บทที่ 32 เชื่อในพรหมัน

Chapter Thirty-Two

Topic of the Instruction in Brahman Conviction

โลกแห่งปรากฏการณ์ไม่เคยมีอยู่จริง จิตคือโลกแห่งการเกิดและตาย

ฤภู กล่าวว่า

32.1 นิทากะ! จงฟังสิ่งที่ข้าฯ กล่าว. นี่เป็นความลับอย่างยิ่ง, ที่จะมอบการปลดปล่อยให้กับผู้ฟังในทันที. สรรพสิ่งคือพรหมัน. ทั้งหมดนี้ไม่มีสิ่งอื่น. ข้าฯ คือปรมาตมันสูงสุดที่มิอาจแบ่งแยก.
32.1 Ribhu: Nidagha! Listen to what I have to say. This is highly secret, conferring instant Liberation on men. All is the Self. All this is nothing else. I am the undivided Supreme Self.
32.2 แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือพรหมันสูงสุด, เป็นธรรมชาติของสภาวะนิรามิสสุขแห่งสติ, ข้าฯ คือความยิ่งใหญ่. ข้าฯ สงบศานติ. ข้าฯ สูงที่สุด.
32.2 I, indeed, am the Supreme Brahman, of the nature of Existence-Consciousness-Bliss, I am. I am great. I am peaceful. I am the highest.
32.3 พรหมันสูงสุดนั้นไม่อาจมองเห็น. ไม่มีสิ่งอื่นใด (นอกจากพรหมัน) อยู่ในธรรมชาติของมัน. แท้จริงแล้ว, สรรพสิ่งนั้นไม่มีอยู่ – ไม่มีอยู่เลย, อย่างแท้จริง. ข้าฯ คือพรหมันเพียงสิ่งเดียว.
32.3 The Supreme Brahman cannot be seen. There is nothing else that exists in its own nature. All is nonexistent, indeed—nonexistent, indeed. I am Brahman alone.
32.4 ข้าฯ คือศานติสุขและพรหมันสูงสุด, บริสุทธิ์ตลอดกาล. แท้จริงแล้ว, สรรพสิ่งไม่มีอยู่จริง, ไม่มีอยู่เลย, อย่างแท้จริง. ข้าฯ คือพรหมันเพียงสิ่งเดียว.
32.4 I am the peaceful and Supreme Brahman, ever eternally pure. All is nonexistent, indeed, nonexistent, indeed. I am Brahman alone.
32.5 ข้าฯ เป็นอิสระจากสังกัลปะทั้งปวง. ข้าฯ ปราศจากความสุขทั้งหลาย. ข้าฯ คือแก่นสารของกาลเวลา, การกระทำ, โลก, ความเป็นคู่, ผู้เห็น และสิ่งที่ถูกเห็น.
32.5 I am free from all sankalpa. I am devoid of all happiness. I am the substance of time, action, the world, duality, the seer, and the seen.
32.6 ข้าฯ คือนิรามิสสุข, เป็นสุขตลอดกาล, อยู่เพียงเดียวดาย, เป็นที่รักของโลก, เป็นธรรมชาติอันสงบ, เป็นนิรันดร์, เป็นอดีตและอนาคต, ไม่กำเนิด และเป็นผู้มีชัย.
32.6 I am bliss, ever happy, the lone, the beloved of the world, of equanimous nature, eternal, the past and the future, the unborn, and the victorious.
32.7 ข้าฯ เป็นเพียงสติ. ข้าฯ หลุดพ้นตลอดกาล, สิ่งที่เป็นเช่นชีวาหรือพันธะไม่มีอยู่จริง. การฟังและคุณสมบัติหกประการไม่มีอยู่จริง, อีกทั้งโลกก็ไม่มีอยู่.
32.7 I am just Consciousness. Ever liberated am I, there does not exist anything as the jiva or bondage. Listening and the shad-linga-s (sextet of characteristics) do not exist, nor does a world such as this.
