บทที่ 27 เอกภาพแห่งการเป็นพรหมัน
Chapter Twenty-Seven
Topic of the Definition of Brahman Being the Only One
สรรพสิ่งคือพรหมัน ข้าฯ คือ ตตฺ พรหมัน อย่างไม่ต้องสงสัย
ฤภู กล่าวว่า
คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้
นิรามิสสุข คือสุขที่เกิดโดยปราศจากอามิสหรือสิ่งภายนอก เป็นความสุขที่ไม่ต้องวิ่งไปหาจากภายนอก แต่ความสุขเกิดจากภายใน ด้วยเจริญสติภาวนา ด้วยการฝึกจิตให้อยู่กับสมาธิ ไม่ให้จิตดิ้นรนออกไปตามสิ่งที่เราไปสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และสัมผ้ส ความสุขเกิดความสงบ ความสะอาด และความสว่างของดวงจิตภายในของเรา ซึ่งเป็นความสุขที่ละเอียด ยั่งยืน และมั่นคงไม่ต้องหาวิ่งหา ไม่ต้องใช้เงิน ซึ่งเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้ ใครอยากได้ต้องทำเอง
- ชีวา (ปัจจเจกวิญญาณ) ในสำขยะคือ วิญญาณเดี่ยวที่แยกออกจากปุรุษะ โดยเชื่อมต่อกับอัตตา, พุทธิ, จิต และความรู้สึกถูกจำกัดโดยร่างกาย
- ชีวา กล่าวในสำขยะว่า ด้วยการบ่งชี้ปุรุษะที่ผิดพลาดของพุทธิ ทำให้เกิดข้อจำกัดและอวิชชา, พึงพอใจและเจ็บปวด, พันธะและความตาย ซึ่งสามารถก้าวข้ามด้วยความรู้แห่งสัจธรรม
(ความมุ่งมั่น / ความไม่แน่ใจ หรือ เข้าใจผิด) คำแปลเดียวไม่สามารถครอบคลุมความหมายทั้งหมดได้
- สังกัลปะหมายถึงแนวคิดต่างๆ เช่น เจตจำนง, ความตั้งใจ, การชำระล้างทางจิต, ปฏิญาณอย่างจริงจังที่จะปฏิบัติตาม, จุดมุ่งหมาย, ความมุ่งมั่น, ความปรารถนา, ความคิด, ไตร่ตรอง และ จินตนาการ
- วิกลัปะ มีความหมายตรงกันข้าม หมายถึง ความสงสัย, ความไม่แน่ใจ, รังเกียจ, ไม่มั่นใจ, ตัวเลือก, ข้อผิดพลาด, ความไม่รู้, ความเข้าใจผิด, ความแบ่งแยกแตกต่าง
- สังกัลปะและวิกัลปะ โดยสาระสำคัญ ใช้เพื่อแสดงให้เห็นการทำงานตรงกันข้ามของการยอมรับภายใน โดยทั่วไปใช้กับจิต บางครั้งเราไม่แปลทั้งสองคำนี้เพราะอาจใช้เป็นการเปรียบเทียบขึ้นอยู่กับบริบทของข้อความ
ตรีกายา
กาย 3 ประเภท
- สถุลาสรีระ (กายหยาบ) คือเปลือกของอาหาร ประกอบด้วยธาตุทั้งห้า
- สุขมาสรีระ (กายละเอียด) คือร่างของจิตและพลังงานสำคัญซึ่งทำให้กายมีชีวิต กายละเอียดจะรวมกับกายทิพย์ซึ่งส่งต่อวิญญาณ หรือ ชีวา ที่แยกออกจากการยหยาบเมื่อตาย ประกอบด้วย
- ปราณามายาโกษา เกี่ยวกับลมปราณ
