บทที่ 34 บทสรุป

Chapter Thirty-Four

Topic of the Settled Conclusions

ความแน่วแน่ว่า “ข้าฯ คือพรหมัน” คือการหลุดพ้นอันยิ่งใหญ่

ฤภู กล่าวว่า

34.1 นิทากะ! จงฟัง. ข้าฯ จะบอกความลับอันแสนมหัศจรรย์ต่อท่าน. โดยการสดับเพียงครั้ง, ท่านจะบรรลุการหลุดพ้นในทันที.
34.1 Ribhu: Nidagha! Listen. I shall tell you about the secret and the most wondrous. By hearing just one verse thereof, you shall attain instant Liberation.
34.2 ตตฺ พรหมันนี้เปล่งประกายแสงดั่งมองเห็นได้เพราะสติ. ทั้งหมดเป็นเพราะสติ. ไม่มีสิ่งอื่นใดที่มีอยู่.
34.2 This Brahman that is seen shines as if seen because of Consciousness. All is because of Consciousness. Nothing else exists.
34.3 “สิ่งนี้” ไม่มีอยู่จริง. สิ่งที่ใกล้กว่านี้ก็ไม่มี. แม้แต่อะตอม—แค่หนึ่งเดียว—ก็ไม่มีอยู่, ไม่มีอยู่จริง. อย่างไม่ต้องสงสัย.
34.3 “This,” indeed, exists not. This nearer one also exists not. Even an atom—even one—exists not, exists not. There is no doubt of this.
34.4 ไม่มีสถานใดในโลกที่เรามองเห็นนี้—ไม่มีแม้แต่คำพูดใดๆ—ไม่มีรูปที่สร้างขึ้น หรือคำที่สร้างขึ้น หรือการกระทำที่สร้างขึ้น, อีกทั้งไม่มีสิ่งใดแยกจากกัน.
34.4 Nowhere is there any of this empirical world—not even as a word anywhere—nor is there any built-up form or built-up word or built-up action, nor is there anything separate.
34.5 การกระทำคือการดำรงอยู่เพียงอย่างเดียว. ความมั่นใจว่า ข้าฯ คือพรหมัน คือการดำรงอยู่เพียงสิ่งเดียว. ความทุกข์, ความสุข, ความแตกต่างระหว่าง สิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จ กับ สิ่งที่ทำสำเร็จแล้ว—
34.5 Action is Existence alone. The certitude that I am Brahman is Existence alone. Sorrow, happiness, distinction as what is to be accomplished, and what accomplishes it—
34.6 “อาตมัน”, “ปรมาตมัน”, และ “ปัจเจกอาตมัน”—ไม่มีสิ่งใดแยกจากกัน. ข้าฯ คือร่างกาย. ข้าฯ คือรูป. ข้าฯ คือความรู้และเป็นผู้รู้.
34.6 “the Self,” “the Supreme Self,” and “the individual Self’ —there is nothing separate as all these. I am the body. I am the form. I am the knowledge and knower.
34.7 ข้าฯ คือธรรมชาติของเหตุและผล และการกระทำของคณะภายใน. สิ่งเหล่านี้—แม้แต่อย่างใดอย่างหนึ่ง—ไม่มีอยู่, ไม่มีอยู่จริง. จงเชื่อมั่นในสิ่งนี้.
34.7 I am the nature of cause and effect and the actions of the inner faculties. Any of these—even one of these—exists not, exists not. Be of this conviction.
34.8 สรรพสิ่งล้วนเป็นเพียงสังกัลปะ. โลกนี้เป็นพรหมันโดยสิ้นเชิง. ความรู้แห่งสัจธรรมคือพรหมันสูงสุด. ความหมายของโอมการะคือจาปาที่ให้ความสุข.
34.8 All is mere sankalpa. The world is entirely Brahman. The Knowledge of Truth is the Supreme Brahman. The mean­ing of Omkara is the japa that gives happiness.
34.9 [แนวคิดของ] ความเป็นคู่, ความไม่เป็นคู่, ความเป็นคู่อันคงที่, และสิ่งที่เป็นทำนองเดียวกัน, เกียรติยศและความอัปยศ ล้วนเกิดจากสติเท่านั้น. สิ่งอื่นใดล้วนไม่มีอยู่จริง.
34.9 [Concepts of] duality, nonduality, constant duality, and, likewise, honor and dishonor are all due to Conscious­ness alone. Nothing else exists.
34.10 ข้าฯ, คือนิรามิสสุขแห่งอาตมัน. ปราชญ์นาม (ความรู้บริบูรณ์), แท้จริงแล้วคือพรหมัน. ธรรมชาติของสิ่งนี้, ธรรมชาติของข้าฯ, การไตร่ตรองเข้าไปในสิ่งที่ชอบและสิ่งที่ไม่ชอบ,
34.10 I, the Bliss of the Self, am Brahman. Prajnanam (Absolute Knowledge), indeed, is Brahman. The nature of this, the nature of I, the inquiry into the likeable and the unlikeable,
34.11 อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในโลก, อะไรก็ตามที่สามารถจินตนาการว่าเป็นไปได้, อะไรก็ตามที่เป็นความดีโดยเนื้อแท้, และสิ่งใด ๆ ที่ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ—พึงมีความมั่นใจว่าสิ่งเช่นนั้นคือพรหมัน.
34.11 whatever takes place in the world, whatever can be imagined as achievable, whatever is intrinsically good, and whatever is composed of Consciousness—you should have the conviction that such are Brahman.
34.12 แท้จริงแล้ว, ข้าฯ , ณ ที่นี้, คือกายหยาบ. ข้าฯ คือกายละเอียดด้วยเช่นกัน. นอกจากนี้ ความแตกต่างของพุทธิ, ความแตกต่างของจิต, อัตตา และสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผล,
34.12 I, indeed, am, here, the gross body. I am also the subtle body. Besides, the differences of intellect, the differences of mind, the ego, and also what is insentient,
34.13 สรรพสิ่งเป็นเพียงสติ, ไม่มีสิ่งอื่น. ไม่มีสิ่งอื่นที่มีอยู่จริง. แท้จริงแล้ว, ไม่มีการฟัง, ไม่มีปฏิกิริยา, และเช่นกัน, ไม่มีการไตร่ตรองเข้าไปในการรับรู้โดยตรง.
34.13 all being only Consciousness, there is nothing else. Nothing else exists. Indeed, there is nothing of listening, reflection, and also no inquiry into direct perception.
34.14 แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คืออาตมัน, ซึ่งเป็นสิ่งสูงสุด. ตัวข้าฯ เองไม่ได้ถูกเติมเต็มด้วยความหลงผิด. พรหมันคือทั้งหมดนี้. พรหมันเป็นที่พำนักอันสูงสุด.
34.14 I am, indeed, the Self, which is the Supreme. I myself am not filled with delusion. Brahman is all this. Brahman is the supreme abode.
34.15 แท้จริงแล้ว, พรหมันคือเหตุและผล. พรหมันเท่านั้นเป็นผู้ก้าวข้ามโลก (อยู่เหนือโลก). พรหมันคือสรรพสติ. แท้จริงแล้ว, พรหมันก่อตั้งจิตขึ้น (พรหมันประกอบขึ้นเป็นจิต).
