บทที่ 27 เอกภาพแห่งการเป็นพรหมัน

Chapter Twenty-Seven

Topic of the Definition of Brahman Being the Only One

สรรพสิ่งคือพรหมัน ข้าฯ คือ ตตฺ พรหมัน อย่างไม่ต้องสงสัย

ฤภู กล่าวว่า

27.1 ข้าฯ จะบอกต่อท่านเกี่ยวกับเรื่อง “การเป็นพรหมันสูงสุดคือสัจธรรม” และ “การปล่อยวางโลก”, โดยสดับเรื่องนี้เพียงครั้ง, ก็จะบรรลุถึงความเป็นพรหมันสูงสุดได้.
27.1 Ribhu: I shall tell you about the Supreme Brahman being the only reality and about the renunciation of the world, by hearing which just once, Supreme Brahman-hood can be attained.
27.2 เหนือพรหมันนั้น ก็มีเพียงพรหมัน, ผู้ไร้คุณลักษณะ, นิรันดร์และบริสุทธิ์, ถาวร, ใจเย็น, และสมบูรณ์. ไม่มีสิ่งใดที่แยกออกจากพรหมัน.
27.2 Beyond Brahman is only Brahman, attributeless, eternal and pure, permanent, equanimous, and complete. Nothing exists apart from Brahman.
27.3 ข้าฯ คือความจริง, ความหรรษาสูงสุด, บริสุทธิ์, นิรันดร์, ไร้มลทิน. สรรพสิ่งคือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือ ตตฺ พรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย.
27.3 I am Reality, the supreme joy, the pure, the eternal, the taintless. All is Brahman. There is no doubt of this. I am that Brahman. There is no doubt of this.
27.4 แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือแก่นแท้ที่ไม่อาจแบ่งแยก. สมบูรณ์และบริบูรณ์อยู่เสมอ. สรรพสิ่งคือพรหมัน; สิ่งอื่นไม่มีอยู่จริง. สรรพสิ่งคือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย.
27.4 I am, indeed, the undivided Essence, always complete and perfectly full. Brahman is all; nothing else exists. All is Brahman. There is no doubt of this.
27.5 ข้าฯ คืออาตมันเพียงสิ่งเดียวเสมอ. สรรพสิ่งล้วนเป็นพรหมันตลอดกาล. ข้าฯ คือธรรมชาติของนิรามิสสุขเพียงสิ่งเดียว; ข้าฯ มิได้เป็นสิ่งอื่น. สิ่งที่ถาวรนั้นไม่มีอยู่แม้แต่น้อย.
27.5 I am always the Self alone. All is all the time Brahman. I am of the nature of Bliss alone; I am nothing else. Nothing in the least is permanent.
27.6 ข้าฯ คือธรรมชาติของนิรามิสสุขบริสุทธิ์. ข้าฯ คือความรู้บริสุทธิ์แห่งอาตมัน. ข้าฯ คือธรรมชาติของเอกภาพ (หนึ่งเดียว). ข้าฯ ปราศจากธรรมชาติของการมีอยู่อันหลากหลาย.
27.6 I am of the nature of pure Bliss. I am the pure Knowledge of the Self. I am of the nature of the One-nature. I am devoid of the nature of multiple existence.
27.7 ข้าฯ คือความรู้ที่บริสุทธิ์ภายใน. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือเป้าหมายที่แสวงหา. สรรพสิ่งคือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือ ตตฺ พรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย.
27.7 I am pure Knowledge inside. I, indeed, am the goal sought. All is Brahman. There is no doubt of this. That Brahman am I. There is no doubt of this.
27.8 ข้าฯ ปราศจากการตีความที่ผันผวน. ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันนั้นไม่มีอยู่จริง. สรรพสิ่งคือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือ ตตฺ พรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย.
27.8 I am devoid of varying interpretations. The sense of oneness also does not exist. All is Brahman. There is no doubt of this. That Brahman am I. There is no doubt of this.
27.9 ข้าฯ คือสรรพลักษณะแห่งรูป. ข้าฯ ปราศจากสรรพชีวิตด้วยเช่นกัน. สรรพสิ่งคือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือ ตตฺ พรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย.
27.9 I am of all manner of forms. I am also devoid of being all. All is Brahman. There is no doubt of this. That Brahman am I. There is no doubt of this.
27.10 ข้าฯ คือธรรมชาติของความรู้อันไร้ตำหนิ. แท้จริงแล้ว, “ข้าฯ” ไม่มีอยู่จริง. ข้าฯ คือธรรมชาติของพรหมันบริสุทธิ์. ข้าฯ อยู่เหนือคำว่า "บริสุทธิ์".
27.10 I am of the nature of blemishless Knowledge. “I,” indeed, does not exist. I am of the nature of pure Brahman. I am beyond the term “pure.”
27.11 ข้าฯ คือธรรมชาติของนิรามิสสุขนิรันดร์. ข้าฯ คือนิรามิสสุขของความรู้ตลอดกาล. ข้าฯ บอบบางกว่าสิ่งบอบบางที่สุด. ข้าฯ ปราศจากความบอบบางและคุณสมบัติอื่นๆ เช่นนั้น.
27.11 I am of the nature of eternal Bliss. I am ever the Bliss of Knowledge. I am subtler than the subtlest. I am devoid of subtlety and other such qualities.
