บทที่ 35 ความว่างเปล่าของโลกแห่งปรากฏการณ์

Chapter Thirty-Five

Topic of the Voidness of the Phenomenal World

จงละวางและโยนสิ่งเหล่านั้นทิ้งไป พึงสถิตอย่างมั่นคงอยู่ในตัวท่านเองเป็นนิตย์

ฤภู กล่าวว่า

35.1 บัดนี้ ข้าฯ จะกล่างถึงการเป็นเพียงสภาวะนิรามิสสุขแห่งสติเท่านั้น, เป็นคำอธิบายที่มหัศจรรย์ที่สุด, บริสุทธิ์ที่สุด, และชัดเจน, และเป็นความว่างเปล่าของจักรวาลเชิงประจักษ์ทั้งหมด. เป็นที่แน่ชัดว่าอาตมันคือสรรพสิ่ง.
35.1 Ribhu: I shall now speak of there being only Existence-Consciousness-Bliss, an explanation that is most wondrous, pure, and explicit, and of the emptiness of the entire empirical universe. It is definite that the Self is all.
35.2 “จักรวาลแห่งปรากฏการณ์คือธรรมชาติของอาตมัน”, หรือ “ความหลากหลายคือธรรมชาติของอาตมัน”. สรรพสิ่งอันหลากหลายไม่มีอยู่, อย่างแท้จริง. เป็นที่แน่ชัดว่าพรหมันคือสรรพสิ่ง.
35.2 “The phenomenal universe is of the nature of the Self,” or “the manifoldness is of the nature of the Self.” All that is manifold is nonexistent, indeed. It is definite that Brahman is all.
35.3 “ประสบการณ์แห่งนิรามิสสุขนิรันดร์”, หลักการที่ว่าพรหมันเป็นนิรันดร์, จักรวาลเชิงประจักษ์แห่งธรรมชาติของความคิด, โลกแห่งการเกิดและตายแห่งธรรมชาติของความคิด,
35.3 The “eternal experience of bliss,” the concept that Brahman is eternal, the empirical universe of the nature of thought, the world of birth-and-death of the nature of thought,
35.4 การดำรงอยู่เช่น “สิ่งนี้มีอยู่”, “ข้าฯ มีอยู่”, หรือ “โลกมีอยู่”, ความคิดที่ผิดพลาดเกี่ยวกับคณะภายใน (อันตกรณ) ของคน, การกระทำของคณะภายใน (อันตกรณ) ของคน,
35.4 the existence as “this is,” “I am,” or “the world is,” the faulty notions about one’s own inner faculties, the actions of one’s inner faculties,
35.5 ความเข้าใจผิดใดๆ เช่น ชีวิตของคน, ความตายของคน, การเกิดของคน, "อิศวรมีอยู่", "ข้าฯ คือชีวา", หรือ "โลกมีอยู่",
35.5 any kind of misconception such as one’s own life, one’s own death, one’s own birth, “there is an Isvara,” “I am the jiva,” or “the world is,”
35.6 แก่นแห่งโมหะ, แก่นของความยิ่งใหญ่, แก่นของความคิด, “เต็มไปด้วยโลก”, สิ่งใดที่พระคัมภีร์แสดงไว้, สิ่งใดที่แสดงไว้ในพระเวท,
35.6 the substance of delusion, the substance of greatness, the substance of thought, “full of the world,” whatever is shown by the scriptures, whatever is expressed in the Veda-s,
35.7 คำแนะนำที่ว่า "มันคือเอกภาพ", การกล่าวถึงความเป็นคู่, ความเข้าใจผิดใดๆ ว่า "ข้าฯ คือศิวะ", ความเข้าใจผิดว่า "ข้าฯ คือพรหม",
35.7 the exhortation “It is One,” talk of duality, any mis­apprehension that “I am Siva,” the misapprehension that “I am Brahma,”
35.8 ความเข้าใจผิดว่า "ข้าฯ คือวิษณุ", ความเข้าใจผิดว่าโลกนี้มีอยู่, ความเข้าใจผิดว่ามีความแตกต่างแม้เพียงเล็กน้อย, ความเข้าใจผิดว่ามีความเป็นคู่แม้เพียงเล็กน้อย,
35.8 the misapprehension that “I am Vishnu,” the misunderstanding that the world exists, the misunderstanding that some little difference exists, the misunderstanding that some little duality exists,
