บทที่ 43 ปฏิญาณต่อศิวะ, คือหนทางสู่การตรัสรู้

Chapter Forty-Three 

Definition of the Siva-vows, Which are the Means to Enlightenment

ข้าฯ คือผู้ที่หลุดพ้นในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ อยู่ในสมาธิตลอดกาล

นิทากะ กล่าวว่า

43.1 ผู้ที่ฟังบทความนี้เสมอและขจัดความคิดที่ผิดพลาด, ควรรับใช้คุรุด้วยทรัพย์และบูชาท่านตราบเท่าที่ยังมีชีวิต.
4.31 Nidagha: Always listening to this treatise and undoing fallacious thoughts, one should, as long as one is in the body, serve the Guru with wealth and worship him.
43.2 บูชาคุรุอยู่เสมอ, มีความแน่วแน่ว่า “ข้าฯ คือพรหมัน”; ข้าฯ สมบูรณ์ตลอดกาล, เป็นนิรันดร์, และเป็นธรรมชาติแห่งสันติเสมอ.
43.2 Worshipping him always, be of the certitude, “I am Brahman”; I am ever complete, eternal, and always of the nature of peace.
43.3 แท้จริงแล้ว, นี่คือความรู้แห่งอาตมัน—การตั้งมั่นว่าข้าฯ คือพรหมัน. ข้าฯ คือธรรมชาติอิสระ. เป็นหนึ่งเดียวกัน, ก้าวข้ามวรรณะและขั้นตอนทั้งปวงที่ผูกมัดชีวิต,
43.3 This, indeed, is the Knowledge of the Self—the determination that I am Brahman. I am of the unfettered nature. Become One who, transcending all caste and binding orders of life,
43.4 ทาร่างกายด้วยขี้เถ้าเสมอ, พร้อมกับท่องมนตราที่เริ่มต้นด้วย “อัคนี” และมนตราอื่นๆ, และป้าย (ขี้เถ้า) สามแถบพร้อมกับท่องมนต์เริ่มต้น “ตรียุชะ” (สามชาติ) และ “ตรียัมบากะ” (ตรีเนตร).
43.4 wears ashes always, with the uttering of the mantra beginning “Agni” and other such mantra-s, and the three stripes with the utterance of the mantra beginning “Thriayusha” (the triple life) and “Thrayambaka” (triple-eyed).
43.5 การป้ายขี้เถ้าเป็นประจำสำหรับผู้ที่ป้ายขี้เถ้าสามแถบ. พระกรุณาของศิวะจะเพิ่มขึ้น (ด้วยเหตุนี้). อย่างไม่ต้องสงสัยเลย.
43.5 Constant besmearing with ashes is only for those who wear the triple stripes of ashes. The wealth of the grace of Siva accrues (by this). There is no doubt of this.
43.6 ด้วยพระคุณของศิวะ ผู้บูชาย่อมได้รับความรู้นี้อย่างแน่นอน. ข้าฯ ได้บอกสิโรวราตา (การถือปฏิบัติหลัก) นี้ต่อท่านแล้ว: (ก็คือ) การทาร่างกายด้วยขี้เถ้าอย่างง่ายดาย.
43.6 It is by the grace of Siva that this Knowledge is gained for certain. This sirovrata (chief observance) is now told to you: the simple wearing of ashes.
43.7 เพียงทาร่างกายด้วยขี้เถ้าอย่างง่ายดาย, ก็จะบรรลุความรู้นี้. การทาร่างกายด้วยขี้เถ้าหนึ่งปี,
43.7 By simply wearing the ashes, this Knowledge is attained. Wearing the ashes a year long,