27.12 ข้าฯ เป็นเพียงนิรามิสสุขที่ไม่อาจแบ่งแยก. ข้าฯ คือธรรมชาติของนิรามิสสุขที่ไม่อาจแบ่งแยก. ข้าฯ คือธรรมชาติอมตะนี้ตลอดกาล. ข้าฯ คือศูนย์รวมของเอกภาพ (หนึ่งเดียว) ตลอดกาล.
27.12 I am only undivided Bliss. I am of the nature of undivided Bliss. I am ever of this immortal nature. I am ever the embodiment of the One.
27.13 นี้คือสรรพนิรามิสุขแห่งพรหมัน. สรรพสิ่งไม่เคยมีอยู่, ไม่เคยมีอยู่จริง. ข้าฯ ปราศจากความเป็นชีวา. ข้าฯ ปราศจากความเป็นอิศวร.
27.13 This is all the Bliss of Brahman. All never exists, never exists. I am devoid of jiva-hood. I am devoid of Isvara-hood.
27.14 ข้าฯ คือธรรมชาติของพระเวทและพระคัมภีร์. ข้าฯ คือเหตุของความทรงจำแห่งพระคัมภีร์ ข้าฯ คือเหตุและผลของโลก, และข้าฯ คือตรีเอกานุภาพของพรหม, วิษณุ, และมเหศวร.
27.14 I am of the nature of the Veda-s and scriptures. I am the cause of the remembrance of the scriptures. I am the cause and effect of the world, and I am the triad of Brahma, Vishnu, and Mahesvara.
27.15 ข้าฯ คือความแตกต่างระหว่าง คำพูด (โดยตรง) และความหมายของมัน, กายหยาบและกายละเอียด, สภาวะของความตื่นตัว, ความฝัน, และการนอนหลับสนิท, และผู้ผ่านประสบการณ์ในจักรวาลด้วยสภาวะตื่น, ผู้ฝันถึงจักรวาล และผู้หลับใหลในจักรวาล.
27.15 I am the distinction between the direct word and the derived meaning, the gross and the subtle bodies, the states of wakefulness, dream and deep sleep, and the cosmic experiencer of the waking state, the cosmic dreamer, and the cosmic sleeper.
27.16 ข้าฯ คือศูนย์รวมของสรรพคัมภีร์. ข้าฯ คือนิรามิสสุขตลอดกาล. ข้าฯ อยู่เหนือความหมายของนามและรูป. ข้าฯ อยู่เหนือจินตนาการทั้งหมด,
27.16 I am the embodiment of all scriptures. I am all Bliss, always. I transcend the meaning of name and form. I transcend all imagination,
27.17 [แนวคิด] ความเป็นคู่และความไม่เป็นคู่, ความสุขและความเศร้า, กำไรและขาดทุน, ความสำเร็จและความล้มเหลว. สรรพสิ่งคือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือ ตตฺ พรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย.
27.17 [concepts of] duality and nonduality, joy and sorrow, gain and loss, success and failure. All is Brahman. There is no doubt of this. I am that Brahman. There is no doubt of this.
27.18 ความแตกต่างระหว่างความสงบและความกระฉับกระเฉง, ความสงสัยและความปรารถนาของหัวใจ, ผู้เห็นและสิ่งที่ถูกเห็นและผู้เห็นทั้งหมด, ผลกระทบของธาตุ, สิ่งมีชีวิตและพระเจ้า –
27.18 The difference between the serene and the energetic, the doubts and desires of the heart, the seer and the seen and the all-seer, the effect of the elements, living beings and gods—
27.19 ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือ ตตฺ พรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือธรรมชาติของสภาวะที่สี่อย่างแท้จริง. ข้าฯ คือธรรมชาติของความรู้ตลอดกาล.
27.19 all are Brahman. There is no doubt of this. I am that Brahman. There is no doubt of this. I am, verily, of the nature of the Fourth State, indeed. I am ever of the nature of Knowledge.
27.20 แท้จริงแล้ว, อวิชชาไม่มีอยู่จริง. การกระทำกรรมของมันอยู่ที่ไหน? สรรพสิ่งคือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือ ตตฺ พรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย.
27.20 Ignorance, indeed, does not exist. Where is its activity? All is Brahman. There is no doubt of this. I am that Brahman. There is no doubt of this.
27.21 การแสดงออกถึงกิจกรรมของจิตหรือพุทธิไม่มีอยู่จริง. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ ไร้กาย, สังกัลปะ, พุทธิ, ปณิธาน หรือจินตนาการ.
27.21 The display of the activities of the mind or of the intellect does not exist, indeed. I am without body, sankalpa, intellect, resolutions, or imagination.
27.22 สรรพสิ่งคือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือ ตตฺ พรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือธรรมชาติอันแน่นอนแห่งปัญญา. โอ้! แม้แต่ความแน่นอนนี้ก็จะหายไป.
27.22 All is Brahman. There is no doubt of this. I am that Brahman. There is no doubt of this. I am of the nature of the certainty of the intellect. Oh! Even this certainty passes away.