- มโนมายาโกษา เกี่ยวกับจิตและสัมผัส
- วิทยานะมายาโกษา เกี่ยวกับพุทธิและสัมผัส
- กรนาสรีระ (กายทิพย์) เป็นเพียงเมล็ดพันธุ์ของการหยาบและกายละเอียด กล่าวว่ามีความซับซ้อนมากที่สุด เพราะประกอบไปด้วยประสบการณ์ที่ประทับใจที่เกิดขึ้นในอดีต หรือสิ่งห่อหุ้มความสุข (อนันตมายาโกษา)
- พระเป็นเจ้า ผู้ปกครอง กษัตริย์ เจ้านาย
- ตามอัทไวตะ อธิบายสภาวะของมายาว่า อิศวรคือพรหมันที่มีสภาวะตามมายา
- กล่าวกันว่า อิศวร มีคุณสมบัติเป็นทั้งสสารและเป็นต้นกำเนิดของโลก
- พรหมัน ถูกสรุปว่ามีทั้งสองแบบ คือไม่มีคุณลักษณะ (นิรคุณพรหมัน) และมีรูปแบบ (สคุณพรหมัน) ; อิศวร คือ สคุณพรหมัน ซึ่งมีรูปแบบเช่น มีอำนาจทุกประการ, มีความรอบรู้, เป็นผู้สร้าง ฯลฯ
- คำว่าอิศวรมีหลายความหมายตามการนำไปใช้ เช่น ในวิสิทธอัทไวตะ หมายถึง ความไม่เป็นคู่อย่างสมบูรณ์พร้อม
พระคัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุดและเป็นรากฐานของศาสนาฮินดู มักจะนับว่ามี 4 ฉบับ คือ ฤคเวท, สามเวท, ยชุรเวท และอาถรรพเวท) แม้ว่าบางครั้งจะกล่าวว่ามีเพียง 3 เท่านั้น แต่อาถรรพเวทเป็นข้อยกเว้นและได้รับการยอมรับว่าเป็นพระเวทจริง
“การแผ่ซ่านไปทั่ว” หมายถึง วิษณุผู้เป็นเจ้า หรือองค์ใดซึ่งแผ่ซ่านไปทั่ว
ศิวะ
- ตื่น
- ฝัน
- หลับลึก
- ทุริยา เป็นภูมิหลังที่รองรับและแผ่ซ่านไปทั่วทั้งสามสภาวะของจิตสำนึก
คาถาศักดิ์สิทธิ์, เพลงสวด, มนต์สะกด, คำหรือวลีศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญต่อจิตวิญญาณและอำนาจ, เสน่ห์ (เมตตามหานิยม), คาถาศักดิ์สิทธิ์สำหรับเทวะ
มันตรา ถูกแบ่งประเภท ออกเสียง (คันติกะ) หรือภาวนาในใจซ้ำๆ (อจาปา)
มันตรา จะช่วยผู้ที่ได้รับผลสะท้อนของมัน
กฎ พิธีกรรม บทความเกี่ยวกับการบูชา ; หลักธรรมคำสอนเกี่ยวกับเวทย์มนตร์และสูตรอาถรรพ์สำหรับการบูชาเทวะหรือการบรรลุพลังเหนือมนุษย์
โอม คือ ปราณาวะ หมายถึง นิรันดร์ สมบูรณ์
คำว่า โอม พยางค์นี้ อธิบายไว้ในบางอุปนิษัทว่า ประกอบด้วย A (อะ) U (อุ) และ M (มะ) แสดงถึง สภาวะ ตื่น ฝัน และ หลับลึก
โอม เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้กล่าวตอนเริ่มหรือจบการอ่านพระเวท หรือ ใช้กล่าวตอนเริ่มพิธีศักดิ์สิทธิ์/สวดมนต์ หรือใช้เรียกชื่อเทวะที่เป็นคุรุ (อาจารย์) ที่มีถึง 108 หรือ 1000 ชื่อ