34.15 Brahman, indeed, is the cause and effect. Brahman alone is the overcoming of the world. Brahman is all Consciousness. Brahman constitutes the mind, indeed.
34.16 พรหมันเท่านั้นที่ประจักษ์เป็นชีวา. พรหมันเท่านั้นที่ประจักษ์เป็นหริ. พรหมันเท่านั้นที่ประจักษ์เป็นศิวะ. พรหมันเท่านั้นเป็นที่รักของอาตมัน.
34.16 Brahman alone manifests as the jiva. Brahman alone manifests as Hari. Brahman alone manifests as Siva. Brahman alone is dear to the Self.
34.17 พรหมันเท่านั้นที่ประจักษ์เป็นความสงบ. ไม่มีอะไรนอกจากพรหมัน. “ข้าฯ” ไม่มีอยู่จริง. “สิ่งนี้” ไม่มีอยู่จริง. ไม่มีอะไรอื่นที่มีอยู่จริง. ไม่มีอะไรถูกสร้าง, แม้แต่สิ่งสูงสุด.
34.17 Brahman alone manifests as tranquility. There is nothing apart from Brahman. “I” exist not. “This” exists not. Nothing else exists. Nothing has been created, not even the highest of the high.
34.18 “สิ่งนี้” ไม่มีอยู่จริง, ความหมายของพระคัมภีร์ก็ไม่มีอยู่จริง, อีกทั้งมีมางสา (การตีความพิธีกรรมของพระเวทและการสรุปประเด็นที่น่าสงสัยในตำราพระเวท) ก็ไม่มีอยู่, ไม่มีการสร้าง, ไม่มีนิยาม, ไม่มีพระเวทและพระคัมภีร์อื่นๆ, ไม่มีความคิด, ไม่มีจิตของข้าฯ.
34.18 “This” exists not, nor does the meaning of the scriptures exist, nor the mimamsa (interpretation of the Vedic rituals and the settlement of dubious points in Vedic texts), nor creation, nor definitions, nor Veda-s and other scriptures, nor thought, nor my mind.
34.19 ไม่มีสิ่งใดเป็น "ของข้าฯ", ไม่มีสิ่งที่เป็นเช่น "สิ่งนี้", ไม่มีอะไรที่ "อยู่ในมือ", ไม่มีสิ่งที่เป็นเช่น “สิ่งนี้” และ “สิ่งนั้น”, และไม่มีพุทธิ. นี่คือสิ่งที่แน่นอนตลอดกาล: ไม่มีสิ่งใดที่มีอยู่จริง นี่คือความสัจธรรม. สัจธรรมคือ, ไม่มีสิ่งใดเลยตลอดกาล.
34.19 There is nothing “mine,” nothing such as “this,” nothing “at hand,” nothing such as this and that, and no intellect. This is ever certain: Nothing ever exists. This is the Truth. The Truth is. There is nothing ever.
34.20 แม้แต่ "หนึ่งเดียว" (เอกภาพ) ก็ไม่มีอยู่จริง, และไม่มี "สิ่งนี้" เช่นกัน. ไม่มีอะไรอยู่ข้างใน, ไม่มีอะไรอยู่ข้างนอก; ไม่มีอะไรเลย. ไม่มีแม้แต่ความเป็นคู่ที่เล็กน้อยที่สุด. ไม่มีการสร้าง. ไม่มีอะไรให้เห็น,
34.20 Even “only one” does not exist, nor “this” either. There is nothing inside, nothing outside; there is nothing at all. Not even in the least is there any duality. There is no creation. There is nothing to be seen,
34.21 ไม่มีการไตร่ตรอง, ไม่มีการจดจำ, ไม่มีการหลงลืม—ไม่มีแม้แต่อะตอมของสิ่งเหล่านี้. ไม่มีความเข้าใจในเรื่องกาลหรือที่ว่าง, ไม่มีสังกัลปะ, ไม่มีการรับรู้,
34.21 no contemplation, no remembrance, no forgetfulness—not even an atom of these. There is no understanding of time or space, no sankalpa, no perception,
34.22 ไม่มีความรู้, ไม่มีร่างกายที่แบ่งแยกออกไป, ไม่มีสิ่งใดที่เป็นความรู้ของข้าฯ, และไม่มีการโอนย้าย. ไม่มีความทุกข์สำหรับข้าฯ, ไม่มีการหลุดพ้นสำหรับข้าฯ, ไม่มีสถานที่ใด, ดีหรือชั่ว, ที่ข้าฯ จะไป.
34.22 no knowledge, no separate body, nothing as my being knowledgeable, and no transmigration. There is no sorrow for me, no liberation for me, and there is no place, good or evil, for me to go.
34.23 ข้าฯ มิใช่ [แนวคิดของ] “อาตมัน”. ข้าฯ มิใช่ ชีวา (ปัจเจกอาตมัน); และข้าฯ ก็มิใช่กุตัสถะ (ความสมบูรณ์ไม่เปลี่ยนแปลง). ข้าฯ ไม่เคลื่อนไหว. ข้าฯ ไม่ใช่ร่างกาย. ข้าฯ ไม่ใช่หู, ผิวกาย, หรือเทพแห่งประสาทสัมผัส.
34.23 I am not [a concept of] “the Self.” I am not the jiva (individual self); nor am I the Kutastha (changeless Absolute). I am motionless. I am not the body. I am not the ears, the skin, or the deities of the senses.
34.24 สรรพสิ่งคือสติเพียงเท่านั้น, ทุกสิ่งไม่มีอยู่จริง. เป็นธรรมชาติที่มิอาจแบ่งแยก, สรรพสิ่งไม่มีอยู่จริงตลอดกาล.
34.24 All being Consciousness alone, all is ever nonexistent. Being of the nature of the undivided, all is ever nonexistent.
34.25 ความต้องการฮัมการะ (เสียงฮัมในการทำสมาธิต่อเทพ), หรือการสร้างเสียงฮัมนั้นไม่มีอยู่จริง, ไม่มีอยู่จริง, ไม่มีอยู่จริง, ไม่มีอยู่จริง, ไม่มีอยู่จริงตลอดกาล.
34.25 The need for Humkara (a menacing sound), or the creation of such a menacing sound exists not, exists not, exists not, exists not, ever exists not.
34.26 แม้แต่ความหมายที่น้อยที่สุดของคำว่า "แยกออกจากกัน", สิ่งอื่นใดที่แยกออกจากกัน, การพูดถึงบางสิ่งที่แยกออกจากกัน, สิ่งที่เป็นจริง หรือ สิ่งไม่เป็นจริง ที่แยกออกจาก "อาตมัน" ล้วนแล้วแต่เป็นความเพ้อฝัน.
34.26 Even the least meaning of the word “apart,” or any­thing apart, or the talk of something apart, or anything being real or unreal apart from the Self is all a chimera.
34.27 “มันไม่มีอยู่จริง”—ไม่มีอยู่จริง, ไม่มีอยู่, อย่างแท้จริง. แม้แต่คำว่า "ไม่มีอยู่จริง" ก็ไม่มีอยู่. สรรพสิ่งเป็นเพียงสติเท่านั้น, ทุกสิ่งทุกอย่าง, แท้จริงแล้ว, ล้วนไม่มีอยู่จริงตลอดกาล.
34.27 “It exists not”—exists not, exists not, indeed. Even the words “exists not” exist not. All being Consciousness alone, all, indeed, is ever nonexistent.
34.28 สรรพสิ่งคือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. ความหมายโดยตรงของคำแต่ละคำ, ความหมายของกลุ่มคำ, ผู้ที่กล่าว, คู่ของกลุ่มตรีฯ (ธรรมสามประการ),
34.28 All is Brahman. There is no doubt of this. I am Brahman. There is no doubt of this. The direct meaning of individual words, the expressed meaning of a collection of words, the speaker, the pair of triads,
