บทที่ 29 ความลวงตาของสรรพสิ่ง

Chapter Twenty-Nine

Topic of the Definition of the Illusoriness of All

สรรพสิ่งเป็นภาพลวงตา โลกคือภาพลวงตา แม้แต่ร่างกายก็เป็นเพียงมายา

ฤภู กล่าวว่า

29.1 ข้าฯ จะบอกต่อท่านอีกครั้ง ในการปฏิเสธสิ่งลวงและความแน่วแน่ในพรหมัน, ผู้ที่ได้สดับจะหลุดพ้นในทันที.
29.1 Ribhu: I shall tell you again about the rejection of the unreal and the certitude of Brahman, by just hearing which a man shall immediately become liberated.
29.2 การมีอยู่ของความคิด, การมีอยู่ของจิตใจ, และสภาวะของพรหมันที่เป็นอย่างอื่น ล้วนแต่เป็นมายา. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือพรหมัน. ไร้ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้.
29.2 The existence of thought, the existence of the mind, and the state of Brahman being anything different are all illusory. There is no doubt of this. I am Brahman. There is no uncertainty in this.
29.3 การมีอยู่ของร่างกาย, การมีอยู่ของลักษณะเฉพาะ, การมีอยู่ของเจตคติ, และการคงอยู่ในฐานะที่ไม่เสื่อมสลายนั้น ล้วนเป็นเพียงภาพลวงตา. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือพรหมัน. ไร้ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้.
29.3 The existence of the body, the existence of characteristics, the existence of attitudes, and remaining as the decayless are all illusory. There is no doubt of this. I am Brahman. There is no uncertainty in this.
29.4 สิ่งที่เห็น, การเห็น, ผู้เห็น, ผู้กระทำ, และการกระทำ ล้วนแต่เป็นมายา. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือพรหมัน. ไร้ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้.
29.4 The seen, the seeing, the seer, and the doer, the doing, and the deed are all illusory. There is no doubt of this. I am Brahman. There is no uncertainty in this.
29.5 การเป็นหนึ่ง, การเป็นสอง, การแยกจากกัน, และความมุ่งมั่นเช่น "ใช่" และ "ไม่ใช่" ล้วนแต่เป็นเพียงภาพลวงตา. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือพรหมัน. ไร้ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้.
29.5 Being one, being two, being separate, and determinations such as “is” and “is not” are all illusory. There is no doubt of this. I am Brahman. There is no uncertainty in this.
29.6 ความแตกต่างของคัมภีร์, ความแตกต่างของพระเวท, และแนวคิดเรื่องความแตกต่างในการหลุดพ้น ล้วนเป็นเพียงภาพลวงตา. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือพรหมัน. ไร้ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้.
29.6 The differences of scriptures, the differences of Veda-s, and the concept of differences in liberations are all illusory. There is no doubt of this. I am Brahman. There is no uncertainty in this.
29.7 ความแตกต่างของกลุ่ม, ความแตกต่างของวรรณะ, และการกำหนด เช่น ความบริสุทธิ์และมลทินล้วนเป็นเพียงภาพลวงตา. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือพรหมัน. ไร้ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้.
29.7 The differences of groups, the differences of castes, and determinations such as purity and impurity are all illusory. There is no doubt of this. I am Brahman. There is no uncertainty in this.
29.8 สภาวะ (โหมด) ที่ไม่มีการแบ่งแยก และแก่นแท้สูงสุดหนึ่งเดียวที่ไม่มีการแบ่งแยก ล้วนเป็นเพียงภาพลวงตา. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือพรหมัน. ไร้ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้.
29.8 The undivided mode and the one supreme undivided essence are all illusory. There is no doubt of this. I am Brahman. There is no uncertainty in this.