32.8 ข้าฯ ปราศจากจิตและโลก. โลกเป็นเพียงสติเสมอ. จิตคือแนวโน้มของหลักการคิดแห่ง (การเป็น) ร่างกาย. การไม่ไตร่ตรองคือศัตรูตัวฉกาจ.
32.8 I am devoid of the mind and the world. The world is always just Consciousness. The mind is prone to the body concept. Noninquiry is the great foe.
32.9 การไม่ไตร่ตรองคือทุกข์ของโลก. การไม่ไตร่ตรองคือเหตุของความกลัวอันยิ่งใหญ่. ข้าฯ พึงพอใจในทุกหนทาง, โดยทันที. ข้าฯ คือสิ่งสูงสุด, สิ่งที่ยิ่งใหญ่, สำเร็จ, และสมบูรณ์อย่างเต็มที่.
32.9 Noninquiry is the misery of the world. Noninquiry is the cause of great fear. Immediately, I am satisfied in all ways. I am the Supreme, the Great, complete, and perfectly full.
32.10 ข้าฯ บริสุทธิ์ตลอดกาล, เป็นผู้รู้ตลอดกาล, และเป็นอาณาเขตของสติและเจตนา. แท้จริงแล้ว, ทั้งหมดนี้คืออาตมัน, ไม่ใช่สิ่งอื่น. ข้าฯ คือปรมาตมัน (อาตมันสูงสุด) ที่มิอาจแบ่งแยก.
32.10 I am ever pure, ever knowledgeable, and an expanse of Consciousness and chetana (sentience). This is all the Self, indeed, and nothing else. I am the undivided Supreme Self.
32.11 ข้าฯ ปราศจากข้อบกพร่องทุกประการ. ข้าฯ แพร่ขยายออกไปทุกหนแห่ง. ข้าฯ คือธรรมชาติที่อยู่เหนือคำพูด. ข้าฯ คืออาตมันที่ไม่แตกสลาย.
32.11 I am devoid of all defects. I am spread out everywhere. I am of the nature that transcends words. I am the unbroken Self.
32.12 ข้าฯ อยู่เหนือภาพของโลก. ข้าฯ อยู่เหนือคู่ตรงข้าม. ข้าฯ มีความสุข, ใจเย็น, ทั้งภายในและภายนอก, โดยไม่มีจุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุด, และไม่สามารถนิยามได้ด้วยความแตกต่างใดๆ.
32.12 I transcend this picture of a world. I transcend the pairs of opposites. I am happy, equanimous, the interior and the exterior, without beginning or end, and not definable by any difference.
32.13 อัตตา, พละกำลัง, กิเลสตัณหาและความโกรธทั้งหลาย, ความอยากได้, พรหม, อินทรา, วิษณุ, วรุณ, ปราศจากความมั่นใจว่า มีอยู่หรือไม่มีอยู่จริง,
32.13 Ego, strength, all desire and anger, acquisitiveness, Brahma, Indra, Vishnu, Varuna, without certainty of existence or nonexistence,
32.14 ความจริงของชีวา, ความจริงของโลก, ความจริงของภาพลวงตา - สิ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่; ความแตกต่างระหว่างคุรุกับศิษย์และสิ่งเช่นนั้นไม่มีอยู่จริง, อีกทั้งไม่มีการตัดสินใจสำหรับการกระทำและการไม่กระทำ (กรรมและอกรรม).
32.14 reality of jiva, reality of the world, reality of delusion— none of these exist; nor does the difference between the Guru and the disciple and such exist, nor the decision for action and inaction.
32.15 ผู้ที่กล่าวว่า “ท่านคือพรหมัน” หรือ “ข้าฯ คือพรหมัน - แทรกซึมไปทั่วทั้งหมด”, เวทานตะและความรู้อันเหนือกว่า, การไตร่ตรองถึงประเพณีทั้งหลาย,
