บทที่ 26 การดำรงอยู่เป็น ตตฺ ด้วยตัวเอง

Chapter Twenty-Six

Topic of the Instruction of A biding as That It self

พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล

ฤภู กล่าวว่า

26.1 บัดนี้ ข้าฯ จะบอกท่านในเรื่องของการเป็น "ตตฺ" ทั้งหมดด้วยตนเอง. สิ่งนี้หาได้ยาก, แม้แต่กับโยคี. นี่คือความลับของพระเวทและคัมภีร์ทั้งหมด. เป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งจริงแท้.
26.1 Ribhu: I shall tell you now about being wholly “That” itself. This is rare to come by, even for yogi-s. This is the secret of all the Veda-s, of all the scriptures. This is rare to come by, indeed.
26.2 ตตฺ คือพรหมันสูงสุด, อาตมันของสรรพสิ่ง, เป็นธรรมชาติของสภาวะนิรามิสสุขแห่งสติ, อาตมันของสรรพสิ่ง, ปรมาตมัน (อาตมันสูงสุด) – พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.2 That which is the Supreme Brahman, the Self of all, of the nature of Existence-Consciousness-Bliss, the Self of all, the Supreme Self—ever abide as That itself.
26.3 “ทั้งหมดนี้” เป็นธรรมชาติของอาตมัน, ซึ่งไม่มีจุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุดและเอาชนะไม่ได้. นี่ไม่ใช่ทั้งการกระทำหรือการไม่กระทำ. - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.3 “All this” is of the nature of the Self, which is without beginning or end and which is insuperable. This is neither action nor inaction. Ever abide as That itself.
26.4 ตตฺ ซึ่งไร้ความกลัวต่อความเป็นคู่, ความไม่เป็นคู่จะตื่นขึ้น, ทั้งความสงบและความไม่สงบไม่มีอยู่จริง - พึงเป็น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.4 That in which there is no fear of duality, in which Nonduality awakens, in which peacefulness and nonpeacefulness both do not exist— ever be That itself.
26.5 ตตฺ ซึ่งไม่เป็นสิ่งใดเลยสำหรับสังกัลปะ, ความเข้าใจผิดไม่มีอยู่จริง, ในทำนองเดียวกัน, ไม่มีการคิด - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.5 That in which there is nothing of sankalpa, in which misapprehension does not exist, in which, likewise, there is no thinking—ever abide as That itself.
26.6 ตตฺ ซึ่งไม่เป็นสิ่งใดเลยสำหรับพรหมัน, การมีภวใดๆ เป็นมายา, โลกทั้งโลกไม่มีอยู่จริง - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.6 That in which there is nothing in Brahman, in which having any bhava is a delusion, in which the entire world does not exist— ever abide as That itself.
26.7 ตตฺ ซึ่งมีอยู่หรือไม่มีอยู่ และความหลงผิดอันเนื่องมาจากความเข้าใจผิดของจิต, และแม้แต่คำว่า "ความเข้าใจผิด" ก็ไม่มีอยู่จริง - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.7 That in which existence or nonexistence and delusions due to misapprehensions of the mind, and even the word “misapprehension,” do not exist— ever abide as That itself.
26.8 ตต. ซึ่งไม่มีความเพลิดเพลิน, ไม่มีจิตนาการว่าข้าฯ เป็นร่างกาย, และสังกัลปได้สูญสิ้นแล้ว, - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.8 That in which there is no pleasure, in which there is no imagination that I am the body, and in which all sankalpa has been relinquished—ever abide as That itself.
26.9 ตตฺ ซึ่งภวรวมถึงพรหมันไม่มีอยู่จริง, ที่ซึ่งข้อบกพร่องไม่มีอยู่, และไม่มีความกลัวต่อความเป็นคู่ตรงข้าม - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.9 That in which a bhava inclusive of Brahman does not exist, in which defects are not present, and in which there is no fear of the pairs of opposites—ever abide as That itself.
26.10 ตตฺ ซึ่งการกระทำของวาจา และกาย และกัป (กัลป์) นั้นได้สิ้นสุดลงด้วยนิพพาน, และในที่ซึ่งจักรวาลอันประจักษ์ชัดยังไม่ก่อเกิด - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.10 That in which the actions of speech and body and the eon itself have ended in dissolution, and in which the manifest universe is yet unborn—ever abide as That itself.