27.23 อัตตาในหลายรูปแบบและเจตคติที่ว่า “ข้าฯ คือร่างกาย” – ล้วนเป็นพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือ ตตฺ พรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย.
27.23 Egoity of many forms and the attitude that “I am the body”— all are Brahman. There is no doubt of this. I am that Brahman. There is no doubt of this.
27.24 ข้าฯ คือพรหมัน, ยิ่งกว่านั้น, คือตาเดียวและหูหนวก. ข้าฯ คือสิ่งสูงที่สุด. สรรพสิ่งคือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือ ตตฺ พรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย.
27.24 I am Brahman, moreover, one-eyed and deaf. I am the highest. All is Brahman. There is no doubt of this. I am that Brahman. There is no doubt of this.
27.25 สมการที่ว่า “ข้าฯ” = “ร่างกาย” และ “ร่างกาย” = “ปรมาตมัน” (อาตมันสูงสุด) - สรรพสิ่งคือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือ ตตฺ พรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย.
27.25 The equations of “I am the body” and that of the body to the Supreme Self—all is Brahman. There is no doubt of this. I am that Brahman. There is no doubt of this.
27.26 สมการที่ว่า “ข้าฯ” = “สรรพสิ่ง” และ “สรรพสิ่ง” เท่ากับ “ปรมาตมัน” (อาตมันสูงสุด) - พยายามเชื่อมั่นต่อสิ่งนี้และสถาปนาขึ้นว่า “ข้าฯ = พรหมัน”.
27.26 The equation that I am all and the equation of all to the Supreme Self—endeavoring to be of this conviction and being established as “I am Brahman”
27.27 แท้จริงแล้ว, คือ, ภว อันแน่วแน่ (เชื่อมั่น). แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือผู้สูงสุด, อย่างแท้จริง. ความเชื่อมั่นอันแน่วแน่นี้ทำให้มั่นใจในคำสอนของสัตยคุรุ (คุรุที่แท้จริง).
27.27 is, indeed, the firm bhava (conviction). Truly, truly, I am the Supreme. It is, indeed, this firm conviction that gives certitude to the words of the Sadguru (true Guru).
27.28 ยืนหยัด, มั่นคงเสมอ, แน่วแน่ต่อการเป็นองค์สูงสุดในอำนาจแห่งสากลจักรวาล. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือพรหมันสูงสุด, ส่องสว่างนิรามิสสุขแห่งอาตมัน.
27.28 Stand, stand firm always, in the universal sovereignty of the firm conviction of being the Supreme. I am, indeed, the Supreme Brahman, illuminating the Bliss of the Self.
27.29 การบูชาศิวะ, คติที่ว่า ข้าฯ คือศิวะ, วิษณุ และการบูชาวิษณุ, สิ่งใดแม้เพียงเล็กน้อยนำไปสู่ความรู้, สิ่งใดแม้เพียงเล็กน้อยให้ความเชื่อมั่น,
27.29 The worship of Siva, the notion that I am Siva, Vishnu and the worship of Vishnu, whatever little conveys any knowledge, whatever little gives any conviction,
27.30 “ท่านคือ ตตฺ อย่างแท้จริง” และ “ข้าฯ คือท่าน อย่างแท้จริง” – สิ่งเช่นนั้นไม่มีอยู่จริง. นี่คือใจความสำคัญ (จุดโฟกัส). นี่คือสิ่งที่จะเห็น: ไม่มีสิ่งเช่นนั้นอยู่เลย.
27.30 “you are, indeed, That” and “I am, indeed, you”— no such thing exists. This is the focus. This is the thing to be seen: No such thing exists at all.
27.31 แม้ว่าแนวคิดเรื่องความเป็นจริงและความลวงจะยังคงอยู่, แต่ก็ไม่มีความแตกต่างระหว่างสิ่งหนึ่งกับสิ่งอื่นๆ. ทั้งหมดนี้เป็นธรรมชาติของความหรรษา, และทั้งหมดนี้ก็ไม่ใช่ธรรมชาติของความหรรษาด้วยเช่นกัน.
27.31 Even if concepts of reality and unreality remain, no difference exists between one and the other. All this is of the nature of joy, and all this is also not of the nature of joy.
27.32 ความแตกต่างนับล้าน, ความแตกต่างบางครั้ง – ความแตกต่างทั้งหมด – ไม่มีอยู่จริง. พรหมันคือนิรามิสสุข. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือ ตตฺ พรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย.
27.32 Millions of differences, an occasional difference—all differences—do not exist. Brahman is Bliss. There is no doubt of this. I am that Brahman. There is no doubt of this.
27.33 ความแตกต่างจากพรหมัน, ความแตกต่างจากสภาวะที่สี่, ความแตกต่างจากชีวา – ล้วนไม่มีความแตกต่าง. “สิ่งนี้” ไม่ได้เกิดขึ้นจริง. ไม่มีเลยลอดกาล.
27.33 The difference as Brahman, the difference as the fourth state, the difference as jiva— all are differenceless. “This” has, indeed, not arisen. Nothing at all ever is.
