อภิธานศัพท์
อภิธานศัพท์ หมวดที่ 3 : อักษร ล-ส
Glossory of Ribhu Gita by Tandhava
โลกทัั้งสาม
- สวรรค์
- ปฐพี (โลก)
- บาดาล
โลกทั้งสิบสี่
โลกทั้ง 14 กล่าวกันว่ามีโลกชั้นบน 7 ชั้น และ ชั้นล่าง 7 ชั้น
The upper worlds are called bhuloka, bhuvarloka, svarloka, maharloka, janarloka, taparloka, satyaloka.
The lower worlds are called atala, vitala, sutala, rasatala, talatala, mahatala, patala.
ลึงค์
ลึงค์คือสัญลักษณ์, กายละเอียด ซึ่งเป็นต้นแบบที่ทำลายไม่ได้ของกายหยาบหรือกายที่มองเห็นได้
สัญลักษณ์ลึงค์ที่ใช้ในการบูชาศิวะ หมายถึง การพิสูจน์ หลักฐานการพิสูจน์ หรือเพศ
วนปรัสถ์
วนปรัสถ์ แปลว่า ผู้ที่เข้าป่า เป็น 1 ในอาศรม 4 ที่แสดงถึงวัยต่างๆ ของบุคคล ตั้งแต่กำเนิดจนถึงมรณา
- พรหมจารี วัยศึกษา
- คฤหัสถ์ วัยมีครอบครัว
- วนปรัสถ์ วัยหาความสงบ
- สันยาสี วัยสละโลก เป็นนักบวชเพื่อหาหนทางหลุดพ้น
วิญญาณ 3
วิญญาณ 3 หรือ ชีวา 3 แบ่งได้สองแบบคือ
- นิตยะ เป็นอิสระนิรันดร์
- มุกตะ บรรลุภาวะอิสระ (หลุดพ้น)
- พันธะ ถูกผูกมัด
หรือ
- สกาละ ขึ้นอยู่กับ มาละ หรือ ความไม่บริสุทธิ์ 3 ประการ คือ
- อานาวะ มาละ เนื่องจากความไม่รู้ (อวิชชา) โดยกำเนิด
- กามะ มาละ เป็นผลของอานาวะ
- มายิกะ มาละ เนื่องจาก กามะ มาละ
- ปราลายะกาละ ขึ้นอยู่กับ อานาวะ มาละ และ กามะ มาละ
- วิชญานากาละ ขึ้นอยู่กับ อานาวะ มาละ เพียงอย่างเดียว
วรรณะ 4
- พราหมณ์ วรรณะสูงเป็นอภิสิทธิ์ชน เกิดจากปากหรือศีรษะของพระพรหม ได้เรียนรู้ศึกษาศาสนาวิชาการต่างๆ สอนแก่คนทั่วไป ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางติดต่อกับพระเจ้า ทุกวรรณะต้องเคารพด้วยถือว่าเป็นวรรณะสูงสุดและบริสุทธิ์ นุ่งห่มสีขาวและมักมีอาชีพเป็นครูอาจารย์ (ปัญญา)
- กษัตริย์ วรรณะสูงเป็นนักรบนักปกครอง เกิดจากอกและแขนของพระพรหม นิยมนุ่งห่มสีแดง (อำนาจ)
- แพศย์ (ไวศย) วรรณะกลางมีอาชีพค้าขาย กสิกร ประมง ฯลฯ สำคัญแก่เศรษฐกิจของบ้านเมือง เกิดจากตะโพกและขาของพระพรหม นิยมนุ่งห่มสีเหลือง (เงินทอง)
- ศูทร วรรณะต่ำอาชีพกรรมกร คนรับใช้ รับจ้าง เกิดจากเท้าของพระพรหม (แรงงาน)
นอกจากนี้ยังมีคนพวกต่ำสุดคือ จัณฑาล เกิดจากการแต่งงานของคนวรรณะสูงกับคนวรรณะต่ำ ถูกแยกออกจากสังคม มีอาชีพลำบากที่คนไม่อยากทำ ขอทาน กวาดถนน เก็บขยะ ขุดหลุมฝังศพ ฝังศพ เผาศพ เป็นต้น
วฤติ (พฤติ)
วฤติ (พฤติ) สถานะ ลักษณะการแสดงออกที่มิใช่สิ่งของ, วฤติเป็น “สถานะของจิตใจ” การปรุงแต่ง หรือ การเปลี่ยนแปลงของจิตใจ ; ในเรื่องความรู้แบบเปรียบเทียบ (ความรู้เรื่องสิ่งคู่) วฤติเป็นสิ่งเชื่อมโยงระหว่างรูปธรรมและนามธรรม ; วฤติเป็นรูปแบบหนึ่งของอวิชชา (ความไม่รู้) ที่แพร่หลายบนความรู้และสิ่งที่ถูกรู้
ในอไทฺวตะ กล่าวว่า ความจริงที่สมบูรณ์ (อาตมันหรือพรหมัน) นั้น เป็นเพียงผลของ วฤติ
วาสนา