26.11 ตตฺ ซึ่งไม่มีการประจักษ์แห่งมายา, ไม่มีกิจกรรมของมายาแม้แต่น้อย, ไม่มีสิ่งใดมองเห็นหรือไม่เห็น - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.11 That in which there is no manifestation of delusion, in which there is not the least activity of illusion, in which there is nothing seen or unseen— ever abide as That itself.
26.12 ตตฺ ซึ่งไม่มีปราชญ์หรือวิทยา (ปัญญา), ไม่มีสิ่งที่เป็นฝ่ายของตนและฝ่ายที่ตรงข้าม, และไม่มีข้อบกพร่องหรือความไม่บกพร่อง - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.12 That in which there is no wise man or vidya (wisdom), in which there are no such things as one’s own side and an opposing side, and in which there are no defects or nondefects— ever abide as That itself.
26.13 ตตฺ ซึ่งไม่มีความแตกต่าง, ดั่งเช่นการเป็นวิษณุ, ที่ซึ่งพรหมไม่มีอยู่จริง, และไม่มีความแตกต่างเช่นสังการะ - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.13 That in which there is no differentiation, such as being Vishnu, in which Brahma does not exist, and in which there is no differentiation as Sankara—ever abide as That itself.
26.14 ตต. ซึ่งไม่มีความแตกต่างระหว่างความจริงและความไม่จริง, ไม่มีสภาวะเช่นความเข้าใจ, และไม่มีความคิดเช่น "ชีวา" - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.14 That in which there is no differentiation as truth and non-truth, in which there is no such state as understanding, and in which there is no such idea as “jiva”— ever abide as That itself.
26.15 ตต. ซึ่งไม่มีการบำเพ็ญเพียรบนสังการะ, ไม่มีการพักพิง (อาศัยอยู่) สูงสุด, ไม่มีภาวะของความเข้าใจ - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.15 That in which there is no meditation on Sankara, in which there is no supreme abode, and in which there is no state of comprehension—ever abide as That itself.
26.16 ตต. ซึ่งไม่มีอนุภาคหรือมหภาค, ไม่มีจินตนาการถึงความสุข, และโลกที่ประจักษ์เป็นความเข้าใจผิด - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.16 That in which there is no microcosm or macrocosm, in which there is no imagining of happiness, and in which the manifest world is a fallacy—ever abide as That itself.
26.17 ตตฺ ซึ่งไม่มีความคิดเกี่ยวกับร่างกาย, ไม่มีความปีติยินดี, และในที่ซึ่งไม่มี "ความตระหนัก" ของความคิด - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.17 That in which there is no conception of a body, in which there is no jubilance, and in which there is no “awareness” of thought— ever abide as That itself.
26.18 ตตฺ ซึ่งไม่มีพุทธิหรือความรู้เชิงประจักษ์, ไม่มีอาตมันในเปลือกแห่งจิต. และไม่มีแนวคิดของกิเลสตัณหา - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.18 That in which there is no intellect or empirical knowledge, in which there is no Self in the sheath of mind, and in which there is no conception of desire—ever abide as That itself.
26.19 ตตฺ ซึ่งไม่มีความหลุดพ้นหรือการพักผ่อน, ไม่มีพันธะหรือการแบ่งแยก, และไม่มีความรู้ถาวร - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.19 That in which there is no liberation or repose, in which there is no bondage or separation, and in which there is no permanent knowledge— ever abide as That itself.
26.20 ตตฺ ซึ่งไม่มีแนวคิดของเวลา, ไม่มีภวแห่งโทมนัส, และไม่มีแนวคิดของร่างกาย - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.20 That in which there is no conception of time, in which there is no bhava of sorrow, and in which there is no conception of the body—ever abide as That itself.
26.21 ตตฺ ซึ่งไม่มีความไร้อารมณ์ของชีวา, ไม่มีความเข้าใจผิดในพระคัมภีร์, และในที่ซึ่ง, ข้าฯ เป็นอาตมัน, เป็นตัวข้าฯ เอง - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.21 That in which there is no dispassion of the jiva, in which there is no misunderstanding of the scriptures, and in which I, being the Self, am myself—ever abide as That itself.
26.22 ตตฺ ซึ่งไม่มีชีวันมุกติ, ไม่มีความหลุดพ้นจากกาย, และที่ซึ่งไม่มีการกระทำโดยสังกัลป - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.22 That in which there is no jivanmukti, in which there is no liberation from the body, and in which there is no activity by sankalpa— ever abide as That itself.
26.23 ตตฺ ซึ่งไม่มีแนวคิดของสิ่งมีชีวิต, สิ่งที่แยกจากกันได้ไม่มีอยู่จริง, และในที่ซึ่งไม่มีความแตกต่างในฐานะของชีวาเช่นกัน - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.23 That in which there is no conception of beings, in which there is no existence of anything separate, and in which there is no differentiation as the jiva either— ever abide as That itself.