32.15 One who says “You are Brahman” or “I am Brahman— all-pervading,” all Vedanta and superior knowledge, the inquiry into all traditions,
32.16 ความเป็นจริงของคำว่า “สิ่งนี้”, การมีอยู่ด้วยรูปของ “ข้าฯ”, ข้อสรุปของพระเวท, ความแตกต่างของโลก - สิ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่จริง.
32.16 the reality of the meaning of the word “this,” existing with the form of “I,” the settled conclusion of the Veda-s, the differences of the world—these do not exist.
32.17 สรรพสิ่งคือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. แท้จริงแล้ว, ไม่มีสิ่งเช่นนั้นอยู่เลย. มีเพียงพรหมัน, อาตมันอันสงบบริบูรณ์. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ เป็นอมตะ.
32.17 All is Brahman. There is no doubt of this. Indeed, there is no such thing as all. There is only Brahman, the peaceful Self. I, indeed, am perpetual.
32.18 ไม่มีการแบ่งแยกของมงคลและอัปมงคล, ตำหนิ และไม่มีตำหนิ. เรื่องจิต, เรื่องโลก, เป็นความเพ้อฝันของการคลี่คลายของความคิด.
32.18 There are no divisions of the auspicious and the inauspicious, defect and nondefect, for me. The mind-stuff, the world-stuff, are the chimera of the unfolding of thought.
32.19 มีเพียงพรหมันสิ่งเดียวตลอดกาล. นี่คือสัจธรรม – นี่คือสัจธรรม, คำพูดที่แท้จริง. ความเป็นคู่นี้เป็นรูปแบบของอาตมัน, เป็นเพียงอาตมันเท่านั้น, และไม่ใช่สิ่งอื่น.
32.19 Brahman alone ever is. This is the truth—this is the truth, the true word. This duality is the form of the Self, only the Self, and nothing else.
32.20 ข้าฯ เป็นเพียงสภาวะของนิรามิสสุขแห่งสติ. สรรพสิ่งคือความไม่เปลี่ยนแปลงเพียงอย่างเดียว. ก็เช่นเดียวกันกับ พรหม, วิษณุ, รุทระ, อิศวร, สดาศิวะ,
32.20 I am just Existence-Consciousness-Bliss. All is changelessness alone. So, too, is it with Brahma, Vishnu, Rudra, Isvara, Sadasiva,
32.21 ความแตกต่าง เช่น จิต, โลก และข้าฯ, การกระทำของจิต, ความกลัวของโลก, ความปิติยินดีทั้งหมด, ความปิติที่ประเมินมิได้, และความปิติสุขอันไม่รู้จบของอาตมัน.
32.21 differences such as the mind, the world, and I, the activity of the mind, the fear of the world, all joys, immeasurable joy, and the endless joy of the Self.
32.22 สิ่งใดในโลกแห่งปรากฏการณ์ล้วนไม่มีอยู่จริง, แม้แต่ในส่วนที่เล็กที่สุดหรือไม่มีนัยสำคัญที่สุด. ไม่มีคำว่า "โลก" หรือแม้แต่ความทรงจำของมัน.
32.22 Nothing of the world of phenomena exists, even in the smallest or the most insignificant part. There is no existence of the word “world” or even its recollection.