34.29 ความแตกต่างระหว่างผู้รู้, ความรู้, และสิ่งที่รู้, การวัดและสิ่งที่วัดได้, สิ่งอื่นที่เป็นเช่น สิ่งที่รัก, สิ่งที่พระคัมภีร์กำหนด, สิ่งใดๆ ที่พระเวทกำหนดไว้,
34.29 the differences of knower, knowledge, and the knowable, the measure and the measurable, other such things that are dear, whatever is determined by the scriptures, whatever has been decided by the Veda-s,
34.30 สูงและต่ำ, "ผู้อยู่เหนือ" (ผู้ที่ข้ามพ้น), ความรู้ที่ข้าฯ ข้ามพ้น, คุรุ, ธรรมแห่งคุรุ—ไม่มีสิ่งที่เป็นเช่นคุรุ—
34.30 the high and the low, “the transcendent,” the knowledge that I am the transcendent, the Guru, the precepts of the Guru—there is none such as the Guru—
34.31 ธรรมชาติแห่งคุรุ, ความจริงใจของคุรุ, และตัวคุรุเองนั้นไม่มีอยู่จริง. อาตมันคือคุรุของอาตมัน, ไม่มีสิ่งอื่นใดที่มีอยู่จริง. อย่างไม่ต้องสงสัย.
34.31 the nature of the Guru, the sincerity of the Guru, and the Guru himself exist not. The Self is the Guru of the Self, nothing else being existent. There is no doubt of this.
34.32 ความเป็นอยู่ที่ดีของอาตมันก็คือตัวอาตมันเอง, ไม่มีสิ่งอื่นที่มีอยู่จริง. อย่างไม่ต้องสงสัย. ความหลงผิดของอาตมันคือตัวอาตมันเอง. อาตมันไม่ใช่สิ่งอื่นใด.
34.32 The well-being of the Self is the Self itself, nothing else being existent. There is no doubt of this. The delusion of the Self is the Self itself. The Self is nothing else.
34.33 ความสุขของอาตมันคือตัวอาตมันเอง. ไม่มีสิ่งอื่นที่มีอยู่จริง. อย่างไม่ต้องสงสัย. พลังแห่งอาตมันคือตัวอาตมันเอง. ความชื่นชอบในอาตมันนั้นมีไว้เพื่อตัวอาตมันเอง.
34.33 The happiness of the Self is the Self itself. Nothing else exists. There is no doubt of this. The power of the Self is in the Self itself. The fondness of the Self is for the Self itself.
34.34 การชำระล้างอันศักดิ์สิทธิ์ของอาตมันอยู่ในตัวอาตมันเอง. ความรักของอาตมันนั้นอยู่ในตัวอาตมันเอง. การรู้แห่งอาตมันเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด. การรู้แห่งอาตมันนั้นยากที่จะบรรลุ.
34.34 The holy ablution of the Self is in the Self itself. The love of the Self is in the Self itself. The Knowledge of the Self is the greatest reward. The knowledge of the Self is hard to obtain.
34.35 การรู้แห่งอาตมันคือพรหมันสูงสุด. การรู้แห่งอาตมันเป็นความสุขที่สุด. ไม่มีอะไรสูงไปกว่าการรู้แห่งอาตมัน. ไม่มีพระคัมภีร์อื่นใดนอกจากการรู้เกี่ยวกับอาตมัน.
34.35 The Knowledge of the Self is the Supreme Brahman. The Knowledge of the Self is the happiest of happiness. There is nothing higher than the Knowledge of the Self. There is no scripture other than the Knowledge of the Self.
34.36 ตัวพรหมันเองคืออาตมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. แท้จริงแล้ว, อาตมันก็คือตัวพรหมันเอง. มันคือตัวเองทุกสถานที่. มันเติมเต็มตัวเองด้วยสติ.
34.36 Brahman itself is the Self. There is no doubt of this. The Self is, indeed, Brahman, itself. It is itself everywhere. It is itself filled with Consciousness.
34.37 มันคือการขยายสติของตัวเองออกไป. มันคือตัวเองที่ไร้ช่องว่าง. มันคือตัวเองที่มิใช่อาตมัน. มันคือตัวเองที่มิใช่สิ่งที่ต่ำกว่า.
34.37 It is itself the expanse of Consciousness. It is itself with­out interstices. It is itself not non-Self. It is itself not the lower.
34.38 ตัวมันเองอยู่เหนือคุณสมบัติ. ตัวมันเองคือความสุขที่ยิ่งใหญ่. ตัวมันเองคืออาตมันแห่งความสงบสันติ. ตัวมันเองไม่มีส่วนที่นำมาประกอบกัน (แยกออกจากกันไม่ได้).
34.38 It itself transcends qualities. It is itself great happiness. It is itself the Self of peace. It is itself partless.
34.39 ตัวมันเองคือนิรามิสสุขของสติ. ตัวมันเองก็คือพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่. ตัวมันเองเป็นพยานตลอดกาล. ตัวมันเองก็คือศดาศิวะ.
34.39 It is itself the Bliss of Consciousness. It is itself the great Lord. It is itself ever the witness. It is itself Sadasiva.
34.40 ตัวมันเอง, แท้จริงแล้วคือหริ. ตัวมันเองคือประชาบดี. ตัวมันเองคือพรหมันสูงสุด. มันคือพรหมันตลอดกาล.
34.40 It is itself, verily, Hari. It is itself Prajapati. It is itself the Supreme Brahman. It is ever Brahman.
34.41 สรรพสิ่งคือพรหมัน. เอกภาพคือพรหมัน. เอกภาพคือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. ท่านจงรักษาความเชื่อมั่นในความหมายทั้งหมดที่กล่าวมานี้อย่างแข็งแกร่งให้อยู่ในตัวท่านเอง, ตลอดกาล. (เอกภาพคืออาตมันหนึ่งเดียว)
34.41 All is Brahman. Oneself is Brahman. Oneself is Brahman. There is no doubt of this. Have this strong certitude yourself, by all means, always.
34.42 ด้วยการไตร่ตรองเข้าไปในพรหมัน, ตัวท่านเองก็จะกลายเป็นพรหมันเพียงเท่านั้น. ความมั่นใจว่า "ข้าฯ คือพรหมัน”, แท้จริงแล้ว, คือพรหมันสูงสุด.
34.42 Inquiring into Brahman, you will yourself become only Brahman. The certitude that “I am Brahman” is, indeed, the Supreme Brahman.
34.43 แท้จริงแล้ว, นี่คือการหลุดพ้นที่ยิ่งใหญ่: คือ ความแน่วแน่ว่า “ข้าฯ คือพรหมัน”. แท้จริงแล้ว, สิ่งนี้คือการเติมเต็ม (สัมฤทธิผล). แท้จริงแล้ว, นี่คือความสุขอยู่เสมอ.
34.43 This, indeed, is the great Liberation: the certitude “I am Brahman.” This, indeed, is fulfillment. This, indeed, is happiness always.