26.24 ตตฺ ซึ่งพรหมันเป็นสภาวะแห่งนิรามิสสุข, ที่ซึ่งปีติเป็นสภาวะของนิรามิสสุข, และคุณภาพของนิรามิสสุขนั้นเป็นนิรันดร์ - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.24 That in which Brahman is a state of Bliss, in which joy is a state of Bliss, and in which the quality of Bliss is eternal—ever abide as That itself.
26.25 ตตฺ ซึ่งไม่มีสิ่งใดประจักษ์, ไม่มีชัยชนะหรือความพ่ายแพ้, และไม่มีการกล่าววาจา - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.25 That in which there is no manifestation of things, in which there is no victory or defeat, and in which there is no utterance of statements—ever abide as That itself.
26.26 ตตฺ ซึ่งไร้ (กิ่งก้าน) สาขาของการไต่สวนในอาตมัน, ไม่มีความอยากในสารวันนะ และไม่มี “นิรามิสสุขอันยิ่งใหญ่” - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.26 That in which there is no branch of inquiry into the Self, in which there is no urge for sravana and in which there is no “great bliss”— ever abide as That itself.
26.27 ตตฺ ซึ่งไร้การจำแนกประเภทเช่นกลุ่มเดียวกันหรือกลุ่มต่าง ๆ และไม่มีความแตกต่างภายในเกิดขึ้น - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.27 That in which there is no classification such as the same group or different groups and in which no internal difference arises— ever abide as That itself.
26.28 ตตฺ ซึ่งไร้ทั้งความน่ากลัวของนรกและขุมทรัพย์แห่งสวรรค์ และไม่มีโลกของพรหม - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.28 That in which there is neither the terror of hell nor the treasures of heaven and in which there is no world of Brahma— ever abide as That itself.
26.29 ตตฺ ซึ่งไม่เป็นเอกภาพกับวิษณุ, ไม่มีเขาไกรลาส, ไม่มีทรงกลมของไข่แห่งจักรวาล - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.29 That in which there is no union with Vishnu, in which there is no Kailasa mountain, in which there is no sphere of the egg of the cosmos—ever abide as That itself.
26.30 ตตฺ ซึ่งไร้คำสรรเสริญ, ไร้คำตำหนิ, และไม่มีความผิดเกี่ยวกับความเสมอภาค - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.30 That in which there is no praise, in which censure exists not, and in which there is not the mistake of regarding them as on a par either— ever abide as That itself.
26.31 ตตฺ ซึ่งไร้ภวของจิต, ไม่มีความเข้าใจผิด, และไม่มีประสบการณ์หรือความทุกข์ - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.31 That in which there is no bhava of the mind, in which there is no misapprehension, and in which there is no experience or suffering— ever abide as That itself.
26.32 ตตฺ ซึ่งไร้ความกลัวต่อบาป, ไม่มีบาปใหญ่ทั้งห้าประการ, และไม่มีข้อบกพร่องในการยึดติด - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.32 That in which there is no fear of sin, nothing of the five great sins, and in which there is no defect of attachment—ever abide as That itself.
26.33 ตตฺ ซึ่งความทุกข์สามประการไม่มีอยู่จริง, ที่ซึ่งไม่เคยมีสามสถานะของชีวาเลย, และเป็นที่ที่รู้กันว่าจักรวาลเป็นมายา - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.33 That in which the triad of afflictions does not exist, in which there are never the three states of the jiva, and in which the universe is known to be a delusion— ever abide as That itself.
26.34 ตตฺ ซึ่งความรู้ไม่ได้เกิดขึ้น, ไร้ข้อผิดพลาดในการเกิดของโลก, และในที่ซึ่งไม่มีการสำแดงของการกระทำกรรม - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.34 That in which knowledge has not arisen, in which there is no error of conceiving of the world, and in which there is no manifestation of activity—ever abide as That itself.
26.35 ตตฺ ซึ่งไม่มีอาณาเขตของจิต, ที่ซึ่งแท้จริงแล้ว, มีความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุด, มีที่พำนักถาวร - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.35 That in which there is no domain of the mind, in which, indeed, there is the greatest happiness, and in which exists the permanent abode—ever abide as That itself.