27.34 ข้อบ่งชี้ว่า "พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า" ไม่มีอยู่เลย – ไม่มีเลย, ตลอดกาล. เฉพาะในกรณีที่มีอยู่จริง, จะต้องอธิบายด้วยคำพูด. ถ้าไม่มีอยู่จริง, จะอธิบายเป็นคำพูดได้อย่างไร?
27.34 The indication “He is a god” exists not at all— not at all, ever. Only if it exists, is it to be described in speech. If it exists not, how can it be described in speech?
27.35 ในตัวข้าฯ ไม่เคยมีสิ่งใดที่สูงสุดหรือโดดเด่น. จิตและกิเลสไม่มีอยู่จริง, ไม่มีเลย. อย่างไม่ต้องสงสัย.
27.35 There is never any such thing in me as supreme or distinguished. The mind and fickleness do not exist, do not exist at all. There is no doubt of this.
27.36 ดังนั้น, แท้จริงแล้ว, เพื่อความสมบูรณ์อย่างเต็มที่ตลอดกาล, พึงสถาปนาจิตให้สงบนิ่งอยู่เป็นนิตย์. “ข้าฯ คือสรรพสิ่ง, พรหมัน, สมบูรณ์อย่างบริบูรณ์” - ดังนั้น, จะไม่เคยมีสิ่งอื่น, ด้วยเช่นกัน.
27.36 Thus, indeed, ever perfectly full, be established in desirelessness and be of a serene mind. “I am all, Brahman, perfectly full”—thus, also, there is never any such thing.
27.37 แท้จริงแล้วไม่มีสิ่งใดเช่น "ข้าฯ คือนิรามิสสุข", "ข้าฯ ดีที่สุด", "ข้าฯ คือพรหมัน-นิรามิสสุข", "ข้าฯ คือนิรามิสสุขอันยิ่งใหญ่", หรือ "ข้าฯ คือนิรามิสสุขแห่งอาตมันอันมิอาจแบ่งแยก”.
27.37 Nor, indeed, is there any such thing as “I am bliss,” “I am the best,” “I am the Brahman-Bliss,” “I am the great Bliss,” or “I am the Bliss of the indivisible Self.”
27.38 ผู้ทำลายที่ยิ่งใหญ่นี้ ไม่มีอยู่จริงแม้แต่น้อย. ไม่มีความเข้าใจเช่น "นี่คือสรรพสิ่ง" หรือความเข้าใจผิดใด ๆ ว่า "ไม่มีอะไรเป็นนิรามิสสุข".
27.38 This Great Destroyer does not exist in the least. There is no understanding such as “This is all,” or any misapprehension as “there is nothing as bliss.”
27.39 สรรพสิ่งคือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือ ตตฺ พรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. มโนคติของนิยามและสิ่งที่กำหนดไว้, ผู้เห็น, สิ่งที่เห็น, และการมองเห็น,
27.39 All is Brahman. There is no doubt of this. I am that Brahman. There is no doubt of this. The concept of definitions and the thing defined, the seer, the seen, and the seeing,
27.40 อันตรธานโดยสิ้นเชิง, และประสบการณ์ทุกประการ – ล้วนเป็นพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือ ตตฺ พรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย.
27.40 total absence, and all manner of experiences— all are Brahman. There is no doubt of this. I am that Brahman. There is no doubt of this.
27.41 ความลับ, มนตรา, คุณลักษณะ, พระคัมภีร์, ความจริง, ความชำนาญในพระเวท, ร่างกาย, ความตาย, การเกิด, สาเหตุ, ผล, ชำระให้บริสุทธิ์, มงคล,
27.41 The secret, the mantra, the attribute, the scripture, the truth, the proficiency in the Veda-s, the body, death, birth, cause, effect, the sanctified, the auspicious,
27.42 กิเลส, ความโกรธ, ความโลภ, ความหลง, ความเย่อหยิ่ง, ความริษยา, ความบกพร่องของความเป็นคู่, ความกลัว, ความเศร้า – ทั้งหมดนี้ไม่เคยมีอยู่จริง.
27.42 desire, anger, covetousness, infatuation, pride, jealousy, the defect of duality, fear, sadness—all, indeed, never exist.
27.43 “สิ่งนี้” ไม่เคยเป็น – ไม่เคยเป็น, ไม่เคยเลย. ทั้งหมดคือนิรามิสสุข. ภาพสะท้อนของ "นี่คือพรหมัน", ความคิดที่ว่า "ข้าฯ คือพรหมัน",
27.43 “This” never is—never is, never. All is Bliss. The reflection of “this is Brahman,” the thinking that “I am Brahman,”
27.44 ภาพสะท้อนที่ว่า "ข้าฯ คือพรหมัน", การแสดงตนว่าท่านคือพรหมัน, และ "ความจริงและความลวง" ไม่ส่งผลกระทบต่อความรู้แห่งพรหมัน.
27.44 the reflection that “I am Brahman,” the effacement of your being Brahman, and the “reality and unreality” do not affect the Brahman-Knowledge.
27.45 ปรมาตมัน (อาตมันสูงสุด) เป็นเอกภาพ (หนึ่ง) โดยแท้, ปราศจากความเหนื่อยหน่ายในการเป็นเอกภาพ (หนึ่งเดียว). สรรพสิ่งคือพรหมัน, พรหมันตลอดกาล. ตตฺ พรหมันคือตัวข้าฯ เอง. อย่างไม่ต้องสงสัย.
27.45 The Supreme Self is one indeed, devoid of any weariness of being One. All is Brahman, ever Brahman. That Brahman is myself. There is no doubt of this.