วาสนา ความรู้ที่ได้มาจากความทรงจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความประทับใจที่ทิ้งไว้ในใจโดยไม่รู้ตัว ทั้งจากการกระทำที่ดีและไม่ดีในอดีต ซึ่งทำให้เกิดความสุขหรือความเศร้าโศก, จินตนาการ, ความไม่รู้ (อวิชชา), แนวโน้มที่ไม่รู้, ความปรารถนา, ความโน้มเอียง และความคาดหวัง ; ส่วนที่เหลือของความประทับใจในอดีต, แนวโน้มของความหลงผิด
วาสุเทวะ
วาสุเทวะ พระเจ้าผู้ทรงสถิตอยู่ทุกหนทุกแห่ง ชื่อของพระวิษณุ
วิกัลปะ
วิกัลปะ หมายถึง ความสงสัย, ความไม่แน่ใจ, รังเกียจ, ไม่มั่นใจ, ตัวเลือก, ข้อผิดพลาด, ความไม่รู้, ความเข้าใจผิด, ความแบ่งแยกแตกต่าง
วยาสติ
วยาสติ ปัจเจกบุคคล, ที่ไม่ต่อเนื่อง, แยกกัน ; กลุ่มของส่วนประกอบที่ยังคงความแตกต่างกัน ; จุลภาค
วิรัต
วิรัต จักรวาลที่ตื่นรู้, จักรวาลในรูปแบบของอาตมัน, ทำหน้าที่ผ่านการรวมตัวของร่างกายทั้งหมดในสภาวะตื่น, กล่าวได้ว่า “ส่องสว่างอย่างยิ่ง”
วิศว
วิศว โลกทั้งหมด, จักรวาล, สรรพสิ่ง
วิษณุ
วิษณุ แปลว่า “การแทรกซึม (แผ่ซ่าน) ไปทั่ว” หมายถึง วิษณุผู้เป็นเจ้า หรือองค์ใดซึ่งแผ่ซ่านไปทั่ว
วิสวาน
วิสวาน บุคคลทั้งหลายที่อยู่ในสภาวะตื่น
วิวารตะ
วิวารตะ ภาพลวงตาและรูปลักษณ์ที่ไม่จริงซึ่งเกิดจากอวิชชา (ความไม่รู้) ตัวอย่างเช่น งู คือ วิวารตะ ของ เชือก
วิเทหะมุกตะวิเทหะมุกติ
วิเทหะมุกติ คือผู้ที่หลุดพ้นภายนอกร่างกาย แตกต่างจาก ชีวานมุกตะ (ผู้ที่หบุดพ้นในขณะที่ยังมีชีวิต) ; วิเทหะมุกตะ บางครั้งหมายถึง ปราชญ์ของอไทฺวตะ ซึ่งไม่มีความแบ่งแยกแตกต่าง (ไร้สิ่งคู่) อย่างแท้จริง
การหลุดพ้นแบ่งออกเป็น 3 ประเภท
- มีรูป คือ ชีวานมุกตะ
- ไร้รูป คือ วิเทหะมุกตะ
- มีและไร้รูป กล่าวว่าเป็นการหลุดพ้นของผู้มีคุณสมบัติ (อธิการิกะ มุกตะ) ซึ่งมีเป้าหมายในการช่วยโลก ; หลังจากปลดระวาง (ทิ้ง) ร่างกายแล้ว ก็อาศัยอยู่ในกายละเอียด (สุขุมสรีระ) เพื่อความผาสุกของมนุษยชาติต่อไป
ในอไทฺวตะได้ลบล้างความแตกต่างทั้งหมดนี้ และมีเพียงภาวะเดียวของมุกติเท่านั้นที่ถือว่าเป็นของจริง ;
ศรีรามานะ มหาศรี กล่าวว่า “ถ้าจะกล่าวว่าการหลุดพ้นมี 3 ชนิด คือ มีรูป, ไม่มีรูป และ มีและไม่มีรูป แล้วนั้น, ฉันขอบอกคุณว่า การสูญพันธุ์ของอัตตา คือสิ่งที่จำเป็นต่อการหลุดพ้นทั้ง 3 รูปแบบ นั่นคือการหลุดพ้นมีเพียงหนึ่งเดียว”
เวทานตะ
เวทานตะ แท้จริงแล้วคือ “ตอนจบของพระเวท”
- คำว่าเวทานตะเป็นคำที่ใช้กล่าวถึงอุปนิษัทและคำสอนที่มีอยู่ในนั้น เวทานตะยังหมายถึงคำสอนหรือ “โรงเรียนแห่งปรัชญา” ที่ก่อตั้งขึ้นจากความรู้ที่อธิบายไว้ในอุปนิษัท ; โรงเรียนหลักของเวทานตะ คือ อไทฺวตะ (ไม่มีสิ่งคู่), วิศิษฏไทฺวตะ (ยืนยันการไม่มีสิ่งคู่) และ ไทฺวตะ (มีสิ่งคู่) ;
- เวทานตะคือสิ่งทั้งปวงในอุปนิษัท, ภควัทคีตา และ พรหมสูตร (เรียกว่า เวทานตะสูตรก็ได้) ;
- อ้างอิงตาม ปราสาธฺน-ตรยฺย หรือ ข้อบัญญัติทั้งสาม กล่าวว่า เวทานตะคือพื้นฐาน, ตำราพื้นฐาน แม้ว่าจะมีข้อความอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น บทความ บทสนทนาและพระคัมภีร์ที่แต่งขึ้นในเวทานตะ ;
- เวทานตะถือเป็นหนึ่งในหกโรงเรียนดั้งเดิม หรือหนึ่งประเภทของปรัชญาจิตวิญญาณของศาสนาฮินดู ;
