บทที่ 42 สรรเสริญคุรุ

Chapter Forty-Two 

Description of the Praise of the Guru by Nidagha

ผู้แสดงธรรมนี้คือองค์ศิวะเองไม่ใช่ใครอื่น

นิทากะ กล่าวว่า

42.1 ในศิวะรหัสยะอันศักดิ์สิทธิ์, อันได้มาจากองค์ศิวะนี้, พระองค์แสดงธรรมแก่เทวี, และโดยเทวีด้วยปิติสุขต่อสกันทะ—
42.1 Nidhaga: In this holy Sivarahasya, which has emanated from Siva, which has been narrated to the Devi by Siva, and by Devi joyously to Skanda—
42.2 ได้สดับฟังในส่วนที่หกนี้, ดอกบัวจึงเปล่งรัศมีทั้งหกหน้า, ด้วยความรู้ของอิศวรสูงสุด, ผู้ทำลายล้างบาปอันใหญ่หลวง.
42.2 . in the sixth part of this, a lotus lit up by six faces, the Knowledge of the Supreme Isvara, the destroyer of the great­ est of sins, is heard.
42.3 นี่คือดวงอาทิตย์ที่ปัดเป่าความมืดมิดแห่งมายาอันยิ่งใหญ่. โดยการแสดงธรรมเพียงบทเดียวในที่นี้, ย่อมได้ลิ้มรสความรู้อันสูงสุด.
42.3 This is the sun that dispels the stygian darkness of the great maya. By narrating only one chapter hereof, supreme Knowledge is tasted.
42.4 แม้โดยการฟังโศลกทั้งหลาย, ผู้ฟังย่อมหลุดพ้นได้ในขณะที่มีชีวิตอยู่. อย่างไม่ต้องสงสัย. ผู้แสดงธรรม (บท) นี้คือ ชญาณมุกขะ, แท้จริงแล้ว, คือองค์ศิวะเอง.
42.4 Even by listening to the verses, one becomes liberated while alive. There is no doubt of this. The narrator of this treatise is Shanmukha, indeed, Siva himself.
42.5 ไจคิชาวะยาคือโยคีผู้ยิ่งใหญ่. เขาคู่ควรต่อการฟัง. ผู้ทากายด้วยขี้เถ้าและสวมใส่รุทรักษะศักดิ์สิทธิ์ตลอดเวลา, เขาเป็นปราชญ์ที่ก้าวข้ามทุกขั้นตอนแห่งชีวิตเสมอ.
42.5 Jaighishavya is a great yogi. He also deserves to be heard. Wearing the ashes and holy rudraksha-s at all times, he is always a sage transcending all orders of life.
42.6 ไม่ต้องสงสัยเลยว่าใครก็ตามที่แสดงธรรมนี้, แท้จริงแล้วคือคุรุ. ผู้อธิบายธรรมข้อนี้, แท้จริงแล้ว, คือพรหมันสูงสุด. อย่างไม่ต้องสงสัย.
42.6 There is no doubt that whoever expounds this treatise is, indeed, the Guru. The expounder of this treatise is, indeed, the Supreme Brahman. There is no doubt of this.
42.7 ผู้แสดงธรรมนี้คือองค์ศิวะเองไม่ใช่ใครอื่น, ผู้แสดงธรรมนี้คือองค์เทวีเองจริงๆ. อย่างไม่ต้องสงสัย.
42.7 The expounder of this treatise is Siva himself and none else. The expounder of this treatise is verily Devi herself. There is no doubt of this.
42.8 แท้จริงแล้ว, ผู้แสดงธรรมนี้คือพิฆเนศ. อย่างไม่ต้องสงสัย. แท้จริงแล้ว, ผู้แสดงธรรมนี้คือสกันทะ, ผู้ต่อสู้กับปีศาจตาละกะ.
42.8 The expounder of this treatise is Ganesha, indeed. There is no doubt of this. The expounder of this treatise is Skanda, indeed, who fought with the demon Taraka.
42.9 ผู้แสดงธรรมนี้คือ นันทิเกศวร, อย่างไม่ต้องสงสัย. ผู้แสดงธรรมนี้คือทัตตะเตรยะเอง.
42.9 The expounder of this treatise is Nandikesvara. There is no doubt of this. The expounder of this treatise is Sage Dattatreya himself.
42.10 แท้จริงแล้ว, ผู้แสดงธรรมนี้คือ ทักษินามูรติเอง. เพราะฤๅษีและทวยเทพนั้น
42.10 The narrator of this treatise is Dakshinamurti himself, indeed. As for narrating the meaning of this treatise, the rishi-s and the gods