35.9 ความเชื่อมั่นว่า "สรรพสิ่งมีอยู่", ความเชื่อมั่นว่า "สรรพสิ่งไม่มีอยู่", ความเชื่อมั่นว่า "สรรพสิ่งเป็นพรหมัน", จักรวาลแห่งการไตร่ตรองของคน, จักรวาลอันชัดแจ้งด้วยความทรงจำของคน,
35.9 the certitude that “all is,” the certitude that “all is not,” the certitude that “all is Brahman,” the universe of one’s own contemplation, the manifest universe of one’s own recollection,
35.10 จักรวาลแห่งปรากฏการณ์ของธรรมชาติแห่งความเศร้าโศก, และจักรวาลอันหลากหลายของธรรมชาติแห่งความสนุกสนาน, จักรวาลแห่งปรากฏการณ์ของ "ความเป็นคู่และความไม่เป็นคู่", และจักรวาลอันหลากหลายของ "ความจริงและความลวง",
35.10 the phenomenal universe of the nature of sorrow and the manifold universe of the nature of joy, the phenomenal universe of “duality and nonduality,” and the manifold universe of “reality and unreality,”
35.11 โลกแห่งปรากฎการณ์ของความตื่นตัว, และ, เช่นเดียวกัน, โลกอันหลากหลายแห่งความฝัน, ปรากฏการณ์ของความรู้เรื่องสภาวะหลับลึก, หรือปรากฏการณ์ของความรู้เรื่อง “สภาวะที่สี่”,
35.11 the phenomenal world of wakefulness, and, likewise, the manifold world of dreams, the phenomenon of the knowledge of the deep sleep state or the phenomenon of the knowledge of the “fourth state,”
35.12 โลกแห่งปรากฎการณ์ของความรู้พระเวท, โลกอันหลากหลายของความรู้พระคัมภีร์, โลกแห่งปรากฎการณ์ของความคิดบาป, หรือโลกอันหลากหลายของบุญที่แตกต่างกัน,
35.12 the phenomenal world of Vedic knowledge, the manifold world of scriptural knowledge, the phenomenal world of sinful thoughts or the manifold world of differing merits,
35.13 โลกแห่งปรากฎการณ์ของธรรมชาติแห่งความรู้, โลกอันหลากหลายของความรู้เรื่องไร้คุณสมบัติ, โลกแห่งปรากฎการณ์ของคุณภาพหรือความไร้คุณภาพ, การกำหนดความบกพร่องและความไม่บกพร่อง,
35.13 the phenomenal world of the nature of knowledge, the manifold world of the knowledge of the attributeless, the phenomenal world of qualities or absence thereof, the determination of defects and nondefects,
35.14 การสืบสวนเข้าไปในความจริงและความลวง, การสืบเสาะเข้าไปในความเคลื่อนที่และความไม่เคลื่อนที่, "ความเชื่อมั่นที่แท้จริงว่าอาตมันเป็นหนึ่งเดียว", แนวคิดที่ว่าอาตมันมีความสำคัญ,
35.14 the investigation into reality and unreality, the investigation into the mobile and the immobile, the “true conviction that the Self is one,” the concept that the Self is important,
35.15 ความมั่นใจว่าโลกที่ปรากฏนั้นไม่มีอยู่จริงและทั้งหมดนั้นเป็นพรหมัน, ข้อความที่ว่า “ความแตกต่างที่เกิดขึ้นจากความเป็นคู่และความไม่เป็นคู่นั้น ไม่มีอยู่จริง, ไม่มีอยู่จริง”,
35.15 the certitude that the phenomenal world is nonexistent and that all is Brahman, statements that the “differences arising out of duality and nonduality exist not, exist not,”
35.16 ความมั่นใจว่าโลกมีอยู่, อย่างแท้จริง, เป็นสิ่งลวง, และทั้งหมดเป็นพรหมัน, ความคิดของเหตุและผล, และความไม่สงบเนื่องจากความแตกต่างหลายประการ—
35.16 the certitude that the world is, indeed, unreal and all is Brahman, the ideas of cause and effect, and the unsettling due to multiple differences—
