บทที่ 30 ธรรมชาติของสภาวะนิรามิสสุขแห่งสติ
Chapter Thirty
Topic of the Nature of Existence-Consciousness-Bliss
พรหมันคือสภาวะนิรามิสสุขแห่งสติ, ทั้งไม่กระทำและไม่นิ่งเฉย ไม่มีสิ่งอื่นใดนอกเหนือจากพรหมัน
ฤภู กล่าวว่า
คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้
นิรามิสสุข คือสุขที่เกิดโดยปราศจากอามิสหรือสิ่งภายนอก เป็นความสุขที่ไม่ต้องวิ่งไปหาจากภายนอก แต่ความสุขเกิดจากภายใน ด้วยเจริญสติภาวนา ด้วยการฝึกจิตให้อยู่กับสมาธิ ไม่ให้จิตดิ้นรนออกไปตามสิ่งที่เราไปสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และสัมผ้ส ความสุขเกิดความสงบ ความสะอาด และความสว่างของดวงจิตภายในของเรา ซึ่งเป็นความสุขที่ละเอียด ยั่งยืน และมั่นคงไม่ต้องหาวิ่งหา ไม่ต้องใช้เงิน ซึ่งเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้ ใครอยากได้ต้องทำเอง
ทัตวา เรียกทั่วไปว่า “ความจริง” ; สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดประสบการณ์ที่ประจักษ์ ; อาจกล่าวได้ว่า ความจริง (ทัตวา) เป็นสิ่งที่กำหนดขอบเขต หน้าที่ คำสั่งของการสร้างทั้งหมด จนกระทั่งการสลายตัวครั้งสุดท้าย
บางที ความจริง (ทัตวา) ถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม โดย ความไม่เข้าใจ, ทั้งเข้าใจและไม่เข้าใจ, ความเข้าใจ ความจริง (ทัตวา) 24 ประการมีดังนี้
กลุ่มธาตุทั้ง 5 (ปัญจะภูตะ)
- ปถพี
- อาโป
- เตโช
- วายุ
- อากาศ (ที่ว่าง)
กลุ่มข้อมูลความรู้สึก (ปัญจะตานมาตรา)
- กันธะ ตานมาตรา : กลิ่น แบบละเอียดอ่อน
- รสะ ตานมาตรา : ลิ้มรส ในรูปของน้ำที่ละเอียดอ่อน
- รูปะ ตานมาตรา : รูปในรูปของไฟที่ละเอียดอ่อน
- สผัสสะ ตานมาตรา : สัมผัสในรูปแบบของอากาศที่ละเอียดอ่อน
- ศัพทะ ตานมาตรา : เสียงในรูปของอากาศที่บอบบาง
กลุ่มอวัยวะสัมผัส อวัยวะแห่งความรู้ (ยาเนนทรีย์)
- โสตร : ความรู้สึกทางหูที่รับรู้เสียง (หู)
- ตวัก : ความรู้สึกสัมผัสที่รับรู้สัมผัส (ผิวหนัง)
- จักษุ : ความรู้สึกทางสายตาที่รับรู้รูปแบบ (ตา)
- ชิวหา : ความรู้สึกที่รับรู้รสชาติ (ลิ้น)
- ครานะ : ความรู้สึกเกี่ยวกับการดมกลิ่นที่รับรู้กลิ่น (จมูก)
อวัยวะการกระทำ (กรรมเมนทรีย์)
- วาจา (พูด) : ใช้ในการอธิบาย
- ปานิ (มือ) : ใช้ในการจับและปล่อย
- บาทา (เท้า) : ใช้ในการเคลื่อนไหว เคลื่อนที่
- พายุ (ขับถ่าย) : ใช้ในการขับถ่าย
- อุบัติ (การเกิด) : ใช้ในการกำเนิด, สร้างความพึงใจทางเพศ
กลุ่มภายใน 4 คณะ (อันตะกรณะ)
- มนัส : ใจ ; ความรู้สึกภายในที่บรรลุเมื่อ รชัส (แรงจูงใจของความทุกข์) ครอบงำเหนือสัตวะและตมัส ; มนัสเป็นรากของสังกัลปะ (ความมุ่งมั่น) และ วิกัลปะ (ความสงสัย) ทั้งหมด
- พุทธิ : สติปัญญา ; ความรู้สึกภายในที่ได้รับเมื่อสัตวะ มีความสำคัญมากกว่า รชัส และ ตมัส ; กอปรด้วยพลังแห่งการปฏิบัติและบำเพ็ญเพียร ; ด้วยเหตุนี้ พุทธิจึงเป็นรากฐานของความเชื่อมั่นทั้งหมด
- อหังการ: ความเห็นแก่ตัว ; ความรู้สึกภายในที่เกิดขึ้นเมื่อ ตมัส มีอิทธิพลเหนือ สัตวะ และ รชัส โดดเด่นด้วยจิตสำนึกว่ามี “ตัวฉัน” และ อหังการเป็นรากเหง้าของจินตนาการทั้งหมดที่มาบรรจบกัน
- จิตตะ : จิต ; บรรลุโดยสภาวะที่เหมาะสมของ สัตวะ รชัส และ ตมัส ; คลังแห่งความประทับใจในอดีต ; คำว่ามนัสหรือจิตมักใช้เป็นคำทั่วไปเพื่อรวมพุทธหรือจิตตะด้วย
นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงกลุ่มอื่น ๆ 36 ทัตวา หรือ 96 ทัตวา ในวราโหปนิษัท
มาจากภาษาสันสฤต พรห = การเติบโต และ มัน = การหายไป (จากสถานที่หรือเวลา) ดังนั้น พรหมันจึงหมายถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
- พรหมันคือสิ่งเดียวที่เป็นจริง อยู่เหนือคำจำกัดความ การยอมรับที่สัมผัสได้ และ จิตใจของมนุษย์
- พรหมันถูกมองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้ข้อจำกัด, เคยมีอยู่, ไร้ข้อจำกัดในสถานที่และเวลา, ไม่เปลี่ยนแปลง, ไม่มีที่ติ, ไร้คุณสมบัติ, ไร้คุณลักษณะ, ไร้ชื่อหรือรูปแบบ, ไม่เกิดและไม่เติบโต, ไม่มีวุฒิภาวะ, ไม่เสื่อมสลาย, ไม่มีอะไรที่คล้ายคลึง และไม่มีอะไรแตกต่างจากพรหมัน
- พรหมันถูกกล่าวว่าเป็นความรู้บริสุทธิ์, เป็นเหตุแห่งประสิทธิภาพและแก่นสารของจักรวาล, เป็นจิตวิญญาณที่แผ่ซ่านไปทั่วจักรวาล, เป็นแก่นของการสร้างสิ่งมีชีวิตและสิ่งที่สิ่งมีชีวิตซึมซับอยู่
- ปรากฏการณ์ทั้งหมดของโลก, คุณภาพ, การกระทำ, การเผยให้เห็น กล่าวกันว่าเป็นการลวงตาที่ซ้อนทับบนพรหมัน
- ในอุปนิษัทนิยมพรหมันว่าเป็นอาตมันสากล, เป็นความจริงแท้ และที่สำคัญที่สุดก็คือการอธิบายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในฤภูคีตานี้
สิ่งลวงตา เป็นพื้นฐานที่ทำให้เกิดโลกแห่งปรากฏการณ์ ; มายาถูกเรียกว่าเป็นพลังแห่งการบดบัง ; ในอไทฺวตะพิจารณามายาว่าเป็นสิ่งคู่ที่อยู่อีกด้านหนึ่งของพรหมัน นอกจากนี้กล่าวกันว่ามายานั้นไม่ใช่ทั้งจริง และไม่ใช่สิ่งลวง ;
ท่านศังกราจารย์ กล่าวว่า เหตุผลแรก เพราะโลกคือปรากฏการณ์, มายาจึงไม่จริง และ เหตุผลที่สอง เมื่อมายาหายไปจะเกิดความรู้แห่งอาตมัน ดังนั้น มายาจึงไม่จริง ; ท่านศังกราจารย์ยังกล่าวด้วยว่า มายานั้นใช้แทนความไม่รู้ (อวิชชา) มายานี้ไม่มีอยู่จริง, ไม่เป็นสสารหรืออะไรก็ตาม แต่ก็มิใช่ “สิ่งที่ไม่จริง” , เพราะว่ามายานั้นมิได้มีอยู่ ; อาตมันหรือพรหมันนั้นเป็นหนึ่งไม่มีสอง และในอาตมันหรือพรหมันนั้น แท้จริงแล้ว ไม่มีมายา
อาตมันคือหนึ่งและสากล แตกต่างจากร่างกาย, ประสาทสัมผัส, ความรู้สึก, ใจ, สติปัญญา, ความรู้สึกภายใน, และอื่นๆ เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ต่อกิจกรรมและไม่ได้รับผลกระทบจากสิ่งใด
- อาตมันมีธรรมชาติเป็นความรู้แจ้งของสติ, ส่องสว่างด้วยตนเอง, มีธรรมชาติเป็นความรู้, ไม่ต้องใช้ความรู้อื่นเพื่อรู้ถึงอาตมัน
- อาตมันปราศจาก รักหรือชัง, กลัวหรือเสียใจ, คุณภาพหรือการกระทำ, รูปแบบ, การเปลี่ยนแปลงหรือมลทิน
- อาตมันไม่มีที่ติ, แบ่งแยกไม่ได้, แผ่ซ่านไปทั่ว และเป็นอนันต์
- อาตมันและพรหมันคือหนึ่งเดียวกัน
สภาวะทั้ง 4 ของร่ายกาย
- ตื่น
- ฝัน
- หลับลึก
- ทุริยา เป็นภูมิหลังที่รองรับและแผ่ซ่านไปทั่วทั้งสามสภาวะของจิตสำนึก
พระเจ้า 5 พระองค์
พรหม, วิษณุ, รุทระ, อิศนะ และ ศดาศิวะ ; บางครั้งก็หมายถึงพรหมทั้ง 5 พระองค์ ; อิศนะ คือ ผู้ปกครอง นาย และเป็นรูปหนึ่งของศิวะ ; บางครั้งหมายถึงเทวะประจำธาตุทั้ง 5
- ดิน : พรหม
- น้ำ : วิษณุ
- ไฟ : รุทระ
- ลม : อิศนะ
- ที่ว่าง : ศดาศิวะ
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.
