บทที่ 28 ความหมายของมหาวรรคยะ (สุภาษิตอันยิ่งใหญ่)

Chapter Twenty-Eight

Topic of the Definition of the Meaning of the Great Sayings

คุรุที่กล่าวว่า “ท่านคือพรหมัน” เขาก็คือคุรุผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง.

ฤภู กล่าวว่า

28.1 บัดนี้ข้าฯ จะบอกความลี้ลับอันสูงส่ง, ซึ่งเผยให้เห็นพรหมันด้วยตัวมันเอง, ความหมายของอุปนิษัททั้งหมด, ที่หาได้ยากในโลกทั้งปวง.
28.1 Ribhu: I shall now tell you the highly secret, which reveals the very Brahman itself, the meaning of all the Upanishad-s, rare to come by in all the worlds.
28.2 ปราชญนามพรหมัน (ความรู้ที่สมบูรณ์คือพรหมัน) เป็นความเชื่อมั่นที่ประกอบด้วยคำสองคำ, มีสี่ประโยคที่เป็นสุภาษิตอันยิ่งใหญ่ (มหาวรรคยะ), ที่เกิดขึ้นใน ฤคเวท, ยชุรเวท และสามเวท.
28.2 Ribhu: I shall now tell you the highly secret, which reveals the very Brahman itself, the meaning of all the Upanishad-s, rare to come by in all the worlds.
28.3 ข้าฯ คือความรู้ที่สมบูรณ์. ข้าฯ คือพรหมัน. โลกนี้เป็นเพียงความรู้. แท้จริงแล้ว, โลกทั้งโลกเป็นเพียงความรู้เท่านั้น. ไม่มีอะไรนอกจากความรู้.
28.3 I am Absolute Knowledge. I am Brahman. This world is m ere K now ledge. All the world is, indeed, only Knowledge. Nothing exists besides Knowledge.
28.4 ทั้งหมดที่เห็นคือธรรมชาติของความรู้และ, ที่จริงแล้ว, ความรู้นั้นไม่มีช่องว่างระหว่างกัน. สิ่งที่เป็นของความรู้และเป็นของพรหมันเป็นของเรา, แท้จริงแล้ว, ไม่อาจแยกจากกัน.
28.4 All that is seen is of the nature of Knowledge and, indeed, Knowledge without any interspace. What is of Knowledge and of Brahman are mine, indeed, and not separate.
28.5 ชีวามีความเกี่ยวข้องกับความรู้สมบูรณ์. อิศวรมีความเกี่ยวข้องกับพรหมัน. ความหมายที่แยกกันไม่ได้คือตัวตนของพวกเขา (อิศวรและพรหมัน). มันแผ่ซ่าน (แทรกซึม) ไปด้วยแก่นแท้ที่มิอาจแบ่งแยก.
28.5 The jiva is associated with Absolute Knowledge. Isvara is associated with Brahman. The undivided meaning of this is their identity. It is pervaded by the undivided Essence.
28.6 การอยู่ในสภาวะ (โหมด) ที่ไม่อาจแบ่งแยกในขณะที่ (ปรากฏ) อยู่ในรูปเรียกว่า ชีวานมุกติ. สัจธรรมที่เป็นแก่นแท้หนึ่งเดียวอันมิอาจแบ่งแยก เรียกว่า วิเทหมุกติ.
28.6 Being in the undivided mode while (apparently) in a form is called jivanmukti. The Reality that is the one undivided Essence is called videhamukti.
28.7 ข้าฯ คือพรหมัน. ข้าฯ ไม่อยู่ในวัฏจักรการเกิดและการตายนี้. ข้าฯ คือสภาวะแห่งนิรามิสสุขของสติ. ข้าฯ ไร้คุณสมบัติ. ข้าฯ ไร้ส่วนประกอบ. ข้าฯ คือหนึ่งเดียวแห่งนิรามิสสุขสูงสุด.
28.7 I am Brahman. I am not of this cycle of birth and death. I am Existence-Consciousness-Bliss. I am attributeless. I am partless. I am one of Supreme Bliss.
28.8 ข้าฯ เป็นนิรันดร์, ข้าฯ ไม่หลงผิด. ข้าฯ คือสติ. ข้าฯ คือสติตลอดกาล. จิต, ซึ่งเรียกว่าอยู่ในสภาวะไม่แบ่งแยก, ดำรงอยู่เป็นพรหมัน-อาตมัน,
28.8 I am eternal. I am delusionless. I am Consciousness. I am ever Consciousness. The mind, which is in what is called the undivided state, exists as the Brahman-Self,
28.9 ดั่งเกลือที่เป็นหนึ่งเดียวกันและไม่มีการแบ่งแยกกับน้ำ. ข้าฯ จะบอกท่านเกี่ยวกับลักษณะของการหลุดพ้นออกจากร่างกาย.
28.9 just as salt becomes one and undivided with water itself. I shall tell you about the characteristics of Liberation out of the body.
28.10 ปล่อยวางคำว่า "ความรู้บริบูรณ์" – และ, คำว่า "พรหมัน" - ปล่อยวาง "ข้าฯ", "ข้าฯ คือผู้ยิ่งใหญ่", "ข้าฯ มีความมุ่งมั่น",
28.10 Leaving aside the words “Absolute Knowledge”— and, indeed, the word “Brahman”— leaving aside “I am,” “I am great,” “I am determined,”
28.11 ปล่อยวางความทรงจำและภวที่ก่อขึ้นโดยความคิด, ปล่อยวางทุกสิ่งภายใน, และอยู่ในสภาวะแห่งความว่างเปล่าโดยสมบูรณ์,
28.11 leaving aside all remembrance and bhava-s created by thought, leaving aside everything internal, and being in a state of complete Voidness,
28.12 ปล่อยวางแม้แต่ “สภาวะแห่งความเงียบงัน”, แล้ว, วิกัลปะเกี่ยวกับ “ความเงียบ”, และโลกที่จิตจินตนาการขึ้นเอง และเป็นภาพสะท้อนของความคิดนั้น,
28.12 leaving aside even the “state of silence,” then the vikalpa about “silence,” and the world which is imagined by the mind and is a reflection of that thought,