35.17 จงละวาง และ โยนสิ่งเหล่านั้น และทุกสิ่งที่มีมนตราต่างๆ ทิ้งไป, จงสถิตอย่างมั่นคงอยู่ในตัวท่านเองเป็นนิตย์.
35.17 renouncing and throwing away thus and all that give various mantra-s, be steadfastly established in yourself forever.
35.18 ภวแห่งความเงียบ, การกระทำในความเงียบ, โยคะแห่งความเงียบ, สิ่งที่รักในจิตใจ, คุรุแห่งปัญจชาระมนตรา (นะมะห์ ศิวายะ), ในทำนองเดียวกัน, ผู้ให้อัษฏชาระมนตรา (มนต์แปดตัวอักษร),
35.18 The bhava of silence, action in silence, the yoga of silence, what is dear to the mind, the teacher of the panchakshara mantra (Namah Sivaya), likewise, the giver of the ashtakshara mantra (the eight-letter mantra),
35.19 และสิ่งใดก็ตามที่มีในพระเวทและคัมภีร์, ความแตกต่างใดๆ ของคุรุ, และในทั่วโลก—การจินตนาการถึงความคิดทั้งหมดที่มีอยู่เสมอ,
35.19 and whatever there is of the Veda-s and scriptures, whatever differences there are of the teachers, and always—in all the world—the imagining of all ideas,
35.20 จักรวาลแห่งปรากฏการณ์ของความคิดทั้งปวง, โลกอันชัดแจ้งแห่งวาจาทั้งปวง, ความเข้าใจผิดๆ ในทุกรูปแบบ, การจินตนาการถึงเหตุผลทั้งปวง,
35.20 the phenomenal universe of all thoughts, the manifest world of all speech, the wrong understanding of all forms, the imagining of all reasons,
35.21 โลกแห่งความบกพร่องทั้งปวง, โลกแห่งสุขและทุกข์, สิ่งใดควรยึดถือและสิ่งใดควรละทิ้ง, วาจาที่ว่าสิ่งใดควรไขว่คว้า, และสิ่งใดที่ควรสละ,
35.21 the world of all defects, the world of joy and sorrow, what is to be grasped and what is to be given up, the talk of what is to be grasped, and what renounced,
35.22 การสืบหาการเกิดและการตาย, ธรรมชาติของความทรงจำและสติปัญญา, ความปรารถนาและความโกรธ, ความโลภและความหลงใหล, การถือตัวและความเย่อหยิ่งทั้งหมด,
35.22 the investigation into birth and death, the nature of anamnesis and intellect, desire and anger, covetousness and infatuation, all hauteur and arrogance,
35.23 ความเป็นคู่ที่เกิดขึ้นในสามโลก, พรหม, อินทรา, วรุณและเทพอื่นๆ, อวัยวะแห่งการรับรู้เสียงและอื่นๆ, ทิศทาง, วายุ, สุริยะ, และพระผู้เป็นเจ้า,
35.23 the duality that occurs in all three worlds, Brahma, Indra, Varuna and others, the organs of perception, sound and others, the directions, the wind, the sun and the gods,
35.24 เจตคติที่ดีต่ออวัยวะแห่งการกระทำ, เรื่องของเทวะอันมากมาย, กิจกรรมของคณะภายใน, ผลกระทบของสิ่งเหนือธรรมชาติ,
35.24 the good attitude toward the organs of action, matters of the multitudes of deities, the activities of the inner faculties, the impact of the supernatural,
35.25 ความแตกต่างของสภาวะจิต, และการกำหนดรูปแบบของพุทธิ, ความเป็นคู่ซึ่งเป็นเพียงภาพลวงตา, การกำหนดว่าจริงและลวง,
35.25 the differentiations of the mental modes, and the determination of the modes of the intellect, this duality which is mere delusion, the determination of reality and unreality,
35.26 “ความเป็นคู่เล็กๆ น้อยๆ”, ความเป็นคู่ที่ยิ่งใหญ่, ความเป็นคู่ของวิญญาณ—ทั้งหมดนั้นไม่มีอยู่จริง. ความลวงเกี่ยวกับการกำเนิดของโลก, นิยามของคุรุกับศิษย์,