42.11 ไม่มีความสามารถ (ในการแสดงธรรมนี้). โอ้ สิงโตในหมู่ปราชญ์! ข้าฯ กล่าวในนามแห่งศิวะ. ผู้แสดงธรรมนี้. ตำรา (บท) นี้ควรได้รับการบูชาทุกวิถีทางในฐานะคุรุ.
42.11 are not capable, O lion among sages! I say this in the name of Siva. The narrator of this .treatise should be wor­shipped by all means as the Guru.
42.12 ผู้แสดงธรรมนี้คือศิวะ, พิฆเณศเอง, บิดาผู้ให้กำเนิด; คุรุผู้ทำลายการกำเนิด.
42.12 The narrator of this treatise is Siva, Vighneswara himself. The father gives birth; the Guru destroys birth.
42.13. การฝึกปฏิบัติโดยเฉพาะสิ่งที่อยู่ในตำรานี้ตามคำกล่าวของคุรุ, ศิษย์ไม่ควรก่อความลำบากแก่คุรุไม่ว่าจะด้วยจิตหรือร่างกาย.
42.13 Practicing in particular that which is contained in this treatise according to the words of the Guru, the disciple should do no disservice to the Guru either by mind or by body.
42.14 แท้จริงแล้ว, คุรุคือศิวะ. คุรุคือองค์ศิวะเอง. ถ้าศิวะทรงพิโรธ, คุรุจะปกป้องท่าน. แต่หากคุรุโกรธ, ก็ไม่มีใครสามารถปกป้องท่านได้.
42.14 The Guru is, indeed, Siva in person. The Guru is him­self Siva. If Siva is angered, the Guru will protect you. If the Guru is angered, no one else can protect you.
42.15 การปฏิบัติในสิ่งที่มีอยู่ตามตำรานี้, แท้จริงแล้ว, ใช้ความจริงใจเป็นแรงจูงใจสูงสุด. ผู้ที่ไม่จริงใจนั้นไม่คู่ควรได้รับสิ่งนี้แม้แต่น้อย.
42.15 In the practice of what is contained in, this treatise, sincerity, indeed, is the highest motivation. The insincere man does not deserve even an iota of this.
42.16 ความจริงใจเป็นลางสังหรณ์แห่งความดี, อันเป็นเหตุแห่งเอกลักษณ์ (เหมือนกันทุกประการ) ของปัจเจกอาตมันและพรหมัน, เป็นเหตุแห่งการฟังคำสอนที่ว่า พรหมันมีอยู่จริง, และเป็นเหตุของการใช้สมาธิในภวเช่นนั้น.
42.16 Sincerity is the greatest harbinger of good, the cause of the identity of the individual self and Brahman, the cause of listening to the teaching that Brahman exists, and the cause of resorting to meditation in such a bhava.
42.17 ใครก็ตามที่ปราศจากพระคุณของศิวะจะไม่มีวันรู้ความหมายของตำรา (บท) นี้. อาตมันนั้นถูกยึดจับโดยเจตคติและศรัทธาอันเหมาะสม. สิ่งสูงสุดคือเอกภาพ (หนึ่งเดียว), คือศิวะ. อย่างแน่นอน.
42.17 Whoever is without the grace of Siva will never know the meaning of this text. The Self is to be grasped by the proper attitude and faith. The Supreme is the One, Siva. This is certain.
42.18 จงละทิ้งสิ่งอื่นทั้งปวง, พึงปฏิบัติสมาธิต่ออิศวร, ผู้ไร้การเปลี่ยนแปลง. ความรู้ของศิวะนี้บริสุทธิ์และทำลายความเป็นคู่ตรงข้าม.
42.18 Renouncing all else, one should resort to meditation on Isvara, the immutable. This Knowledge of Siva is pure and destructive of the pairs of opposites.
42.19 ความรู้ดังกล่าวของศิวะ, คือมหาสมุทรแห่งแก่นแท้ของพระเวท, ไม่มีอยู่ในปุราณะอื่นใด (ตำนานที่เล่าขาน) หรืออิติฮะ (มหากาพย์).
42.19 Such Knowledge of Siva, the ocean of the Essence of the Veda-s, is not to be found in any other Purana-s (legendary lore) or Itiha-s (epics).
42.20 สิ่งนี้ถูกกล่าวโดยศิวะเอง, โดยปราศจากสางขยะและโยคะ (ระบบของปรัชญาฮินดู). เข้าถึงได้ง่ายด้วยภวเพียงสิ่งเดียว, เข้าถึงได้ด้วยศรัทธา, อันปราศจากความทุกข์,