29.9 ความเข้าใจผิดเช่น "สูงและต่ำ", และความเข้าใจผิดเช่น บุญและบาป ล้วนเป็นภาพลวงตา. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือพรหมัน. ไร้ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้.
29.9 Misconceptions such as the “high and the low,” and misconceptions such as punya and papa are all illusory. There is no doubt of this. I am Brahman. There is no uncertainty in this.
29.10 ความคิดจินตนาการแห่งความเป็นคู่ และการอัตรธานของความคิดจินตนาการ และแนวคิดที่ว่าจิตมีความคิด ล้วนเป็นเพียงภาพลวงตา. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือพรหมัน. ไร้ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้.
29.10 The duality of imaginary thought and absence of imaginary thought and the concept that it is the mind that thinks are all illusory. There is no doubt of this. I am Brahman. There is no uncertainty in this.
29.11 การบรรลุ, สิ่งที่บรรลุได้, หนทางสู่การบรรลุ, ข้อปฏิบัติและเจตคติของการเป็นอยู่ ล้วนแต่ลวงตา. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือพรหมัน. ไร้ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้.
29.11 The achieved, the achievable, the means of achievement, the precepts, and the attitude of Being are all illusory. There is no doubt of this. I am Brahman. There is no uncertainty in this.
29.12 ความรู้เรื่องอาตมัน, ธรรมชาติของจิต – สิ่งเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้อย่างไรเมื่อไม่มีจิต? ทั้งหมดเป็นภาพลวงตา. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือพรหมัน. ไร้ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้.
29.12 Knowledge of the Self, the nature of the mind— wherefrom can all these arise in the absence of the mind? All are illusory. There is no doubt of this. I am Brahman. There is no uncertainty in this.
29.13 อวิชชาคือสภาวะของจิต. สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้จากที่ไหน? ทั้งหมดเป็นภาพลวงตา. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือพรหมัน. ไร้ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้.
29.13 Ignorance is a state of mind. Wherefrom can this arise in its absence? All are illusory. There is no doubt of this. I am Brahman. There is no uncertainty in this.
29.14 ความสงบและการควบคุมประสาทสัมผัสเป็นสภาวะของจิตใจ. สิ่งเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้จากที่ไหน? ทั้งหมดเป็นภาพลวงตา. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือพรหมัน. ไร้ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้.
29.14 Serenity and control of the senses are states of the mind. Wherefrom can they arise in its absence? All are illusory. There is no doubt of this. I am Brahman. There is no uncertainty in this.
29.15 “พันธะ” และ “การหลุดพ้น” เป็นสภาวะของจิตใจ. สิ่งเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้จากที่ไหน? ทั้งหมดเป็นภาพลวงตา. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือพรหมัน. ไร้ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้.
29.15 “Bondage” and “liberation” are states of the mind. Wherefrom can they arise in its absence? All are illusory. There is no doubt of this. I am Brahman. There is no uncertainty in this.
29.16 สรรพสิ่งเป็นภาพลวงตา, โลกคือภาพลวงตา, และร่างกายก็ลวงตาเพราะสิ่งเหล่านี้มิใช่สติ. ทั้งหมดเป็นภาพลวงตา. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือพรหมัน. ไร้ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้.
29.16 All are illusory, the world is illusory, and the body is illusory because of their insentience. All are illusory. There is no doubt of this. I am Brahman. There is no uncertainty in this.