35.26 a “little duality,” enormous duality, the duality of souls—all is ever unreal. The delusion about the origin of the world, the definition of the Guru and the disciple,
35.27 ความลับของคำว่า "ตตฺ" และการเปิดเผยของคำว่า "ท่าน", ในทำนองเดียวกัน, แนวคิดของความรู้สึกถึงตัวตนของคำว่า "คือ",
35.27 the secrecy of the word “That” and the revelation of the word “You,” likewise, the concept of the sense of identity of the word “are,”
35.28 ความแตกต่างและไม่แตกต่างระหว่างความแตกต่าง—ไม่มีสิ่งเหล่านี้หรือสิ่งอื่นใดที่มีอยู่จริง. จักรวาลนี้ไม่มีอยู่จริง. เป็นที่แน่ชัดว่าทั้งหมดนั้นคือพรหมัน.
35.28 the difference and nondifference among differences—none of these or anything else exists. This universe, indeed, exists not. It is definite that all is Brahman.
35.29 สรรพสิ่งเป็นเพียงสติ, พระองค์, พรหมัน, เป็นเพียงสิ่งเดียวที่มีอยู่. ทั้งหมดนี้คือธรรมชาติของอาตมัน. ไม่มีสิ่งใดนอกจากอาตมัน.
35.29 All being Consciousness, He (It), Brahman, alone is. All this is of the nature of the Self. There is nothing apart from the Self.
35.30 ไม่มีความจริงหรือความลวงใดๆ นอกเหนือจากพรหมัน, ซึ่งอยู่เหนือ "สภาวะที่สี่". จงละทิ้งทุกสิ่ง, ตั้งมั่นในอาตมันแห่งตนเองอย่างมั่นคง.
35.30 There exists no reality or unreality apart from Brahman, which transcends the “fourth state.” Renouncing all, ever be firmly established in your own Self.
35.31 ความคิด, กาลเวลา, ความแตกต่างระหว่างวัตถุ, สังกัลปะ, ภว, และตัวท่านเอง—จงละทิ้งสิ่งทั้งปวง, พิจารณาสรรพสิ่งอย่างสม่ำเสมอว่าเป็นพรหมัน, อย่างแท้จริง.
35.31 Thought, time, differences among objects, sankalpa, bhava, and yourself—renouncing all, always look upon all as, indeed, Brahman.
35.32 ที่ใดก็ตามที่พระคัมภีร์ให้ความแตกต่าง, ที่ใดก็ตามที่จิตใจได้รับความแตกต่าง, จงละทิ้งสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดเสมอ, และตั้งมั่นในตัวท่านเองอย่างมั่นคง.
35.32 Wherever the scriptures are given to differences, wherever the mind is given to differences, renounce all of that always, and be firmly established in yourself.
35.33 จินตนาการอันเนื่องมาจากการคาดคะเนทางจิตใจ, ความเข้าใจผิดเนื่องจากจินตนาการของตนเอง, ข้อ จำกัดเนื่องจากอัตตา, เจตคติที่ว่าร่างกายคือตัวตนของตนเอง—
35.33 Imaginings due to mental projections, misapprehension due to one’s own imagination, limitations due to the ego, the attitude that the body is myself—
35.34 จงละทิ้งสิ่งเหล่านั้น, ตั้งมั่นในตนเองอยู่เสมอ. “การดำรงอยู่ในเชิงบวกของจักรวาล”, ที่มาของเอกภพที่แยกจากกัน,
35.34 renouncing all of that, always be firmly established in yourself. The “positive existence of the universe,” the origin of a separate universe,
35.35 นึกถึง “การดำรงอยู่ในเชิงบวกของพันธนาการ”, นึกถึง “การดำรงอยู่ในเชิงบวกของความหลุดพ้น”, การดำรงอยู่ในเชิงบวกของการมีอยู่หรือการไม่มีอยู่ของเทพ, การพรรณนาถึงการบูชาเทพ,
35.35 thinking of the “positive existence of bondage,” thinking of the “positive existence of liberation,” the positive existence or nonexistence of deities, the delineation of the worship of deities,