27.46 รูปแห่งชีวา, แนวคิดของชีวา, คำว่าชีวา – สิ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่จริง. รูปแห่งอิศวร, แนวคิดแห่งอิศวร, คำว่าอิศวรล้วนแล้วแต่เป็นจินตนาการ.
27.46 The form of the jiva, the concept of jiva, the word jiva— all these do not exist. The form of Isvara, the concept of Isvara, and the word Isvara are all imagined.
27.47 ไม่มีตัวอักษร, ไม่มีทั้งนั้น, ไม่มีคำโดยตรงและความหมายของมัน, ไม่มีอะไรแม้แต่สิ่งเล็กน้อยที่สุดในหัวใจ, มนตรา, ตันตระ, ความคิดหรือสติปัญญา (พุทธิ).
27.47 There are no alphabets, nor the entirety, no word with direct meaning and derived explanation, and nothing in the least of the heart, mantra, tantra, thought, or intellect.
27.48 ย่อมไม่มีผู้ที่เป็นเช่น ผู้ไม่รู้, ปราชญ์ (ผู้รู้แจ้ง), ผู้ถูกเลือกปฏิบัติ, ผู้บริสุทธิ์, ความแน่วแน่, ปราณวา (โอม), ผู้สูงส่ง, “สิ่งนี้”, “อาตมัน”, คุรุและศิษย์,
27.48 There is none such as the ignoramus, the wise man, the discriminating, the pure, the certitude, pranava (Om), the exalted, “this,” “the Self,” the Guru and the disciple,
27.49 ความนิ่ง, ความสงบ, ความนิ่งสงบมาก, ความเงียบ, ภวแห่งความเงียบ, แสงสว่างและการส่องสว่าง, การใคร่ครวญถึงอาตมันและสิ่งที่ไม่ใช่อาตมัน,
27.49 stillness, tranquility, the great quiescent stillness, silence, bhava of silence, the light and the illuminating, the inquiry into the Self and the non-Self,
27.50 โยคะแห่งการทำสมาธิ, ราชาโยคะ, และประสบการณ์ของอัษฎางค์โยคะ. ทั้งหมดคือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. ตตฺ พรหมันคือข้าฯ. อย่างไม่ต้องสงสัย.
27.50 the yoga of meditation, the raja yoga, and experience of the eight limbs of yoga. All is Brahman. There is no doubt of this. That Brahman am I. There is no doubt of this.
27.51 การกล่าววาจาถึงการมีอยู่ และการกล่าววาจาถึงการไม่มีอยู่, ก็เช่นกัน, คำกล่าวว่า “ข้าฯ คือธรรมชาติของอักษรห้าสิบตัว” หรือ “ของศิลปะหกสิบสี่ประเภท” –
27.51 The talk of existence and the talk of nonexistence, too, the statement “I am of the nature of the fifty letters of the alphabet” or “of the sixty-four arts”—
27.52 สรรพสิ่งคือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือ ตตฺ พรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือพรหมัน, อาตมันซึ่งปรากฏในทันที. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือพรหมัน, เป็นสติที่ไร้การเปลี่ยนแปลง.
27.52 all is Brahman. There is no doubt of this. I am that Brahman. There is no doubt of this. I am, indeed, Brahman, the Self immediately present. I am, indeed, Brahman, the immutable Consciousness.
27.53 ข้าฯ ห่างไกลจากความรู้ในพระคัมภีร์, ห่างไกลจากความรู้เรื่องพระเวท. ทั้งหมดที่กล่าวมาคือพรหมันสูงสุด. ไม่ต้องสงสัยเลยในเรื่องนี้.
27.53 Remote am I from the knowledge of the scriptures, remote from the knowledge of the Veda-s. All that has been said is the Supreme Brahman. There is not a shred of doubt of this.
27.54 สรรพสิ่งคือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือ ตตฺ พรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือพรหมัน, อาตมันซึ่งปรากฏในทันที, เป็นสติที่ไร้การเปลี่ยนแปลง.
27.54 All is Brahman. There is no doubt of this. I am that Brahman. There is no doubt of this. I am, indeed, Brahman, the Self immediately present, the immutable Consciousness.
27.55 ธรรมชาติแห่งพรหมันจึงถูกสอนแก่ท่านด้วยความรัก. ผู้ใดตระหนักอยู่เสมอว่า “สรรพสิ่งคือพรหมัน; อย่างไม่ต้องสงสัย”, ผู้ใดได้ยินเรื่องนี้ทุกวัน, เขาย่อมปราศจากมลทินและมีสติเพียงสิ่งเดียว.
27.55 Thus has the nature of Brahman been lovingly taught to you. Whoever is aware always that “All is Brahman; there is no doubt about this,” whoever hears daily about this is blemish-free and Consciousness alone.
27.56 บรรดาผู้ที่ไม่ทำให้ใจของตนขุ่นเคืองด้วยความสงสัย และกระทำการที่ก่อให้เกิดความสงสัย, ซึ่งเป็นผลกระทบจากการกลายพันธุ์อันมากมายของโลก, พวกเขาย่อมบรรลุวิเทหะมุกติด้วยพระกรุณาแห่งศิวะ.
27.56 Those who do not sully their hearts by their doubts and doubt-engendering actions, which are affected by the multitude of mutations of the world, attain videhamukti by the Grace of Lord Siva.

