บทที่ 28 ความหมายของมหาวรรคยะ (สุภาษิตอันยิ่งใหญ่)
Chapter Twenty-Eight
Topic of the Definition of the Meaning of the Great Sayings
คุรุที่กล่าวว่า “ท่านคือพรหมัน” เขาก็คือคุรุผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง.
ฤภู กล่าวว่า
คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้
นิรามิสสุข คือสุขที่เกิดโดยปราศจากอามิสหรือสิ่งภายนอก เป็นความสุขที่ไม่ต้องวิ่งไปหาจากภายนอก แต่ความสุขเกิดจากภายใน ด้วยเจริญสติภาวนา ด้วยการฝึกจิตให้อยู่กับสมาธิ ไม่ให้จิตดิ้นรนออกไปตามสิ่งที่เราไปสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และสัมผ้ส ความสุขเกิดความสงบ ความสะอาด และความสว่างของดวงจิตภายในของเรา ซึ่งเป็นความสุขที่ละเอียด ยั่งยืน และมั่นคงไม่ต้องหาวิ่งหา ไม่ต้องใช้เงิน ซึ่งเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้ ใครอยากได้ต้องทำเอง
- ชีวา (ปัจจเจกวิญญาณ) ในสำขยะคือ วิญญาณเดี่ยวที่แยกออกจากปุรุษะ โดยเชื่อมต่อกับอัตตา, พุทธิ, จิต และความรู้สึกถูกจำกัดโดยร่างกาย
- ชีวา กล่าวในสำขยะว่า ด้วยการบ่งชี้ปุรุษะที่ผิดพลาดของพุทธิ ทำให้เกิดข้อจำกัดและอวิชชา, พึงพอใจและเจ็บปวด, พันธะและความตาย ซึ่งสามารถก้าวข้ามด้วยความรู้แห่งสัจธรรม
เวทานตะ
เวทานตะ แท้จริงแล้วคือ “ตอนจบของพระเวท” คำว่าเวทานตะเป็นคำที่ใช้กล่าวถึงอุปนิษัทและคำสอนที่มีอยู่ในนั้น เวทานตะยังหมายถึงคำสอนหรือ “โรงเรียนแห่งปรัชญา”
ก่อตั้งขึ้นจากความรู้ที่อธิบายไว้ในอุปนิษัท ; โรงเรียนหลักของเวทานตะ คือ อัทไวตะ (ไม่มีสิ่งคู่), วิศิษทไวตะ (ยืนยันการไม่มีสิ่งคู่) และ ทไวตะ (มีสิ่งคู่) ; เวทานตะคือสิ่งทั้งปวงในอุปนิษัท, ภควัทคีตา และ พรหมสูตร (เรียกว่า เวทานตะสูตรก็ได้) ; อ้างอิงตาม ปราสาธฺน-ตรยฺย หรือ ข้อบัญญัติทั้งสาม กล่าวว่า เวทานตะคือพื้นฐาน, ตำราพื้นฐาน แม้ว่าจะมีข้อความอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น บทความ บทสนทนาและพระคัมภีร์ที่แต่งขึ้นในเวทานตะ ; เวทานตะถือเป็นหนึ่งในหกโรงเรียนดั้งเดิม หรือหนึ่งประเภทของปรัชญาจิตวิญญาณของศาสนาฮินดู ; อัทไวตะเวทานตะ หรือการสอนเรื่องการไม่มีสิ่งคู่ อธิบายโดย ฤภู, ศรี ทัตตตรียะ (อวธุตา), ศรีอัษฏาวกระ, ศรีสังกรา, ศรีรามานะ มหาศรี และปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่อื่น ๆ อีกมากมาย ; เวทานตะแสดงให้เห็นถึงความไม่แตกต่างระหว่าง อาตมัน และ พรหมัน ; เวทานตะคือการเปิดเผยความเป็นจริงโดยไม่มีแม้แต่ร่องรอยของการซ้อนทับ ; ฤภู คีตา ทั้งหมดเป็นการเผยให้เห็นซึ่งคัมภีร์ที่แท้จริงของ อัทไวตะ เวทานตะ