35.36 เทพแห่งปัญจชาระ, เทพแห่งอัษฏชาระ, การมีอยู่ของปราณทั้งห้า, และส่วนแยกย่อยของปราณทั้งห้า,
35.36 the deity of the panchakshara, the deity of the ashtakshara, the existence of the five prana-s, the subsidiary pentad of prana-s,
35.37 ความแตกต่าง เช่น ดินและธาตุอื่นๆ, การนับคุณสมบัติ เช่น ความทึบ, ความโง่และอื่นๆ, บทสรุปสุดท้ายของคัมภีร์พระเวท, ไศวะอากามะ,
35.37 the differentiation as earth and the other elements, enumeration of qualities such as dullness, foolishness and others, the ultimate conclusions of the Vedanta scriptures, the Saiva Agama-s,
35.38 การทำธุรกรรมทางโลก, ความเป็นจริงเชิงประจักษ์, ข้อบกพร่อง, การพัฒนาและการนิพพาน—จงละทิ้งทั้งหมดทุกสิ่ง, ตั้งมั่นในตัวท่านเองอย่างมั่นคงเสมอ.
35.38 worldly transactions, empirical reality, defects, devel­opments and dissolutions—renouncing all, always be firmly established in yourself.
35.39 ความปิติของความรู้แห่งอาตมัน, พรหมัน, ความบกพร่องจากความไม่รู้ในอาตมัน, ลมหายใจเข้า, ลมหายใจออก, ลมหายใจที่กลั้นไว้, การสืบเสาะเข้าไปในชาดาธาระ (การสนับสนุน 6 ประการ),
35.39 The joy of the Knowledge of the Self, Brahman, the defect of the lack of Knowledge of the Self, the incoming breath, the outgoing breath, the retained breath, the investigation into shadadhara (the sextet of supports),
35.40 สภาวะความเป็นคู่ที่ว่า ข้าฯ คือร่างกาย, การเป็นพยานของเจตคติแห่งสติ, สภาวะแห่งธรรมชาติที่ไม่แบ่งแยก, การยอมรับในธรรมชาติที่ไม่แบ่งแยก,
35.40 the dualistic mode that I am the body, the witness attitude of Consciousness, the mode of the undivided nature, the acceptance of the undivided nature,
35.41 รวมถึง “ประสบการณ์ที่ไม่รู้จบ” ทั้งหมด, ความเชื่อมั่นว่า “ข้าฯ คือพรหมัน”, ดีที่สุด, ปานกลาง, และ เลวร้ายยิ่งกว่าเลวร้ายที่สุด,
35.41 all “endless experiences” included, the certitude “I am Brahman,” the best, the mediocre, likewise, the worse than the worst,
35.42 การละเมิด, การสรรเสริญ, การยกย่อง, และการกล่าวโทษ, ปรัชญาแห่ง "ข้าฯ คือพรหมัน", "สิ่งนี้คือพรหมัน", "สรรพสิ่งคือพรหมันอย่างแท้จริง",
35.42 abuse, praise, all eulogy and condemnation, the philosophy of “I am Brahman,” “This is Brahman,” “All is Brahman indeed,”
35.43 ข้าฯ คือพรหมัน, ข้าฯ อ่อนเยาว์, ข้าฯ ชรา, ข้าฯ อยู่เหนือความจริงและลวง, สิ่งมีชีวิตแห่งจักรวาล, มหภาค, ทัศนคติที่จักรวาลเป็นทั้งหมด,
35.43 I am Brahman, I am young, I am old, I am beyond reality and nonreality, the Cosmic Being, the macrocosm, the attitude that the universe is gross,
35.44 การมีชีวิตอยู่ของข้าฯ คือการสั่นสะเทือนของนิรามิสสุข, การมีชีวิตอยู่ของข้าฯ ปราศจากสูงและต่ำ, การมีชีวิตอยู่ของข้าฯ คือพรหมันอันเป็นนิรามิสสุขตลอดกาล, เป็นศูนย์รวมแห่งสภาวะนิรามิสสุขของสติ,
35.44 my being a vibration of Bliss, my being devoid of the high and the low, my being the ever blissful Brahman, the embodiment of Existence-Consciousness-Bliss,
35.45 ธรรมชาติของผู้ดู, ธรรมชาติของผู้ถูกมองเห็น, ธรรมชาติของการดำรงอยู่อันยิ่งใหญ่, ความโดดเดี่ยว, ความพินาศสิ้นเชิง, การเข้าสู่สรรพชีวิต,