28.13 ปล่อยวางอัตตาว่าข้าฯ เป็นร่างกาย - ซึ่งเรียกว่าสภาวะของความเป็นคู่ – และยึดมั่นในความแน่วแน่ว่าข้าฯ คือพรหมัน, พยานของสรรพสิ่ง,
28.13 leaving aside the egoity that I am the body— which is called the state of duality—and abiding in the firm conviction that I am Brahman, the Witness of all,
28.14 และสิ้นสงสัยเกี่ยวกับพรหมันตลอดกาล, เรียกว่า “สถานะพยาน”. สถานะของความเป็นคู่ สถานะพยาน, และธรรมชาติของสภาวะที่มิอาจแบ่งแยก, ซึ่งก็คือ
28.14 and being ever doubtless about Brahman, is called the “witness state.” The state of duality, the witness-state, and the nature of the undivided state, which is
28.15 แก่นแท้ที่ไม่มีการแบ่งแยก – จึงมีสามสถานะในโลก. สถานะแรกคือความเชื่อในความเป็นคู่. สถานะที่สองคือความสงสัยในการเป็นพยาน.
28.15 the one undivided Essence— there are, thus, three such states in the world. The first is a belief in duality. The second is the doubt of being the witness.
28.16 ในสถานะที่สาม, กล่าวได้ว่าเป็นความแน่นอน. พึงไตร่ตรองและทดสอบความหมาย (สถานะ) ทั้งสามแล้วปล่อยวางลงเสีย, ย่อมบรรลุถึงความแน่วแน่ (สิ่งที่ตั้งใจ).
28.16 In the third state alone, certainty is said to exist. Having inquired into and tested the meaning of all three and setting them aside, attain certitude.
28.17 เข้าถึงธรรมชาติของแก่นแท้ที่มิอาจแบ่งแยก, ความเคลื่อนไหวไปมา, เป็นเพียง ตตฺ เท่านั้น. ประโยคนี้มีไว้สำหรับปฏิบัติ (ฝึกฝน) เสมอ และเป็นพื้นฐานของการปฏิบัติ.
28.17 Reaching the nature of the one undivided Essence, ever move about, being only That itself. This sentence is for practice always and is the basis of practice.
28.18 นี้คือ, ประโยคสูงสุดสำหรับการไตร่ตรอง, เป็นเหมือนไม้จันทน์ (ซึ่งอยู่ภายใต้การทดสอบก่อนที่จะถูกยอมรับ). สภาวะที่เป็นแบบอย่างของคำสามคำ “อาฮาม พรหมะ อัสมิ” (ข้าฯ คือพรหมัน) คือเหตุผลที่จะได้รับ.
28.18 This one, which is the supreme sentence for reflection, is like the sandalwood tree (which is subjected to test before acceptance). The state exemplified by the three words “Aham Brahma asmi” (I am Brahman) should be reasoned out.
28.19 ความหมายของคำว่า “อาฮาม” (ข้าพเจ้า) คือ ชีวา, ความหมายของคำว่า "พรหมัน" คือ อิศวร. ส่วนคำว่าอัสมิ (คือ) เป็นสภาวะของธรรมชาติที่มิอาจแบ่งแยก.
28.19 The meaning of the word “aham” (I) is the jiva. Isvara is the meaning for the word “Brahman.” As for the word asmi (am), it is the state of being of the undivided nature.
28.20 ปล่อยวางสามคำนั้นออกไป แล้วไตร่ตรองด้วยจิต และบรรลุแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยกแห่งการหลุดพ้นออกจากร่างกาย.
28.20 Casting aside the three words and inquiring with the mind and attaining the one undivided Essence is the characteristic of Liberation out of the body.
28.21 ข้าฯ คือพรหมัน, เป็นเพียงสติเท่านั้น, เป็นธรรมชาติแห่งสภาวะนิรามิสสุขของสติ. ประโยคที่ว่า "ข้าฯ คือพรหมัน" ควรได้ยินอยู่เสมอ.
28.21 I am Brahman, Consciousness alone, of the nature of Existence-Consciousness-Bliss. The sentence “I am Brahman” should always be heard.
28.22 “ข้าฯ คือพรหมัน; ข้าฯ เป็นนิรันดร์; ข้าฯสงบสุข; ข้าฯ คือผู้สูงสุด; ข้าฯ ไร้คุณสมบัติ; ข้าฯ ไร้กิเลส; และข้าฯ ไม่มีส่วนต่าง ๆ ที่มาประกอบกัน” ควรจำสิ่งเหล่านี้ให้ได้ตลอดกาล.
28.22 “I am Brahman; I am eternal; I am peaceful; I am the Supreme; I am attributeless; I am desireless; and I am without parts” should ever be remembered.
28.23 “ข้าฯ คืออาตมัน อย่างแท้จริง. ไม่ต้องสงสัยในเรื่องนี้ ข้าฯ คือแก่นแท้ที่มิอาจแบ่งแยก”. ดังนั้น, ด้วยความรู้นี้, บุคคลควรพิจารณาตนเองว่าเป็นปรมาตมัน (อาตมันสูงสุด) โดยไม่ขาดตอน.
28.23 “I am the Self, indeed. There is no doubt of this. I am the one undivided Essence.” Thus, with this Knowledge, one should uninterruptedly consider oneself as the Supreme Self.
28.24 เนื่องจากเป็นคำกล่าวที่ต้องปฏิบัติ (มีประสบการณ์), บุคคลควรปฏิบัติอยู่เสมอ. ควรจดจำสุภาษิตแรกและสุภาษิตที่สองไว้เพื่อเป็นข้อปฏิบัติฝึกฝน (มีประสบการณ์).
28.24 As this is a statement to be experienced, one should always experience it. The first as well as the second aphorism s should be remembered as statements to be experienced.
28.25 ประโยคที่สามอ่านได้ว่า – “ตัต ตวัม อสิ” (ท่านคือ ตตฺ). มันประกอบด้วยคำสามคำ: ตัต (ตตฺ) ตวัม (ท่าน) อสิ (คือ).