43.8 ข้าฯ ได้เข้าถึงพระบาทดอกบัวของท่านและได้รับการปลดปล่อยจากท่านแล้ว. ข้าฯ คือธรรมชาติของรากฐานแห่งสรรพสิ่ง, สภาวะนิรามิสสุขแห่งสติเพียงสิ่งเดียว.
43.8 I have reached your lotus feet and have attained my emancipation by you. I am of the nature of the substratum of all, Existence-Consciousness-Bliss alone.
43.9 ข้าฯ คือพรหมัน-อาตมัน, อันเป็นเป้าหมายที่ดี, บริบูรณ์ด้วยความเป็นเลิศของพรหมัน. ข้าฯ ได้บรรลุประสบการณ์แห่งนิรามิสสุข. ข้าฯ คือธรรมชาติของสภาวะนิรามิสสุขแห่งสติ.
43.9 I am the Brahman-Self, the good at which to aim, full of the excellence of Brahman. I have attained the experience of Bliss. I am of the nature of Existence-Consciousness-Bliss.
43.10 ข้าฯ ถูกปลดปล่อยจากคุณลักษณะและรูปแบบและอื่นๆ. ข้าฯ เป็นคนหนึ่งที่หลุดพ้นในขณะที่มีชีวิตอยู่. อย่างไม่ต้องสงสัย. กอปรด้วยคุณลักษณะแห่งมิตรไมตรีและสิ่งเช่นนั้น, อันที่จริง, ข้าฯ คือพรหมัน. ผู้ยิ่งใหญ่, ผู้สูงสุด.
43.10 I am released from attributes and form and such. I am one liberated while alive. There is no doubt of this. Endowed with the qualities of friendliness and such, I am, indeed, Brahman, the great, the Supreme.
43.11 ข้าฯ อยู่ในสมาธิตลอดกาล, ดีที่สุดในหมู่ผู้ที่หลุดพ้นในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่, ข้าฯ คือพรหมัน, ข้าฯ คือนิรันดร์, กล่าวได้ว่าอยู่ในสภาวะสมาธิ.
43.11 I am ever in samadhi, the best among those liberated while alive. I am Brahman, I am eternal, is said to be the samadhi state.
43.12 ในบรรดาผู้หลุดพ้นขณะยังอยู่ในกาย, พันธนาการของปรารภกรรม (ได้บุญและกรรมที่เริ่มผลิดอกออกผลแล้ว) ยังคงมีอยู่. การประสบสิ่งใดก็ตามที่บุคคลได้รับนั้น คือการรับผลผ่านปรารภกรรม, จงเป็นสุข (ต่อปรารภกรรมนั้น).
43.12 Among those liberated while yet in the body, the shackles of prarabdha (acquired merits and demerits that have already begun to fructify) persist. Experiencing whatever is received through prarabdha, remain happy.
43.13 เสียงโห่ร้องและการตำหนิจะเกิดขึ้นทุกที่ตลอดเวลา. ด้วยความแน่วแน่ของจิตแต่ละคน, ให้ถือว่า “ข้าฯ หลุดพ้นแล้ว”
43.13 Acclaim and censure will arise everywhere at all times. By the certitude of each one’s own mind, it should be deemed, “I am liberated.”
43.14 แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือพรหมันสูงสุด; แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือเป้าหมายสูงสุด—ผู้ที่มีความแน่วแน่นี้ กล่าวได้ว่าเป็นผู้ที่หลุดพ้นในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ (ชีวานมุกติ)
43.14 I am, indeed, the Supreme Brahman; I am, indeed, the ultimate goal—one who is of this certitude is said to be liberated while alive (jivanmukti).
