแก่เศรษฐกิจของบ้านเมือง เกิดจากตะโพกและขาของพระพรหม นิยมนุ่งห่มสีเหลือง (เงินทอง)
- ศูทร วรรณะต่ำอาชีพกรรมกร คนรับใช้ รับจ้าง เกิดจากเท้าของพระพรหม (แรงงาน)
นอกจากนี้ยังมีคนพวกต่ำสุดคือ จัณฑาล เกิดจากการแต่งงานของคนวรรณะสูงกับคนวรรณะต่ำ ถูกแยกออกจากสังคม มีอาชีพลำบากที่คนไม่อยากทำ ขอทาน กวาดถนน เก็บขยะ ขุดหลุมฝังศพ ฝังศพ เผาศพ เป็นต้น
พิจา-อักษรา
พิจา-อักษรา (พิจักษรา) เป็น “อักษรที่เป็นเมล็ดพันธุ์” คือพยัญชนะ ใช้เพื่อแสดงภาวะสมบูรณ์, เทวะ (จะมีพิจักษราเป็นของตนเอง), พลัง, เช่น ฮัม (ที่ว่าง), ยัม (อากาศ), รัม (ไฟ), วัม (น้ำ), ลัม (ดิน), คัม (พรหมัน), คะ (ศิวะ), อิ (ศักติ), กะ (คเณศ) เป็นต้น
พิจักษราถูกใช้เป็นมนตรา (มนตราที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ โอม หรือ ปราณาวะ ประกอบด้วย “A”, “U” และ “M” เสียงไตรภาคีนี้เปล่งออกมาจากการสั่นสะเทือนพื้นฐานสูงที่สุด)
พุทธิ
พุทธิ คือสติปัญญา ; ความรู้สึกภายในที่บรรลุในจังหวะที่อยู่เหนือ แรงจูงใจ และ ความเฉื่อยชา เกิดจากพลังแห่งการบำเพ็ญเพียร เป็นรากแห่งความเชื่อมั่น
ภคทยากะ ลักษณะ
ภคทยากะ ลักษณะ (ชาฮาด-อะชาฮาลลักษณะ) ความหมายทุตยภูมิ เป็นส่วนหนึ่งของความหมายหลัก ซึ่งความหมายหลักถูกตัดทิ้งไปบางส่วน
(ดูรายละเอียดใน ความหมายโดยตรง/ความหมายโดนนัย)
ภควัน
ภควัน ผู้มีพระภาค (มีคุณะทั้ง 6 ประการ)
- อิศวร อำนาจ สงเคราะห์สรรพสิ่ง
- สมาการะ กล้าหาญ พลังงาน
- ยศ ชื่อเสียง
- ศรี ความเจริญรุ่งเรือง สง่างาม คุณธรรม
- ชนานะ ความรู้จากการทำสมาธิ
- ไวราคยะ ไร้ความปรารถนาต่อโลก/บำเพ็ญเพียร
ภควันยังหมายถึง ผู้สร้างและทำลาย การมาและการไปของสิ่งมีชีวิต วิชชาและอวิชชา
ภค
- กามา ความปรารถนา ความหวัง
- หมัตมายา ความยิ่งใหญ่
- ยทนามสะ ความพยายาม ความระมัดระวัง
- กีรติ ชื่อเสียง
ภว
ภว (ภาวนา) หมายถึง สภาวะ ทัศนคติ ท่าทาง อารมณ์ ความคิด อารมณ์ ความคิดเห็น การจัดการจิต ธรรมชาติ ความมุ่งมั่น ความรู้สึก ความละเอียด ศรัทธา ความเชื่อมั่น การไตร่ตรอง สมาธิแบบนามธรรม
เภทะ 3
เภทะ (ประเภท) ความแตกต่าง คือ
- ความแตกต่างระหว่างวัตถุ 2 ชิ้น ที่มีชนิดเดียวกัน เช่น ต้นไม้ และ ต้นไม้ต้นอื่น
- ความแตกต่างระหว่างวัตถุ 2 ชิ้น ที่มีชนิดต่างกัน เช่น ต้นไม้ และ ก้อนหิน
- ความแตกต่างภายใน เช่น ใบ และ ดอก ของต้นไม้