28.25 The third sentence reads on the face of it—tat tvam asi (you are That). It consists of three words: tat (That) tvam (you) asi (are).
28.26 ความหมายของคำว่า “ตตฺ” คือ อิศวร. สำหรับคำว่า "ท่าน" หมายถึง ชีวา, ความหมายของคำว่า (“คือ”) คือแก่นแท้ที่มิอาจแบ่งแยก.
28.26 The meaning of the word “That” is Isvara. For the word “you,” the meaning is jiva. The meaning of the word for identity (“are”) is the one undivided Essence.
28.27 ผู้ที่อยู่ในสภาวะ (โหมด) ความเป็นคู่, สภาวะ (โหมด) พยาน, และสภาวะ (โหมด) ของการดำรงอยู่ที่ไม่แบ่งแยก, คือผู้ที่ไม่แบ่งแยก ซึ่งเป็นสภาวะของนิรามิสสุขแห่งสติ, และแน่นอนว่า: ท่านคือ "ตตฺ".
28.27 Of the dual mode, the witness mode, and the mode of undivided Existence, the undivided one is Existence-Consciousness-Bliss, and it is certain: “That” you are.
28.28 ท่านคือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. แท้จริงแล้ว, ท่านคือสติอันไร้การเปลี่ยนแปลง. แท้จริงแล้ว, ท่านคือสภาวะนิรามิสสุขแห่งสติ. แท้จริงแล้ว, ท่านคือความแน่นอนที่มิอาจแบ่งแยก.
28.28 You are Brahman. There is no doubt of this. You, indeed, are changeless Consciousness. You, indeed, are Existence-Consciousness-Bliss. You, indeed, are the undivided certainty.
28.29 ถ้าคุรุกล่าวเช่นนี้, เขาก็คือคุรุผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง. ด้วยความมั่นใจว่า ข้าฯ คือพรหมัน, ศิษย์ที่ดีย่อมกลายเป็นปรมาตมัน (อาตมันสูงสุด).
28.29 If this is so said by the Guru, he, indeed, is the great Guru. By being convinced that I am Brahman, the good disciple becomes the Supreme Self.
28.30 ไม่มีใครเป็นคุรุ, ทั้งไม่มีศิษย์อื่นใด. ตัวท่านเองคือพรหมัน, คุรุสูงสุด. ผู้ถือบวชคุรุทั้งหมดคือคุรุสูงสุด.
28.30 None else is a Guru, nor any other a disciple. You yourself are Brahman, the Supreme Guru. He who ordains all the Gurus is the Supreme Guru.
28.31 พึงระลึกไว้เสมอว่า ใครก็ตามที่บอกว่าท่านคือพรหมัน, แท้จริงแล้ว, คือคุรุ. ทำนองเดียวกัน, ท่านคือ ตตฺ พรหมัน. แท้จริงแล้ว, ท่านคือสัทคุรุ (ครูที่ดี), เช่นกัน.
28.31 Be convinced that whoever tells you that you are Brahman is, indeed, the Guru. Likewise, you are that Brahman. Indeed, you are the Sadguru, too.
28.32 ผู้ใดก็ตามที่เชื่อมั่นในวจนะของคุรุ, บรรลุความถูกต้องแห่งสัจธรรม, ผู้นั้นย่อมทำเพื่อการหลุดพ้นเสมอ. ไม่จำเป็นต้องอภิปรายในเรื่องนี้.
28.32 Whoever gets conviction in the words of the Guru, attaining the certitude of Truth, always makes for Liberation. There is no need to debate on this.
28.33 มหาวรรคยะ, คำกล่าวของคุรุ, ข้อความเช่น "ท่านคือตตฺ" – ใครก็ตามที่ได้ยินและคิดถึงสิ่งเหล่านี้คือการฝึก (ปฏิบัติด้วยการ) ฟัง. ไม่มีอะไรอื่นจะพูดให้ฟังอีกแล้ว.
28.33 The mahavakya-s, the statements of the Guru, the statements such as “That you are”— whoever hears these and thinks of these is practicing listening. There is nothing else said to be listening.
28.34 สำหรับเวทานตะทุกประการ, พื้นฐานคือพรหมันที่ไม่เป็นคู่. การได้ฟังสิ่งนี้จากปากของคุรุ ก็คือได้การยินสิ่งนี้จากพรหมัน.
28.34 For all the statements of Vedanta, the substratum is the nondual Brahman. Hearing so from the mouth of the Guru is hearing this from Brahman.
28.35 ไม่มีใครอื่นที่เป็นผู้กล่าวมนตรา ยกเว้นคุรุ, มีสัทคุรุเพียงคนเดียว. ผู้ใดกล่าวไว้ว่า “ท่านคือพรหมัน”, แท้จริงแล้ว, เขานั้นคือสัทคุรุ.
28.35 There is no one else who is a speaker of mantra except the Guru. There is only one Sadguru. By whomsoever it is said, “You are Brahman,” he, indeed, is the Sadguru.
28.36 นี้คือสารวันนะต่อเวทานตะ. ไม่มีสิ่งอื่นใดที่เรียกว่าสารวันนะ. การคิดตามเหตุผลนี้เรียกว่ามานานะ.
28.36 This is sravana to Vedanta. Nothing else is called sravana. Thinking on this by reasoning is called manana.
28.37 ดั่งการทดสอบไม้จันทน์และสิ่งที่ได้ยิน. แม้ในขณะที่กล่าวว่า ท่านคือพรหมัน, ก็เกิดความสงสัย.
28.37 Thus are tested the sandalwood tree and what is heard. Even while saying that you are Brahman, a doubt is felt.
28.38 หลังจากการทดสอบเท่านั้น จึงจะมีความเชื่อมั่น (เช่นเดียวกับไม้จันทน์). ดังนั้น, อาตมันก็ถูกทดสอบเช่นกัน. โดยการใช้เหตุผล, ข้าฯ ขอกล่าว ณ ที่นี้ว่า: ข้าฯ ไม่ใช่ร่างกายเพราะ (ร่างกาย) อยู่ภายใต้การถูกทำลาย.