26.36 ตตฺ อันเป็นเหตุทั้งหมดของความสงบ, ที่ซึ่งทั้งหมดเป็นความสุข, และที่ซึ่งไม่หวนกลับ เมื่อไปถึงแม้เพียงครั้งเดียว - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.36 That in which the cause of all is peace, in which all is happiness, and having reached wherefrom none reverts once— ever abide as That itself.
26.37 โดยรู้ว่าสรรพสิ่งถูกปล่อยวาง, โดยรู้ว่าไม่มีสิ่งอื่นใดเหลืออยู่, และโดยรู้ว่าไม่มีสิ่งใดที่จะถูกรู้ - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.37 By knowing which all is renounced, by knowing which nothing else remains, and by knowing which there is nothing else to be known—ever abide as That itself.
26.38 ตตฺ ซึ่งไม่มีข้อบกพร่องเกิดขึ้น, เป็นสถานที่ที่ไร้การเปลี่ยนแปลง, และที่ซึ่งชีวาถูกทำลายโดยแท้จริง - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.38 That in which no defect has arisen, that which is the place that is changeless, and in which, indeed, the jiva is destroyed— ever abide as That itself.
26.39 ตตฺ ซึ่งโดยแท้แล้ว, มีความอิ่มเอมใจของอาตมันอยู่ตลอดกาล, แท้จริงแล้ว, มีนิรามิสสุขที่ไม่เปลี่ยนแปลง, และแท้จริงแล้ว, มีสันติสุขที่ไม่แปรเปลี่ยน - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.39 That in which, indeed, the Self is ever satisfied, in which, indeed, there is changeless Bliss, and in which, indeed, there is changeless peace— ever abide as That itself.
26.40 ตตฺ ซึ่งโดยแท้แล้ว, มีความสบายใจ, ซึ่งโดยแท้แล้ว, มีนิยามของความจริงอยู่, และโดยแท้แล้ว มีความแน่นอนของการดำรงอยู่ - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.40 That in which, indeed, there is all comfort, in which, indeed, there is the definition of the real, and in which, indeed, there is certainty of Existence— ever abide as That itself.
26.41 ตตฺ ซึ่งไม่ใช่ข้าฯ, และไม่ใช่ท่าน, ซึ่งโดยแท้แล้ว, ไม่ใช่ท่าน ไม่ใช่ตัวท่านเอง, และโดยแท้แล้ว, ในที่ซึ่งมีสันติสุขอย่างแน่นอน - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.41 That in which I am not, and in which you are not, in which you yourself are not, indeed, yourself, and in which, indeed, there is certain peace— ever abide as That itself.
26.42 ตตฺ ซึ่งโดยแท้แล้ว, ท่านปีติยิ่ง, ซึ่งโดยแท้แล้ว, ได้บรรลุถึงความสุข, และในที่ซึ่งไร้ความกลัวต่อความเศร้าโศก - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.42 That in which, indeed, you are joyful, in which, indeed, happiness is attained, and in which there is no fear of sorrow— ever abide as That itself.
26.43 ตตฺ ซึ่งมีความบริบูรณ์ของสติ, ในที่ซึ่งมีมหาสมุทรแห่งนิรามิสสุข, และที่จริงแล้ว, มีสิ่งสูงสุดปรากฏอยู่โดยตรง - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.43 That in which there is the fullness of Consciousness, in which there is an ocean of Bliss, and in which, indeed, there is the direct presence of the Supreme— ever abide as That itself.
26.44 ตตฺ แท้จริงแล้ว, ตัวเขาเองคือ ตตฺ ด้วยตัวมันเอง, และไม่มีความแตกต่างระหว่างตัวเขาเองกับอาตมันของเขา - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.44 That, indeed, in which one himself is, indeed, That itself, and in which there is no difference between oneself and one’s Self—ever abide as That itself.
26.45 ตตฺ แท้จริงแล้ว, มีนิรามิสสุขอันสูงสุด, มีตนเองเป็นความสุขสูงสุด, แท้จริงแล้ว, มีความเข้าใจในเรื่องความไม่แตกต่าง - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.45 That in which, indeed, there is supreme Bliss, in which oneself is the supreme happiness, and in which, indeed, there is the understanding of differencelessness— ever abide as That itself.
26.46 ตตฺ ซึ่งไม่มีแม้แต่อะตอม, ไม่มีมลทินของจิตใจ, ไม่มีสิ่งใดที่เหมือนกับ “ข้าฯ กระทำ” (แปลว่า “ข้าฯ ให้”) - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.46 That in which there is not even an atom, in which there is no blemish of the mind, in which there is nothing like “I do” (lit. “I give”)— ever abide as That itself.