เภทะ ยังใช้แสดงความแตกต่างระหว่าง พระเจ้ากับบุคคล, บุคคลที่แตกต่างกัน, บุคคลกับเรื่องราว, พระเจ้ากับเรื่องราว และเรื่องราวที่มีรูปแบบแตกต่างกัน
มณฑล
มณฑล แผนภาพสัญลักษณ์ทางธรรมหรือทางพิธีกรรมเพื่อหมายถึงเอกภพ ใช้เชิญเทวะหรือการทำสมาธิ โดยทั่วไปมักแสดงในเชิงอภิปรัชญาและเชิงสัญลักษณ์เป็นแผนภาพหรือแผนภูมิแบบเรขาคณิตรูปจักรวาลแบบย่อส่วน
คำว่ามณฑลอาจหมายถึงย่าน, ฝ่ายในฤคเวท หรือ รูปร่างกลม
มนัส
มนัส จิต หรือ จิตใจ มักใช้เป็นคำทั่วไป ที่หมายรวมถึง พุทธิหรือ จิตตะ
มนู
มนู เผ่าพันธุ์มนุษย์สืบเชื้อสายจากมนู (จึงได้ชื่อว่า “มนุษย์” แปลว่าผู้สืบเชื้อสายมาจาก “มนู” นั่นเอง) หรือ จักรพรรดิของโลก ในคัมภีร์กล่าวว่ามี 14 องค์ แต่ละองค์เท่ากับ 1 รัชสมัย และ 14 รัชสมัย เท่ากับ 1 วันของพรหม มีชื่อดังนี้
- สวายัมภูวะมนู
- สวาโรชิศะมนู
- อัทมีมนู
- ตมาสะมนู
- ไรวาตะมนู
- จักษุศะมนู
- ไววาสวาตะมนู
- สวามีมนู
- ทักษะ-สวามีมนู
- พรหมะ-สวามีมนู
- ธรรมะ-สวามีมนู
- รุทระ-สวามีมนู
- รุชยะ-เทวะ-สวามีมนู
- อินทาระ-สวามีมนู
รัชสมัยปัจจุบันคือ องค์ที่ 7 ไววาสวาตะมนู
มหัต
ท่านศรีรามานะ มหาศรี อธิบายว่า มหัต คือ แสงที่ฉายจากสติสัมปะชัญญะสมบูรณ์ เช่นเดียวกับเมล็ดที่พองตัวขึ้นก่อนที่จะแตกหน่อและเติบโต ; สัมปะชัญญะสมบูรณ์ฉายแสงปรากฏเป็นอหังการ และเติบโตเป็นร่างกาย และ จักรวาล
โดยเริ่มต้นจากภาวะสมบูรณ์ และเป็นลำดับดังนี้
จิต = สมบูรณ์
↓
มหัต = ฉายแสงแห่งสติ (กลืนเมล็ด)
↓
อหังการ = อัตตา
↓
มนัส = ใจ
↓
จากนี้ มนัส แยกออกเป็น ฉัน (aham) กับ โลก (idam) ; สภาวะต่อไปก็จะเหมือนกับ สติแห่งจักรวาล และก่อให้เกิดอหังการและจักรวาล ที่ประกอบด้วยสิ่งทั้งปวง
มหาวรรคยะ
มหาวรรคยะ คือ คติพจน์ ที่ยิ่งใหญ่ 4 ประการ
- Prajnanam Brahma ใน ไอตเรย-อุปนิษัทฺ ของ ฤคเวท : สติ (ความรู้) คือ พรหมัน
- Ayam Atma Brahma ใน มาณฺฑูกฺย-อุปนิษทฺ ของ อาถรรพเวท : อาตมัน คือ พรหมัน
- Tat Twam Asi ใน Chandogya ฉานฺโทคฺย-อุปนิษทฺ ของ สามเวท : ตตฺ (สิ่งที่ปรากฏ) คือ ท่าน
- Aham Brahmasmi ใน พฤหทารณฺยก-อุปนิษทฺ ของ ยชุรเวท : ฉันคือพรหมัน
มหาโลกา
มหาโลกา โลกทั้ง 14 กล่าวกันว่ามีโลกชั้นบน 7 ชั้น และ ชั้นล่าง 7 ชั้น
- The upper worlds are called bhuloka, bhuvarloka, svarloka, maharloka, janarloka, taparloka, satyaloka.
- The lower worlds are called atala, vitala, sutala, rasatala, talatala, mahatala, patala.