32.23 สถานใดในโลกแห่งปรากฏการณ์ล้วนไม่มีอยู่จริง; มันไม่ใช่ทั้งภายในและภายนอก; ไม่มีสิ่งใดที่เงียบ. ไม่มีอะไรที่เป็น "สิ่งเล็กน้อย" หรือ "ตลอดเวลา".
32.23 Nowhere is there a phenomenal world; it is neither inside nor outside; nor is there anything silent. There is nothing at all as “whatever little” or “at all times.”
32.24 ไม่มีสิ่งใดเลย เช่น "เขา, โดยเขา", "เมื่อใดก็ตาม", "โดยเล็กน้อย", หรือ "เขา, ของเขา", หรือธรรมชาติที่บริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์. ไม่มีคำใดเกี่ยวกับพรหมันที่ยากจะเข้าใจ.
32.24 There is nothing at all as “he, by whom,” “whenever,” “by whatever little,” or “he, whose,” or pure or impure nature. There is no word about Brahman that is difficult to understand.
32.25 ไม่มีสิ่งใดที่อาจอธิบาย เช่น “สิ่งนี้” หรือ “สิ่งนั้น”. พรหมันคือสรรพสิ่ง, กาลเวลาทั้งหมด. พรหมันคือจิตทั้งหมด.
32.25 Nothing can be described as “this” or “that.” Brahman is all, all the time. Brahman is all the entire mind.
32.26 นิรามิสสุข, นิรามิสสุขอันยิ่งใหญ่, นิรามิสสุขนิรันดร์นั้นไม่เป็นสิ่งคู่ตลอดกาล. มีเพียงสติอย่างเดียวเท่านั้น. ข้าฯ ไม่เคยเป็นคนที่แตกต่าง, ไม่เคยเลย.
32.26 Bliss, great Bliss, eternal Bliss is ever nondual. Consciousness alone ever exists. Never, never, is it that I am someone different.
32.27 โลกแห่งปรากฏการณ์ไม่เคยมีอยู่จริง; โลกแห่งปรากฏการณ์คือภาพ. จิตคือโลกแห่งการเกิดและตาย; แท้จริงแล้ว, ไม่มีอะไรอื่น, มันคือการเกิดและตาย.
32.27 The phenomenal world never exists; the phenomenal world is a picture. Mind is the world of birth and death; nothing else is, indeed, birth and death.
32.28 แท้จริงแล้ว, จิตคือการเกิดและตาย และการจินตนาการว่าข้าฯ คือร่างกาย. สังกัลปะเป็นโลกแห่งการเกิดและตาย. เมื่อมันถูกทำลาย, “สิ่งนี้” ก็ถูกทำลายไปด้วย.
32.28 Mind, indeed, is birth and death and the imagining that I am the body. Sankalpa is the world of birth and death. When it is destroyed, “this” is also destroyed.
32.29 ตัวสังกัลปะเองคือการเกิด. เมื่อมันถูกทำลาย, “สิ่งนี้” ก็ถูกทำลาย. ตัวสังกัลปะเองนั้นเสื่อมสลาย. เมื่อถูกทำลาย, “สิ่งนี้” ก็ถูกทำลายไปด้วย.
32.29 Sankalpa itself is birth. When it is destroyed, “this” is destroyed. Sankalpa itself is decay. When it is destroyed, “this” is destroyed.
32.30 ตัวสังกัลปะเองเป็นภาพสะท้อน. เมื่อมันถูกทำลาย, “สิ่งนี้” ก็ถูกทำลาย. “สิ่งนี้” เป็นเพียงอาตมันและไม่ใช่สิ่งอื่น. ข้าฯ คืออาตมันที่มิอาจแบ่งแยก.
32.30 Sankalpa itself is reflection. When it is destroyed, “this” is destroyed. “This” is only the Self and nothing else. I am the undivided Self.