42.20 This has been told by Siva himself, without Samkhya and Yoga (systems of Hindu philosophy). Easy to acquire by bhava alone, to be reached by devotion, afflictionless,
42.21 ทรงประทานนิรามิสสุขอันยิ่งใหญ่, บรรลุได้โดยพระคุณโดยตรงเท่านั้น. ความหมายของข้อความ, ที่อธิบายโดยบรมวิญญาณนั้น, มีความกระจ่าง.
42.21 conferring great Bliss, it is to be obtained only by direct grace. The meaning of the text, expounded by the great souls, is illuminative.
42.22 ถ้าหาก, ภายหลังจากที่ได้ยินตำรานี้จากคุรุ, ไม่มีการบูชาอย่างถูกต้อง, ผู้นั้นก็จะเกิดเป็นสุนัขร้อยครั้งและ และเป็นผู้ไร้วรรณะสิบล้านครั้ง.
42.22 If, after hearing this treatise from the Guru, proper worship is not performed, one would be born as a dog a hundred times and as an outcaste ten million times.
42.23 ถ้ามิได้บูชาอิศวรในหัวใจหลังจากได้สดับฟังความยิ่งใหญ่ของบทความนี้, แท้จริงแล้ว, ผู้นั้นย่อมเกิดเป็นหมูป่าเป็นเวลาหลายล้านปี.
42.23 If Isvara is not worshipped in the heart after hearing the greatness of this treatise, one is, indeed, bom as a boar for millions of years.
42.24 พราหมณ์ผู้ใดอิจฉาผู้แสดงธรรมนี้, เขาจักอยู่เป็นหนอนในอุจจาระไปชั่วกาลนาน.
42.24 Whichever brahmin is envious of the narrator of this treatise, he shall remain for eons of time as worms in feces.
42.25 ผู้รู้ธรรมนี้คือพรหมัน. เขากลายเป็นพรหมันเอง. จะมีสิ่งใดที่จำเป็นต้องทำซ้ำอย่างต่อเนื่องอีกหรือ? ความรู้นี้ได้มอบการปลดปล่อย (เป็นผู้หลุดพ้น).
42.25 The knower of this treatise is Brahman. He becomes Brahman himself. What is the need of incessant repetition? This Knowledge confers Liberation.
42.26 ผู้ใดก็ตามที่ได้สดับฟังธรรมนี้—คือบุญอันเกิดขึ้นจากคลื่นในมหาสมุทรใหญ่แห่งเวทานตะ, ขจรขจายออกมาจากศิวะ—โดยไม่ต้องมองหาสิ่งใดอีก, ตลอดกาล, แม้แต่ในชั่วพริบตา. แท้จริงแล้ว, ศิวะคือแก่นแท้ของพระเวททั้งหมด. แม้จะมีแกลบเป็นภูเขาอยู่ล้อมรอบ, มันก็ไม่อาจจะเกิดข้าวแม้แต่เมล็ดเดียว ใช่หรือไม่? มันเป็นภาพลวงตาเหมือนภาพหลอนในเวทมนต์ของสัมสาระ (สังสารวัฏ).
42.26 Whoever listens to this—the merit that has arisen out of the waves of the great ocean of Vedanta, emanating from Siva—does not look forward to anything, ever, not even in eons. That Siva is, indeed, the Essence of all the Veda-s. Even if there be a mountain of chaff all around, will it produce a single grain of rice? It would be a mirage like the magic hallucination of samsara.
42.27 ด้วยวิธีนี้, ย่อมให้ผลอันปราศจากการเกิดของสิ่งคู่ที่ไม่ใช่พระคัมภีร์และการโยงใยแห่งวาจาทั้งปวง, มีเพียงความสงบและทัศนคติของความเข้าใจที่กลมกลืนกันในการรวบรวมคำกล่าวเหล่านี้ทั้งหมด, และด้วยเหตุนี้จึงดำรงอยู่ในความสงบ.
42.27 In this way, avoiding all that is bom of duality as nonscriptural and a web of words, always assess in peace and in an attitude of harmonious comprehension the assemblage of all these words, and thus abide in peace.
42.28 พึงพิจารณาว่าโลกนี้ปราศจากความเป็นจริง, และประยุกต์ใช้ตามที่เหมาะสมกับตัวท่าน, เข้าใจโลกอย่างแท้จริงอยู่เสมอ.
42.28 Considering this world as devoid of reality, and applying yourself accordingly, truly understand the world, always.