29.17 โลกของพรหมผู้สร้างเป็นมายาเสมอ. ธรรมชาติของพุทธิก็เช่นเดียวกัน. ทั้งหมดเป็นภาพลวง. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือพรหมัน. ไร้ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้.
29.17 The world of Brahma the Creator is ever illusory. The nature of intellect is likewise. All are illusory. There is no doubt of this. I am Brahman. There is no uncertainty in this.
29.18 โลกของวิษณุเป็นสิ่งลวงตา; แม้กระทั่งของศิวะ. ทั้งหมดเป็นภาพลวงตา. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือพรหมัน. ไร้ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้.
29.18 The world of Vishnu is ever illusory; even so that of Siva. All are illusory. There is no doubt of this. I am Brahman. There is no uncertainty in this.
29.19 โลกของรุทระเป็นเพียงภาพลวงตา, เพราะมันเป็นธรรมชาติของอัตตา. ทั้งหมดเป็นภาพลวงตา. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือพรหมัน. ไร้ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้.
29.19 The world of Rudra is ever illusory, because it is of the nature of the ego. All are illusory. There is no doubt of this. I am Brahman. There is no uncertainty in this.
29.20 โลกของจันทราเป็นมายาตลอดกาล, เป็นความลวงของธรรมชาติแห่งจิตใจ. ทั้งหมดเป็นภาพลวงตา. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือพรหมัน. ไร้ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้.
29.20 The world of the Moon is ever illusory, being a delusion of the nature of mind. All are illusory. There is no doubt of this. I am Brahman. There is no uncertainty in this.
29.21 สิ่งที่เกี่ยวข้องกับโสตและเสียง, โลกของอากาศ (ที่ว่าง) เป็นเพียงภาพลวงตา. ทั้งหมดเป็นภาพลวงตา. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือพรหมัน. ไร้ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้.
29.21 Associated with the ear and sound, the world of Akasa (space) is ever illusory. All are illusory. There is no doubt of this. I am Brahman. There is no uncertainty in this.
29.22 สิ่งที่เกี่ยวข้องกับจุกษุและรูป, โลกของสุริยะ (ดวงอาทิตย์) เป็นมายาตลอดกาล. ทั้งหมดเป็นภาพลวงตา. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือพรหมัน. ไร้ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้.
29.22 Associated with eyes and form, the world of Surya (the sun) is ever illusory. All are illusory. There is no doubt of this. I am Brahman. There is no uncertainty in this.
29.23 โลกของวรุณ (น้ำ) มีความเกี่ยวข้องกับชิวหาและรสอยู่เสมอ. ทั้งหมดเป็นภาพลวงตา. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือพรหมัน. ไร้ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้.
29.23 The world of Varuna (water) is ever associated with the tongue and taste. All are illusory. There is no doubt of this. I am Brahman. There is no uncertainty in this.
29.24 สิ่งที่สัมพันธ์กับกายและสัมผัส โลกของวายุ (ลม) เป็นมายาตลอดกาล. ทั้งหมดเป็นภาพลวงตา. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือพรหมัน. ไร้ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้.
29.24 Associated with skin and touch the world of Vayu (wind) is ever illusory. All are illusory. There is no doubt of this. I am Brahman. There is no uncertainty in this.
29.25 โลกแห่งกลิ่นของอัศวิน (เทพแห่งแพทย์), ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นคู่แห่งกลิ่นก็เป็นเรื่องลวงตาเช่นกัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือพรหมัน. ไร้ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้.