32.31 ความรู้นั้นแทรกซึมโดยอาตมันตลอดกาล. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือสิ่งยิ่งใหญ่ตลอดกาล. ทั้งหมดนี้เป็นเพียงอาตมันและไม่ใช่สิ่งอื่น. ข้าฯ คืออาตมันที่มิอาจแบ่งแยก.
32.31 Knowledge is ever pervaded by the Self. I am, indeed, ever the Great. This is all only the Self and nothing else. I am the undivided Self.
32.32 หากท่านมีความเชื่อมั่นนี้อยู่เสมอ, ท่านก็จะหลุดพ้นอย่างรวดเร็ว. แท้จริงแล้ว, ท่านคือธรรมชาติของพรหมัน. แท้จริงแล้ว, ท่านเป็นศูนย์รวมแห่งพรหมัน.
32.32 If you have this conviction always, you quickly become liberated. You, indeed, are of the nature of Brahman. You, indeed, are the embodiment of Brahman.
32.33 การบำเพ็ญเพียรและนั่งสมาธิต่อนิรามิสสุขบริบูรณ์สูงสุด, ย่อมเป็นสุข. โลกทั้งหมดมีเพียงความสุข; โลกแห่งปรากฏการณ์ก็มีเพียงความรักเท่านั้น.
32.33 Meditating and meditating thus on the supremely blissful, be happy. All the world is only happiness; the phenomenal world is only love.
32.34 โลกนี้เป็นเพียงสัญชาตญาณ. สิ่งนี้เป็นเพียงพรหมันตลอดกาล. สิ่งนี้คือพรหมันเพียงสิ่งเดียวและไม่มีอะไรอื่น. ข้าฯ คือพรหมันสูงสุดอันไม่เปลี่ยนแปลง.
32.34 This world is just insentience. This is ever just Brahman. This is Brahman alone and nothing else. I am the changeless Supreme Brahman.
32.35 “สิ่งนี้” เป็นเพียงเอกภาพ (หนึ่งเดียว), ตลอดกาล. เพียงสิ่งนี้สิ่งเดียวคือเอกภาพอันไม่เคยหยุดพัก. พรหมันสูงสุดเป็นเอกภาพเท่านั้น. สติอันไม่เปลี่ยนแปลงคือเอกภาพหนึ่งเดียว.
32.35 “This” is only One, ever. This alone is the One without interstices. The Supreme Brahman is only One. Changeless Consciousness is only One.
32.36 สิ่งที่อยู่เหนือคุณลักษณะคือเอกภาพหนึ่งเดียวเท่านั้น. สิ่งอันเป็นเหตุให้เกิดปีติคือเอกภาพหนึ่งเดียวเท่านั้น. อาตมันอันยิ่งใหญ่คือเอกภาพหนึ่งเดียวเท่านั้น. มีเพียงเอกภาพหนึ่งเดียวเท่านั้นโดยปราศจากช่องว่าง.
32.36 That which transcends attributes is only One. That which causes joy is only One. The great Self is only One. There is only One without interstices.
32.27 ธรรมชาติแห่งสติมีเพียงหนึ่งเดียว. นิยามของอาตมันมีเพียงหนึ่งเดียว. แท้จริงแล้ว, สิ่งนี้คือพรหมันและไม่ใช่สิ่งอื่น. ข้าฯ คือปรมาตมันที่มิอาจแบ่งแยก.
32.27 There is only the one nature of Consciousness. There is only one definition of the Self. This is, indeed, Brahman and nothing else. I am the undivided Supreme Self.
32.28 ข้าฯ คือปรมาตมันและไม่มีสิ่งอื่นใด. ข้าฯ เป็นที่พำนักของนิรามิสสุขสูงสุด. เชื่อมั่นเช่นนี้, แทรกซึมอยู่ด้วยสติเสมอตลอดกาล.
32.28 I am the Supreme Self and nothing else. I am the abode of Supreme Bliss. Being of such conviction, always be ever pervaded by Consciousness.