Get carried away?

อ่าน “ฤภูคีตา” เพิ่มเติม

กลับไปสารบัญ

index

คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้

นิรามิสสุข คือสุขที่เกิดโดยปราศจากอามิสหรือสิ่งภายนอก เป็นความสุขที่ไม่ต้องวิ่งไปหาจากภายนอก แต่ความสุขเกิดจากภายใน ด้วยเจริญสติภาวนา ด้วยการฝึกจิตให้อยู่กับสมาธิ ไม่ให้จิตดิ้นรนออกไปตามสิ่งที่เราไปสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และสัมผ้ส ความสุขเกิดความสงบ ความสะอาด และความสว่างของดวงจิตภายในของเรา ซึ่งเป็นความสุขที่ละเอียด ยั่งยืน และมั่นคงไม่ต้องหาวิ่งหา ไม่ต้องใช้เงิน ซึ่งเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้ ใครอยากได้ต้องทำเอง

นามของศิวะ หมายถึง ผู้บำเพ็ญประโยชน์

เวทานตะ

เวทานตะ แท้จริงแล้วคือ “ตอนจบของพระเวท” คำว่าเวทานตะเป็นคำที่ใช้กล่าวถึงอุปนิษัทและคำสอนที่มีอยู่ในนั้น เวทานตะยังหมายถึงคำสอนหรือ “โรงเรียนแห่งปรัชญา”

ก่อตั้งขึ้นจากความรู้ที่อธิบายไว้ในอุปนิษัท ; โรงเรียนหลักของเวทานตะ คือ อัทไวตะ (ไม่มีสิ่งคู่), วิศิษทไวตะ (ยืนยันการไม่มีสิ่งคู่) และ ทไวตะ (มีสิ่งคู่) ; เวทานตะคือสิ่งทั้งปวงในอุปนิษัท, ภควัทคีตา และ พรหมสูตร (เรียกว่า เวทานตะสูตรก็ได้) ; อ้างอิงตาม ปราสาธฺน-ตรยฺย หรือ ข้อบัญญัติทั้งสาม กล่าวว่า เวทานตะคือพื้นฐาน, ตำราพื้นฐาน แม้ว่าจะมีข้อความอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น บทความ บทสนทนาและพระคัมภีร์ที่แต่งขึ้นในเวทานตะ ; เวทานตะถือเป็นหนึ่งในหกโรงเรียนดั้งเดิม หรือหนึ่งประเภทของปรัชญาจิตวิญญาณของศาสนาฮินดู ; อัทไวตะเวทานตะ หรือการสอนเรื่องการไม่มีสิ่งคู่ อธิบายโดย ฤภู, ศรี ทัตตตรียะ (อวธุตา), ศรีอัษฏาวกระ, ศรีสังกรา, ศรีรามานะ มหาศรี และปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่อื่น ๆ อีกมากมาย ; เวทานตะแสดงให้เห็นถึงความไม่แตกต่างระหว่าง อาตมัน และ พรหมัน ; เวทานตะคือการเปิดเผยความเป็นจริงโดยไม่มีแม้แต่ร่องรอยของการซ้อนทับ ; ฤภู คีตา ทั้งหมดเป็นการเผยให้เห็นซึ่งคัมภีร์ที่แท้จริงของ อัทไวตะ เวทานตะ

ทัตตเตรยะ คือ อวตารของพระตรีเอกานุภาพ (พรหม วิษณุ และศิวะ) คำว่า ทัตตะ แปลว่า “ให้” เพราะตรีเอกานุภาพได้ “ให้” ตัวเองในรูปของบุตรชายแก่ฤๅษีอาตาริและมาตาอนุสุยะ

วงรอบของการเกิดและการตาย, เรียกอีกอย่างว่าการโอนย้าย, วงจรชีวิตโลก, ความสำเร็จของการกำเนิด ; หมายถึงวงจรชีวิตของโลก, ชีวิตทางโลก, การดำรงอยู่ของโลกีย์และโลก

สำขยะ/สางขยะ ระบบปรัชญาของฮินดู สนะตนะ ธรรมะ (หน้าที่ที่ชอบธรรมที่ดำเนินตามอัตลักษณ์ของตนในฐานะอาตมัน) กล่าวว่าความจริงขั้นสูงสุดมี 2 ประการ คือ ปุรุษะ และ ประกฤติ