29.25 The world of smell of the asvin-s (divine doctors), associated with the duality of smell also is entirely illusory. There is no doubt of this. I am Brahman. There is no uncertainty in this.
29.26 การกล่าวด้วยคำพูด, โลกของอัคนี (ไฟ) เป็นภาพลวงตาตลอดกาล. ทั้งหมดเป็นภาพลวงตา. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือพรหมัน. ไร้ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้.
29.26 Being of speech with words, the world of Agni (fire) is ever illusory. All are illusory. There is no doubt of this. I am Brahman. There is no uncertainty in this.
29.27 สิ่งที่เกี่ยวข้องกับมือและเท้า, โลกของอินทราเป็นมายาตลอดกาล. ทั้งหมดเป็นภาพลวงตา. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือพรหมัน. ไร้ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้.
29.27 Associated with hands and feet, the world of Indra is ever illusory. All are illusory. There is no doubt of this. I am Brahman. There is no uncertainty in this.
29.28 โลกที่ยิ่งใหญ่ของอุเปทรา (วิษณุในรูปอนุชาของอินทรา) สิ่งที่เกี่ยวข้องกับเท้าและการเคลื่อนไหวนั้นเป็นเพียงภาพลวงตา. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือพรหมัน. ไร้ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้.
29.28 The great world of Upendra (Vishnu in dwarf incarnation) associated with feet and movement is entirely illusory. There is no doubt of this. I am Brahman. There is no uncertainty in this.
29.29 ไม่มีมฤตยู (เทพแห่งความตาย) ใดที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะขับถ่าย, ซึ่งเป็นเพียงทางออกเท่านั้น. ทั้งหมดเป็นภาพลวงตา. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือพรหมัน. ไร้ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้.
29.29 There never is any Mrityu (god of death) associated with the organ of excretion, which is only an outlet. All are illusory. There is no doubt of this. I am Brahman. There is no uncertainty in this.
29.30 มหาโลกา, โลกอันยิ่งใหญ่ของประชาบดี, ความลับ และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความลับ และความเพลิดเพลินล้วนแต่เป็นภาพลวงตา. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือพรหมัน. ไร้ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้.
29.30 The maharloka, the great world of Prajapati, the secret and that which is associated with secrets and enjoyment are all illusory. There is no doubt of this. I am Brahman. There is no uncertainty in this.
29.31 ทั้งหมดเป็นภาพลวงตา. อย่างไม่ต้องสงสัย. เป็นที่แน่นอนว่าสรรพสิ่งคืออาตมัน. ความเข้มแข็ง, สงบ, ความเข้าใจพระคัมภีร์, และคำสอนของครูอาจารย์,
29.31 All are illusory. There is no doubt of this. It is certain that all is the Self. Fortitude, tranquility, clear understanding of the scriptures, and the word of the preceptor,
29.32 ความอยากที่จะหลุดพ้น, การหลุดพ้นด้วยตัวเอง, การดำรงอยู่เพื่อบรรลุถึงความหลุดพ้น, การตั้งปณิธานว่าเขา, ผู้ประกอบด้วยความหมายทั้งสี่คือผู้มีคุณสมบัติอย่างแท้จริง,
29.32 the urge for liberation, liberation itself, living in order to attain liberation, the determination that he who is endowed with the four means is the truly qualified person,
29.33 ความเชื่อมั่นอันควรค่าแก่อัตลักษณ์ของปัจเจกวิญญาณและพรหมัน, ความแน่วแน่ว่าที่ว่างคือพรหมัน, คำสอนของ “พราหมณ์” (บทของพระเวทที่เกี่ยวกับการกระทำ) และเวทานตะ, และครูผู้สอนเหล่านั้น, ทั้งหมดนั้นเรียกว่าพันธะ.
29.33 the worthy conviction of the identity of the individual soul and Brahman, the certitude that space is Brahman, the teaching of the “brahmana-s” (chapters of Veda-s relating to action) and of Vedanta, and the teacher thereof, are all called bondage.