สุตะ กล่าวว่า

32.29 ขอบูชาแด่ผู้ทำลายมัณมะธา (กามเทพ) และโลกที่สร้างโดยพรหม, เจ้าแห่งภูเขาสีทองอันสวยงาม (ไกรลาส), หัวหน้าพรานป่า. แม้นน้ำเพียงเล็กน้อยจะโปรยลงที่ยอดของศิวลึงค์, ในทันใด, ผู้บูชาย่อมหลุดพ้นจากความชั่วได้สิ้น. ไม่มีอะไรเหลืออยู่เบื้องหลัง.
32.29 Suta: Worship the destroyer of Manmatha (god of love) and of the world created by Brahma, the bearer of the beautiful golden mountain, the chief of the hunts­men. Even if a little water is sprinkled on the top of the linga, instantaneously, one is totally released from misdeeds. Nothing remains behind.

Get carried away?

อ่าน “ฤภูคีตา” เพิ่มเติม

กลับไปสารบัญ

index

คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้

นิรามิสสุข คือสุขที่เกิดโดยปราศจากอามิสหรือสิ่งภายนอก เป็นความสุขที่ไม่ต้องวิ่งไปหาจากภายนอก แต่ความสุขเกิดจากภายใน ด้วยเจริญสติภาวนา ด้วยการฝึกจิตให้อยู่กับสมาธิ ไม่ให้จิตดิ้นรนออกไปตามสิ่งที่เราไปสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และสัมผ้ส ความสุขเกิดความสงบ ความสะอาด และความสว่างของดวงจิตภายในของเรา ซึ่งเป็นความสุขที่ละเอียด ยั่งยืน และมั่นคงไม่ต้องหาวิ่งหา ไม่ต้องใช้เงิน ซึ่งเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้ ใครอยากได้ต้องทำเอง

  • ชีวา (ปัจจเจกวิญญาณ) ในสำขยะคือ วิญญาณเดี่ยวที่แยกออกจากปุรุษะ โดยเชื่อมต่อกับอัตตา, พุทธิ, จิต และความรู้สึกถูกจำกัดโดยร่างกาย
  • ชีวา กล่าวในสำขยะว่า ด้วยการบ่งชี้ปุรุษะที่ผิดพลาดของพุทธิ ทำให้เกิดข้อจำกัดและอวิชชา, พึงพอใจและเจ็บปวด, พันธะและความตาย ซึ่งสามารถก้าวข้ามด้วยความรู้แห่งสัจธรรม
เวทานตะ

เวทานตะ แท้จริงแล้วคือ “ตอนจบของพระเวท” คำว่าเวทานตะเป็นคำที่ใช้กล่าวถึงอุปนิษัทและคำสอนที่มีอยู่ในนั้น เวทานตะยังหมายถึงคำสอนหรือ “โรงเรียนแห่งปรัชญา”

ก่อตั้งขึ้นจากความรู้ที่อธิบายไว้ในอุปนิษัท ; โรงเรียนหลักของเวทานตะ คือ อัทไวตะ (ไม่มีสิ่งคู่), วิศิษทไวตะ (ยืนยันการไม่มีสิ่งคู่) และ ทไวตะ (มีสิ่งคู่) ; เวทานตะคือสิ่งทั้งปวงในอุปนิษัท, ภควัทคีตา และ พรหมสูตร (เรียกว่า เวทานตะสูตรก็ได้) ; อ้างอิงตาม ปราสาธฺน-ตรยฺย หรือ ข้อบัญญัติทั้งสาม กล่าวว่า เวทานตะคือพื้นฐาน, ตำราพื้นฐาน แม้ว่าจะมีข้อความอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น บทความ บทสนทนาและพระคัมภีร์ที่แต่งขึ้นในเวทานตะ ; เวทานตะถือเป็นหนึ่งในหกโรงเรียนดั้งเดิม หรือหนึ่งประเภทของปรัชญาจิตวิญญาณของศาสนาฮินดู ; อัทไวตะเวทานตะ หรือการสอนเรื่องการไม่มีสิ่งคู่ อธิบายโดย ฤภู, ศรี ทัตตตรียะ (อวธุตา), ศรีอัษฏาวกระ, ศรีสังกรา, ศรีรามานะ มหาศรี และปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่อื่น ๆ อีกมากมาย ; เวทานตะแสดงให้เห็นถึงความไม่แตกต่างระหว่าง อาตมัน และ พรหมัน ; เวทานตะคือการเปิดเผยความเป็นจริงโดยไม่มีแม้แต่ร่องรอยของการซ้อนทับ ; ฤภู คีตา ทั้งหมดเป็นการเผยให้เห็นซึ่งคัมภีร์ที่แท้จริงของ อัทไวตะ เวทานตะ

มาจากภาษาสันสฤต พรห = การเติบโต และ มัน = การหายไป (จากสถานที่หรือเวลา) ดังนั้น พรหมันจึงหมายถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