นิทิธยาสนะ ฌานสมาธิ เป็นขั้นสุดท้ายในการทำความเข้าใจมหาวรรคยะ วรรคที่กล่าวว่า “ตตฺ คือ ท่าน” เพื่อรู้แจ้งถึง อาตมัน/พรหมัน ขั้นตอนทั้ง 4 ของการบำเพ็ญเพียร
- สมันยาสะ หรือสัมปาติสสฺส “การปลูกฝังวินัยดังต่อไปนี้
- ความสามารถในการแยกแยะสิ่งจริงและสิ่งลวง
- การสละความเพลิดเพลินของวัตถุเช่น โลกและสวรรค์
- คุณสมบัติ 6 ประการ
- การควบคุมอันตกราณะ
- การควบคุมอวัยวะรับสัมผัสภายนอก
- หยุดการทำงานของอวัยวะรับสัมผัสภายนอก
- อดทน
- ศรัทธาต่อพระเวทและคุรุ
- ตั้งมั่นในคุรุหรือพระเป็นเจ้า
- สารวันนะ ฟังคำสอนของปราชญ์เรื่องอุปนิษัทและ อัทไวตะอุปนิษัทและศึกษาพระ เช่น พรหมสูตรเรียนรู้เกี่ยวกับความเป็นจริงของพรหมันและอาตมัน
- มานานะ การไตร่ตรองคำสอน
- นิทิธยาสนะ การบำเพ็ญสมาธิกับความจริงที่ว่า “ตตฺ คือ ท่าน”
คติพจน์ ที่ยิ่งใหญ่ 4 ประการ
- Prajnanam Brahma ใน ไอตเรย-อุปนิษัทฺ ของ ฤคเวท : สติ (ความรู้) คือ พรหมัน
- Ayam Atma Brahma ใน มาณฺฑูกฺย-อุปนิษทฺ ของ อาถรรพเวท : อาตมัน คือ พรหมัน
- Tat Twam Asi ใน Chandogya ฉานฺโทคฺย-อุปนิษทฺ ของ สามเวท : ตตฺ (สิ่งที่ปรากฏ) คือ ท่าน
- Aham Brahmasmi ใน พฤหทารณฺยก-อุปนิษทฺ ของ ยชุรเวท : ฉันคือพรหมัน
ผู้ที่หลุดพ้นในขณะที่ยังมีชีวิต
วิเทหะมุกติ คือผู้ที่หลุดพ้นภายนอกร่างกาย แตกต่างจาก ชีวานมุกตะ และ วิเทหะมุกตะ ซึ่งบางครั้งหมายถึง ปราชญ์ของอัทไวตะ ซึ่งไม่สามารถแบ่งแยกในความแตกต่างได้จริง
การหลุดพ้นแบ่งออกเป็น 3 ประเภท
- มีรูป
- ไร้รูป
- มีและไร้รูป
มีรูปคือ ชีวานมุกตะ ; ไร้รูป คือ วิเทหะมุกตะ ; ลำดับที่ 3 มีและไร้รูป กล่าวว่าเป็นการหลุดพ้นของผู้มีคุณสมบัติ (อธิการิกะ มุกตะ) ซึ่งมีเป้าหมายในการช่วยโลก ; หลังจากปลดระวาง (ทิ้ง) ร่างกายแล้ว ก็อาศัยอยู่ในกายละเอียด (สุขุมสรีระ) เพื่อความผาสุกของมนุษยชาติต่อไป ; ในอัทไวตะได้ลบล้างความแตกต่างทั้งหมดนี้ และมีเพียงภาวะเดียวของมุกติเท่านั้นที่ถือว่าเป็นของจริง ;
ศรีรามานะ มหาศรี กล่าวว่า “ถ้าจะกล่าวว่าการหลุดพ้นมี 3 ชนิด คือ มีรูป, ไม่มีรูป และ มีและไม่มีรูป แล้วนั้น, ฉันขอบอกคุณว่า การสูญพันธุ์ของอัตตา คือสิ่งที่จำเป็นต่อการหลุดพ้นทั้ง 3 รูปแบบ นั่นคือการหลุดพ้นมีเพียงหนึ่งเดียว”
(ความมุ่งมั่น / ความไม่แน่ใจ หรือ เข้าใจผิด) คำแปลเดียวไม่สามารถครอบคลุมความหมายทั้งหมดได้
- สังกัลปะหมายถึงแนวคิดต่างๆ เช่น เจตจำนง, ความตั้งใจ, การชำระล้างทางจิต, ปฏิญาณอย่างจริงจังที่จะปฏิบัติตาม, จุดมุ่งหมาย, ความมุ่งมั่น, ความปรารถนา, ความคิด, ไตร่ตรอง และ จินตนาการ