34.44 แท้จริงแล้ว, สิ่งนี้เป็นความรู้อยู่เสมอ—อาตมันหนึ่งเป็นพรหมัน, อาตมันหนึ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่. ข้าฯ คือพรหมัน—นี้, แท้จริงแล้ว, เป็นความรู้อยู่เสมอ, และ, เป็นสิ่งยิ่งใหญ่, ด้วยตัวของมันเอง.
34.44 This, indeed, is always the Knowledge—oneself being Brahman, oneself being that which is great. I am Brahman—this, indeed, is always the Knowledge, and, by itself, is the great.
34.45 ข้าฯ คือพรหมัน—แท้จริงแล้ว, คือสภาวะตามธรรมชาติ. ข้าฯ เป็นนิรันดร์. ข้าฯ คือพรหมัน—สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ถาวรเสมอมา, ยืนหยัดด้วยตัวมันเองตลอดกาล.
34.35 I am Brahman—this, indeed, is the natural state. I am the everlasting. I am Brahman—this is always the permanent, ever standing by itself.
34.46 ข้าฯ คือพรหมัน—ตัวมันเองนี้คือความพินาศแห่งพันธนาการ. อย่างไม่ต้องสงสัย. นี่คือความเชื่อมั่นของข้อสรุป (ที่ตกลงตัดสินแล้ว) ทั้งหมด.
34.46 I am Brahman—this itself is the destruction of bondage. There is no doubt of this. This is the certitude of all the settled conclusions.
34.47 นี่คือคำสอนที่อ้างอิงจากอุปนิษัททั้งหมด. โลกเป็นเพียงนิรามิสสุข. นี่คือบทสรุปของอุปนิษัท—อันเป็นความแน่วแน่ว่า "ข้าฯ คือพรหมัน".
34.47 This is the purport of all the Upanishad-s. The world is just Bliss. This is the settled conclusion of the Upanishad-s—the certitude “I am Brahman.”
34.48 บทสรุปของมหาวรรคยะ (สุภาษิตอันยิ่งใหญ่) คือความเชื่อมั่นว่า "ข้าฯ คือพรหมัน". บทสรุปที่แท้จริงของศิวะเองคือความแน่วแน่ว่า "ข้าฯ คือพรหมัน".
34.48 The settled conclusion of any great aphorism is the certitude “I am Brahman.” The settled conclusion of, verily, Siva himself is the certitude “I am Brahman.”
34.49 บทสรุปของนารายณ์คือความแน่วแน่ว่า “ข้าฯ คือพรหมัน”. บทสรุปของพรหมผู้มีสี่พักตร์คือความแน่วแน่ว่า “ข้าฯ คือพรหมัน”.
34.49 The settled conclusion of Narayana is the certitude “I am Brahman.” The settled conclusion of the four-faced Brahma is the certitude “I am Brahman.”
34.50 อันที่จริงสิ่งนี้ (“ข้าฯ คือพรหมัน”) อยู่ในหัวใจของปราชญ์. แท้จริงแล้ว, สิ่งนี้เป็นคำแนะนำ (ตักเตือน) ของพระเป็นเจ้า. แท้จริงแล้ว, สิ่งนี้ บทสรุปของปรมาจารย์ทั้งหลาย—ความแน่วแน่ว่า “ข้าฯ คือพรหมัน”.
34.50 This, indeed, is in the heart of the sages. This, indeed, is the exhortation of the gods. This, indeed, is the settled conclusion of all masters—the certitude “I am Brahman.”
34.51 แท้จริงแล้ว, สิ่งนี้ (“ข้าฯ คือพรหมัน”) เป็นคำสอนที่ยิ่งใหญ่สำหรับมวลมนุษยชาติตลอดกาล. “ข้าฯ คือพรหมัน” คือการหลุดพ้นที่ยิ่งใหญ่. แท้จริงแล้ว, สิ่งสูงสุดก็คือสิ่งนี้: ข้าฯ คือตัวของตัวเอง.
34.51 This is, indeed, the great teaching for all beings for all times. “I am Brahman” is the great Liberation. The highest, indeed, is this: I am myself.
34.52 “ข้าฯ” และประสบการณ์นี้, จะถูกเก็บเป็นความลับสุดยอดเช่นกัน. ข้าฯ คือพรหมัน. แท้จริงแล้ว, นี่เป็นความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดโดยตัวมันเอง.
34.52 “I” and this experience, too, are to be kept highly secret. I am Brahman. This, indeed, is ever the knowledge, which is, by itself, the greatest.
34.53 แท้จริงแล้ว, นี่คือแสงสว่างอันยิ่งใหญ่—ความแน่วแน่ว่า "ข้าฯ คือพรหมัน". แท้จริงแล้ว, นี้คือมนตราอันยิ่งใหญ่, แท้จริงแล้ว, สิ่งนี้คือจาปาอันยิ่งใหญ่.
34.53 This, indeed, is the great Light—the certitude “I am Brahman.” This, indeed, is the great mantra, this, indeed, the great japa.
34.54 แท้จริงแล้ว, สิ่งนี้ (“ข้าฯ คือพรหมัน”) คือการสรงสนาน (ชำระล้าง) เพื่อความบริสุทธิ์อันยิ่งใหญ่—ความแน่วแน่ว่า “ข้าฯ คือพรหมัน”. แท้จริงแล้ว, สิ่งนี้คือน้ำศักดิ์สิทธิ์อันยิ่งใหญ่—ความแน่วแน่ว่า “ข้าฯ คือพรหมัน”.
34.54 This, indeed, is the great purificatory ablution—the certitude “I am Brahman.” This, indeed, is the great holy water—the certitude “I am Brahman.”
34.55 แท้จริงแล้ว, สิ่งนี้ (“ข้าฯ คือพรหมัน”) คือคงคาอันยิ่งใหญ่—ความแน่วแน่ว่า “ข้าฯ คือพรหมัน”. สิ่งนี้เป็นธรรมอันสูงสุด—ความแน่วแน่ว่า “ข้าฯ คือพรหมัน”.
34.55 This, indeed, is the great Ganga—the certitude “I am Brahman.” This is the supreme dharma—the certitude “I am Brahman.”
34.56 แท้จริงแล้ว, สิ่งนี้ (“ข้าฯ คือพรหมัน”) คืออนันต์อันยิ่งใหญ่—ความแน่วแน่ว่า “ข้าฯ คือพรหมัน”. แท้จริงแล้ว, สิ่งนี้เป็นความรู้อันสูงส่ง—ความแน่วแน่ว่า “ข้าฯ คือพรหมัน”, ไกวัลยะ. แท้จริงแล้ว, นี้เป็นบทสรุปของทั้งหมด—ความแน่วแน่ว่า “ข้าฯ คือพรหมัน”.
34.56 This, indeed, is the great infinity—the certitude “I am Brahman.” This, indeed, is the exalted Knowledge—the certitude “I am Brahman,” Kaivalya. This, indeed, is the settled conclusion of all—the certitude “I am Brahman.”
34.57 เหล่าสาวกโบกมือ, ด้วยใจที่ปราศจากความวิตก, ถือหม้อน้ำ, คนเลี้ยงวัวเห็นดอกบัวสีทองของสัมภูในมณฑลแห่งสุริยะ. หระเอื้อมมือไปทุกทิศ, หล่อเลี้ยงโลกด้วยมวลสมุนไพรอันอุดมด้วยทรัพย์ที่สะสมมาจากแหล่งน้ำที่เกิดขึ้นทุกหนทุกแห่ง.
34.57 Waving their hands, and with hearts free of concern, carrying water pots, cowherdesses see the golden lotus of Sambhu in the mandala of the sun. Hara, with hands reaching out in all directions, nourishes the world with the mass of herbs enriched by the wealth amassed from the collection of waters arising everywhere.