35.45 the nature of the seer, the nature of the seen, the nature of the great Existence, aloneness, total destruction, entering into all beings,
35.46 อดีต, ปัจจุบัน, อนาคต, และกิจกรรมในปัจจุบันล้วนไม่มีอยู่จริงตลอดกาล. แนวคิดเรื่องเวลา, แนวคิดเรื่องร่างกาย, คำจำกัดความของ “ความจริงและลวง”,
35.46 the past, the present, the future, and all present activity are ever nonexistent. The concept of time, the concept of the body, the definition of “reality and unreality,”
35.47 แท้จริงแล้ว, การมีชีวิตอยู่ของข้าฯ, เป็นมวลแห่งความรู้, ความสงบสุขและความไร้สันติ, ไร้มลทิน, ความทรงจำเกี่ยวกับจักรวาล, การสืบเสาะเข้าไปในความเป็นคู่และความไม่เป็นคู่,
35.47 my being, indeed, a mass of Knowledge, the peaceful and the peace-less, the taintless, recollections about the universe, the investigation into duality and nonduality,
35.48 การปฏิบัติต่อ ไศวะอากามะ, คำว่า "ศึกษาพระเวท", "ข้าฯ คือพรหมัน", "ข้าฯ บริสุทธิ์", "ข้าฯ เป็นเพียงสติ", "ข้าฯ สงบสุขตลอดกาล"—
35.48 the practice in regards to the Saiva Agama-s, the expression “study of the Veda-s,” “I am Brahman,” “I am pure,” “I am Consciousness alone,” “I am ever peaceful”—
35.49 จงละทิ้งสิ่งทั้งปวงนี้และ, เป็นเช่นพรหมัน, อย่างแท้จริง, จงตั้งมั่นในตนเองอย่างมั่นคง. ข้าฯ คือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. ทั้งหมดนี้คือพรหมัน. ไม่มีความไม่แน่ใจในสิ่งนี้.
35.49 renounce all these and, as Brahman, indeed, be firmly established in yourself. I am Brahman. There is no doubt of this. All this is Brahman. There is no uncertainty in this.
35.50 พึงรู้อยู่ทุกขณะว่า กายหยาบ, กายละเอียด, กายทิพย์, และทั้งหมดนี้ล้วนเป็นพรหมันตลอดกาล.
35.50 Know every moment that the gross body, the subtle body, the causal body, and all this are ever Brahman.
35.51,52 พึงรู้ว่าศิวะคืออาตมัน. ศิวะคือชีวา. ศิวะคือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. ใครก็ตามที่อ่านหรือได้สดับคำอธิบายนี้, ไม่ว่าครั้งเดียวหรือตลอดไป, ย่อมเป็นผู้หลุดพ้น, อย่างแท้จริง. อย่างไม่ต้องสงสัย. การได้ฟังเรื่องนี้แม้สักนาทีหรือครึ่งนาที, เขาก็จะรวมเข้ากับพรหมัน.
35.51, 52 Know that Siva is the Self. Siva is the jiva. Siva is Brahman. There is no doubt of this. Whoever reads or hears this explanation, either once or always, is, indeed, liberated. There is no doubt of this. Hearing this even for a minute or half minute, he will become merged in Brahman.
35.53 นามและรูปของสังการะ ได้ขจัดความกลัวไปตลอดกาล (ขจัดความกลัวอันสัมพันธ์กับความหลากหลายของโลกที่ทรงสร้าง, ธำรงรักษา และการทำลายล้าง). บุคคลผู้สืบเสาะความหมายของคลื่นแห่งถ้อยคำในพระเวท, และไม่ถูกแทรกแซงโดยความคิดที่เกิดขึ้นก่อนความจริงและความลวง, บุคคลนั้นย่อมตระหนักรู้ว่านี่คือความจริง, คือศิวะ.
35.53 The name and form of Sankara remove for all time the fear relating to the variety of worlds made up of creation, sustenance, and dissolution. That person who investigates by means of the waves of the words of the Veda-s, untrammeled by prior ideas of truth and nontruth, and ascertains that this is the Reality, is Siva.