- อไทฺวตะเวทานตะ หรือการสอนเรื่องการไม่มีสิ่งคู่ อธิบายโดย ฤภู, ศรี ทัตตะเตรยะ (อวธุตา), ศรีอัษฏาวกระ, ศรีสังกรา, ศรีรามานะ มหาศรี และปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่อื่น ๆ อีกมากมาย ;
- เวทานตะแสดงให้เห็นถึงความไม่แตกต่างระหว่าง อาตมัน และ พรหมัน ;
- เวทานตะคือการเปิดเผยความเป็นจริงโดยไม่มีแม้แต่ร่องรอยของการซ้อนทับ ;
- ฤภู คีตา ทั้งหมดกล่าวถึงการเผยให้เห็นซึ่งคัมภีร์ที่แท้จริงของ อไทฺวตะ เวทานตะ
ไวสวานระ
ไวสวานระ (วิศวนระ)
- ผู้มี (ผ่านประสบการณ์) สภาวะตื่นแห่งจักรวาล : ผู้ที่มีผ่านสภาวะตื่น,
- ศรีสังการะ กล่าวว่า : ไวสวานระ คือ “ผู้ผาสุกกับสิ่งทั้งมวล ถูกเรียกว่า ไวสวานระ เพราะเขาคือผู้นำทางที่หลากหลาย (วิศว) ของมุนษย์ (นร)” และ “เขาถูกเรียกว่าไวสวานระ (สรรพชีวิต) เพราะเขาตีล้อมสรรพชีวิตด้วยคุณธรรม ซึ่งแท้จริงแล้วไม่มีการแบ่งแยกแตกต่างไปจากอาตมันที่ประกอบไปด้วยประสบการณ์ทั้งหมด (วิรัต)” ;
- เคาทะปาทะ กล่าวใน มันฑุคายะ อุปนิษัท คาริค ว่า “วิศวรู้ถึงสิ่งภายนอกและแผ่ซ่านไปทั่วทั้งหมด” และ “วิศวผาสุกตลอดกาล” ; วิรัตแผ่ซ่านไปทั่วจักรวาลและเป็นผู้ชี้นำบริบทโดยรวม ;
- ไวสวานระระบุบริบทของแต่ละบุคคล หรือประสบการณ์การตื่นรู้ของของและบุคคล ; ในมุมของของอัทไวตะไม่มีความแตกต่างระหว่าง ไวสวานระ, วิศวาน และ วิรัต
- ไฟของการย่อยอาหารในกระเพาะอาหาร : ไวสวานระปรากฎในภควัทคีตาว่าเป็นไฟแห่งการย่อยอาหารในร่างกายของสิ่งมีชีวิต “ด้วยไฟแห่งไวสวานระ, ข้าพเจ้าเข้าสู่ร่างกายของสรรพชีวิตและคลุกเคล้าด้วย ปราณ และ อปาน (ขึ้นบนและลงล่าง) ข้าพเจ้าย่อยอาหาร 4 ประเภท”
ศรัทธา
ความต้องการ 4 ประการ สำหรับการตระหนักรู้ถึงพรหมัน (4 วิธีที่จำเป็นสำหรับจิตวิญญาณ)
- วิเวกะ ความสามารถในการแยกแยะระหว่างสิ่งจริงและสิ่งลวง
- ไวราคยะ จิตที่ปลีกตัวจากความเพลิดเพลินที่เป็นผลของการกระทำในปัจจุบันและต่อจากนี้ไป
- สาระสำคัญ ประกอบด้วย
- สมะ สงบ
- ทมะ ควบคุมตนเอง ควบคุมผัสสะ
- อุปาราติ ปล่อยวาง หยุดการกระทำ ถอนออกจากความรู้สึกจากภายนอก
- ทิทิกชะ อดทน อภัย อดทนต่อสิ่งตรงข้าม เช่น ร้อน-เย็น, พอใจ-เจ็บปวด ให้ความเท่าเทียมกันโดยไม่เข้าไปดิ้นรนแก้ไข หรือล้างแค้น ปราศจากความวิตกกังวลหรือคร่ำครวญบนสิ่งเหล่านี้
- ศรัทธา ความเข้าใจที่ชัดเจน ทัศนคติของจิตใจที่มั่นคง อ่อนน้อมถ่อมตน จริงใจ จริงจัง เด็ดเดี่ยว มุ่งมั่นค้นหาสัจธรรมในทุกกรณี
- สมรรถนะ การทำสมาธิที่ลึกซึ้ง, การไตร่ตรองในทางนามธรรม
- มุมุกสัตวา ความปรารถนาอย่างมากที่จะหลุดพ้น
ศัตรู 6
ศัตรู ทั้ง 6 ของการพัฒนาจิตวิญญาณและศัตรูของความสงบ
- ความปรารถนา
- ความโกรธ
- ความโลภ
- ความหลงใหล
- ความเย่อหยิ่ง
- ความอิจฉา
ศิวะ
หนึ่งในตรีเทพสูงสุด (พรหมผู้สร้าง, วิษณุผู้ธำรงรักษา, ศิวะผู้ทำลายล้าง) ; พระผู้เป็นเจ้า ; มหาเทพ
ศิวะ หมายถึง สิ่งที่ดี ความเป็นมงคล ความสมบูรณ์ การบูชาศิวะเกี่ยวเนื่องกับธาตุต่างๆ ณ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