โอม เป็นการบ่งบอกถึงความเคร่งขลังและความเคารพเหมือนกับคำว่า อาเมน หรือใช้แสดงการยอมรับว่าใช่/ถูกต้อง, เป็นคำสั่ง หรือใช้แสดงความเป็นมงคล
อวัยวะภายใน (โครงสร้าง) ประกอบด้วย มนัส, พุทธิ, จิตตะ และ อหังการ มีหน้าที่ต่างกัน
- มนัส : ใจ มีลักษณะ สงสัย (วิกัลป์ปะ) และ มุ่งมั่น (สังกัลป์ปะ) มักจะใช้คำว่า มนัส หรือ ใจ เป็นคำเรียกที่รวมเอาพุทธิหรือจิตตะไว้ด้วย
- พุทธิ : สติปัญญา ยกระดับได้ด้วยพลังของการบำเพ็ญเพียร (มุ่งมั่นและปฏิบัติ)
- จิตตะ : จิต เป็นคลังของความประทับใจในอดีต
- อหังการ : กำหนดลักษณะโดยความรู้สึกว่า “ตัวฉัน”
อักษร 50 ตัว คือ จำนวนพยัญชนะในภาษาสันสกฤต
ศิลปะ 64 ประเภท
- ความรู้ 18 คัมภีร์
- สามารถเขียน 18 คัมภีร์
- สามารถอ่าน 18 คัมภีร์ ได้ถูกต้อง
- การระบายสี
- ความรู้หลายภาษา
- ศึกษาหลายภาษา
- การพูดหลายภาษา
- การพนัน
- เรียนและรู้ ฤคเวท
- เรียนและรู้ ยชุรเวท
- เรียนและรู้ สามเวท
- เรียนและรู้ อาถรรพเวท
- อายุรเวท ส่วนย่อยของ ฤคเวท
- ธนุรเวท วิยาศาสตร์ทหาร ส่วนย่อยของ ยชุรเวท
- กานธารวะเวท ดนตรี ส่วนย่อยของ สามเวท
- สธาปัทยาศาสตราเวท ช่างกล ช่างไม้ สถาปนิก ส่วนย่อยของ อาถรรพเวท
- เวทานตะศาสตร์ ความรู้และการสอนความรู้ของอุปนิษัท ; ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของพรหมัน
- มีมางสาศาสตร์ ศาสตร์ของการสืบสวนสอบสวน, โดยเฉพาะการแปลพิธีกรรมเวทและความหมายของพระเวท
- นยายะศาสตร์ ตรรกศาสตร์, เหตุผลทางนามธรรม, การโต้แย้ง และการคาดเดา
- โยคะศาสตร์ ศาสตร์ของการรวมเข้าด้วยกัน, โดยเฉพาะกับพระเจ้า
- ธรรมศาสตร์ ความรู้หลักกฎหมาย
- อรรถศาสตร์ ศาสตร์แห่งความมั่งคั่งและการเมือง
- นิติศาสตร์ ความรู้จริยศาสตร์
- กามศาสตร์ ความรู้เกี่ยวกับความรักและกามคุณ
- ชโยติศะศาสตร์ ความรู้ดาราศาสตร์ หรือ โหราศาสตร์
- นาฏยศาสตร์ ศาสตร์แห่งการแสดง การละคร
- อลังคาระศาสตร์ วาทะศิลป์และกวี
- คณิตศาสตร์
- ตัณตระ, ปุราณะ, สมฤติ
- กวี และ การแสดง
- ศานติ ประยุกต์ใช้เพื่อความสงบ
- วาสยะ ประยุกต์ใช้เพื่อการทำให้อ่อนลง
- อคารสนะ ประยุกต์ใช้เพื่อจูงใจ
- วิทเวชานะ ประยุกต์ใช้เพื่อสร้างศัตรู
- อุชชตานะ ประยุกต์ใช้เพื่อทำลายศัตรู
- มารานะ ประยุกต์ใช้เพื่อเป็นเหตุแห่งความตาย