มันมาทา
มันมาทา คือ ชื่อของกามเทพ ผู้ถูกเผาเป็นเถ้าโดยดวงตาที่ 3 ของศิวะ แต่ได้รับชีวิต (โดยไร้รูป) โดยพระแม่อุมา
มานานะ
มานานะ การโต้ตอบ สิ่งที่ได้เรียน/ได้ยิน เพื่อวิเคราะห์ว่าเป็นจริงอย่างไร และ เพราะอะไร
มันตรา / มนตรา
มันตรา คาถาศักดิ์สิทธิ์, เพลงสวด, มนต์สะกด, คำหรือวลีศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญต่อจิตวิญญาณและอำนาจ, เสน่ห์ (เมตตามหานิยม), คาถาศักดิ์สิทธิ์สำหรับเทวะ
มันตรา ถูกแบ่งประเภท ออกเสียง (คันติกะ) หรือภาวนาในใจซ้ำๆ (อจาปา)
มันตรา จะส่งผลสะท้อนต่อผู้ท่องมาตรานั้น (กล่าวอยู่ในบทท้ายๆ ของ ฤภูคีตา)
- มันตราสำหรับทาขี้เถ้า เรียกว่า อัคนีมันตรา
- agniriti bhasma
- vayuriti bhasma
- jalamiti bhasma
- sthalalmiti bhasma
- vyometi bhasma
- sarvam ha va
- idam bhasma
- mana ityetani
- chakshugumshi bhasma
กล่าวมันตรานี้ขณะที่ละลายขี้เถ้าในน้ำในฝ่ามือ เพื่อเรียก ไฟ ลม น้ำ ดิน และ ที่ว่าง ทั้งหมดนี้ และ จิต กับ ดวงตา เข้าในขี้เถ้า
- ตรี-อยุศะ มันตรา
- tri-ayusham jamadagneh
- kasyapasya tri-ayusham
- yat devanam tri-ayusham
- tan me astu tri-ayusham
- อายุยืนขึ้น 3 เท่าของปราชญ์ จามาทักนิ
- อายุยืนขึ้น 3 เท่าของปราชญ์ กัศยาปะ
- อายุยืนขึ้น 3 เท่าของพระเป็นเจ้า
ขอให้อายุยืนขึ้น 3 เท่าเป็นของฉัน
- ไตรยัมบากา มันตรา
- tryambakam yajamahe
- sugandhim pushti vardhanam
- urvarukamiva bandanath
- mrtyor mukshiya mamrtat
บทสวดที่รู้จักอย่างกว้างขวางแด่พระเจ้าผู้มีเนตรที่ 3 (ไตรยัมบากา, ศิวะ) บูชาเพื่อให้รอดจากความตายและเป็นอมตะ)
ยาคะ
- ยาคะ เป็นคำที่ใช้โดยทั่วไป (แต่ไม่ใช่เฉพาะ) สำหรับการแสดงเครื่องบูชาด้วยไฟในพิธีใหญ่ ตามพระเวทต่างๆ โดยใช้นักบวชพิเศษเป็นผู้ทำพิธียาคะ เช่น อธวารยุ (นักบวชที่ทำพิธี), โหตร (สำหรับการอ่านฤคเวท), อุทกาตะ (สำหรับสวดบทสวดของสามเวท), พราหมณ์ (นักบวชที่เป็นประธานซึ่งมักใช้ในการพิธีโสมายัญญะ), นักบวชต่าง ๆ ถึง 16 คนในพิธีใหญ่ ; โดยปกติแล้วยาคะจะมีสาธารณชนเข้าร่วมจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีการจัดประเภทของยาคะประเภทต่างๆ เช่น กระทุ ที่มีการสร้างเสาบูชาซึ่งมีการผูกวัตถุบูชาไว้ ;
- โฮมะ โดยทั่วไปแล้ว (แต่ไม่ใช่เฉพาะ) เป็นพิธีในระดับที่เล็กกว่าโดยทำอยู่ในบ้าน ทำเพื่อบูชาเทวะตาม เทวะยัญญะ เป็นประจำทุกวัน บางครั้งจะเห็นข้อความในพระคัมภีร์จะเกี่ยวกับรูปแบบของ โฮมะ เช่น “ปุรุษะสุขตะโฮมะ”“ศรีสุขตะโฮมะ” และ “ภควัทคีตา” ;