- ดิน ที่ กันจิปุรัม
- น้ำ ที่ จามปุเกศวารัม
- ไฟ (แสงสว่าง) ที่ อรุนาชาละ
- ลม ที่ กาลาหัสติ
- ที่ว่าง ที่ ศิดัมบารัม
ศาสตรา
พระคัมภีร์
ศิวะกามะ
คัมภีร์เกี่ยวกับศิวะ
ศิโวฮัม
ศิวะคือข้าพเจ้า
ศิวะสังการะ
สังการะ (ผู้บำเพ็ญประโยชน์) อันเป็นมงคล
ไศวะ
เกี่ยวกับศิวะ
สดาศิวะ
สดาศิวะ ศิวะผู้เป็นตัวของตัวเองเสมอ ผู้สงบเสมอ สภวะของศิวะที่เป็นสิ่งมีชีวิตบริสุทธิ์
ศิลปะ 64
ศิลปะ 64 ประเภท
- ความรู้ 18 คัมภีร์
- สามารถเขียน 18 คัมภีร์
- สามารถอ่าน 18 คัมภีร์ ได้ถูกต้อง
- การระบายสี
- ความรู้หลายภาษา
- ศึกษาหลายภาษา
- การพูดหลายภาษา
- การพนัน
- เรียนและรู้ ฤคเวท
- เรียนและรู้ ยชุรเวท
- เรียนและรู้ สามเวท
- เรียนและรู้ อาถรรพเวท
- อายุรเวท ส่วนย่อยของ ฤคเวท
- ธนุรเวท วิยาศาสตร์ทหาร ส่วนย่อยของ ยชุรเวท
- กานธารวะเวท ดนตรี ส่วนย่อยของ สามเวท
- สธาปัทยาศาสตราเวท ช่างกล ช่างไม้ สถาปนิก ส่วนย่อยของ อาถรรพเวท
- เวทานตะศาสตร์ ความรู้และการสอนความรู้ของอุปนิษัท ; ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของพรหมัน
- มีมางสาศาสตร์ ศาสตร์ของการสืบสวนสอบสวน, โดยเฉพาะการแปลพิธีกรรมเวทและความหมายของพระเวท
- นยายะศาสตร์ ตรรกศาสตร์, เหตุผลทางนามธรรม, การโต้แย้ง และการคาดเดา
- โยคะศาสตร์ ศาสตร์ของการรวมเข้าด้วยกัน, โดยเฉพาะกับพระเจ้า
- ธรรมศาสตร์ ความรู้หลักกฎหมาย
- อรรถศาสตร์ ศาสตร์แห่งความมั่งคั่งและการเมือง
- นิติศาสตร์ ความรู้จริยศาสตร์
- กามศาสตร์ ความรู้เกี่ยวกับความรักและกามคุณ
- ชโยติศะศาสตร์ ความรู้ดาราศาสตร์ หรือ โหราศาสตร์
- นาฏยศาสตร์ ศาสตร์แห่งการแสดง การละคร
- อลังคาระศาสตร์ วาทะศิลป์และกวี
- คณิตศาสตร์
- ตัณตระ, ปุราณะ, สมฤติ
- กวี และ การแสดง
- ศานติ ประยุกต์ใช้เพื่อความสงบ
- วาสยะ ประยุกต์ใช้เพื่อการทำให้อ่อนลง
ศิลปะ 64 (ต่อ)
- อคารสนะ ประยุกต์ใช้เพื่อจูงใจ
- วิทเวชานะ ประยุกต์ใช้เพื่อสร้างศัตรู
- อุชชตานะ ประยุกต์ใช้เพื่อทำลายศัตรู
- มารานะ ประยุกต์ใช้เพื่อเป็นเหตุแห่งความตาย
- การเดินเป็นอัมพาต
- หยุดการไหลของน้ำ
- การตรึงสายตา
- การทำให้ไฟไม่เคลื่อนไหว
- การจับกุมอาวุธ
- การพูดอ่อนโยน
- การหยุดน้ำอสุจิ
- ประติมากรรม
- การสอนช้าง
- การสอนม้า
- การสอน
- การฝึกรถม้า หรือ รถศึก
- การสอนหรืออยู่กับทหารราบ
- ภูมิศาสตร์ หรือ โหงวเฮ้งศาสตร์
- การทำอาหาร
- การถอนพิษออกจากร่างกายโดยใช้ อาคมของพญาครุฑ
- เล่นเครื่องดนตรี
- เล่นเครื่องดนตรีลม เช่น ขลุ่ย
- เล่นเครื่องดนตรีเคาะ เช่น กลอง
- เล่นเครื่องดนตรีโลหะ เช่น ฆ้อง
- เล่นกล
- เต้นรำ
- ร้องเพลง
- การเล่นแร่แปรธาตุ
- การตรวจสอบอัญมณีล้ำค่า
- วาทศิลป์
- การตรวจชีพจร
- การล่องหน