- การเดินเป็นอัมพาต
- หยุดการไหลของน้ำ
- การตรึงสายตา
- การทำให้ไฟไม่เคลื่อนไหว
- การจับกุมอาวุธ
- การพูดอ่อนโยน
- การหยุดน้ำอสุจิ
- ประติมากรรม
- การสอนช้าง
- การสอนม้า
- การสอน
- การฝึกรถม้า หรือ รถศึก
- การสอนหรืออยู่กับทหารราบ
- ภูมิศาสตร์ หรือ โหงวเฮ้งศาสตร์
- การทำอาหาร
- การถอนพิษออกจากร่างกายโดยใช้ อาคมของพญาครุฑ
- เล่นเครื่องดนตรี
- เล่นเครื่องดนตรีลม เช่น ขลุ่ย
- เล่นเครื่องดนตรีเคาะ เช่น กลอง
- เล่นเครื่องดนตรีโลหะ เช่น ฆ้อง
- เล่นกล
- เต้นรำ
- ร้องเพลง
- การเล่นแร่แปรธาตุ
- การตรวจสอบอัญมณีล้ำค่า
- วาทศิลป์
- การตรวจชีพจร
- การล่องหน
รายการอื่นๆ นอกจากนี้คือ การทำเครื่องประดับ, ร้อยมาลัยดอกไม้หรือ ตกแต่งด้วยดอกไม้, การทำน้ำหอม, การเชิดหุ่น, การต่อคำ (การสร้างคำหรือข้อที่ขึ้นต้นด้วยอักษรตัวสุดท้ายของคำหรือกลอนอื่น ฯลฯ ), ซามาสยา (การแต่งกลอนโดยที่มีการกำหนดบรรทัดสุดท้ายโดยผู้อื่น (วลีหรือประโยค) ให้สำเร็จ), การสร้างบ้าน, การจัดแต่งทรงผม, การนวด, การชนไก่, การทำนายด้วยดอกไม้, การอ่านความคิด, การแต่งหน้า (ปลอมตัว), การเล่นว่าว, การทำของเล่น, การสร้างเครื่องจักร, การดูแลรักษาต้นไม้, การฝึกนกแก้วให้พูด, และการเตรียมเตียง
วิเทหะมุกติ คือผู้ที่หลุดพ้นภายนอกร่างกาย แตกต่างจาก ชีวานมุกตะ และ วิเทหะมุกตะ ซึ่งบางครั้งหมายถึง ปราชญ์ของอัทไวตะ ซึ่งไม่สามารถแบ่งแยกในความแตกต่างได้จริง
การหลุดพ้นแบ่งออกเป็น 3 ประเภท
- มีรูป
- ไร้รูป
- มีและไร้รูป
มีรูปคือ ชีวานมุกตะ ; ไร้รูป คือ วิเทหะมุกตะ ; ลำดับที่ 3 มีและไร้รูป กล่าวว่าเป็นการหลุดพ้นของผู้มีคุณสมบัติ (อธิการิกะ มุกตะ) ซึ่งมีเป้าหมายในการช่วยโลก ; หลังจากปลดระวาง (ทิ้ง) ร่างกายแล้ว ก็อาศัยอยู่ในกายละเอียด (สุขุมสรีระ) เพื่อความผาสุกของมนุษยชาติต่อไป ; ในอัทไวตะได้ลบล้างความแตกต่างทั้งหมดนี้ และมีเพียงภาวะเดียวของมุกติเท่านั้นที่ถือว่าเป็นของจริง ;
ศรีรามานะ มหาศรี กล่าวว่า “ถ้าจะกล่าวว่าการหลุดพ้นมี 3 ชนิด คือ มีรูป, ไม่มีรูป และ มีและไม่มีรูป แล้วนั้น, ฉันขอบอกคุณว่า การสูญพันธุ์ของอัตตา คือสิ่งที่จำเป็นต่อการหลุดพ้นทั้ง 3 รูปแบบ นั่นคือการหลุดพ้นมีเพียงหนึ่งเดียว”
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.