  • กล่าวกันหลายแห่งในเวทานตะว่า ปุรุษะคล้ายอาตมัน แต่มีพื้นฐานต่างกัน
  • ในเวทานตะกล่าวว่า อาตมันไร้การเปลี่ยนแปลง, มีอำนาจ (มีความสามารถทุกทาง) เป็นหนึ่ง แผ่ซ่านไปทั่ว เป็นพรหมัน ไม่มีสิ่งใดแยกจากมัน
  • ในสำขยะ ปุรุษะ มีจำนวนอนันต์, ไร้รูปแบบ, มีอำนาจรอบด้าน, เหนือกว่าจิต สัมผัส และพุทธิ, เหนือกว่ากาล สถานที่ และสาเหตุ, ไม่เกิด, ไม่ตาย, ไม่ถูกสร้าง, ไม่มีจุดเริ่มต้น, ไม่มีจุดจบ, สมบูรณ์ และเป็นอิสระ
  • ชีวา (ปัจจเจกวิญญาณ) ในสำขยะคือ วิญญาณเดี่ยวที่แยกออกจากปุรุษะ โดยเชื่อมต่อกับอัตตา, พุทธิ, จิต และความรู้สึกถูกจำกัดโดยร่างกาย
  • ชีวา กล่าวในสำขยะว่า ด้วยการบ่งชี้ปุรุษะที่ผิดพลาดของพุทธิ ทำให้เกิดข้อจำกัดและอวิชชา, พึงพอใจและเจ็บปวด, พันธะและความตาย ซึ่งสามารถก้าวข้ามด้วยความรู้แห่งสัจธรรม
  • ประกฤติประกอบด้วย คุณะ 3 ประการ สัตวะ รชัส และ ตมัส เป็นพลังงานหรือแรงที่ไม่เคยพักผ่อน เป็นที่รู้โดยทั่วไปว่า สัตวะ จุดประกายความบริสุทธิ์และดีงามทั้งหลาย, รชัสคือพื้นฐานของความตื่นตัว, และตมัสทำให้เกิดความแข็งขืนต่อต้าน
  • ปรัชญา 6 ระบบของฮินดู
  1. ไวเศษิกะ หรือ กนาทะ
  2. นยายะ หรือ โคตมะ
  3. สำขยะ หรือ กปิละ
  4. โยคะ หรือ ปตัญชลี
  5. มีมางสา หรือ ไชมินี
  6. เวทานตะ หรือ วยาส

ปราชญ์เหล่านี้มิได้เป็นผู้ก่อตั้งคนแรกทั้งหมด แต่เป็นผู้กำหนดสูตรเหล่านี้อย่างเป็นระบบ ; ไวเศษิกะ มีพื้นฐานเกี่ยวข้องกับคุณภาพหรือลักษณะของสาร ; นยายะ โดดเด่นในเรื่องตรรกศาสตร์ ; มีมางสา เน้นเรื่องกฎของฮินดูและพิธีกรรม

โยคะ เป็นคำทั่วไปสำหรับแนวทางหรือระเบียบวินัยที่นำไปสู่การรวมกันกับพระเจ้า เช่น การควบคุมลมหายใจ, (จักระ) บนเส้นทางของกุณฑาลินี, มนตรา, ความเคร่งอื่น ๆ, การควบคุมจิตใจ, ภักติ (ความจงรักภักดี), กรรมโยคะและญาณโยคะ (ความรู้)

(ภาวนา) หมายถึง สภาวะ ทัศนคติ ท่าทาง อารมณ์ ความคิด อารมณ์ ความคิดเห็น การจัดการจิต ธรรมชาติ ความมุ่งมั่น ความรู้สึก ความละเอียด ศรัทธา ความเชื่อมั่น การไตร่ตรอง สมาธิแบบนามธรรม

หรือเรียกว่า วินายัค มีพักตร์เป็นช้าง ผู้บูชาจะไร้ซึ่งอุปสรรค เป็นบุตรอีกคนของศิวะ (บุตรคนแรกคือสกันทะ) กับชายา คือพระแม่อุมา

บุตรแห่งศิวะ เรียกว่า ชานมุกขะ (มีหกหน้า), การติเกยะ, กุมาระ และ มุรุกัน

(ตาของศิวะ) จริงๆ คือ เบอรี่ชนิดหนึ่ง ใช้ทำมาลา (ประคำ), ใช้สำหรับประดับร่างกาย ของสาวกแห่งศิวะ, ในศิวะปุราณะมีรายละเอียดเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของรุทรักษะแบบต่างๆ และข้อดีของแต่ละชนิด, กล่าวกันว่า ครั้งเมื่อศิวะเห็นความทุกข์ของสรรพสัตว์บนโลก เกิดความสงสาร ถึงกับเกิดน้ำตาหยดลงบนพื้นโลกและเกิดเป็นต้นรุทรักษะ จึงเรียกว่า น้ำตาของศิวะ ที่เกิดจากความเมตตาต่อสรรพสัตว์

"ribhu gita" (in Thai) by Tandhava
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.