รายการอื่นๆ นอกจากนี้คือ การทำเครื่องประดับ, ร้อยมาลัยดอกไม้หรือ ตกแต่งด้วยดอกไม้, การทำน้ำหอม, การเชิดหุ่น, การต่อคำ (การสร้างคำหรือข้อที่ขึ้นต้นด้วยอักษรตัวสุดท้ายของคำหรือกลอนอื่น ฯลฯ ), ซามาสยา (การแต่งกลอนโดยที่มีการกำหนดบรรทัดสุดท้ายโดยผู้อื่น (วลีหรือประโยค) ให้สำเร็จ), การสร้างบ้าน, การจัดแต่งทรงผม, การนวด, การชนไก่, การทำนายด้วยดอกไม้, การอ่านความคิด, การแต่งหน้า (ปลอมตัว), การเล่นว่าว, การทำของเล่น, การสร้างเครื่องจักร, การดูแลรักษาต้นไม้, การฝึกนกแก้วให้พูด, และการเตรียมเตียง
สกันทะ
สกันทะ บุตรแห่งศิวะและปาราวตี (อุมา) มีชื่อเรียกอื่นอีกว่า ชานมุกขะ (มีหกหน้า), การติเกยะ, กุมาระ และ มุรุกัน สกันทะเป็นเทพเจ้าแห่งการชาญณรงค์สงคราม และ แม่ทัพแห่งสวรรค์ ; มีอนุชา (น้องชาย) คือพระพิฆเนศ ; ทรงนกยูงปารวาณีเป็นพาหนะ ; ชายาชื่อ เทวเสนาหรือพระแม่วัลลี ; เป็นเทวดาผู้คุ้มครองรักษาเทวาลัยของศาสนาฮินดู และเป็นเทพประจำทิศใต้
สภูรานะ
การสั่นสะเทือน การกระพริบ
สภาวะของร่างกาย 3
สภาวะของร่างกาย 3 คือ
- ตื่น
- ฝัน
- หลับลึก (ไม่ฝัน)
เหมือนกับสภาวะทั้ง 3 ของจิตใจ, สภาวะทั้ง 3 ของชีวา
สภาวะของจิตใจ 4
สภาวะของจิตใจ หรือ คุณภาพ 4 (สังคหวัตถุ 4)
- ไมตรี (เมตตา) เพื่อผู้อื่นความสุข
- กรุณา เพื่อให้ผู้อื่นคลายทุกข์
- มุทิตา เพื่อเป็นสุขกับสิ่งดี
- อุเบกขา วางเฉยต่อคนบาป
สี่คุณภาพนี้ทำให้จิตบริสุทธิ์ ยกระดับความรู้จากความทุกข์ทางโลก, เผยความลับของโยคะ และ กระตุ้นให้เขาก้าวข้ามได้แม้ในภาวะสมาธิ
สภาวะของร่างกาย 4
สภาวะของร่างกาย 4 สภาวะ
- ตื่น
- ฝัน
- หลับลึก
- ทุริยา เป็นภูมิหลังที่รองรับและแผ่ซ่านไปทั่วทั้งสามสภาวะของจิตสำนึก
สภาวะ 6
สภาวะ (การเปลี่ยนแปลง) ทั้ง 6 ที่เกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในภาพลวงตา (มายา) คือ
- เกิดขึ้น
- ดำรงอยู่
- เติบโต
- วุฒิภาวะ
- เสื่อมถอย
- มรณา (ตาย)
สมะ
สงบ
สมัชติ
สมัชติ แปลว่า รวมกัน บูรณาการ จักรวาลทั้งหมด มหภาค วิรัต
สมาธิ
สมาธิ การซึมซับในสมาธิ, สภาวะที่มีสติสัมปะชัญญะ สมาธิ 6 ประการจัดอยู่ใน 2 ประเภท
ประเภทที่ 1. สาวิกัลปะสมาธิ, สภาวะนี้ผู้ทำสมาธิยังมิได้สูญเสียการแบ่งแยก ผู้รู้, ความรู้ และสิ่งที่ถูกรู้ ; จิตยังคงทำหน้าที่อยู่ สภาวะนี้คือการปูพื้นเพื่อไปสู่นิรวิกัลปะสมาธิ (ขั้นสูงขึ้นไป) แบ่งออกเป็น 4 ประเภทย่อยคือ
- รูปธรรม : เกี่ยวข้องกับวัตถุแห่งความคิดที่สามารถรับรู้ได้ (ความปรารถนาและสิ่งที่คล้ายกัน, ให้รวมศูนย์อยู่ตรงกลางในจิตใจ โดยถือว่าเป็นวัตถุที่รับรู้ได้) ความคิดที่ปรากฏขึ้นในจิตใจจะถูกมองว่าเป็นวัตถุ และผู้ทำสมาธิยังคงไม่สนใจสิ่งเหล่านั้น, โดยคิดว่าอาตมันเป็นธรรมชาติที่แท้จริงของเขา
- นามธรรม : เกี่ยวข้องกับความคิดเชิงนามธรรม เป็นสภาวะที่ผู้ทำสมาธิคิดว่า“ ฉันคือพยาน (ผู้สังเกตการณ์)”, “อาตมันอยู่ลึกที่สุด”, “ฉันไม่ได้ยึดติดผูกมัด” และอื่นๆ ในทำนองนี้ ; วัตถุของการทำสมาธิคืออาตมันที่เป็นหนึ่งไม่มีสอง ปราศจากความคิดของความปรารถนาและสิ่งอื่น มีเพียงกระแสแห่งสติสัมปะชัญญะของอาตมันเท่านั้นที่ยังคงอยู่