Get carried away?

อ่าน “ฤภูคีตา” เพิ่มเติม

กลับไปสารบัญ

index

คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้

นิรามิสสุข คือสุขที่เกิดโดยปราศจากอามิสหรือสิ่งภายนอก เป็นความสุขที่ไม่ต้องวิ่งไปหาจากภายนอก แต่ความสุขเกิดจากภายใน ด้วยเจริญสติภาวนา ด้วยการฝึกจิตให้อยู่กับสมาธิ ไม่ให้จิตดิ้นรนออกไปตามสิ่งที่เราไปสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และสัมผ้ส ความสุขเกิดความสงบ ความสะอาด และความสว่างของดวงจิตภายในของเรา ซึ่งเป็นความสุขที่ละเอียด ยั่งยืน และมั่นคงไม่ต้องหาวิ่งหา ไม่ต้องใช้เงิน ซึ่งเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้ ใครอยากได้ต้องทำเอง

  • ชีวา (ปัจจเจกวิญญาณ) ในสำขยะคือ วิญญาณเดี่ยวที่แยกออกจากปุรุษะ โดยเชื่อมต่อกับอัตตา, พุทธิ, จิต และความรู้สึกถูกจำกัดโดยร่างกาย
  • ชีวา กล่าวในสำขยะว่า ด้วยการบ่งชี้ปุรุษะที่ผิดพลาดของพุทธิ ทำให้เกิดข้อจำกัดและอวิชชา, พึงพอใจและเจ็บปวด, พันธะและความตาย ซึ่งสามารถก้าวข้ามด้วยความรู้แห่งสัจธรรม
ตรีกายา

กาย 3 ประเภท

  1. สถุลาสรีระ (กายหยาบ) คือเปลือกของอาหาร ประกอบด้วยธาตุทั้งห้า
  2. สุขมาสรีระ (กายละเอียด) คือร่างของจิตและพลังงานสำคัญซึ่งทำให้กายมีชีวิต กายละเอียดจะรวมกับกายทิพย์ซึ่งส่งต่อวิญญาณ หรือ ชีวา ที่แยกออกจากการยหยาบเมื่อตาย ประกอบด้วย
    1. ปราณามายาโกษา เกี่ยวกับลมปราณ
    2. มโนมายาโกษา เกี่ยวกับจิตและสัมผัส
    3. วิทยานะมายาโกษา เกี่ยวกับพุทธิและสัมผัส
  3. กรนาสรีระ (กายทิพย์) เป็นเพียงเมล็ดพันธุ์ของการหยาบและกายละเอียด กล่าวว่ามีความซับซ้อนมากที่สุด เพราะประกอบไปด้วยประสบการณ์ที่ประทับใจที่เกิดขึ้นในอดีต หรือสิ่งห่อหุ้มความสุข (อนันตมายาโกษา)

อันตกรณ อวัยวะภายใน (โครงสร้าง) ประกอบด้วย มนัส, พุทธิ, จิตตะ และ อหังการ มีหน้าที่ต่างกัน

  1. มนัส : ใจ มีลักษณะ สงสัย (วิกัลป์ปะ) และ มุ่งมั่น (สังกัลป์ปะ) มักจะใช้คำว่า มนัส หรือ ใจ เป็นคำเรียกที่รวมเอาพุทธิหรือจิตตะไว้ด้วย
  2. พุทธิ : สติปัญญา ยกระดับได้ด้วยพลังของการบำเพ็ญเพียร (มุ่งมั่นและปฏิบัติ)
  3. จิตตะ : จิต เป็นคลังของความประทับใจในอดีต
  4. อหังการ : กำหนดลักษณะโดยความรู้สึกว่า “ตัวฉัน”

(ความมุ่งมั่น / ความไม่แน่ใจ หรือ เข้าใจผิด) คำแปลเดียวไม่สามารถครอบคลุมความหมายทั้งหมดได้

  • สังกัลปะหมายถึงแนวคิดต่างๆ เช่น เจตจำนง, ความตั้งใจ, การชำระล้างทางจิต, ปฏิญาณอย่างจริงจังที่จะปฏิบัติตาม, จุดมุ่งหมาย, ความมุ่งมั่น, ความปรารถนา, ความคิด, ไตร่ตรอง และ จินตนาการ
  • วิกลัปะ มีความหมายตรงกันข้าม หมายถึง ความสงสัย, ความไม่แน่ใจ, รังเกียจ, ไม่มั่นใจ, ตัวเลือก, ข้อผิดพลาด, ความไม่รู้, ความเข้าใจผิด, ความแบ่งแยกแตกต่าง
  • สังกัลปะและวิกัลปะ โดยสาระสำคัญ ใช้เพื่อแสดงให้เห็นการทำงานตรงกันข้ามของการยอมรับภายใน โดยทั่วไปใช้กับจิต บางครั้งเราไม่แปลทั้งสองคำนี้เพราะอาจใช้เป็นการเปรียบเทียบขึ้นอยู่กับบริบทของข้อความ

โอม คือ ปราณาวะ หมายถึง นิรันดร์ สมบูรณ์

คำว่า โอม พยางค์นี้ อธิบายไว้ในบางอุปนิษัทว่า ประกอบด้วย A (อะ) U (อุ) และ M (มะ) แสดงถึง สภาวะ ตื่น ฝัน และ หลับลึก

โอม เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้กล่าวตอนเริ่มหรือจบการอ่านพระเวท หรือ ใช้กล่าวตอนเริ่มพิธีศักดิ์สิทธิ์/สวดมนต์ หรือใช้เรียกชื่อเทวะที่เป็นคุรุ (อาจารย์) ที่มีถึง 108 หรือ 1000 ชื่อ

โอม เป็นการบ่งบอกถึงความเคร่งขลังและความเคารพเหมือนกับคำว่า อาเมน หรือใช้แสดงการยอมรับว่าใช่/ถูกต้อง, เป็นคำสั่ง หรือใช้แสดงความเป็นมงคล

การท่องมนตราซ้ำๆ อย่างมีสติในช่วงเวลาหนึ่ง

นามของวิษณุ หมายถึง ผู้ธำรงรักษาสิ่งสร้างทั้งปวง สีเหลือง-เขียว ; สีน้ำตาลอ่อน

สัมสาระ

วงรอบของการเกิดและการตาย, เรียกอีกอย่างว่าการโอนย้าย, วงจรชีวิตโลก, ความสำเร็จของการกำเนิด ; หมายถึงวงจรชีวิตของโลก, ชีวิตทางโลก, การดำรงอยู่ของโลกีย์และโลก

สรง หรือ สนาน พิธีอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์เป็นศาสนพิธี ต้องเดินทางไปทำพิธีที่เทวสถานและพำนักในเทวสถาน มีระเบียบปฏิบัติอย่างเคร่งครัด มีการชำระล้างพร้อมกับการท่องมนตรา, รินน้ำจันท์ถวายแด่เทวะและบำเพ็ญกุศล

  • พิธีอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์เป็นพิธีกรรมแบบดั้งเดิมเพื่อเป็นการชำระล้างให้บริสุทธิ์
  • ธาราปนะเป็นการถวายน้ำแต่พระเป็นเจ้าซึ่งกระทำเป็นประจำทุกวัน และในบางโอกาสก็จะถวายให้กับฤๅษีหรือวิญญาณที่ล่วงลับ

ศิวะผู้เป็นตัวของตัวเองเสมอ ผู้สงบเสมอ สภวะของศิวะที่เป็นสิ่งมีชีวิตบริสุทธิ์

ประชาบดี คือ ต้นตระกูล, นามแห่งพรหม และยังเป็นนามของพระเจ้าทั้ง 10 องค์ที่สร้างโดยพรหม

นี่คือส่วนสรุปของพระเวทและด้วยเหตุนี้จึงเรียกว่า เวทานตะ (ตอนจบของพระเวท) ด้วย, คำว่าอุปนิษัทมีความหมายหลายนัย: การนั่งใกล้, ความภักดี ; คำแนะนำที่ได้รับโดยการนั่งใกล้คุรุ (ซึ่งให้) การรับรองและชำระ (ความเศร้าโศก) ; การสอนความลับ; ความรู้เรื่องภาวะสัมบูรณ์ ; พระเวทมีการจำแนกประเภทกว้าง ๆ สี่ประเภท ได้แก่ ฤคเวท, ยชุรเวท, สามเวท และ อาถรรพเวท มีหลายสาขาในพระเวท แต่ละสาขามีกรรมขันธะ (ซึ่งเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์) ประกอบด้วยมนต์และพิธีพราหมณ์, การบูชา, การทำสมาธิ และการศึกษา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาของผู้ที่เดินเส้นทางฤๅษีและอาศัยอยู่ในป่าเพื่อการแสวงหาความรู้อย่างทุ่มเท) ; กล่าวกันว่าอุปนิษัทเป็นส่วนหนึ่งของ อารัญญะกะ (หนึ่งในกลุ่มงานเขียนศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาฮินดูที่แต่งขึ้นระหว่างพราหมณ์และอุปนิษัทและใช้ในพิธีกรรมตามพระเวท) นับตามดั้งเดิมพระเวททั้งสี่ได้รับการประมวลโดยท่านวยาสเป็น 1180 สาขา และแต่ละสาขาคือมีอยู่ในอุปนิษัท ; ดังนั้นตามวิษณุปุราณะน่าจะมี 21 สาขา สำหรับฤคเวท, 109 สำหรับ ยชุรเวท, 1000 สำหรับ สามเวท และ 50 สำหรับ อาถรรพเวท ; สิ่งเหล่านี้ส่วนใหญ่สูญหายไปตามกาลเวลาและมีเหลืออยู่เพียง 108 รายชื่อ 108 อุปนิษัทมีอยู่ด้านล่างพร้อมแสดงอักษรย่อ (พระเวทที่แต่ละอุปนิษัทเกี่ยวข้อง) ได้แก่ R สำหรับ ฤคเวท, KY สำหรับ กฤษณะยชุรเวท, SY สำหรับ สุขาละ ยชุรเวท (KY และ SY เป็นสองเวอร์ชันของยชุรเวท, S สำหรับ สามเวท และ A สำหรับ อาถรรพเวท)

      1. Isavasya (SY) อีศ-อุปนิษทฺ หรือ อีศาวาสฺย-อุปนิษทฺ
      2. Kena (S) เกน-อุปนิษทฺ
      3. Katha (KY) กฐ-อุปนิษทฺ
      4. Prasna (A) ปฺรศฺน-อุปนิษทฺ
      5. Mundaka (A) มุณฺฑก-อุปนิษทฺ
      6. Mandukya (A) มาณฺฑูกฺย-อุปนิษทฺ
      7. Taittiriya (KY) ไตตฺติรีย-อุปนิษทฺ
      8. Aitareya (R) ไอตเรย-อุปนิษทฺ
      9. Chhandogya (S) ฉานฺโทคฺย-อุปนิษทฺ
      10. Brahadaranyaka (SY) พฤหทารณฺยก-อุปนิษทฺ
      11. Brahma (KY) พรหม-อุปนิษัท
      12. Kaivalya (KY) ไกวลฺย-อุปนิษัท
      13. Jabala (SY) ชาบาล-อุปนิษทฺ
      14. Svetasvatara (KY) เศฺวตาศฺวตร-อุปนิษทฺ
      15. Hamsa (SY) หมฺส-อุปนิษัท
      16. Arunika (S) อรุณิก-อุปนิษัท
      17. Garbha (KY) การภ-อุปนิษัท
      18. Narayana (KY) มหานารายณ-อุปนิษทฺ
      19. Paramahamsa (SY) ปรมหํสา-อุปนิษัท
      20. Amrtabindu (KY) อมฤตพินทุ-อุปนิษัท

