บทที่ 42 สรรเสริญคุรุ
Chapter Forty-Two
Description of the Praise of the Guru by Nidagha
ผู้แสดงธรรมนี้คือองค์ศิวะเองไม่ใช่ใครอื่น
นิทากะ กล่าวว่า
คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้
นิรามิสสุข คือสุขที่เกิดโดยปราศจากอามิสหรือสิ่งภายนอก เป็นความสุขที่ไม่ต้องวิ่งไปหาจากภายนอก แต่ความสุขเกิดจากภายใน ด้วยเจริญสติภาวนา ด้วยการฝึกจิตให้อยู่กับสมาธิ ไม่ให้จิตดิ้นรนออกไปตามสิ่งที่เราไปสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และสัมผ้ส ความสุขเกิดความสงบ ความสะอาด และความสว่างของดวงจิตภายในของเรา ซึ่งเป็นความสุขที่ละเอียด ยั่งยืน และมั่นคงไม่ต้องหาวิ่งหา ไม่ต้องใช้เงิน ซึ่งเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้ ใครอยากได้ต้องทำเอง
นามของศิวะ หมายถึง ผู้บำเพ็ญประโยชน์
เวทานตะ
เวทานตะ แท้จริงแล้วคือ “ตอนจบของพระเวท” คำว่าเวทานตะเป็นคำที่ใช้กล่าวถึงอุปนิษัทและคำสอนที่มีอยู่ในนั้น เวทานตะยังหมายถึงคำสอนหรือ “โรงเรียนแห่งปรัชญา”
ก่อตั้งขึ้นจากความรู้ที่อธิบายไว้ในอุปนิษัท ; โรงเรียนหลักของเวทานตะ คือ อัทไวตะ (ไม่มีสิ่งคู่), วิศิษทไวตะ (ยืนยันการไม่มีสิ่งคู่) และ ทไวตะ (มีสิ่งคู่) ; เวทานตะคือสิ่งทั้งปวงในอุปนิษัท, ภควัทคีตา และ พรหมสูตร (เรียกว่า เวทานตะสูตรก็ได้) ; อ้างอิงตาม ปราสาธฺน-ตรยฺย หรือ ข้อบัญญัติทั้งสาม กล่าวว่า เวทานตะคือพื้นฐาน, ตำราพื้นฐาน แม้ว่าจะมีข้อความอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น บทความ บทสนทนาและพระคัมภีร์ที่แต่งขึ้นในเวทานตะ ; เวทานตะถือเป็นหนึ่งในหกโรงเรียนดั้งเดิม หรือหนึ่งประเภทของปรัชญาจิตวิญญาณของศาสนาฮินดู ; อัทไวตะเวทานตะ หรือการสอนเรื่องการไม่มีสิ่งคู่ อธิบายโดย ฤภู, ศรี ทัตตตรียะ (อวธุตา), ศรีอัษฏาวกระ, ศรีสังกรา, ศรีรามานะ มหาศรี และปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่อื่น ๆ อีกมากมาย ; เวทานตะแสดงให้เห็นถึงความไม่แตกต่างระหว่าง อาตมัน และ พรหมัน ; เวทานตะคือการเปิดเผยความเป็นจริงโดยไม่มีแม้แต่ร่องรอยของการซ้อนทับ ; ฤภู คีตา ทั้งหมดเป็นการเผยให้เห็นซึ่งคัมภีร์ที่แท้จริงของ อัทไวตะ เวทานตะ
ทัตตเตรยะ คือ อวตารของพระตรีเอกานุภาพ (พรหม วิษณุ และศิวะ) คำว่า ทัตตะ แปลว่า “ให้” เพราะตรีเอกานุภาพได้ “ให้” ตัวเองในรูปของบุตรชายแก่ฤๅษีอาตาริและมาตาอนุสุยะ
วงรอบของการเกิดและการตาย, เรียกอีกอย่างว่าการโอนย้าย, วงจรชีวิตโลก, ความสำเร็จของการกำเนิด ; หมายถึงวงจรชีวิตของโลก, ชีวิตทางโลก, การดำรงอยู่ของโลกีย์และโลก
สำขยะ/สางขยะ ระบบปรัชญาของฮินดู สนะตนะ ธรรมะ (หน้าที่ที่ชอบธรรมที่ดำเนินตามอัตลักษณ์ของตนในฐานะอาตมัน) กล่าวว่าความจริงขั้นสูงสุดมี 2 ประการ คือ ปุรุษะ และ ประกฤติ