29.34 หากการขจัดความรู้ [หลักการ] ทั้งหมดเกิดขึ้น, ผลก็คือการบรรลุถึงความปิติยินดี. ด้วยเหตุนี้, จึงกล่าวได้ว่า พระเวทโบราณทั้งหลายทั้งปวงนั้นไม่จริง.
29.34 If the removal of all [conceptual] knowledge occurs, the result is the attainment of joy. Thus, it has been said by all the ancient Veda-s that all is unreal.
29.35 ธรรมชาติของความหมายของพระเวททั้งหมด และความเชื่อมั่นที่แน่ชัดของพระเวทนั้นเป็นดังนี้: “มีเพียงพรหมันเท่านั้นที่เป็นสัจธรรมสูงสุด”. สิ่งอื่นทั้งหมดล้วนไม่จริง.
29.35 The nature of the meaning of all the Veda-s and their definite conviction is so: Brahman alone is the Supreme Reality. All else is ever unreal.
29.36 การฟังคำที่ไม่รู้จบและการสืบเสาะถึงความหมายที่ไม่รู้จบนั้นเป็นเรื่องลวงตา. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือพรหมัน. ไร้ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้.
29.36 Listening to endless words and the inquiry into endless meanings are entirely illusory. There is no doubt of this. I am Brahman. There is no uncertainty in this.
29.37 คำพูดเกี่ยวกับพรหมันไม่ควรคิดไปเอง. นี่คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่. ในเวลาพรหมปเทศา (บวชเป็นพราหมณ์), อย่างไม่ต้องสงสัย, ทุกคนจะกล่าวว่า,
29.37 The words regarding Brahman should not be thought of lightly. This is something great. At the time of Brahmopadesa (ordination into brahmin-hood), no doubt, all has been said:
29.38 “ข้าฯ คือพรหมัน” และ “สรรพสิ่งนี้เป็นทวิ” - เป็นหลักการของจิต, “ข้าฯ เป็นเพียงสติ” และ “สรรพสิ่งนี้เป็นทวิ” – เป็นหลักการของ “ปัจเจกของตัวตน (อัตตา) และพรหมัน”,
29.38 “I am, indeed, Brahman,” and “all this is duality”— the concept of the mind-stuff, “I am mere Consciousness,” and “all this is duality”—the concept of “the individual self and Brahman,”
29.39 มนตราที่กล่าวว่า "ข้าฯ เป็นเพียงสติ", ความคิดเกี่ยวกับเหตุและผล, "ความสุขและความรู้ที่ไม่เสื่อมสลาย", "แก่นแท้ที่มิอาจแบ่งแยกนั้นไม่มีสอง",
29.39 the mantra of “I am Consciousness alone,” thinking about cause and effect, “decayless joy and knowledge,” “the undivided essence without a second,”
29.40 “สูงสุดคือพรหมัน”, “สิ่งนี้คือพรหมัน”, “ความสงบคือพรหมัน”, “ตนเองคือโลก”, “ความรู้เป็นเรื่องของประสาทสัมผัสภายใน”, “การควบคุมเป็นของประสาทสัมผัสภายนอก”,
29.40 “the highest is Brahman,” “this is Brahman,” “peace is Brahman,” “oneself is the world,” “the knowledge of the inner senses,” “the control of the external senses,”
29.41 สิ่งทั้งหมดในระยะเวลาแห่งการบวช, ความเสมอภาค, ความแตกต่าง, การสร้างอันยิ่งใหญ่, ดิน, น้ำ, ไฟ, ลม, ที่ว่าง, จิต, และพุทธิ,
29.41 all the prescribed periods of ordination, equality, distinction, the great creation, earth, water, fire, wind, space, mind and intellect,
29.42, 43 ความแตกต่างระหว่างเหตุและการกระทำ, การจินตนาการถึงหนทางของศาสตร์, ความสงสัยและความขัดแย้ง, สังกัลปะ, เหตุ, และความเข้าใจผิด – สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ธรรมชาติของความเป็นจริง. ไม่เคยมีสิ่งใดที่เรียกว่า "ความจริง", เพราะยืนยันได้ว่า ข้าฯ คือพรหมัน, สิ่งนี้คือพรหมัน, สรรพสิ่งคือพรหมัน.
29.42, 43 the difference between cause and action, the imagining of the way of the sastra-s, doubt and contrast, sankalpa, cause, and misapprehension— none of these is of the nature of Reality. There is never anything called “reality,” because of the asseveration that I am Brahman, this is Brahman, all is Brahman.