- ฮาวิส เป็นคำที่ใช้สำหรับเครื่องบูชาหรือเครื่องเผาบูชาที่เทลงในหรือโยนเข้าไปในไฟยัญญะ ;
- โยคะ เป็นคำทั่วไปสำหรับแนวทางหรือระเบียบวินัยที่นำไปสู่การรวมกันกับพระเจ้า เช่น การควบคุมลมหายใจ, (จักระ) บนเส้นทางของกุณฑาลินี, มนตรา, ความเคร่งอื่น ๆ, การควบคุมจิตใจ, ภักติ (ความจงรักภักดี), กรรมโยคะและญาณโยคะ (ความรู้)
มายา
มายา สิ่งลวงตา เป็นพื้นฐานที่ทำให้เกิดโลกแห่งปรากฏการณ์ ; มายาถูกเรียกว่าเป็นพลังแห่งการบดบัง ; ในอไทฺวตะพิจารณามายาว่าเป็นสิ่งคู่ที่อยู่อีกด้านหนึ่งของพรหมัน นอกจากนี้กล่าวกันว่ามายานั้นไม่ใช่ทั้งจริง และไม่ใช่สิ่งลวง ;
ท่านศังกรา (ศาสดาแห่งอไทฺวตะ) กล่าวว่า เหตุผลแรก เพราะโลกคือปรากฏการณ์, มายาจึงไม่จริง และ เหตุผลที่สอง เมื่อมายาหายไปจะเกิดความรู้แห่งอาตมัน ดังนั้น มายาจึงไม่จริง ; ท่านศังกรายังกล่าวด้วยว่า มายานั้นใช้แทนความไม่รู้ (อวิชชา) มายานี้ไม่มีอยู่จริง, ไม่เป็นสสารหรืออะไรก็ตาม แต่ก็มิใช่ “สิ่งที่ไม่จริง” , เพราะว่ามายานั้นมิได้มีอยู่ ; อาตมันหรือพรหมันนั้นเป็นหนึ่งไม่มีสอง และในอาตมันหรือพรหมันนั้น แท้จริงแล้ว ไม่มีมายา
มุลามันตรา
มุลามันตรา (รากของมนตรา) เป็นแหล่งกำเนิดของมนตรา พระเจ้าแต่ละองค์จะมีมุลามันตราเฉพาะ ยกตัวอย่างเช่น “โอม” “อุกรัม วิรัม มหาวิษณัม” ; มุลามันตรา ของ นรสิงห์พระเป็นเจ้า (ครึ่งมนุษย์และสิงโต) คือ “ชวาลันทัม สวาโทมุคัม นรสิมัม พิชานัม พทะรัม มฤตยัม-มฤตยัม นะมามะยะฮัม”
มเหศวร
มหาเทพ คือ ศิวะ
มุนี
มุนี ปราชญ์ นักสิทธิ์
เมรุ
เขาพระสุเมรุ ภูเขาในตำนานมีขนาดมหึมา เป็นศูนย์กลางของ “ชมพูทวีป” และถือว่าเป็นศูนย์กลางของโลก
ราหู
ราหู (ดวงดาวแห่งเงา) ที่ถือเป็นดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่ง ราหูคือเงามืดของดวงจันทร์ที่บดบังพระอาทิตย์ เมื่อมีสุริยุปราคา และเป็นเงาของโลกที่บดบังพระจันทร์ เมื่อมีจันทรุปราคา
ยาจนา
ยัญญะ
การบูชายัญ (ยาจนาบูชา) คือการเซ่นสังเวยลงในกองไฟ ซึ่งมีความหมายต่างๆ การบูชายัญเป็นพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อสักการะบูชา, เป็นการถวายด้วยจิตวิญญาณหรือความเพียร
เดิมทีกำหนดให้เจ้าของบ้านทำการบูชายัญ 5 ประการทุกวัน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวรรณะพราหมณ์ คือ
- บูชายัญญะ : ถวายสิ่งมีชีวิต
- บิดายัญญะ : ถวายเครื่องเซ่นหรือน้ำให้บรรพบุรุษ
- เทวะยัญญะ : จุดไฟหรือโบกไฟผ่านเทพเจ้าต่างๆ เพื่อเป็นการบูชาเทวะ (เรียกว่าโฮมา)