- รูปธรรม : เกี่ยวข้องกับวัตถุภายนอกเช่นดวงอาทิตย์ เป็นสภาวะที่ผู้ทำสมาธิแยกการเปลี่ยนมุมมองของชื่อและรูปแบบ จากการดำรงอยู่ (ภาวะ) อย่างบริสุทธิ์ของวัตถุ โดยมุ่งเน้นไปที่ ภาวะ-สติ-การรู้แจ้ง ตามธรรมชาติของวัตถุแห่งสมาธิ
- รูปธรรม : คล้ายกับนามธรรม สาวิกัลปะ แต่เกี่ยวข้องกับวัตถุภายนอก
ประเภทที่ 2. นิรวิกัลปะสมาธิ ผู้ทำสมาธิทำให้ตัวเองเป็นอิสระจากความคิดที่แตกต่างทั้งหมด, เป็นอิสระจากความแตกต่างในฐานะผู้รู้, ความรู้ และสิ่งที่ถูกรู้ ซึ่งจิตใจหยุดการตื่นตัว แบ่งออกเป็น 2 ประเภทย่อยคือ
- นามธรรม : เป็นสภาวะที่จิตใจมั่นคงเหมือนเปลวไฟที่ไม่ริบหรี่ในที่อันไร้กระแสลม ; ไม่เห็นความแตกต่างทั้งวัตถุและเสียงและความคิดที่เกิดขึ้นในสาวิกัลปะสมาธินั้นได้หายไป ; เปรียบได้กับเหยือกเปล่าที่วางอยู่บนท้องฟ้าโดยไม่มีอะไรอยู่ข้างในหรือข้างนอก
- รูปธรรม : เป็นสภาวะที่ผู้ทำสมาธิจมดิ่งอยู่ในความสุข ไม่รับรู้วัตถุภายนอก เขาซึมซับอยู่กับฌานของพรหมัน ; ปรากฏการณ์ทั้งหมดถูกผสานเข้ากับพรหมัน ; เขาไม่แยแสต่อโลกที่ประจักษ์ และมีแนวคิด อาคันทะ (ไม่มีการแบ่งแยก), เอกะ ราสะ (แก่นสารสำคัญหนึ่งเดียว) และอื่นๆ ; เปรียบได้กับเหยือกที่วางไว้ในทะเลที่มีน้ำทั้งภายในและภายนอก
ศรีรามานะ มหาศรี กล่าวว่า นิรวิกัลปะสมาธิ เป็นการซึมซับอยู่ในอาตมัน ซึ่งทำให้หลงลืมโลกปรากฏการณ์ เป็นสภาวะของความเคลิบเคลิ้มในบรมสุขแต่ไม่ถาวร, เหมือนถังน้ำที่หย่อนลงไปในบ่อน้ำ ในถังมีน้ำ (จิตใจ) ที่รวมกับน้ำในบ่อน้ำ (ซึ่งก็คืออาตมัน) แต่เชือกและถังยังคงมีอยู่เพื่อดึงมันออกมาอีกครั้ง
มหาศรี อธิบายว่า สหชะสมาธินั้นบริสุทธิ์ มีสติสัมปชัญญะที่ไร้การรบกวน, อยู่เหนือสภาวะของจิตใจและร่างกาย, แต่ (สำหรับผู้สังเกตการณ์) คือสภาวะที่ตระหนักถึงโลกแห่งปรากฎการณ์ และการใช้จิตและกายอย่างเต็มที่ ; สหัสชะเป็นสภาวะของความสมดุลที่สมบูรณ์แบบ, ความสอดคล้องกลมกลืนที่สมบูรณ์, เกินกว่าความสุขใดๆ, เปรียบได้กับผืนน้ำของแม่น้ำที่รวมอยู่ในมหาสมุทร
สหชะหมายถึงสิ่งง่ายดาย, เป็นธรรมชาติ และมีมาแต่กำเนิด, มันคือสภาวะของการเป็นอาตมันและอาตมันเพียงสิ่งเดียว
สรง หรือ สนาน
สรง หรือ สนาน คือ พิธีอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์เป็นศาสนพิธี ต้องเดินทางไปทำพิธีที่เทวสถานและพำนักในเทวสถาน มีระเบียบปฏิบัติอย่างเคร่งครัด มีการชำระล้างพร้อมกับการท่องมนตรา, รินน้ำจันท์ถวายแด่เทวะและบำเพ็ญกุศล
พิธีอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์เป็นพิธีกรรมแบบดั้งเดิมเพื่อเป็นการชำระล้างให้บริสุทธิ์
ธาราปนะเป็นการถวายน้ำแต่พระเป็นเจ้าซึ่งกระทำเป็นประจำทุกวัน และในบางโอกาสก็จะถวายให้กับฤๅษีหรือวิญญาณที่ล่วงลับ
สังกัลปะ / วิกัลปะ
สังกัลปะ (ความมุ่งมั่น)
วิกัลปะ (ความไม่แน่ใจ หรือ เข้าใจผิด)
คำแปลเดียวไม่สามารถครอบคลุมความหมายทั้งหมดได้
- สังกัลปะหมายถึงแนวคิดต่างๆ เช่น เจตจำนง, ความตั้งใจ, การชำระล้างทางจิต, ปฏิญาณอย่างจริงจังที่จะปฏิบัติตาม, จุดมุ่งหมาย, ความมุ่งมั่น, ความปรารถนา, ความคิด, ไตร่ตรอง และ จินตนาการ