29.44 ไม่มีอะไรนอกจากอาตมัน, ทั้งหมดเป็นเรื่องลวงตา, อย่างไม่ต้องสงสัย. มหามนตราใดที่มีอยู่, ความรู้ (คงแก่เรียน), ความบริสุทธิ์, ความเป็นมงคล, ความไม่เป็นมงคล,
29.44 There is nothing apart from the Self. All is illusory. There is no doubt of this. Whatever great mantra-s exist, erudition, purity, auspiciousness, inauspiciousness,
29.45 ความแตกต่างของภูมิภาค, ความแตกต่างของสิ่งต่าง ๆ, และความแตกต่างของการตระหนักรู้นั้น ไม่มีอยู่จริง. ความเป็นปัจเจกนอกเหนือจากอาตมัน, นิยามอื่นที่ไม่ใช่อาตมัน,
29.45 differences of regions, differences of things, and differences of awareness do not exist. Individuality apart from the Self, definitions other than the Self,
29.46 นามและรูปนอกเหนือจากอาตมัน, ดีและชั่วนอกเหนือจากอาตมัน, การมีอยู่ของสิ่งต่าง ๆ นอกเหนือจากอาตมัน, โลกทั้งสามนอกเหนือจากอาตมัน,
29.46 names and forms apart from the Self, good and evil apart from the Self, existence of things apart from the Self, the three worlds apart from the Self,
29.47 สุขและทุกข์นอกเหนือจากอาตมัน, ความคิดนอกเหนือจากอาตมัน, โลกที่ประจักษ์นอกเหนือจากอาตมัน, สำเร็จและล้มเหลวนอกเหนือจากอาตมัน,
29.47 joy and sorrow apart from the Self, thinking apart from the Self, the manifest world apart from the Self, success and failure apart from the Self,
29.48 การบูชาเทวะนอกเหนือจากอาตมัน, การบูชาศิวะนอกเหนือจากอาตมัน, การไตร่ตรองอย่างใหญ่หลวงนอกเหนือจากอาตมัน, และการกระจายเป็นส่วนต่างๆ นอกเหนือจากอาตมัน,
29.48 the worship of deities apart from the Self, the worship of Siva apart from the Self, great contemplation apart from the Self, and the distribution into parts apart from the Self
29.49 ทั้งหมดเป็นภาพลวงตา. อย่างไม่ต้องสงสัย. พรหมันคือสรรพสิ่ง. ไร้ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้. ทั้งหมดนี้พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสไว้. พึงไตร่ตรองเรื่องนี้ด้วยใจจดจ่อตลอดกาล.
29.49 are entirely illusory. There is no doubt of this. Brahman is all. There is no uncertainty in this. All this is said by the Lord. Ever contemplate on this single-mindedly.
29.50 การได้สดับสิ่งนี้เพียงครั้งเดียว ปมในใจก็จะสิ้นสุดลง, ทำลายล้างกรรมแห่งอวิชชาที่สะสมไว้, เป็นการหลุดพ้นอันยิ่งใหญ่.
29.50 Hearing this once is the end of the knot of the heart, the destruction of the accumulated karma of the ignorant, the Liberation of the great.
29.51 กรรมของการเกิดนับล้านจะถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน. นี่คือความจริง. นี่คือความจริง. อีกครั้ง, นี่เป็นความจริง: ว่าสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดจะพินาศ. การปลดปล่อยนั้นเกิดขึ้นในทันที. อย่างไม่ต้องสงสัย. ไม่มีอะไรที่เป็นมงคลหรือไม่เป็นมงคล.
29.51 The karma of millions of births will be burnt to ashes. This is the truth. This is the truth. Again, this is the truth: that all these perish. Liberation ensues instantly. There is no doubt about this. There is nothing auspicious or inauspicious.
29.52 การเห็นภาพความแตกต่างอยู่ที่ไหน? จงพิจารณาที่ความเชื่อมั่นในเนื้อหาหลักของยอดแห่งพระเวทเป็นสำคัญ, ซึ่งขจัดความเศร้าโศกและความหลงผิด. เปรียบเช่นเส้นใยโครงข่ายของใยแมงมุม, โลกก็มีการสลายด้วยพระผู้เป็นเจ้าที่ยิ่งใหญ่, (โลก) ที่เกิดขึ้นจากพระองค์ และ (โลก) ดำรงอยู่ได้โดยพระองค์.
29.52 Where is the visualization of differences? Look at the remarkable conviction of identity in the crest of the Veda-s, which removes sorrow and delusion. Like the thread of the web of the spider, the world has its dissolution in the great Lord from whom it came into existence and by whom it was sustained.