43.15 ละทิ้งแม้ความแตกต่างนี้, เป็นนายผู้อยู่ในธรรมชาติของตนเอง. ข้าฯ ปราศจากอวัยวะรับความรู้สึก. ข้าฯ กำจัดความต้องการอวัยวะรับความรู้สึก.
43.15 Renouncing even this difference, the Master abides in his own nature. I am devoid of the need of sense organs. I am rid of the need of sense organs.
43.16 อยู่เหนือคุณสมบัติทั้งหมดของอวัยวะและกำจัดอวัยวะรับความรู้สึกทั้งหมด, ข้าฯ เป็นเจ้านายของสรรพสิ่ง, และสรรพสิ่งอยู่ในข้าฯ.
43.16 Transcending all the qualities of organs and rid of all the sense organs, I am the Master of all, and all abide in me.
43.17 ข้าฯ เป็นเพียงสติ, เป็นธรรมชาติของสภาวะนิรามิสสุขแห่งสติ. ละความต่างทั้งปวงอยู่เสมอ, ความแตกต่างเช่น “พรหมัน” ก็ควรละทิ้งด้วยเช่นกัน.
43.17 I am only Consciousness alone, of the nature of Existence-Consciousness-Bliss. Eschewing all differences always, the difference such as “Brahman” also should be renounced.
43.18 เชื่อมั่นอย่างไม่หยุดยั้งว่า, เป็นหนึ่งเดียว, อยู่เสมอ, เป็นผู้ที่หลุดพ้นจากกาย (วิเทหมุกติ). ข้าฯ คือพรหมัน, เป็นพรหมันสูงสุด, ข้าฯ คือพรหมัน, พระผู้เป็นเจ้าแห่งโลก.
43.18 Being incessantly and always of such conviction, one is, indeed, liberated out of the body (videhamukti). I am Brahman, the Supreme Brahman. I am Brahman, the Lord of the world.
43.19 แท้จริงแล้ว, ข้าฯ เป็นผู้ที่อยู่เหนือคุณสมบัติทั้งปวง. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ แผ่ซ่านไปทั่วจิต. ข้าฯ อยู่ในตนเอง, แผ่ซ่านไปทั่วจิต, แผ่ซ่านไปทั่วปราณ, บริบูรณ์เป็นนิตย์, บริบูรณ์ด้วยทรรศนะ, บริบูรณ์ด้วยพรหมัน. บริบูรณ์ด้วยความเป็นอมตะ.
43.19 I am, indeed, the one transcending all qualities. I, indeed, am fully pervading the mind. I am in myself, pervading the mind, pervading the prana, full of eternity, full of vision, full of Brahman, full of immortality.
43.20 ข้าฯ เป็นมวลแห่งนิรามิสสุขเสมอ. ข้าฯ ไร้การเปลี่ยนแปลงเสมอ. ข้าฯ คืออิศวร, ผู้เป็นปราณวะ และข้าฯ แผ่ซ่านไปทั่วพระเวท.
43.20 I am always a mass of Bliss. I am immutable always. I am Isvara, who is the Pranava, and I pervade the Veda-s.
43.21 ละทิ้งมือและเท้า, รวดเร็วและฉับไว, มองไม่เห็น, ข้าฯ เห็นสรรพสิ่งเช่นการเห็นตนเอง. ข้าฯ คือทุกสิ่งที่ผ่านไปแล้วและทุกสิ่งที่กำลังจะมา. ข้าฯ คืออาตมัน. อยู่เหนือสรรพสิ่ง. ข้าฯ คือปัจจุบันด้วยเช่นกัน.
43.21 Bereft of hands and feet, swift and seized, unseeing, I see all as myself. I am all that has gone and all that is to come. I am the Self. Transcending all, I am the present too.