28.38 Only after testing is there conviction (about the sandalwood tree). Thus, the Self also is tested. By way of reasoning, I say this here: I am not the body because of its being subject to destruction.
28.39 กายหยาบและกายละเอียดขึ้นอยู่กับความหยาบ, ความละเอียด และสาเหตุ. เนื่องจากทั้งหมด (สาม) นั้นไม่อยู่ในสภาวะที่สี่, ทั้งหมดจึงเป็นเพียงสติเท่านั้น.
28.39 The gross body and the subtle body are due to the gross, the subtle, and the causal. As all three are not in the fourth state, all is only Consciousness.
28.40 สิ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่จริงเหมือนหม้อ, เพราะมันคือความรู้สึกและการมองเห็นได้. ข้าฯ ณ ที่นี้, เป็นเพียงสติ, และเป็นธรรมชาติของผู้ดู, มิได้มีความเกี่ยวข้องด้วย.
28.40 All these are nonexistent like the pot, because of The gross body and the subtle body are due to the gross, the subtle, and the causal. As all three are not in the fourth state, all is only Consciousness. insentience and of being the seen. I am, here, only Consciousness, and, being of the nature of the seer, not connected therewith.
28.41 สภาวะอนันต์แห่งความรู้ เป็นคุณสมบัติตามธรรมชาติของอาตมัน, และ, สิ่งสุดยอด, ความรู้สึก, ความเศร้าโศก และสิ่งทำนองนี้เป็นคุณสมบัติที่ปรากฏของโลก.
28.41 Existence-Knowledge-Infinity are the natural qualities of the Self, and, ultimately, insentience, sorrow and such are the manifested qualities of the world.
28.42 “ฉะนั้น แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือพรหมัน และทั้งหมดนี้เป็นเท็จ” – จึงสะท้อนให้เห็นทุกวัน ถึงผู้ที่รู้จักพรหมันดีที่สุด.
28.42 “Hence, I am, indeed, Brahman and all this is false”— thus reflects daily he who knows Brahman best.
28.43 ข้าฯ จะกล่าวถึงการทำสมาธิอย่างต่อเนื่องและลักษณะของการปล่อยวางสิ่งคู่. การได้ฟังว่า “ท่านคือพรหมัน”, และการไตร่ตรองว่า “ข้าฯ เป็นอย่างนั้นจริง”,
28.43 I shall now speak about constant meditation and the characteristics of double renunciation. The listening to “you are Brahman,” and the reflection that “I, indeed, am,”
28.44 การละทิ้งหลักการต่าง ๆ ที่อยู่ในประเภทเดียวกัน, หรือต่างประเภท, หรือมีความแตกต่างภายในประเภทเดียวกัน,
28.44 the renunciation of the concept of different items belonging to the same category, or belonging to different categories, or the internal differences of a single category,
28.45 การละสังขารทั้งปวงและปราศจากแม้แต่สภาวะที่สี่, และการเป็นแก่นแท้ของสติแห่งพรหมันเพียงสิ่งเดียว ก็เผยว่า (สำแดงให้เห็น) เป็นสัคชัทการะ (รับรู้โดยตรง).
28.45 renouncing all renunciations and being devoid of even the fourth state, and being of the essence of Brahman-Consciousness alone is declared to be sakshatkara (direct perception).
28.46 มันเผยว่า “ท่านคือตตฺ” เป็นคำภาษิตที่ยิ่งใหญ่ของอุปเทสะ (คำสั่งสอน). ในทำนองเดียวกัน "ข้าฯ คือพรหมัน" ถูกกำหนดให้เป็นคำสุภาษิตของการปฏิบัติ (ประสบการณ์).
28.46 It is declared that “That you are” is the great aphorism of upadesa (instruction). Likewise, “I am Brahman” has been defined as an aphorism of experience.
28.47 อะไรเกิดขึ้นจากคำกล่าวที่ว่า “ความรู้อันบริบูรณ์คือพรหมัน” กล่าวกันว่าเพื่อการฝึกจิต, เพื่อการฝึกฝน (ปฏิบัติ). อะไรเกิดขึ้นจากคำกล่าวที่ว่า “อาตมันคือพรหมัน” กล่าวได้ว่าเป็นคำกล่าวของการรับรู้.
28.47 What arises from the statement “Absolute Knowledge is Brahman” is said to be for spiritual exercise, for practice. What arises from the statement “This Self is Brahman” is said to be a statement of perception.
28.48 อะยัม (สิ่งนี้) เป็นคำเดี่ยว และ อาตมา พรหมา (อาตมันคือพรหมัน) ทำให้เกิดภาษิตสามคำ; ความหมายของคำว่า "สิ่งนี้" คือชีวา และอาตมา (อาตมัน) คืออิศวรสูงสุด.
28.48 Ayam (This) is one word and with Atma Brahma (Self is Brahman) makes three words; the meaning of the word “this” is the jiva, and that of Atma (Self) is the Supreme Isvara.
28.49 ในทำนองเดียวกัน, ความหมายของพรหมันก็อยู่ในสภาวะไม่แบ่งแยก. การรวมคำทั้งสามเข้าด้วยกันเป็นแก่นแท้ที่มิอาจแบ่งแยก.
28.49 Likewise, the meaning of Brahman is being in the undivided state. The merging together of all three words is the one undivided Essence.