Get carried away?

อ่าน “ฤภูคีตา” เพิ่มเติม

กลับไปสารบัญ

index

คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้

ปมในใจ ใช้ในหลายคัมภีร์ หมายถึง ความไม่สัมพันธ์กันของร่างกาย ความไม่เข้าใจว่าอาตมันคือสติสัมปะชัญญะบริสุทธิ์

เวทานตะ

เวทานตะ แท้จริงแล้วคือ “ตอนจบของพระเวท” คำว่าเวทานตะเป็นคำที่ใช้กล่าวถึงอุปนิษัทและคำสอนที่มีอยู่ในนั้น เวทานตะยังหมายถึงคำสอนหรือ “โรงเรียนแห่งปรัชญา”

ก่อตั้งขึ้นจากความรู้ที่อธิบายไว้ในอุปนิษัท ; โรงเรียนหลักของเวทานตะ คือ อัทไวตะ (ไม่มีสิ่งคู่), วิศิษทไวตะ (ยืนยันการไม่มีสิ่งคู่) และ ทไวตะ (มีสิ่งคู่) ; เวทานตะคือสิ่งทั้งปวงในอุปนิษัท, ภควัทคีตา และ พรหมสูตร (เรียกว่า เวทานตะสูตรก็ได้) ; อ้างอิงตาม ปราสาธฺน-ตรยฺย หรือ ข้อบัญญัติทั้งสาม กล่าวว่า เวทานตะคือพื้นฐาน, ตำราพื้นฐาน แม้ว่าจะมีข้อความอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น บทความ บทสนทนาและพระคัมภีร์ที่แต่งขึ้นในเวทานตะ ; เวทานตะถือเป็นหนึ่งในหกโรงเรียนดั้งเดิม หรือหนึ่งประเภทของปรัชญาจิตวิญญาณของศาสนาฮินดู ; อัทไวตะเวทานตะ หรือการสอนเรื่องการไม่มีสิ่งคู่ อธิบายโดย ฤภู, ศรี ทัตตตรียะ (อวธุตา), ศรีอัษฏาวกระ, ศรีสังกรา, ศรีรามานะ มหาศรี และปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่อื่น ๆ อีกมากมาย ; เวทานตะแสดงให้เห็นถึงความไม่แตกต่างระหว่าง อาตมัน และ พรหมัน ; เวทานตะคือการเปิดเผยความเป็นจริงโดยไม่มีแม้แต่ร่องรอยของการซ้อนทับ ; ฤภู คีตา ทั้งหมดเป็นการเผยให้เห็นซึ่งคัมภีร์ที่แท้จริงของ อัทไวตะ เวทานตะ

มาจากภาษาสันสฤต พรห = การเติบโต และ มัน = การหายไป (จากสถานที่หรือเวลา) ดังนั้น พรหมันจึงหมายถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด 

  • พรหมันคือสิ่งเดียวที่เป็นจริง อยู่เหนือคำจำกัดความ การยอมรับที่สัมผัสได้ และ จิตใจของมนุษย์ 
  • พรหมันถูกมองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้ข้อจำกัด, เคยมีอยู่, ไร้ข้อจำกัดในสถานที่และเวลา, ไม่เปลี่ยนแปลง, ไม่มีที่ติ, ไร้คุณสมบัติ, ไร้คุณลักษณะ, ไร้ชื่อหรือรูปแบบ, ไม่เกิดและไม่เติบโต, ไม่มีวุฒิภาวะ, ไม่เสื่อมสลาย, ไม่มีอะไรที่คล้ายคลึง และไม่มีอะไรแตกต่างจากพรหมัน 
  • พรหมันถูกกล่าวว่าเป็นความรู้บริสุทธิ์, เป็นเหตุแห่งประสิทธิภาพและแก่นสารของจักรวาล, เป็นจิตวิญญาณที่แผ่ซ่านไปทั่วจักรวาล, เป็นแก่นของการสร้างสิ่งมีชีวิตและสิ่งที่สิ่งมีชีวิตซึมซับอยู่ 
  • ปรากฏการณ์ทั้งหมดของโลก, คุณภาพ, การกระทำ, การเผยให้เห็น กล่าวกันว่าเป็นการลวงตาที่ซ้อนทับบนพรหมัน  
  • ในอุปนิษัทนิยมพรหมันว่าเป็นอาตมันสากล, เป็นความจริงแท้ และที่สำคัญที่สุดก็คือการอธิบายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในฤภูคีตานี้

อันตกรณ:

อวัยวะภายใน (โครงสร้าง) ประกอบด้วย มนัส, พุทธิ, จิตตะ และ อหังการ มีหน้าที่ต่างกัน

  1. มนัส : ใจ มีลักษณะ สงสัย (วิกัลป์ปะ) และ มุ่งมั่น (สังกัลป์ปะ) มักจะใช้คำว่า มนัส หรือ ใจ เป็นคำเรียกที่รวมเอาพุทธิหรือจิตตะไว้ด้วย
  2. พุทธิ : สติปัญญา ยกระดับได้ด้วยพลังของการบำเพ็ญเพียร (มุ่งมั่นและปฏิบัติ)
  3. จิตตะ : จิต เป็นคลังของความประทับใจในอดีต
  4. อหังการ : กำหนดลักษณะโดยความรู้สึกว่า “ตัวฉัน”