      21 .Amrtanada (KY) อมฤตนด-อุปนิษัท

      1. Atharvasira (A) อตฺถรวสิร-อุปนิษัท
      2. Atharvasikha (A) อตฺถรวสิข-อุปนิษัท
      3. Maitrayani (S) ไมตฺรายณีย หรือ ไมตฺรี-อุปนิษทฺ
      4. Kaushitaki (R) เกาษีตกี-อุปนิษทฺ หรือ ศางฺขายน-อุปนิษทฺ
      5. Brhajjabala (A) พฤหสฺจบล-อุปนิษัท
      6. Nrsimhatapini (A) นรสิงฺหตปนิ-อุปนิษัท
      7. Kalagnirudra (KY) กาลกฺนิรุทร-อุปนิษัท
      8. Maitreyi (S) ไมตรียิ-อุปนิษัท
      9. Subala (SY) สุพาล-อุปนิษทฺ
      10. Kshurika (KY) คชุริก-อุปนิษัท
      11. Mantrika (SY) มนฺตริก-อุปนิษัท
      12. Sarvasara (KY) สารวสร-อุปนิษัท
      13. Niralamba (SY) นิราลมฺบ-อุปนิษัท
      14. Sukharahasya (KY) สุขารหสฺย-อุปนิษัท
      15. Vajrasuchi (S) วาจรสูจิ-อุปนิษัท
      16. Tejobindu (KY) เตโชพินฺท-อุปนิษัท
      17. Nadabindu (R) นาฎพินธุ-อุปนิษัท
      18. Dhyanabindu (KY) ธยานพินทุ-อุปนิษัท
      19. Brahmavidya (KY) พรหมวิทฺย-อุปนิษัท
      20. Yogatattva (KY) โยคตตฺว-อุปนิษัท
      21. Atmabodha (R) อตมโบธ-อุปนิษัท
      22. Narada-parivrajaka (A) นารท-ปาริวรจกฺก-อุปนิษัท
      23. Trisikhibrahmana (SY) ตรีสิขพรหฺมณ-อุปนิษัท
      24. Sita (A) สิตา-อุปนิษัท
      25. Yogachudamani (S) โยคชุธามานิ-อุปนิษัท
      26. Nirvana (R) นิรวาน-อุปนิษัท
      27. Mandalabrahmana (SY) มนฺดาลาพรหฺมณ-อุปนิษัท
      28. Dakshinamurti (KY) ทกฺษิณมูรติ-อุปนิษัท
      29. Sarabha (A) สารภ-อุปนิษัท
      30. Skanda (KY) สกนฺท-อุปนิษัท
      31. Tripadvibhutimahanarayana (A) ตรีปทวิภูติมหานารายณ-อุปนิษัท
      32. Advayataraka (SY) อตฺวายตารก-อุปนิษัท
      33. Ramarahasya (A) รามรหสฺย-อุปนิษัท
      34. Ramatapini (A) รามตาปินิ-อุปนิษัท
      35. Vasudeva (S) วสุเทว-อุปนิษัท
      36. Mudgala (R) มุดกาล-อุปนิษัท
      37. Sandilya (A) สนฺดิลฺย-อุปนิษัท
      38. Paingala (SY) ปอินฺกาล-อุปนิษัท
      39. Bhikshuka (SY) ภิกฺศุข-อุปนิษัท
      40. Mahat (S) มหตฺ-อุปนิษัท
      41. Sariraka (KY) สาริราค-อุปนิษัท
      42. Yogasikha (KY) โยคสิข-อุปนิษัท
      43. Turiyatita (SY) ตุริยติต-อุปนิษัท
      44. Sannyasa (S) สนฺยาส-อุปนิษัท
      45. Paramahamsaparivrajaka (A) ปรมหํส-อุปนิษทฺ
      46. Akshamala (R) อกฺศมาล-อุปนิษัท
      47. Avyakta (S) อวิยากต-อุปนิษัท
      48. Ekakshara (KY) เอกกฺชาร-อุปนิษัท
      49. Annapurna (A) อนฺนาปุราณ-อุปนิษัท
      50. Surya (A) สุรย-อุปนิษัท
      51. Akshi (KY) อคศิ-อุปนิษัท
      52. Adhyatma (SY) อธฺยาตม-อุปนิษัท
      53. Kundika (S) กุนฺทิก-อุปนิษัท
      54. Savitri (S) สาวิตรี-อุปนิษัท
      55. Atma (A) อาตฺม-อุปนิษัท
      56. Pasupatabrahma (A) ปสุปตพรหฺม-อุปนิษัท
      57. Parabrahma (A) พาราพรหฺม-อุปนิษัท
      58. Avadhuta (KY) อาวธุตะ-อุปนิษัท
      59. Tripuratapini (A) ตรีปุรตปินิ-อุปนิษัท
      60. Devi (A) เทวี-อุปนิษัท
      61. Tripura (R) ตรีปุร-อุปนิษัท
      62. Katharudra (KY) คาธรุทร-อุปนิษัท
      63. Bhavana (A) ภาวนา-อุปนิษัท
      64. Rudrahrdaya (KY) รุทรหฤทย-อุปนิษัท
      65. Yogakundalini (KY) โยคกุนฺฑาลินี-อุปนิษัท
      66. Bhasmajabala (A) ภสฺมาจบาล-อุปนิษัท
      67. Rudrakshajabala (S) รุทรกฺษจบาล-อุปนิษัท
      68. Ganapati (A) คณปติ-อุปนิษัท
      69. Jabaladarsana (S) จาบาลทรรศน-อุปนิษัท
      70. Tarasara (SY) ตารสาร-อุปนิษัท
      71. Mahavakya (A) มหาวรรคย-อุปนิษัท
      72. Panchabrahma (KY) ปญฺจพรหม-อุปนิษัท
      73. Pranagnihotra (KY) ปราณาคนิโหตร-อุปนิษัท
      74. Gopalatapini (A) โกปาลตาปินิ-อุปนิษัท
      75. Krishna (A) กฤษณ-อุปนิษัท
      76. Yajnavalkya (SY) ยญฺญวลฺคย-อุปนิษัท
      77. Varaha (KY) วราห-อุปนิษัท
      78. Satyayani (SY) สตฺยยานี-อุปนิษัท
      79. Hayagriva (A) หยากรีว-อุปนิษัท
      80. Dattatreya (A) ทตฺตาตรีย-อุปนิษัท
      81. Garuda (A) การุด-อุปนิษัท
      82. Kalisantarana (KY) กาลิสนฺตราน-อุปนิษัท
      83. Jabali (S) จาบลี-อุปนิษัท
      84. Saubhagyalakshmi (R) เสาภคยลกฺษมี-อุปนิษัท
      85. Sarasvatirahasya (KY) สรสฺยาตรีรหสฺย-อุปนิษัท
      86. Bahvrchi (R) พาหวรชิ-อุปนิษัท
      87. Muktika (SY) มุกฺติก-อุปนิษัท

บางครั้งอุปนิษัทยังถูกรวบรวมเป็นกลุ่มตามหัวข้อดังนี้:

  • อุปนิษัทหลัก สิบประการ ได้แก่ 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10 ที่เรียกเช่นนี้เพราะเป็นสิบลำดับในมุกติโคปนิษัทและค้นพบโดยอาจารย์ศรีสังกราจารย์
  • สามัญอุปนิษัท: 14, 17, 24, 25, 30, 32, 33, 34, 35, 36, 42, 51, 57, 59, 61, 62, 69, 70, 71, 72, 73, 75 , 76, 94, 108 เรียกเช่นนี้เพราะ ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับคำสอนของผู้สนใจทั่วไป
  • ไศวะอุปนิษัท : 12, 22, 23, 26, 28, 49, 50, 67, 85, 87, 88, 89, 93, 104 เรียกเช่นนี้เพราะเกี่ยวกับศิวะเป็นส่วนใหญ่
  • ศักตอุปนิษัท : 45, 80. 81, 82, 84, 105, 106, 107 เรียกเช่นนี้เพราะเกี่ยวกับ ศักติ เป็นส่วนใหญ่
  • ไวศนวอุปนิษัท : 18, 27, 52, 54, 55, 56, 68, 91, 95, 96, 100, 101, 102, 103 เรียกเช่นนี้เพราะเกี่ยวข้องกับวิษณุเป็นส่วนใหญ่
  • โยคะอุปนิษัท: 15, 20, 21, 31, 37, 38, 39, 40, 41, 44, 46, 48, 53, 58, 63, 77, 86, 90,92, 98 เรียกเช่นนี้เพราะส่วนใหญ่เป็นเรื่องโยคะ
  • สนฺยาสอุปนิษัท : 11, 13, 16, 19, 29, 43, 47, 60, 64, 65, 66, 74, 78, 79, 83, 97, 99 เรียกเช่นนี้เพราะเกี่ยวกับการสันยาสเป็นส่วนใหญ่ (การละทิ้ง, สละ, หลุดพ้น)

คติพจน์ ที่ยิ่งใหญ่ 4 ประการ

  1. Prajnanam Brahma ใน ไอตเรย-อุปนิษัทฺ ของ ฤคเวท : สติ (ความรู้) คือ พรหมัน
  2. Ayam Atma Brahma ใน มาณฺฑูกฺย-อุปนิษทฺ ของ อาถรรพเวท : อาตมัน คือ พรหมัน
  3. Tat Twam Asi ใน Chandogya ฉานฺโทคฺย-อุปนิษทฺ ของ สามเวท : ตตฺ (สิ่งที่ปรากฏ) คือ ท่าน
  4. Aham Brahmasmi ใน พฤหทารณฺยก-อุปนิษทฺ ของ ยชุรเวท : ฉันคือพรหมัน