28.50 ตัวอาตมันเอง, เป็นแก่นแท้ที่มิอาจแบ่งแยก, นิรันดร์, บริสุทธิ์, และเป็นอิสระ. ตัวเอง ตตฺ กลายเป็นสรรพสิ่ง. อย่างไม่ต้องสงสัย.
28.50 The Self is, itself, the one undivided Essence, eternal, pure, and liberated. That itself becomes all. There is no doubt of this.
28.51 พระเจ้าเป็นแก่นแท้ที่มิอาจแบ่งแยก. กล่าวได้ว่า: เอกภาพ (หนึ่งเดียว) คือ “สิ่งนี้”, เอกภาพคือ “อาตมัน” , เอกภาพคือ “พรหมัน”.
28.51 God is the undivided Essence. The words are: one is “This,” one is “Self,” one is “Brahman.”
28.52 ความหมายของ “สิ่งนี้” คือตัวตนของปัจเจก; อาตมัน หมายถึง อิศวร. ความหมายของ "ข้าฯ คือ" คือความหมายที่มิอาจแบ่งแยก, แก่นแท้ที่มิอาจแบ่งแยก.
28.52 The meaning of “this” is the individual self; the Self denotes Isvara. The meaning of “I am” is the undivided meaning, the undivided Essence.
28.53 [อย่างแรก] สภาวะ (โหมด) ความเป็นคู่, แล้วต่อด้วยสภาวะ (โหมด) พยาน, จากนั้นเป็นสภาวะ (โหมด) ที่มิอาจแบ่งแยก – จากนั้นก็เป็นแก่นแท้ที่มิอาจแบ่งแยก - จากนั้นให้มั่นใจว่า "พระองค์คือข้าฯ".
28.53 [First] the dual mode, then the witness mode, then the undivided mode, then the undivided Essence—then be of the conviction “He is I.”
28.54 ดังนั้น, ความหมายโดยนัยของข้อความทั้งสี่จึงได้รับการอธิบาย. ข้อความเต็มไปด้วยเงื่อนไข. แสดงความหมายให้เข้าใจสภาวะที่ไร้เงื่อนไขอย่างง่ายดาย.
28.54 Thus, the implied meanings of the four statements have been explained. The statements are loaded with conditionings. The denoted meaning is the simple unconditioned state.
28.55 ตัวตนของปัจเจกบุคคลนั้นมีเงื่อนไขตามความรู้เพียงเล็กน้อยและคุณลักษณะเช่นนั้น. อิศวรมีเงื่อนไขโดยสัจธรรมและสิ่งเช่นนั้น. ตัวตนของปัจเจก, ผู้เป็นเบื้องล่าง, อิศวรกอปรด้วยสติ, และข้าฯ คือพยาน,
28.55 The individual self is conditioned by littleness of knowledge and such characteristics. Isvara is conditioned by omniscience and such. The individual self, being the lower, Isvara with sentience, and I being the witness,
28.56 ควรละทิ้งสรรพสิ่งให้เป็นโมฆะด้วยความเชื่อมั่นว่า ข้าฯ คือพรหมัน. ข้าฯ คือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือสภาวะของนิรามิสสุขแห่งสติ.
28.56 all should be renounced as void with the certitude that I am Brahman. I am Brahman. There is no doubt of this. I am of the nature of Existence-Consciousness-Bliss.
28.57 เมื่อบรรลุถึงสภาวะ “ข้าพเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกับผู้สูงสุด”, ให้อยู่ในสภาวะธรรมชาติสูงสุดของท่าน. “สิ่งนี้” ทั้งหมดเป็นภาพลวงตาที่ยิ่งใหญ่, ไม่มีอยู่จริง, ไม่มีอยู่จริง, ไม่ต้องสงสัยเลยในเรื่องนี้.
28.57 Having reached the state of “I am one with the Supreme,” be in your highest, natural state. All “this” is a great illusion, nonexistent, nonexistent. There is no doubt of this.
28.58 ทั้งหมดไม่มีอยู่จริง, ไม่มีความสับสนในเรื่องนี้, สรรพสิ่งคือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. ความหมายที่ไม่แบ่งแยกคือความเป็นหนึ่งเดียว (เอกภาพ). ตัว ตตฺ เองคือข้าฯ. อย่างไม่ต้องสงสัย. การแผ่ซ่าน (แทรกซึม) ไปทั่วทั้งหมดคือพรหมัน. ตตฺ พรหมัน คือข้าฯ. อย่างไม่ต้องสงสัย.
28.58 All is nonexistent. There is no confusion in this. All is Brahman. There is no doubt of this. The undivided meaning is Oneness. That itself I am. There is no doubt of this. This all pervasiveness is Brahman. That Brahman I am. There is no doubt of this.
28.59 บุคคลที่กลายเป็นผู้ตรัสรู้, มีปัญญาอันรู้แจ้ง, มีใจเป็นสุข และทุกข์แห่งโลกได้หลุดพ้นไปด้วยความมั่นใจว่าเขาเป็นแก่นแท้อันสูงส่งในโลกนี้ ซึ่งเกิดขึ้นจากพระพักตร์ (พรหม) ที่มาจากสิ่งสูงสุด. คือบรรดาผู้ที่มีร่างกายถูกอาบด้วยขี้เถ้า, เปี่ยมด้วยความรัก, ความปิติยินดีอย่างยิ่ง, บูชาศิวะที่ประดับประดาด้วยงู, ผู้ให้ความสุขและปกป้องสรรพชีวิตในจักรวาล.
28.59 Become the enlightened one, with realized Wisdom, with a happy heart and the miseries of worldly existence removed by the conviction of being the exalted essence in this world that has arisen from the face of the one (Brahma) who has come out of the Supreme. Those with their bodies besmeared with ashes, filled agreeably with the love, of intense joy, worship the serpent-bedecked Siva, who gives pleasure to and protects beings in all the universe.