Get carried away?

อ่าน “ฤภูคีตา” เพิ่มเติม

กลับไปสารบัญ

index

คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้

นิรามิสสุข คือสุขที่เกิดโดยปราศจากอามิสหรือสิ่งภายนอก เป็นความสุขที่ไม่ต้องวิ่งไปหาจากภายนอก แต่ความสุขเกิดจากภายใน ด้วยเจริญสติภาวนา ด้วยการฝึกจิตให้อยู่กับสมาธิ ไม่ให้จิตดิ้นรนออกไปตามสิ่งที่เราไปสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และสัมผ้ส ความสุขเกิดความสงบ ความสะอาด และความสว่างของดวงจิตภายในของเรา ซึ่งเป็นความสุขที่ละเอียด ยั่งยืน และมั่นคงไม่ต้องหาวิ่งหา ไม่ต้องใช้เงิน ซึ่งเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้ ใครอยากได้ต้องทำเอง

  • ชีวา (ปัจจเจกวิญญาณ) ในสำขยะคือ วิญญาณเดี่ยวที่แยกออกจากปุรุษะ โดยเชื่อมต่อกับอัตตา, พุทธิ, จิต และความรู้สึกถูกจำกัดโดยร่างกาย
  • ชีวา กล่าวในสำขยะว่า ด้วยการบ่งชี้ปุรุษะที่ผิดพลาดของพุทธิ ทำให้เกิดข้อจำกัดและอวิชชา, พึงพอใจและเจ็บปวด, พันธะและความตาย ซึ่งสามารถก้าวข้ามด้วยความรู้แห่งสัจธรรม

(ความมุ่งมั่น / ความไม่แน่ใจ หรือ เข้าใจผิด) คำแปลเดียวไม่สามารถครอบคลุมความหมายทั้งหมดได้

  • สังกัลปะหมายถึงแนวคิดต่างๆ เช่น เจตจำนง, ความตั้งใจ, การชำระล้างทางจิต, ปฏิญาณอย่างจริงจังที่จะปฏิบัติตาม, จุดมุ่งหมาย, ความมุ่งมั่น, ความปรารถนา, ความคิด, ไตร่ตรอง และ จินตนาการ
  • วิกลัปะ มีความหมายตรงกันข้าม หมายถึง ความสงสัย, ความไม่แน่ใจ, รังเกียจ, ไม่มั่นใจ, ตัวเลือก, ข้อผิดพลาด, ความไม่รู้, ความเข้าใจผิด, ความแบ่งแยกแตกต่าง
  • สังกัลปะและวิกัลปะ โดยสาระสำคัญ ใช้เพื่อแสดงให้เห็นการทำงานตรงกันข้ามของการยอมรับภายใน โดยทั่วไปใช้กับจิต บางครั้งเราไม่แปลทั้งสองคำนี้เพราะอาจใช้เป็นการเปรียบเทียบขึ้นอยู่กับบริบทของข้อความ
ตรีกายา

กาย 3 ประเภท

  1. สถุลาสรีระ (กายหยาบ) คือเปลือกของอาหาร ประกอบด้วยธาตุทั้งห้า
  2. สุขมาสรีระ (กายละเอียด) คือร่างของจิตและพลังงานสำคัญซึ่งทำให้กายมีชีวิต กายละเอียดจะรวมกับกายทิพย์ซึ่งส่งต่อวิญญาณ หรือ ชีวา ที่แยกออกจากการยหยาบเมื่อตาย ประกอบด้วย
    1. ปราณามายาโกษา เกี่ยวกับลมปราณ
    2. มโนมายาโกษา เกี่ยวกับจิตและสัมผัส
    3. วิทยานะมายาโกษา เกี่ยวกับพุทธิและสัมผัส
  3. กรนาสรีระ (กายทิพย์) เป็นเพียงเมล็ดพันธุ์ของการหยาบและกายละเอียด กล่าวว่ามีความซับซ้อนมากที่สุด เพราะประกอบไปด้วยประสบการณ์ที่ประทับใจที่เกิดขึ้นในอดีต หรือสิ่งห่อหุ้มความสุข (อนันตมายาโกษา)
  • พระเป็นเจ้า ผู้ปกครอง กษัตริย์ เจ้านาย
  • ตามอัทไวตะ อธิบายสภาวะของมายาว่า อิศวรคือพรหมันที่มีสภาวะตามมายา
  • กล่าวกันว่า อิศวร มีคุณสมบัติเป็นทั้งสสารและเป็นต้นกำเนิดของโลก
  • พรหมัน ถูกสรุปว่ามีทั้งสองแบบ คือไม่มีคุณลักษณะ (นิรคุณพรหมัน) และมีรูปแบบ (สคุณพรหมัน) ; อิศวร คือ สคุณพรหมัน ซึ่งมีรูปแบบเช่น มีอำนาจทุกประการ, มีความรอบรู้, เป็นผู้สร้าง ฯลฯ
  • คำว่าอิศวรมีหลายความหมายตามการนำไปใช้ เช่น ในวิสิทธอัทไวตะ หมายถึง ความไม่เป็นคู่อย่างสมบูรณ์พร้อม

พระคัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุดและเป็นรากฐานของศาสนาฮินดู มักจะนับว่ามี 4 ฉบับ คือ ฤคเวท, สามเวท, ยชุรเวท และอาถรรพเวท) แม้ว่าบางครั้งจะกล่าวว่ามีเพียง 3 เท่านั้น แต่อาถรรพเวทเป็นข้อยกเว้นและได้รับการยอมรับว่าเป็นพระเวทจริง

“การแผ่ซ่านไปทั่ว” หมายถึง วิษณุผู้เป็นเจ้า หรือองค์ใดซึ่งแผ่ซ่านไปทั่ว

ศิวะ

  1. ตื่น
  2. ฝัน
  3. หลับลึก
  4. ทุริยา เป็นภูมิหลังที่รองรับและแผ่ซ่านไปทั่วทั้งสามสภาวะของจิตสำนึก

คาถาศักดิ์สิทธิ์, เพลงสวด, มนต์สะกด, คำหรือวลีศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญต่อจิตวิญญาณและอำนาจ, เสน่ห์ (เมตตามหานิยม), คาถาศักดิ์สิทธิ์สำหรับเทวะ

มันตรา ถูกแบ่งประเภท ออกเสียง (คันติกะ) หรือภาวนาในใจซ้ำๆ (อจาปา)

มันตรา จะช่วยผู้ที่ได้รับผลสะท้อนของมัน

กฎ พิธีกรรม บทความเกี่ยวกับการบูชา ; หลักธรรมคำสอนเกี่ยวกับเวทย์มนตร์และสูตรอาถรรพ์สำหรับการบูชาเทวะหรือการบรรลุพลังเหนือมนุษย์

โอม คือ ปราณาวะ หมายถึง นิรันดร์ สมบูรณ์

คำว่า โอม พยางค์นี้ อธิบายไว้ในบางอุปนิษัทว่า ประกอบด้วย A (อะ) U (อุ) และ M (มะ) แสดงถึง สภาวะ ตื่น ฝัน และ หลับลึก

โอม เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้กล่าวตอนเริ่มหรือจบการอ่านพระเวท หรือ ใช้กล่าวตอนเริ่มพิธีศักดิ์สิทธิ์/สวดมนต์ หรือใช้เรียกชื่อเทวะที่เป็นคุรุ (อาจารย์) ที่มีถึง 108 หรือ 1000 ชื่อ

โอม เป็นการบ่งบอกถึงความเคร่งขลังและความเคารพเหมือนกับคำว่า อาเมน หรือใช้แสดงการยอมรับว่าใช่/ถูกต้อง, เป็นคำสั่ง หรือใช้แสดงความเป็นมงคล

อวัยวะภายใน (โครงสร้าง) ประกอบด้วย มนัส, พุทธิ, จิตตะ และ อหังการ มีหน้าที่ต่างกัน

  1. มนัส : ใจ มีลักษณะ สงสัย (วิกัลป์ปะ) และ มุ่งมั่น (สังกัลป์ปะ) มักจะใช้คำว่า มนัส หรือ ใจ เป็นคำเรียกที่รวมเอาพุทธิหรือจิตตะไว้ด้วย
  2. พุทธิ : สติปัญญา ยกระดับได้ด้วยพลังของการบำเพ็ญเพียร (มุ่งมั่นและปฏิบัติ)
  3. จิตตะ : จิต เป็นคลังของความประทับใจในอดีต
  4. อหังการ : กำหนดลักษณะโดยความรู้สึกว่า “ตัวฉัน”