Get carried away?

อ่าน “ฤภูคีตา” เพิ่มเติม

กลับไปสารบัญ

index

คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้

นิรามิสสุข คือสุขที่เกิดโดยปราศจากอามิสหรือสิ่งภายนอก เป็นความสุขที่ไม่ต้องวิ่งไปหาจากภายนอก แต่ความสุขเกิดจากภายใน ด้วยเจริญสติภาวนา ด้วยการฝึกจิตให้อยู่กับสมาธิ ไม่ให้จิตดิ้นรนออกไปตามสิ่งที่เราไปสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และสัมผ้ส ความสุขเกิดความสงบ ความสะอาด และความสว่างของดวงจิตภายในของเรา ซึ่งเป็นความสุขที่ละเอียด ยั่งยืน และมั่นคงไม่ต้องหาวิ่งหา ไม่ต้องใช้เงิน ซึ่งเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้ ใครอยากได้ต้องทำเอง

อันตกรณ
อวัยวะภายใน (โครงสร้าง) ประกอบด้วย มนัส, พุทธิ, จิตตะ และ อหังการ มีหน้าที่ต่างกัน

  1. มนัส : ใจ มีลักษณะ สงสัย (วิกัลป์ปะ) และ มุ่งมั่น (สังกัลป์ปะ) มักจะใช้คำว่า มนัส หรือ ใจ เป็นคำเรียกที่รวมเอาพุทธิหรือจิตตะไว้ด้วย
  2. พุทธิ : สติปัญญา ยกระดับได้ด้วยพลังของการบำเพ็ญเพียร (มุ่งมั่นและปฏิบัติ)
  3. จิตตะ : จิต เป็นคลังของความประทับใจในอดีต
  4. อหังการ : กำหนดลักษณะโดยความรู้สึกว่า “ตัวฉัน”
  • ชีวา (ปัจจเจกวิญญาณ) ในสำขยะคือ วิญญาณเดี่ยวที่แยกออกจากปุรุษะ โดยเชื่อมต่อกับอัตตา, พุทธิ, จิต และความรู้สึกถูกจำกัดโดยร่างกาย
  • ชีวา กล่าวในสำขยะว่า ด้วยการบ่งชี้ปุรุษะที่ผิดพลาดของพุทธิ ทำให้เกิดข้อจำกัดและอวิชชา, พึงพอใจและเจ็บปวด, พันธะและความตาย ซึ่งสามารถก้าวข้ามด้วยความรู้แห่งสัจธรรม

นามของศิวะ หมายถึง ผู้บำเพ็ญประโยชน์

ตรีกายา

กาย 3 ประเภท

  1. สถุลาสรีระ (กายหยาบ) คือเปลือกของอาหาร ประกอบด้วยธาตุทั้งห้า
  2. สุขมาสรีระ (กายละเอียด) คือร่างของจิตและพลังงานสำคัญซึ่งทำให้กายมีชีวิต กายละเอียดจะรวมกับกายทิพย์ซึ่งส่งต่อวิญญาณ หรือ ชีวา ที่แยกออกจากการยหยาบเมื่อตาย ประกอบด้วย
    1. ปราณามายาโกษา เกี่ยวกับลมปราณ
    2. มโนมายาโกษา เกี่ยวกับจิตและสัมผัส
    3. วิทยานะมายาโกษา เกี่ยวกับพุทธิและสัมผัส
  3. กรนาสรีระ (กายทิพย์) เป็นเพียงเมล็ดพันธุ์ของการหยาบและกายละเอียด กล่าวว่ามีความซับซ้อนมากที่สุด เพราะประกอบไปด้วยประสบการณ์ที่ประทับใจที่เกิดขึ้นในอดีต หรือสิ่งห่อหุ้มความสุข (อนันตมายาโกษา)

(ภาวนา) หมายถึง สภาวะ ทัศนคติ ท่าทาง อารมณ์ ความคิด อารมณ์ ความคิดเห็น การจัดการจิต ธรรมชาติ ความมุ่งมั่น ความรู้สึก ความละเอียด ศรัทธา ความเชื่อมั่น การไตร่ตรอง สมาธิแบบนามธรรม

สภาวะทั้ง 4 คือ

  1. ตื่น
  2. ฝัน
  3. หลับลึก
  4. ทุริยา เป็นภูมิหลังที่รองรับและแผ่ซ่านไปทั่วทั้งสามสภาวะของจิตสำนึก

ปัญจชาระ มันตรา คือ มนต์ 5 พยางค์ “นะมัชศิวายะ” หมายถึง “นอบน้อม (เคารพ เชื่อฟัง) ต่อศิวะ”

มนต์ 8 พยางค์สำหรับบูชาองค์วิษณุ : โอม นะโม นารายะนายา

อวัยวะรับสัมผัส, สัมผัสละเอียดอ่อน (ทานมาตระ), และเทวะประจำอวัยวะแห่งการสัมผัส

  • มนัส (จิตใจ) : จันทรา
  • พุทธิ (สติปัญญา) : พรหม
  • อหังการ (ego) : รุทระ
  • จิต (ความคิด, สติปัญญา) : วสุเทวะ
  • ประสาทสัมผัส และเทวะ มีดังนี้
  • หู (เสียง) : อากาศ (ที่ว่าง, ทิศทาง)
  • ผิว (สัมผัส) : วายุ (ลม)
  • ตา (รูป) : สุริยะ (พระอาทิตย์)
  • ลิ้น (รส) : วรุณ (น้ำ)
  • จมูก (กลิ่น) : อัศวินกุมาร (เทวะคู่แห่งการปรุงยา)