- วิกลัปะ มีความหมายตรงกันข้าม หมายถึง ความสงสัย, ความไม่แน่ใจ, รังเกียจ, ไม่มั่นใจ, ตัวเลือก, ข้อผิดพลาด, ความไม่รู้, ความเข้าใจผิด, ความแบ่งแยกแตกต่าง
สังกัลปะและวิกัลปะ โดยสาระสำคัญ ใช้เพื่อแสดงให้เห็นการทำงานตรงกันข้ามของการยอมรับภายใน โดยทั่วไปใช้กับจิต บางครั้งเราไม่แปลทั้งสองคำนี้เพราะอาจใช้เป็นการเปรียบเทียบขึ้นอยู่กับบริบทของข้อความ
สวามีของบุตรีแห่งขุนเขา
ศิวะ, ผู้ซึ่งเป็นสวามีของปารวตี, บุตรีแห่งขุนเขา (ปารวตะ) หิมาลัย, ที่เรียกว่า หิมวันต์ (ท้าวหิมวัต)
สวารัต
สวารัต หมายถึงอิศวร แปลว่า
- ผู้ปกครอง (สัมผัสภายใน) ตนเอง
- สถานะที่ไม่เปิดเผยตัวตน
- เป็นอิสระอย่างแท้จริง
- เป็นเหตุของการพึ่งพาอื่นๆ ทั้งหมด
- ผู้ที่ส่องสว่าง (เปล่งรัศมี) ในตัวเอง (ด้วยตัวเอง)
สักชัทการะ
ประสบการณ์โดยตรง, การตระหนักรู้ของบุคคล
สังการะ
นามของศิวะ หมายถึง ผู้บำเพ็ญประโยชน์
สังคะ / สัตสังค
- สังคะ เกี่ยวกับ หรือ เชื่อมต่อกัน
- สัตสังคะ สตฺ (สัตย์-ความจริงหรือความดี) หมายถึง เป็นส่วนร่วมกับสตฺ, เป็น สตฺ ด้วยตัวมันเอง, หรือ ร่วมกันกับผู้ที่ตระหนักรู้ในการมีชีวิตอยู่
สภูรานะ
การสั่นสะเทือน การกระพริบ
สัตวะ
สัตวะ เป็นหนึ่งในคุณะ 3 ประการเป็นองค์ประกอบที่สมดุลของประกฤติ
สัมพะมูรติ
นามของศิวะ, ใช้เฉพาะเมื่ออยู่กับชายา
สัมภู
นามของศิวะ หมายถึง ความสุขที่ดีเลิศ
สัมรัต
อำนาจภายนอก ; สุตรัตมะ (อาตมันวิ่งทะลุตลอดทุกสิ่ง) ; หิรันยะกัปปะ (ไข่ทองคำ) ส่องสว่างตลอดกาล
สัมสาระ
สัมสาระ (สงสาร / วัฏสงสาร) วงรอบของการเกิดและการตาย, เรียกอีกอย่างว่าการโอนย้าย, วงจรชีวิตโลก, ความสำเร็จของการกำเนิด ; หมายถึงวงจรชีวิตของโลก, ชีวิตทางโลก, การดำรงอยู่ของโลกีย์และโลก
สารวันนะ
สารวันนะ คือการฟังคำสอนของปราชญ์เรื่องอุปนิษัทและอไทฺวตะอุปนิษัท ; ศึกษาพระเวท เช่น พรหมสูตร ; เรียนรู้เกี่ยวกับความเป็นจริงของพรหมันและอาตมัน
สามขั้นตอนเพื่อการหลุดพ้น
สามขั้นตอนเพื่อการหลุดพ้น ในเส้นทางของความรู้ตาม อไทฺวตะ คือ
- สารวันนะ ฟังคำสอนของปราชญ์เรื่องอุปนิษัทและ อไทฺวตะอุปนิษัทและศึกษาพระ เช่น พรหมสูตรเรียนรู้เกี่ยวกับความเป็นจริงของพรหมันและอาตมัน
- มานานะ การไตร่ตรองคำสอน (วิเคราะห์เหตุผลว่าจริงหรือไม่และพิจารณา)
- นิทิธยาสนะ การบำเพ็ญสมาธิกับความจริงที่ว่า “ตตฺ คือ ท่าน” (ถอนความสับสนและโต้แย้งที่เกิดขึ้นในใจ)
สิทธา สิทธิ
สิทธา สิ่งมีชีวิตทางจิตวิญญาณที่มีความบริสุทธิ์และพลังอันยิ่งใหญ่ กล่าวกันว่ามีลักษณะเฉพาะเหนือธรรมชาติ 8 ประการ เรียกว่า สิทธิ
- อนิมะ พลังที่กลายเป็นสิ่งเล็กเท่าอะตอม
- ลาคิมะ พลังที่กลายเป็นแสงสว่างเท่าที่ต้องการ
- ปราปติ พลังที่จะได้รับสิ่งใดๆ
- ปรากัมยัม พลังแห่งเจตจำนงที่ไม่อาจต้านทาน
- มาหิมะ พลังที่เพิ่มขนาดใหญ่เท่าที่ต้องการ
- อิสิตาวะ พลังที่เหนือกว่า
- วาสิตาวะ พลังเพื่อปราบผู้อื่น
- กามาวสยิตา ควบคุมความปรารถนา
สาวิกัลปะสมาธิ