  • พรหมันคือสิ่งเดียวที่เป็นจริง อยู่เหนือคำจำกัดความ การยอมรับที่สัมผัสได้ และ จิตใจของมนุษย์
  • พรหมันถูกมองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้ข้อจำกัด, เคยมีอยู่, ไร้ข้อจำกัดในสถานที่และเวลา, ไม่เปลี่ยนแปลง, ไม่มีที่ติ, ไร้คุณสมบัติ, ไร้คุณลักษณะ, ไร้ชื่อหรือรูปแบบ, ไม่เกิดและไม่เติบโต, ไม่มีวุฒิภาวะ, ไม่เสื่อมสลาย, ไม่มีอะไรที่คล้ายคลึง และไม่มีอะไรแตกต่างจากพรหมัน
  • พรหมันถูกกล่าวว่าเป็นความรู้บริสุทธิ์, เป็นเหตุแห่งประสิทธิภาพและแก่นสารของจักรวาล, เป็นจิตวิญญาณที่แผ่ซ่านไปทั่วจักรวาล, เป็นแก่นของการสร้างสิ่งมีชีวิตและสิ่งที่สิ่งมีชีวิตซึมซับอยู่
    ปรากฏการณ์ทั้งหมดของโลก, คุณภาพ, การกระทำ, การเผยให้เห็น กล่าวกันว่าเป็นการลวงตาที่ซ้อนทับบนพรหมัน
  • ในอุปนิษัทนิยมพรหมันว่าเป็นอาตมันสากล, เป็นความจริงแท้ และที่สำคัญที่สุดก็คือการอธิบายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในฤภูคีตานี้

อาตมันคือหนึ่งและสากล แตกต่างจากร่างกาย, ประสาทสัมผัส, ความรู้สึก, ใจ, สติปัญญา, ความรู้สึกภายใน, และอื่นๆ เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ต่อกิจกรรมและไม่ได้รับผลกระทบจากสิ่งใด

  • อาตมันมีธรรมชาติเป็นความรู้แจ้งของสติ, ส่องสว่างด้วยตนเอง, มีธรรมชาติเป็นความรู้, ไม่ต้องใช้ความรู้อื่นเพื่อรู้ถึงอาตมัน 
  • อาตมันปราศจาก รักหรือชัง, กลัวหรือเสียใจ, คุณภาพหรือการกระทำ, รูปแบบ, การเปลี่ยนแปลงหรือมลทิน  
  • อาตมันไม่มีที่ติ, แบ่งแยกไม่ได้, แผ่ซ่านไปทั่ว และเป็นอนันต์ 
  • อาตมันและพรหมันคือหนึ่งเดียวกัน

(ความมุ่งมั่น / ความไม่แน่ใจ หรือ เข้าใจผิด) คำแปลเดียวไม่สามารถครอบคลุมความหมายทั้งหมดได้

  • สังกัลปะหมายถึงแนวคิดต่างๆ เช่น เจตจำนง, ความตั้งใจ, การชำระล้างทางจิต, ปฏิญาณอย่างจริงจังที่จะปฏิบัติตาม, จุดมุ่งหมาย, ความมุ่งมั่น, ความปรารถนา, ความคิด, ไตร่ตรอง และ จินตนาการ
  • วิกลัปะ มีความหมายตรงกันข้าม หมายถึง ความสงสัย, ความไม่แน่ใจ, รังเกียจ, ไม่มั่นใจ, ตัวเลือก, ข้อผิดพลาด, ความไม่รู้, ความเข้าใจผิด, ความแบ่งแยกแตกต่าง
  • สังกัลปะและวิกัลปะ โดยสาระสำคัญ ใช้เพื่อแสดงให้เห็นการทำงานตรงกันข้ามของการยอมรับภายใน โดยทั่วไปใช้กับจิต บางครั้งเราไม่แปลทั้งสองคำนี้เพราะอาจใช้เป็นการเปรียบเทียบขึ้นอยู่กับบริบทของข้อความ

คุณสมบัติ 6 ประการ

    1. การควบคุมอันตกราณะ
    2. การควบคุมอวัยวะรับสัมผัสภายนอก
    3. หยุดการทำงานของอวัยวะรับสัมผัสภายนอก
    4. อดทน
    5. ศรัทธาต่อพระเวทและคุรุ
    6. ตั้งมั่นในคุรุหรือพระเป็นเจ้า

ชื่อของกามเทพ ผู้ถูกเผาเป็นเถ้าโดยพระศิวะ แต่ได้รับชีวิต (โดยไร้รูป) โดยพระแม่อุมา

"ribhu gita" (in Thai) by Tandhava
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.