คติพจน์ ที่ยิ่งใหญ่ 4 ประการ

  1. Prajnanam Brahma ใน ไอตเรย-อุปนิษัทฺ ของ ฤคเวท : สติ (ความรู้) คือ พรหมัน
  2. Ayam Atma Brahma ใน มาณฺฑูกฺย-อุปนิษทฺ ของ อาถรรพเวท : อาตมัน คือ พรหมัน
  3. Tat Twam Asi ใน Chandogya ฉานฺโทคฺย-อุปนิษทฺ ของ สามเวท : ตตฺ (สิ่งที่ปรากฏ) คือ ท่าน
  4. Aham Brahmasmi ใน พฤหทารณฺยก-อุปนิษทฺ ของ ยชุรเวท : ฉันคือพรหมัน

ผู้สร้าง พระเป็นเจ้าผู้สร้างสิ่งปรากฏทั้งหมด เรียกขานชื่อว่า “จตุรมุข” เพราะมี 4 หน้า ประทับบนดอกบัวที่เกิดขึ้นจากสะดือของวิษณุ

มาจากภาษาสันสฤต พรห = การเติบโต และ มัน = การหายไป (จากสถานที่หรือเวลา) ดังนั้น พรหมันจึงหมายถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด 

  • พรหมันคือสิ่งเดียวที่เป็นจริง อยู่เหนือคำจำกัดความ การยอมรับที่สัมผัสได้ และ จิตใจของมนุษย์ 
  • พรหมันถูกมองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้ข้อจำกัด, เคยมีอยู่, ไร้ข้อจำกัดในสถานที่และเวลา, ไม่เปลี่ยนแปลง, ไม่มีที่ติ, ไร้คุณสมบัติ, ไร้คุณลักษณะ, ไร้ชื่อหรือรูปแบบ, ไม่เกิดและไม่เติบโต, ไม่มีวุฒิภาวะ, ไม่เสื่อมสลาย, ไม่มีอะไรที่คล้ายคลึง และไม่มีอะไรแตกต่างจากพรหมัน 
  • พรหมันถูกกล่าวว่าเป็นความรู้บริสุทธิ์, เป็นเหตุแห่งประสิทธิภาพและแก่นสารของจักรวาล, เป็นจิตวิญญาณที่แผ่ซ่านไปทั่วจักรวาล, เป็นแก่นของการสร้างสิ่งมีชีวิตและสิ่งที่สิ่งมีชีวิตซึมซับอยู่ 
  • ปรากฏการณ์ทั้งหมดของโลก, คุณภาพ, การกระทำ, การเผยให้เห็น กล่าวกันว่าเป็นการลวงตาที่ซ้อนทับบนพรหมัน  
  • ในอุปนิษัทนิยมพรหมันว่าเป็นอาตมันสากล, เป็นความจริงแท้ และที่สำคัญที่สุดก็คือการอธิบายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในฤภูคีตานี้

การท่องมนตราซ้ำๆ อย่างมีสติในช่วงเวลาหนึ่ง

คาถาศักดิ์สิทธิ์, เพลงสวด, มนต์สะกด, คำหรือวลีศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญต่อจิตวิญญาณและอำนาจ, เสน่ห์ (เมตตามหานิยม), คาถาศักดิ์สิทธิ์สำหรับเทวะ

มันตรา ถูกแบ่งประเภท ออกเสียง (คันติกะ) หรือภาวนาในใจซ้ำๆ (อจาปา)

มันตรา จะช่วยผู้ที่ได้รับผลสะท้อนของมัน

  1. มันตราสำหรับทาขี้เถ้า เรียกว่า อัคนีมันตรา
  • agniriti bhasma
  • vayuriti bhasma
  • jalamiti bhasma
  • sthalalmiti bhasma
  • vyometi bhasma
  • sarvam ha va
  • idam bhasma
  • mana ityetani
  • chakshugumshi bhasma

กล่าวมันตรานี้ขณะที่ละลายขี้เถ้าในน้ำในฝ่ามือ เพื่อเรียก ไฟ ลม น้ำ ดิน และ ที่ว่าง ทั้งหมดนี้ และ จิต กับ ดวงตา เข้าในขี้เถ้า

  1. ตรี-อยุศะ มันตรา
  • tri-ayusham jamadagneh
  • kasyapasya tri-ayusham
  • yat devanam tri-ayusham
  • tan me astu tri-ayusham
  • อายุยืนขึ้น 3 เท่าของปราชญ์ จามาทักนิ
  • อายุยืนขึ้น 3 เท่าของปราชญ์ กัศยาปะ
  • อายุยืนขึ้น 3 เท่าของพระเป็นเจ้า
  • ขอให้อายุยืนขึ้น 3 เท่าเป็นของฉัน
  1. ไตรยัมบากา มันตรา
  • tryambakam yajamahe
  • sugandhim pushti vardhanam
  • urvarukamiva bandanath
  • mrtyor mukshiya mamrtat

บทสวดที่รู้จักอย่างกว้างขวางแด่พระเจ้าผู้มีเนตรที่ 3 (ไตรยัมบากา, ศิวะ) บูชาเพื่อให้รอดจากความตายและเป็นอมตะ)

แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์

สถานะของการมีชีวิตอยู่ตามลำพัง ความโดดเดี่ยว สถานะของการหลุดพ้น เกวาละหมายถึง “หนึ่งเดียว” (อาตมัน)

นามของศิวะ หมายถึง ความสุขที่ดีเลิศ

แผนภาพสัญลักษณ์ทางธรรมหรือทางพิธีกรรมเพื่อหมายถึงเอกภพ ใช้เชิญเทวะหรือการทำสมาธิ โดยทั่วไปมักแสดงในเชิงอภิปรัชญาและเชิงสัญลักษณ์เป็นแผนภาพหรือแผนภูมิแบบเรขาคณิตรูปจักรวาลแบบย่อส่วน

คำว่ามณฑลอาจหมายถึงย่าน, ฝ่ายในฤคเวท หรือ รูปร่างกลม

กล่าวกันว่าเทวะมีส่วนร่วมอยู่กับประสาทสัมผัสภายในต่างๆ, อวัยวะรับสัมผัส, สัมผัสละเอียดอ่อน (ทานมาตระ), อวัยวะที่ใช้กระทำ และอื่นๆ

  • มนัส (จิตใจ) : จันทรา
  • พุทธิ (สติปัญญา) : พรหม
  • อหังการ (ego) : รุทระ
  • จิต (ความคิด, สติปัญญา) : วสุเทวะ
  • ประสาทสัมผัส และเทวะ มีดังนี้
  • หู (เสียง) : อากาศ (ที่ว่าง, ทิศทาง)
  • ผิว (สัมผัส) : วายุ (ลม)
  • ตา (รูป) : สุริยะ (พระอาทิตย์)
  • ลิ้น (รส) : วรุณ (น้ำ)
  • จมูก (กลิ่น) : อัศวินกุมาร (เทวะคู่แห่งการปรุงยา)

อวัยวะที่ใช้กระทำ และเทวะ มีดังนี้

  • วาจา (พูด) : อัคนี (ไฟ)
  • ปานิ (มือ) : อินทรา (เทวราชา)
  • บาทา (เท้า) : วิษณุ (ผู้ธำรงรักษา)
  • พายุ (ขับถ่าย) : มฤตยู (เทพแห่งความตาย)
  • อุบัติ (การเกิด) : ประชาบดี (ต้นกำเนิดบรรบุรุษ)
"ribhu gita" (in Thai) by Tandhava
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.