สาวิกัลปะสมาธิ, สภาวะนี้ผู้ทำสมาธิมิได้สูญเสียการแบ่งแยก ผู้รู้, ความรู้ และสิ่งที่ถูกรู้ จิตยังคงทำหน้าที่อยู่ สภาวะนี้คือการปูพื้นเพื่อไปสู่นิรวิกัลปะสมาธิ (ขั้นสูงขึ้นไป)
สื่อทั้งสาม
สื่อทั้ง 3 ประการในการเชื่อมต่อบุคคลกับสิ่งอื่น
- จิตใจ
- คำพูด
- ร่างกาย
สุตรัตมา
สุตรัตมา แท้จริงคือ “สายของอาตมัน” อาตมันที่แผ่ซ่านไปทั่วจักรวาลเหมือนด้าย (พระสูตร) ผ่านมงคล (มาลัย) ; พลังที่สำคัญก่อนการสำแดง (ปรากฏการณ์)
สูตร
สูตร คำพังเพยสั้นๆ, วลีสั้นๆ ที่ทำหน้าที่เป็นสายเชื่อมที่ช่วยให้สามารถจำจุดได้, งานหรือคู่มือใด ๆ ที่มีกฎดังกล่าว
ถ้าแปลตามตัวอักษร พระสูตร หมายถึง ด้าย สาย เส้นสาย หรือ เส้นใย ; กฎสั้นๆ หรือข้อห้าม (ศีล) ; ประโยคสั้น ๆ หรือกระชับใช้เพื่อจุดประสงค์ในการเล่าเรื่อง
พระสูตร หมายถึง: วลี (กลุ่มคำไม่กี่คำ), ไม่ใช่ประโยค, มีเนื้อหาสาระมาก, มีใบหน้าในทุกทิศทาง, ไม่มีข้อผิดพลาด
เสทู
เสทู สะพานที่ราม (อวตารแห่งวิษณุ) สร้างข้ามทะเลระหว่างศรีลังกาและอินเดีย
สโตตระ
เพลงสรรเสริญ หรือ คำสรรเสริญ
สำขยะ/สางขยะ
สำขยะ/สางขยะ ระบบปรัชญาของฮินดู สนะตนะ ธรรมะ (หน้าที่ที่ชอบธรรมที่ดำเนินตามอัตลักษณ์ของตนในฐานะอาตมัน) กล่าวว่าความจริงขั้นสูงสุดมี 2 ประการ คือ ปุรุษะ และ ประกฤติ
- กล่าวกันหลายแห่งในเวทานตะว่า ปุรุษะคล้ายอาตมัน แต่มีพื้นฐานต่างกัน
- ในเวทานตะกล่าวว่า อาตมันไร้การเปลี่ยนแปลง, มีอำนาจ (มีความสามารถทุกทาง) เป็นหนึ่ง แผ่ซ่านไปทั่ว เป็นพรหมัน ไม่มีสิ่งใดแยกจากมัน
- ในสำขยะ ปุรุษะ มีจำนวนอนันต์, ไร้รูปแบบ, มีอำนาจรอบด้าน, เหนือกว่าจิต สัมผัส และพุทธิ, เหนือกว่ากาล สถานที่ และสาเหตุ, ไม่เกิด, ไม่ตาย, ไม่ถูกสร้าง, ไม่มีจุดเริ่มต้น, ไม่มีจุดจบ, สมบูรณ์ และเป็นอิสระ
- ชีวา (ปัจจเจกวิญญาณ) ในสำขยะคือ วิญญาณเดี่ยวที่แยกออกจากปุรุษะ โดยเชื่อมต่อกับอัตตา, พุทธิ, จิต และความรู้สึกถูกจำกัดโดยร่างกาย
- ชีวา กล่าวในสำขยะว่า ด้วยการบ่งชี้ปุรุษะที่ผิดพลาดของพุทธิ ทำให้เกิดข้อจำกัดและอวิชชา, พึงพอใจและเจ็บปวด, พันธะและความตาย ซึ่งสามารถก้าวข้ามด้วยความรู้แห่งสัจธรรม
- ประกฤติประกอบด้วย คุณะ 3 ประการ สัตวะ รชัส และ ตมัส เป็นพลังงานหรือแรงที่ไม่เคยพักผ่อน เป็นที่รู้โดยทั่วไปว่า สัตวะ จุดประกายความบริสุทธิ์และดีงามทั้งหลาย, รชัสคือพื้นฐานของความตื่นตัว, และตมัสทำให้เกิดความแข็งขืนต่อต้าน
- สำขยะ/สางขยะ เป็น 1 ในปรัชญา 6 ระบบของฮินดู คือ
- ไวเศษิกะ (มหาฤๅษีกนาทะ)
- นยายะ (มหาฤๅษีโคตมะ หรือเคาตมะ)
- สำขยะ (มหาฤาษีกปิละ)
- โยคะ (ท่านปตัญชลี)
- มีมางสา (มหาฤๅษีไชมินี)
- เวทานตะ (ท่าน วยาส)
ปราชญ์เหล่านี้มิได้เป็นผู้ก่อตั้งคนแรกทั้งหมด แต่เป็นผู้กำหนดสูตรเหล่านี้อย่างเป็นระบบ ; ไวเศษิกะ มีพื้นฐานเกี่ยวข้องกับคุณภาพหรือลักษณะของสาร ; นยายะ โดดเด่นในเรื่องตรรกศาสตร์ ; มีมางสา เน้นเรื่องกฎของฮินดูและพิธีกรรม ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://tandhava.in.th/index.php/philosophy-india/