- กล่าวกันหลายแห่งในเวทานตะว่า ปุรุษะคล้ายอาตมัน แต่มีพื้นฐานต่างกัน
- ในเวทานตะกล่าวว่า อาตมันไร้การเปลี่ยนแปลง, มีอำนาจ (มีความสามารถทุกทาง) เป็นหนึ่ง แผ่ซ่านไปทั่ว เป็นพรหมัน ไม่มีสิ่งใดแยกจากมัน
- ในสำขยะ ปุรุษะ มีจำนวนอนันต์, ไร้รูปแบบ, มีอำนาจรอบด้าน, เหนือกว่าจิต สัมผัส และพุทธิ, เหนือกว่ากาล สถานที่ และสาเหตุ, ไม่เกิด, ไม่ตาย, ไม่ถูกสร้าง, ไม่มีจุดเริ่มต้น, ไม่มีจุดจบ, สมบูรณ์ และเป็นอิสระ
- ชีวา (ปัจจเจกวิญญาณ) ในสำขยะคือ วิญญาณเดี่ยวที่แยกออกจากปุรุษะ โดยเชื่อมต่อกับอัตตา, พุทธิ, จิต และความรู้สึกถูกจำกัดโดยร่างกาย
- ชีวา กล่าวในสำขยะว่า ด้วยการบ่งชี้ปุรุษะที่ผิดพลาดของพุทธิ ทำให้เกิดข้อจำกัดและอวิชชา, พึงพอใจและเจ็บปวด, พันธะและความตาย ซึ่งสามารถก้าวข้ามด้วยความรู้แห่งสัจธรรม
- ประกฤติประกอบด้วย คุณะ 3 ประการ สัตวะ รชัส และ ตมัส เป็นพลังงานหรือแรงที่ไม่เคยพักผ่อน เป็นที่รู้โดยทั่วไปว่า สัตวะ จุดประกายความบริสุทธิ์และดีงามทั้งหลาย, รชัสคือพื้นฐานของความตื่นตัว, และตมัสทำให้เกิดความแข็งขืนต่อต้าน
- ปรัชญา 6 ระบบของฮินดู
- ไวเศษิกะ หรือ กนาทะ
- นยายะ หรือ โคตมะ
- สำขยะ หรือ กปิละ
- โยคะ หรือ ปตัญชลี
- มีมางสา หรือ ไชมินี
- เวทานตะ หรือ วยาส
ปราชญ์เหล่านี้มิได้เป็นผู้ก่อตั้งคนแรกทั้งหมด แต่เป็นผู้กำหนดสูตรเหล่านี้อย่างเป็นระบบ ; ไวเศษิกะ มีพื้นฐานเกี่ยวข้องกับคุณภาพหรือลักษณะของสาร ; นยายะ โดดเด่นในเรื่องตรรกศาสตร์ ; มีมางสา เน้นเรื่องกฎของฮินดูและพิธีกรรม
โยคะ เป็นคำทั่วไปสำหรับแนวทางหรือระเบียบวินัยที่นำไปสู่การรวมกันกับพระเจ้า เช่น การควบคุมลมหายใจ, (จักระ) บนเส้นทางของกุณฑาลินี, มนตรา, ความเคร่งอื่น ๆ, การควบคุมจิตใจ, ภักติ (ความจงรักภักดี), กรรมโยคะและญาณโยคะ (ความรู้)
(ภาวนา) หมายถึง สภาวะ ทัศนคติ ท่าทาง อารมณ์ ความคิด อารมณ์ ความคิดเห็น การจัดการจิต ธรรมชาติ ความมุ่งมั่น ความรู้สึก ความละเอียด ศรัทธา ความเชื่อมั่น การไตร่ตรอง สมาธิแบบนามธรรม
หรือเรียกว่า วินายัค มีพักตร์เป็นช้าง ผู้บูชาจะไร้ซึ่งอุปสรรค เป็นบุตรอีกคนของศิวะ (บุตรคนแรกคือสกันทะ) กับชายา คือพระแม่อุมา
บุตรแห่งศิวะ เรียกว่า ชานมุกขะ (มีหกหน้า), การติเกยะ, กุมาระ และ มุรุกัน
(ตาของศิวะ) จริงๆ คือ เบอรี่ชนิดหนึ่ง ใช้ทำมาลา (ประคำ), ใช้สำหรับประดับร่างกาย ของสาวกแห่งศิวะ, ในศิวะปุราณะมีรายละเอียดเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของรุทรักษะแบบต่างๆ และข้อดีของแต่ละชนิด, กล่าวกันว่า ครั้งเมื่อศิวะเห็นความทุกข์ของสรรพสัตว์บนโลก เกิดความสงสาร ถึงกับเกิดน้ำตาหยดลงบนพื้นโลกและเกิดเป็นต้นรุทรักษะ จึงเรียกว่า น้ำตาของศิวะ ที่เกิดจากความเมตตาต่อสรรพสัตว์
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.