อักษร 50 ตัว คือ จำนวนพยัญชนะในภาษาสันสกฤต

ศิลปะ 64 ประเภท

  1. ความรู้ 18 คัมภีร์
  2. สามารถเขียน 18 คัมภีร์
  3. สามารถอ่าน 18 คัมภีร์ ได้ถูกต้อง
  4. การระบายสี
  5. ความรู้หลายภาษา
  6. ศึกษาหลายภาษา
  7. การพูดหลายภาษา
  8. การพนัน
  9. เรียนและรู้ ฤคเวท
  10. เรียนและรู้ ยชุรเวท
  11. เรียนและรู้ สามเวท
  12. เรียนและรู้ อาถรรพเวท
  13. อายุรเวท ส่วนย่อยของ ฤคเวท
  14. ธนุรเวท วิยาศาสตร์ทหาร ส่วนย่อยของ ยชุรเวท
  15. กานธารวะเวท ดนตรี ส่วนย่อยของ สามเวท
  16. สธาปัทยาศาสตราเวท ช่างกล ช่างไม้ สถาปนิก ส่วนย่อยของ อาถรรพเวท
  17. เวทานตะศาสตร์ ความรู้และการสอนความรู้ของอุปนิษัท ; ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของพรหมัน
  18. มีมางสาศาสตร์ ศาสตร์ของการสืบสวนสอบสวน, โดยเฉพาะการแปลพิธีกรรมเวทและความหมายของพระเวท
  19. นยายะศาสตร์ ตรรกศาสตร์, เหตุผลทางนามธรรม, การโต้แย้ง และการคาดเดา
  20. โยคะศาสตร์ ศาสตร์ของการรวมเข้าด้วยกัน, โดยเฉพาะกับพระเจ้า
  21. ธรรมศาสตร์ ความรู้หลักกฎหมาย
  22. อรรถศาสตร์ ศาสตร์แห่งความมั่งคั่งและการเมือง
  23. นิติศาสตร์ ความรู้จริยศาสตร์
  24. กามศาสตร์ ความรู้เกี่ยวกับความรักและกามคุณ
  25. ชโยติศะศาสตร์ ความรู้ดาราศาสตร์ หรือ โหราศาสตร์
  26. นาฏยศาสตร์ ศาสตร์แห่งการแสดง การละคร
  27. อลังคาระศาสตร์ วาทะศิลป์และกวี
  28. คณิตศาสตร์
  29. ตัณตระ, ปุราณะ, สมฤติ
  30. กวี และ การแสดง
  31. ศานติ ประยุกต์ใช้เพื่อความสงบ
  32. วาสยะ ประยุกต์ใช้เพื่อการทำให้อ่อนลง
  33. อคารสนะ ประยุกต์ใช้เพื่อจูงใจ
  34. วิทเวชานะ ประยุกต์ใช้เพื่อสร้างศัตรู
  35. อุชชตานะ ประยุกต์ใช้เพื่อทำลายศัตรู
  36. มารานะ ประยุกต์ใช้เพื่อเป็นเหตุแห่งความตาย
  37. การเดินเป็นอัมพาต
  38. หยุดการไหลของน้ำ
  39. การตรึงสายตา
  40. การทำให้ไฟไม่เคลื่อนไหว
  41. การจับกุมอาวุธ
  42. การพูดอ่อนโยน
  43. การหยุดน้ำอสุจิ
  44. ประติมากรรม
  45. การสอนช้าง
  46. การสอนม้า
  47. การสอน
  48. การฝึกรถม้า หรือ รถศึก
  49. การสอนหรืออยู่กับทหารราบ
  50. ภูมิศาสตร์ หรือ โหงวเฮ้งศาสตร์
  51. การทำอาหาร
  52. การถอนพิษออกจากร่างกายโดยใช้ อาคมของพญาครุฑ
  53. เล่นเครื่องดนตรี
  54. เล่นเครื่องดนตรีลม เช่น ขลุ่ย
  55. เล่นเครื่องดนตรีเคาะ เช่น กลอง
  56. เล่นเครื่องดนตรีโลหะ เช่น ฆ้อง
  57. เล่นกล
  58. เต้นรำ
  59. ร้องเพลง
  60. การเล่นแร่แปรธาตุ
  61. การตรวจสอบอัญมณีล้ำค่า
  62. วาทศิลป์
  63. การตรวจชีพจร
  64. การล่องหน

รายการอื่นๆ นอกจากนี้คือ การทำเครื่องประดับ, ร้อยมาลัยดอกไม้หรือ ตกแต่งด้วยดอกไม้, การทำน้ำหอม, การเชิดหุ่น, การต่อคำ (การสร้างคำหรือข้อที่ขึ้นต้นด้วยอักษรตัวสุดท้ายของคำหรือกลอนอื่น ฯลฯ ), ซามาสยา (การแต่งกลอนโดยที่มีการกำหนดบรรทัดสุดท้ายโดยผู้อื่น (วลีหรือประโยค) ให้สำเร็จ), การสร้างบ้าน, การจัดแต่งทรงผม, การนวด, การชนไก่, การทำนายด้วยดอกไม้, การอ่านความคิด, การแต่งหน้า (ปลอมตัว), การเล่นว่าว, การทำของเล่น, การสร้างเครื่องจักร, การดูแลรักษาต้นไม้, การฝึกนกแก้วให้พูด, และการเตรียมเตียง

วิเทหะมุกติ คือผู้ที่หลุดพ้นภายนอกร่างกาย แตกต่างจาก ชีวานมุกตะ และ วิเทหะมุกตะ ซึ่งบางครั้งหมายถึง ปราชญ์ของอัทไวตะ ซึ่งไม่สามารถแบ่งแยกในความแตกต่างได้จริง

การหลุดพ้นแบ่งออกเป็น 3 ประเภท

  1. มีรูป
  2. ไร้รูป
  3. มีและไร้รูป

มีรูปคือ ชีวานมุกตะ ; ไร้รูป คือ วิเทหะมุกตะ ; ลำดับที่ 3 มีและไร้รูป กล่าวว่าเป็นการหลุดพ้นของผู้มีคุณสมบัติ (อธิการิกะ มุกตะ) ซึ่งมีเป้าหมายในการช่วยโลก ; หลังจากปลดระวาง (ทิ้ง) ร่างกายแล้ว ก็อาศัยอยู่ในกายละเอียด (สุขุมสรีระ) เพื่อความผาสุกของมนุษยชาติต่อไป ; ในอัทไวตะได้ลบล้างความแตกต่างทั้งหมดนี้ และมีเพียงภาวะเดียวของมุกติเท่านั้นที่ถือว่าเป็นของจริง ;

ศรีรามานะ มหาศรี กล่าวว่า “ถ้าจะกล่าวว่าการหลุดพ้นมี 3 ชนิด คือ มีรูป, ไม่มีรูป และ มีและไม่มีรูป แล้วนั้น, ฉันขอบอกคุณว่า การสูญพันธุ์ของอัตตา คือสิ่งที่จำเป็นต่อการหลุดพ้นทั้ง 3 รูปแบบ นั่นคือการหลุดพ้นมีเพียงหนึ่งเดียว”

"ribhu gita" (in Thai) by Tandhava
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.