Get carried away?

อ่าน “ฤภูคีตา” เพิ่มเติม

กลับไปสารบัญ

index

คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้

นิรามิสสุข คือสุขที่เกิดโดยปราศจากอามิสหรือสิ่งภายนอก เป็นความสุขที่ไม่ต้องวิ่งไปหาจากภายนอก แต่ความสุขเกิดจากภายใน ด้วยเจริญสติภาวนา ด้วยการฝึกจิตให้อยู่กับสมาธิ ไม่ให้จิตดิ้นรนออกไปตามสิ่งที่เราไปสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และสัมผ้ส ความสุขเกิดความสงบ ความสะอาด และความสว่างของดวงจิตภายในของเรา ซึ่งเป็นความสุขที่ละเอียด ยั่งยืน และมั่นคงไม่ต้องหาวิ่งหา ไม่ต้องใช้เงิน ซึ่งเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้ ใครอยากได้ต้องทำเอง

ผู้ที่หลุดพ้นในขณะที่ยังมีชีวิต

โอม หมายถึง นิรันดร์ สมบูรณ์

  • คำว่า โอม พยางค์นี้ อธิบายไว้ในบางอุปนิษัทว่า ประกอบด้วย A (อะ) U (อุ) และ M (มะ) แสดงถึง สภาวะ ตื่น ฝัน และ หลับลึก
  • โอม เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้กล่าวตอนเริ่มหรือจบการอ่านพระเวท หรือ ใช้กล่าวตอนเริ่มพิธีศักดิ์สิทธิ์/สวดมนต์ หรือใช้เรียกชื่อเทวะที่เป็นคุรุ (อาจารย์) ที่มีถึง 108 หรือ 1000 ชื่อ
  • โอม เป็นการบ่งบอกถึงความเคร่งขลังและความเคารพเหมือนกับคำว่า อาเมน หรือใช้แสดงการยอมรับว่าใช่/ถูกต้อง, เป็นคำสั่ง หรือใช้แสดงความเป็นมงคล

ธาราณะ

สมาธิของจิตใจ คือการตรึง, สมาธิ เป็นหนึ่งในอัษฎางค์โยคะของปตัญชลี กล่าวกันว่ามี 5 แบบ :

  1. กล่าวมนตรา โอม ซ้ำๆ
  2. ตั้งสมาธิอยู่ที่ศูนย์กลางจิตวิญญาณภายในร่างกายเช่น ศูนย์กลางหัวใจ หรือ ที่ดอกบัวของหัวใจ
  3. ตั้งสมาธิในใจของจิตวิญญาณที่สว่างไสวที่ปราศจากกิเลส
  4. มีสมาธิกับความฝันเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์หรือสัญลักษณ์ของพระเจ้า หรือ การนอนหลับสนิท
  5. ตั้งสมาธิที่เทวรูปหรือสัญลักษณ์ของพระเจ้า

มันตราสำหรับทาขี้เถ้า เรียกว่า อัคนีมันตรา

  • agniriti bhasma
  • vayuriti bhasma
  • jalamiti bhasma
  • sthalalmiti bhasma
  • vyometi bhasma
  • sarvam ha va
  • idam bhasma
  • mana ityetani
  • chakshugumshi bhasma

กล่าวมันตรานี้ขณะที่ละลายขี้เถ้าในน้ำในฝ่ามือ เพื่อเรียก ไฟ ลม น้ำ ดิน และ ที่ว่าง ทั้งหมดนี้ และ จิต กับ ดวงตา เข้าในขี้เถ้า

ตรียุชะ มันตรา

  • tri-ayusham jamadagneh
  • kasyapasya tri-ayusham
  • yat devanam tri-ayusham
  • tan me astu tri-ayusham
  • อายุยืนขึ้น 3 เท่าของปราชญ์ จามาทักนิ
  • อายุยืนขึ้น 3 เท่าของปราชญ์ กัศยาปะ
  • อายุยืนขึ้น 3 เท่าของพระเป็นเจ้า
  • ขอให้อายุยืนขึ้น 3 เท่าเป็นของฉัน

ไตรยัมบากา มันตรา

  • tryambakam yajamahe
  • sugandhim pushti vardhanam
  • urvarukamiva bandanath
  • mrtyor mukshiya mamrtat

บทสวดที่รู้จักอย่างกว้างขวางแด่พระเจ้าผู้มีเนตรที่ 3 (ไตรยัมบากา, ศิวะ) บูชาเพื่อให้รอดจากความตายและเป็นอมตะ)

"ribhu gita" (in Thai) by Tandhava
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.