- วิกลัปะ มีความหมายตรงกันข้าม หมายถึง ความสงสัย, ความไม่แน่ใจ, รังเกียจ, ไม่มั่นใจ, ตัวเลือก, ข้อผิดพลาด, ความไม่รู้, ความเข้าใจผิด, ความแบ่งแยกแตกต่าง
- สังกัลปะและวิกัลปะ โดยสาระสำคัญ ใช้เพื่อแสดงให้เห็นการทำงานตรงกันข้ามของการยอมรับภายใน โดยทั่วไปใช้กับจิต บางครั้งเราไม่แปลทั้งสองคำนี้เพราะอาจใช้เป็นการเปรียบเทียบขึ้นอยู่กับบริบทของข้อความ
สิ่งนั้น / “ตตฺ” ถูกใช้แทนความหมายของ พรหมัน, สมบูรณ์ ไร้ตัวตน, ปราศจากเงื่อนไขใดๆ (ความหลงผิด)
เวทานตะ แท้จริงแล้วคือ “ตอนจบของพระเวท” คำว่าเวทานตะเป็นคำที่ใช้กล่าวถึงอุปนิษัทและคำสอนที่มีอยู่ในนั้น เวทานตะยังหมายถึงคำสอนหรือ “โรงเรียนแห่งปรัชญา”
ก่อตั้งขึ้นจากความรู้ที่อธิบายไว้ในอุปนิษัท ; โรงเรียนหลักของเวทานตะ คือ อัทไวตะ (ไม่มีสิ่งคู่), วิศิษทไวตะ (ยืนยันการไม่มีสิ่งคู่) และ ทไวตะ (มีสิ่งคู่) ; เวทานตะคือสิ่งทั้งปวงในอุปนิษัท, ภควัทคีตา และ พรหมสูตร (เรียกว่า เวทานตะสูตรก็ได้) ; อ้างอิงตาม ปราสาธฺน-ตรยฺย หรือ ข้อบัญญัติทั้งสาม กล่าวว่า เวทานตะคือพื้นฐาน, ตำราพื้นฐาน แม้ว่าจะมีข้อความอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น บทความ บทสนทนาและพระคัมภีร์ที่แต่งขึ้นในเวทานตะ ; เวทานตะถือเป็นหนึ่งในหกโรงเรียนดั้งเดิม หรือหนึ่งประเภทของปรัชญาจิตวิญญาณของศาสนาฮินดู ; อัทไวตะเวทานตะ หรือการสอนเรื่องการไม่มีสิ่งคู่ อธิบายโดย ฤภู, ศรี ทัตตตรียะ (อวธุตา), ศรีอัษฏาวกระ, ศรีสังกรา, ศรีรามานะ มหาศรี และปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่อื่น ๆ อีกมากมาย ; เวทานตะแสดงให้เห็นถึงความไม่แตกต่างระหว่าง อาตมัน และ พรหมัน ; เวทานตะคือการเปิดเผยความเป็นจริงโดยไม่มีแม้แต่ร่องรอยของการซ้อนทับ ; ฤภู คีตา ทั้งหมดเป็นการเผยให้เห็นซึ่งคัมภีร์ที่แท้จริงของ อัทไวตะ เวทานตะ
การโต้ตอบ สิ่งที่ได้เรียน/ได้ยิน เพื่อวิเคราะห์ว่าเป็นจริงอย่างไร และ เพราะอะไร
กาย 3 ประเภท
- สถุลาสรีระ (กายหยาบ) คือเปลือกของอาหาร ประกอบด้วยธาตุทั้งห้า
- สุขมาสรีระ (กายละเอียด) คือร่างของจิตและพลังงานสำคัญซึ่งทำให้กายมีชีวิต กายละเอียดจะรวมกับกายทิพย์ซึ่งส่งต่อวิญญาณ หรือ ชีวา ที่แยกออกจากการยหยาบเมื่อตาย ประกอบด้วย
- ปราณามายาโกษา เกี่ยวกับลมปราณ
- มโนมายาโกษา เกี่ยวกับจิตและสัมผัส
- วิทยานะมายาโกษา เกี่ยวกับพุทธิและสัมผัส
- กรนาสรีระ (กายทิพย์) เป็นเพียงเมล็ดพันธุ์ของการหยาบและกายละเอียด กล่าวว่ามีความซับซ้อนมากที่สุด เพราะประกอบไปด้วยประสบการณ์ที่ประทับใจที่เกิดขึ้นในอดีต หรือสิ่งห่อหุ้มความสุข (อนันตมายาโกษา)
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.