Get carried away?

อ่าน “ฤภูคีตา” เพิ่มเติม

กลับไปสารบัญ

index

คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้

นิรามิสสุข คือสุขที่เกิดโดยปราศจากอามิสหรือสิ่งภายนอก เป็นความสุขที่ไม่ต้องวิ่งไปหาจากภายนอก แต่ความสุขเกิดจากภายใน ด้วยเจริญสติภาวนา ด้วยการฝึกจิตให้อยู่กับสมาธิ ไม่ให้จิตดิ้นรนออกไปตามสิ่งที่เราไปสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และสัมผ้ส ความสุขเกิดความสงบ ความสะอาด และความสว่างของดวงจิตภายในของเรา ซึ่งเป็นความสุขที่ละเอียด ยั่งยืน และมั่นคงไม่ต้องหาวิ่งหา ไม่ต้องใช้เงิน ซึ่งเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้ ใครอยากได้ต้องทำเอง

  • ชีวา (ปัจจเจกวิญญาณ) ในสำขยะคือ วิญญาณเดี่ยวที่แยกออกจากปุรุษะ โดยเชื่อมต่อกับอัตตา, พุทธิ, จิต และความรู้สึกถูกจำกัดโดยร่างกาย
  • ชีวา กล่าวในสำขยะว่า ด้วยการบ่งชี้ปุรุษะที่ผิดพลาดของพุทธิ ทำให้เกิดข้อจำกัดและอวิชชา, พึงพอใจและเจ็บปวด, พันธะและความตาย ซึ่งสามารถก้าวข้ามด้วยความรู้แห่งสัจธรรม
เวทานตะ

เวทานตะ แท้จริงแล้วคือ “ตอนจบของพระเวท” คำว่าเวทานตะเป็นคำที่ใช้กล่าวถึงอุปนิษัทและคำสอนที่มีอยู่ในนั้น เวทานตะยังหมายถึงคำสอนหรือ “โรงเรียนแห่งปรัชญา”