- มนุษยยัญญะ : ให้การต้อนรับแขกผู้มาเยือน
- พราหมณยัญญะ : การสอนหรือท่องพระเวท
คำว่ายัญญะ (ยาจนา) อาจใช้สำหรับการท่องมนต์ซ้ำๆ ในการบำเพ็ญเพียร (เรียกว่า จาปายาจนา) ดังในภควัทคีตา พระเจ้าได้ตรัสว่า “ยัญญะของข้าพเจ้า คือ จาปายาจนา”
การเขียนพระนามของพระเจ้าสิบล้านครั้งเป็นเครื่องบูชาสักการะเรียกว่า“ โกฏินามะลิขิตะยาจนา” ; การแสดงและการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับภควัทคีตา อาจเรียกว่า “คีตา จะนานะ ยาจนา” ; การตีพิมพ์และการเผยแพร่ ฤภู คีตา อาจเรียกได้ว่าเป็น“ ฤภู คีตา ยาจนา” ; ยัญญะ (ยาจนา) ยังเกี่ยวข้องกับการสังเวยไฟเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ อีกด้วย
รุทระ
รุทระ นามของศิวะ ปรากฏครั้งแรกใน ฤคเวท
รุทระ หมายถึง น่ากลัว คำราม ประทานอำนาจ แข็งแรง สีแดง แวววาว ส่องแสง น่ายกย่อง ขับไล่ความชั่วร้าย
รุทรักษะ
รุทรักษะ (ตาของศิวะ) เมล็ดรุทรักษะนั้น ที่จริงคือเบอรี่ชนิดหนึ่ง ใช้ทำมาลา (ประคำ), ใช้สำหรับประดับร่างกาย ของสาวกแห่งศิวะ, ในศิวะปุราณะมีรายละเอียดเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของรุทรักษะแบบต่างๆ และข้อดีของแต่ละชนิด,
มีตำนานกล่าวกันว่า ครั้งเมื่อศิวะเห็นความทุกข์ของสรรพสัตว์บนโลก เกิดความสงสาร ถึงกับเกิดน้ำตาหยดลงบนพื้นโลกและเกิดเป็นต้นรุทรักษะ จึงเรียกกันในเวลาต่อมาว่า “น้ำตาของศิวะ” ที่เกิดจากความเมตตาต่อสรรพสัตว์
รูปแบบทั้ง 3 ประการ
รูปแบบทั้ง 3 ประการ คือ
- พรหม (ผู้สร้าง)
- วิษณุ (ผู้ธำรงรักษา)
- ศิวะ (ผู้ทำลายล้าง)
ฤภู
ฤภู ปราชญ์ผู้เปิดเผยความจริงอันประเสริฐที่เก็บรักษาไว้ใน ฤภู คีตา และ อุปนิษัท ฤภู ออกเสียงเป็นภาษาสันสกฤติว่า รึ-ภู ซึ่งเป็นเสียงตรงกลางระหว่าง ริภู และ รุภู
ฤภู คีตา
ฤภู คีตา เป็นบทสนทนาระหว่าง ฤภู และ นิทากะ เกี่ยวกับ อาตมันและพรหมัน เป็นส่วนหนึ่งของ ศิวะรหัสยะ ;
ยังพบบทสนทนาระหว่าง ฤภู และ นิทากะ เกี่ยวกับ อาตมันและพรหมัน ในตำราโบราณ ยกตัวอย่างเช่น กวีนิพนธ์ 108 อุปนิษัท ใน มุณฺฑก-อุปนิษทฺ, ใน เตโชพินธุ อุปนิษัท ของ กฤษณะ ยชุรเวท, มาโหปนิษัท ของ สามเวท, อันนาปุราโณปนิษัท ของ อาถรรพเวท และวระโหปนิษัท ของ กฤษณะ ยชุรเวท
ฤดูกาล 6
- ฤดูใบไม้ผลิ “วสันต์” กลางเมษายน-กลางมิถุนายน
- ฤดูร้อน “กริชมา” กลางมิถุนายน-กลางสิงหาคม
- ฤดูฝน “วารชะ” กลางสิงหาคม-กลางตุลาคม
- ฤดูใบไม้ร่วง “สารัท” กลางตุลาคม-กลางธันวาคม
- ฤดูหนาว “เหมันต์” กลางธันวาคม-กลางกุมภาพันธ์
- ฤดูเย็น “สิสิระ” กลางกุมภาพันธ์-กลางเมษายน