พระเจ้าทั้งห้า
พรหม, วิษณุ, รุทระ, อิศนะ และ ศดาศิวะ ; บางครั้งก็หมายถึงพรหมทั้ง 5 พระองค์ ; อิศนะ คือ ผู้ปกครอง นาย และเป็นรูปหนึ่งของศิวะ ; บางครั้งหมายถึงเทวะประจำธาตุทั้ง 5

  1. ดิน : พรหม
  2. น้ำ : วิษณุ
  3. ไฟ : รุทระ
  4. ลม : อิศนะ
  5. ที่ว่าง : ศดาศิวะ

กล่าวกันว่าเทวะมีส่วนร่วมอยู่กับประสาทสัมผัสภายในต่างๆ, อวัยวะรับสัมผัส, สัมผัสละเอียดอ่อน (ทานมาตระ), อวัยวะที่ใช้กระทำ และอื่นๆ

  • มนัส (จิตใจ) : จันทรา
  • พุทธิ (สติปัญญา) : พรหม
  • อหังการ (ego) : รุทระ
  • จิต (ความคิด, สติปัญญา) : วสุเทวะ
  • ประสาทสัมผัส และเทวะ มีดังนี้
  • หู (เสียง) : อากาศ (ที่ว่าง, ทิศทาง)
  • ผิว (สัมผัส) : วายุ (ลม)
  • ตา (รูป) : สุริยะ (พระอาทิตย์)
  • ลิ้น (รส) : วรุณ (น้ำ)
  • จมูก (กลิ่น) : อัศวินกุมาร (เทวะคู่แห่งการปรุงยา)

อวัยวะที่ใช้กระทำ และเทวะ มีดังนี้

  • วาจา (พูด) : อัคนี (ไฟ)
  • ปานิ (มือ) : อินทรา (เทวราชา)
  • บาทา (เท้า) : วิษณุ (ผู้ธำรงรักษา)
  • พายุ (ขับถ่าย) : มฤตยู (เทพแห่งความตาย)
  • อุบัติ (การเกิด) : ประชาบดี (ต้นกำเนิดบรรบุรุษ)

ความหมายทั้ง 4

คือ ความต้องการ 4 ประการ สำหรับการตระหนักรู้ถึงพรหมัน (4 วิธีที่จำเป็นสำหรับจิตวิญญาณ)

  1. วิเวกะ ความสามารถในการแยกแยะระหว่างสิ่งจริงและสิ่งลวง
  2. ไวราคยะ จิตที่ปลีกตัวจากความเพลิดเพลินที่เป็นผลของการกระทำในปัจจุบันและต่อจากนี้ไป
  3. สาระสำคัญ ประกอบด้วย
    • สมะ สงบ
    • ทมะ ควบคุมตนเอง ควบคุมผัสสะ
    • อุปาราติ ปล่อยวาง หยุดการกระทำ ถอนออกจากความรู้สึกจากภายนอก
    • ทิทิกชะ อดทน อภัย อดทนต่อสิ่งตรงข้าม เช่น ร้อน-เย็น, พอใจ-เจ็บปวด ให้ความเท่าเทียมกันโดยไม่เข้าไปดิ้นรนแก้ไข หรือล้างแค้น ปราศจากความวิตกกังวลหรือคร่ำครวญบนสิ่งเหล่านี้
    • ศรัทธา ความเข้าใจที่ชัดเจน ทัศนคติของจิตใจที่มั่นคง อ่อนน้อมถ่อมตน จริงใจ จริงจัง เด็ดเดี่ยว มุ่งมั่นค้นหาสัจธรรมในทุกกรณี
    • สมรรถนะ การทำสมาธิที่ลึกซึ้ง, การไตร่ตรองในทางนามธรรม
  4. มุมุกสัตวา ความปราถนาอย่างมากที่จะหลุดพ้น

พระคัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุดและเป็นรากฐานของศาสนาฮินดู มักจะนับว่ามี 4 ฉบับ คือ ฤคเวท, สามเวท, ยชุรเวท และอาถรรพเวท) แม้ว่าบางครั้งจะกล่าวว่ามีเพียง 3 เท่านั้น แต่อาถรรพเวทเป็นข้อยกเว้นและได้รับการยอมรับว่าเป็นพระเวทจริง

"ribhu gita" (in Thai) by Tandhava
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.