ก่อตั้งขึ้นจากความรู้ที่อธิบายไว้ในอุปนิษัท ; โรงเรียนหลักของเวทานตะ คือ อัทไวตะ (ไม่มีสิ่งคู่), วิศิษทไวตะ (ยืนยันการไม่มีสิ่งคู่) และ ทไวตะ (มีสิ่งคู่) ; เวทานตะคือสิ่งทั้งปวงในอุปนิษัท, ภควัทคีตา และ พรหมสูตร (เรียกว่า เวทานตะสูตรก็ได้) ; อ้างอิงตาม ปราสาธฺน-ตรยฺย หรือ ข้อบัญญัติทั้งสาม กล่าวว่า เวทานตะคือพื้นฐาน, ตำราพื้นฐาน แม้ว่าจะมีข้อความอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น บทความ บทสนทนาและพระคัมภีร์ที่แต่งขึ้นในเวทานตะ ; เวทานตะถือเป็นหนึ่งในหกโรงเรียนดั้งเดิม หรือหนึ่งประเภทของปรัชญาจิตวิญญาณของศาสนาฮินดู ; อัทไวตะเวทานตะ หรือการสอนเรื่องการไม่มีสิ่งคู่ อธิบายโดย ฤภู, ศรี ทัตตตรียะ (อวธุตา), ศรีอัษฏาวกระ, ศรีสังกรา, ศรีรามานะ มหาศรี และปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่อื่น ๆ อีกมากมาย ; เวทานตะแสดงให้เห็นถึงความไม่แตกต่างระหว่าง อาตมัน และ พรหมัน ; เวทานตะคือการเปิดเผยความเป็นจริงโดยไม่มีแม้แต่ร่องรอยของการซ้อนทับ ; ฤภู คีตา ทั้งหมดเป็นการเผยให้เห็นซึ่งคัมภีร์ที่แท้จริงของ อัทไวตะ เวทานตะ

นิทิธยาสนะ ฌานสมาธิ เป็นขั้นสุดท้ายในการทำความเข้าใจมหาวรรคยะ วรรคที่กล่าวว่า “ตตฺ คือ ท่าน” เพื่อรู้แจ้งถึง อาตมัน/พรหมัน ขั้นตอนทั้ง 4 ของการบำเพ็ญเพียร

  1. สมันยาสะ หรือสัมปาติสสฺส “การปลูกฝังวินัยดังต่อไปนี้
    1. ความสามารถในการแยกแยะสิ่งจริงและสิ่งลวง
    2. การสละความเพลิดเพลินของวัตถุเช่น โลกและสวรรค์
    3. คุณสมบัติ 6 ประการ
      1. การควบคุมอันตกราณะ
      2. การควบคุมอวัยวะรับสัมผัสภายนอก
      3. หยุดการทำงานของอวัยวะรับสัมผัสภายนอก
      4. อดทน
      5. ศรัทธาต่อพระเวทและคุรุ
      6. ตั้งมั่นในคุรุหรือพระเป็นเจ้า
  2. สารวันนะ ฟังคำสอนของปราชญ์เรื่องอุปนิษัทและ อัทไวตะอุปนิษัทและศึกษาพระ เช่น พรหมสูตรเรียนรู้เกี่ยวกับความเป็นจริงของพรหมันและอาตมัน
  3. มานานะ การไตร่ตรองคำสอน
  4. นิทิธยาสนะ การบำเพ็ญสมาธิกับความจริงที่ว่า “ตตฺ คือ ท่าน”

คติพจน์ ที่ยิ่งใหญ่ 4 ประการ

  1. Prajnanam Brahma ใน ไอตเรย-อุปนิษัทฺ ของ ฤคเวท : สติ (ความรู้) คือ พรหมัน
  2. Ayam Atma Brahma ใน มาณฺฑูกฺย-อุปนิษทฺ ของ อาถรรพเวท : อาตมัน คือ พรหมัน
  3. Tat Twam Asi ใน Chandogya ฉานฺโทคฺย-อุปนิษทฺ ของ สามเวท : ตตฺ (สิ่งที่ปรากฏ) คือ ท่าน
  4. Aham Brahmasmi ใน พฤหทารณฺยก-อุปนิษทฺ ของ ยชุรเวท : ฉันคือพรหมัน

ผู้ที่หลุดพ้นในขณะที่ยังมีชีวิต

วิเทหะมุกติ คือผู้ที่หลุดพ้นภายนอกร่างกาย แตกต่างจาก ชีวานมุกตะ และ วิเทหะมุกตะ ซึ่งบางครั้งหมายถึง ปราชญ์ของอัทไวตะ ซึ่งไม่สามารถแบ่งแยกในความแตกต่างได้จริง

การหลุดพ้นแบ่งออกเป็น 3 ประเภท

  1. มีรูป
  2. ไร้รูป
  3. มีและไร้รูป

มีรูปคือ ชีวานมุกตะ ; ไร้รูป คือ วิเทหะมุกตะ ; ลำดับที่ 3 มีและไร้รูป กล่าวว่าเป็นการหลุดพ้นของผู้มีคุณสมบัติ (อธิการิกะ มุกตะ) ซึ่งมีเป้าหมายในการช่วยโลก ; หลังจากปลดระวาง (ทิ้ง) ร่างกายแล้ว ก็อาศัยอยู่ในกายละเอียด (สุขุมสรีระ) เพื่อความผาสุกของมนุษยชาติต่อไป ; ในอัทไวตะได้ลบล้างความแตกต่างทั้งหมดนี้ และมีเพียงภาวะเดียวของมุกติเท่านั้นที่ถือว่าเป็นของจริง ;

ศรีรามานะ มหาศรี กล่าวว่า “ถ้าจะกล่าวว่าการหลุดพ้นมี 3 ชนิด คือ มีรูป, ไม่มีรูป และ มีและไม่มีรูป แล้วนั้น, ฉันขอบอกคุณว่า การสูญพันธุ์ของอัตตา คือสิ่งที่จำเป็นต่อการหลุดพ้นทั้ง 3 รูปแบบ นั่นคือการหลุดพ้นมีเพียงหนึ่งเดียว”