อวัยวะที่ใช้กระทำ และเทวะ มีดังนี้

  • วาจา (พูด) : อัคนี (ไฟ)
  • ปานิ (มือ) : อินทรา (เทวราชา)
  • บาทา (เท้า) : วิษณุ (ผู้ธำรงรักษา)
  • พายุ (ขับถ่าย) : มฤตยู (เทพแห่งความตาย)
  • อุบัติ (การเกิด) : ประชาบดี (ต้นกำเนิดบรรบุรุษ)

พื้นฐานการเคลื่อนลมปราณ 10 ประการ (ในช่องที่ละเอียดอ่อนหรือหลอดเลือด)

  1. ปราณ มีหน้าที่ หายใจออก, หายใจเข้า, ไอ, กลั้นหายใจ, เคลื่อนไปที่ปาก, รูจมูก, ลำคอ, สะดือ, นิ้วโป้งเท้าทั้งสอง และ บน/ล่างของกุณฑาลินี (กระดูกกระเบนเหน็บ)
  2. อปาน มีหน้าที่ ขับอุจจาระ, ปัสสาวะ และสิ่งที่คล้ายกัน, การเคลื่อนไหวทั้งร่างกาย, ทวารหนัก, อวัยเพศ, ต้นขา, เข่า, น่อง, ท้อง, สะโพก, หน้าแข้ง, สะดือ และอื่นๆ
  3. วิยานะ ทำหน้าที่ ให้และจับความเคลื่อนไหว ในหู, ตา, ตะโพก, ข้อเท้า, ส้นเท้า, จมูก, คอ และส่วนต่างๆ ในร่างกายทั้งหมด
  4. อุทานะ ทำหน้าที่ที่ตรงขึ้นด้านบน คือ แบกของสูงขึ้น, การเคลื่อนไหวในกึ่งกลางของลำคอและที่ข้อต่อทั้งหมด
  5. สมานะ ทำหน้าที่บำรุงร่างกายในสะดือ, แผ่ซ่านไปที่มือและเท้าและส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ตลอดทั้ง 72000 ช่องเล็กๆที่ละเอียดอ่อน แทรกซึมไปในส่วนหลักและส่วนย่อย

ส่วนย่อยของปราณคือ

  1. นากะ ทำหน้าที่ เรอ หรือที่เหมือนกัน
  2. คุรมะ ทำหน้าที่ เปิดและปิดเปลือกตา
  3. ครคาระ ทำหน้าที่ สะอึก
  4. เทวะทัตตะ ทำหน้าที่ หาวและนำเข้าสู่การหลับ
  5. ธานานชายะ ทำหน้าที่สร้างเสมหะ, การบวม และที่คล้ายกัน, แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ; กล่าวกันว่าจะไม่ทิ้งร่างแม้จะตายแล้ว

คำสอนเกี่ยวกับพิธีกรรมและการบูชาเทวะในเทวสถาน (ที่เปิดเผยจากสวรรค์, มิใช่มนุษย์เขียนขึ้นมา) ซึ่งถูกแบ่งแยกออกจากพระเวท

การสนับสนุน 6 หรือ 6 จักระ หรือ ศูนย์กลางในเส้นกุณฑาลินี ประกอบด้วย

  1. มุลาทาระ เกาะกันเป็นก้อน ติดต่อกัน กระตุ้นความรู้สึกของกลิ่น
  2. สวาธิศธานะ การหดตัว กระตุ้นความรู้สึกของรส
  3. มณีปุระ ขยายออก, สร้างความร้อน กระตุ้นการมองเห็นสีและรูปร่าง
  4. อนาหาตะ การเคลื่อนไหวทั่วไป, กระตุ้นความรู้สึกของสัมผัส
  5. วิสุทธิ ทำให้เกิดที่ว่าง, กระตุ้นความรู้สึกของการได้ยิน
  6. อจนา จิตปัญญา
"ribhu gita" (in Thai) by Tandhava
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.