(ความมุ่งมั่น / ความไม่แน่ใจ หรือ เข้าใจผิด) คำแปลเดียวไม่สามารถครอบคลุมความหมายทั้งหมดได้

  • สังกัลปะหมายถึงแนวคิดต่างๆ เช่น เจตจำนง, ความตั้งใจ, การชำระล้างทางจิต, ปฏิญาณอย่างจริงจังที่จะปฏิบัติตาม, จุดมุ่งหมาย, ความมุ่งมั่น, ความปรารถนา, ความคิด, ไตร่ตรอง และ จินตนาการ
  • วิกลัปะ มีความหมายตรงกันข้าม หมายถึง ความสงสัย, ความไม่แน่ใจ, รังเกียจ, ไม่มั่นใจ, ตัวเลือก, ข้อผิดพลาด, ความไม่รู้, ความเข้าใจผิด, ความแบ่งแยกแตกต่าง
  • สังกัลปะและวิกัลปะ โดยสาระสำคัญ ใช้เพื่อแสดงให้เห็นการทำงานตรงกันข้ามของการยอมรับภายใน โดยทั่วไปใช้กับจิต บางครั้งเราไม่แปลทั้งสองคำนี้เพราะอาจใช้เป็นการเปรียบเทียบขึ้นอยู่กับบริบทของข้อความ

สิ่งนั้น / “ตตฺ” ถูกใช้แทนความหมายของ พรหมัน, สมบูรณ์ ไร้ตัวตน, ปราศจากเงื่อนไขใดๆ (ความหลงผิด)

เวทานตะ แท้จริงแล้วคือ “ตอนจบของพระเวท” คำว่าเวทานตะเป็นคำที่ใช้กล่าวถึงอุปนิษัทและคำสอนที่มีอยู่ในนั้น เวทานตะยังหมายถึงคำสอนหรือ “โรงเรียนแห่งปรัชญา”

ก่อตั้งขึ้นจากความรู้ที่อธิบายไว้ในอุปนิษัท ; โรงเรียนหลักของเวทานตะ คือ อัทไวตะ (ไม่มีสิ่งคู่), วิศิษทไวตะ (ยืนยันการไม่มีสิ่งคู่) และ ทไวตะ (มีสิ่งคู่) ; เวทานตะคือสิ่งทั้งปวงในอุปนิษัท, ภควัทคีตา และ พรหมสูตร (เรียกว่า เวทานตะสูตรก็ได้) ; อ้างอิงตาม ปราสาธฺน-ตรยฺย หรือ ข้อบัญญัติทั้งสาม กล่าวว่า เวทานตะคือพื้นฐาน, ตำราพื้นฐาน แม้ว่าจะมีข้อความอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น บทความ บทสนทนาและพระคัมภีร์ที่แต่งขึ้นในเวทานตะ ; เวทานตะถือเป็นหนึ่งในหกโรงเรียนดั้งเดิม หรือหนึ่งประเภทของปรัชญาจิตวิญญาณของศาสนาฮินดู ; อัทไวตะเวทานตะ หรือการสอนเรื่องการไม่มีสิ่งคู่ อธิบายโดย ฤภู, ศรี ทัตตตรียะ (อวธุตา), ศรีอัษฏาวกระ, ศรีสังกรา, ศรีรามานะ มหาศรี และปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่อื่น ๆ อีกมากมาย ; เวทานตะแสดงให้เห็นถึงความไม่แตกต่างระหว่าง อาตมัน และ พรหมัน ; เวทานตะคือการเปิดเผยความเป็นจริงโดยไม่มีแม้แต่ร่องรอยของการซ้อนทับ ; ฤภู คีตา ทั้งหมดเป็นการเผยให้เห็นซึ่งคัมภีร์ที่แท้จริงของ อัทไวตะ เวทานตะ

การโต้ตอบ สิ่งที่ได้เรียน/ได้ยิน เพื่อวิเคราะห์ว่าเป็นจริงอย่างไร และ เพราะอะไร

กาย 3 ประเภท

  1. สถุลาสรีระ (กายหยาบ) คือเปลือกของอาหาร ประกอบด้วยธาตุทั้งห้า
  2. สุขมาสรีระ (กายละเอียด) คือร่างของจิตและพลังงานสำคัญซึ่งทำให้กายมีชีวิต กายละเอียดจะรวมกับกายทิพย์ซึ่งส่งต่อวิญญาณ หรือ ชีวา ที่แยกออกจากการยหยาบเมื่อตาย ประกอบด้วย
    1. ปราณามายาโกษา เกี่ยวกับลมปราณ
    2. มโนมายาโกษา เกี่ยวกับจิตและสัมผัส
    3. วิทยานะมายาโกษา เกี่ยวกับพุทธิและสัมผัส
  3. กรนาสรีระ (กายทิพย์) เป็นเพียงเมล็ดพันธุ์ของการหยาบและกายละเอียด กล่าวว่ามีความซับซ้อนมากที่สุด เพราะประกอบไปด้วยประสบการณ์ที่ประทับใจที่เกิดขึ้นในอดีต หรือสิ่งห่อหุ้มความสุข (อนันตมายาโกษา)
"ribhu gita" (in Thai) by Tandhava
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.