26.47 ตตฺ ซึ่งความคิดได้ดับไป, ร่างกายและจิตใจตายแล้ว, และที่ซึ่งความทรงจำก็สลายไปในที่สุด - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.47 That in which thought is dead, in which one’s body and mind are dead, and wherein memory finally dissolves— ever abide as That itself.
26.48 ตตฺ ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว “ข้าฯ” นั้นตายแล้วอย่างแน่นอน, ที่ซึ่งความปรารถนาบรรลุถึงความดับสลาย, และโดยแท้จริงแล้ว, คือนิรามิสสุขอันสูงสุดนั้น - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.48 That in which, indeed, “I” is surely dead, in which desire meets its dissolution, and in which, indeed, Supreme Bliss is— ever abide as That itself.
26.49 ตตฺ ซึ่งตรีเอกานุภาพถือนิพพาน, ร่างกายและสิ่งเช่นนั้นพินาศและไร้ปฏิสัมพันธ์ - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.49 That in which the trinity of gods have their dissolution, in which the bodies and such perish, and in which there are no interactions— ever abide as That itself.
26.50 จุ่มลงในที่ซึ่งไร้ความเหน็ดเหนื่อย, จุ่มลงในที่ซึ่งมองไม่เห็น, และจุ่มลงในที่ซึ่งไม่มีชีวิตและสิ่งเช่นนั้น - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.50 Immersed wherein there is no fatigue, immersed wherein one does not see, and immersed wherein there is no life and such things—ever abide as That itself.
26.51 จุ่มลงในที่ซึ่งไร้สิ่งที่ส่องสว่าง, ที่ซึ่งความตื่นตัวไม่มีอยู่, และในที่นั้น ความหลงผิดพบความตายโดยแท้จริง - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.51 Immersed wherein nothing shines, wherein wakefulness does not exist, and wherein, indeed, delusion meets its death— ever abide as That itself.
26.52 ตตฺ ซึ่งโดยแท้แล้ว, เวลาพบความตายของมัน, ที่ซึ่งโยคะพบนิพพานของมัน, ที่ซึ่งสัตสังคสิ้นสุดลง - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.52 That in which, indeed, time finds its death, in which yoga finds its dissolution, and in which Satsang ceases to be— ever abide as That itself.
26.53 ตตฺ ซึ่งโดยแท้แล้วธรรมชาติแห่งพรหมันนั้นมีอยู่, ที่นั้น, แท้จริงแล้ว, มีเพียงนิรามิสสุข, และในที่นั้น, แท้จริงแล้ว, มีสุขสูงสุด - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.53 That in which, indeed, Brahman-nature exists, wherein, indeed, there is only Bliss, and wherein, indeed, there is the Supreme Bliss—ever abide as That itself.
26.54 ตต. ที่ซึ่งจักรวาลไม่เคยมีอยู่, โลกแห่งปรากฏการณ์ไม่มีอยู่จริง, และไม่มีคณะภายใน - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.54 That in which the universe never exists, in which the manifest world does not exist, and in which there are no inner faculties—ever abide as That itself.
26.55 ตตฺ ที่ซึ่งแท้จริงแล้ว มีเพียงความหรรษา, ในตัวมันเองทั้งหมดเป็นเพียงนิรามิสสุขเท่านั้น, และโดยแท้จริง ตัวมันเองคือนิรามิสสุขสูงสุด - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.55 That in which, indeed, there is only joy, in which it itself is entirely only bliss, and in which, indeed, it itself is Supreme Bliss— ever abide as That itself.
26.56 ตตฺ ที่ซึ่งมีเพียงสติสัมปชัญญะแห่งการดำรงอยู่, ที่ซึ่งมีเพียงสติเท่านั้นที่มีอยู่ทั้งหมด, และในที่ซึ่งส่องสว่างความบริบูรณ์ของนิรามิสสุข - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.56 That in which there is only the Consciousness of Existence, in which Consciousness alone is all there is, and in which shines the fullness of Bliss— ever abide as That itself.
26.57 ตตฺ การปรากฏโดยตรงของพรหมันสูงสุด, ผู้ซึ่งคือตนเองอันเป็นผู้สูงสุด, และมีความสงบเป็นเป้าหมายสูงสุด - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.57 That in which there is the direct presence of the Supreme Brahman, in which one is oneself the Supreme, and in which serenity is the supreme goal—ever abide as That itself.
26.58 ตตฺ ซึ่งเป็นความหมายโดยตรงของการไม่แบ่งแยก, เป้าหมายนั้นมีอยู่จริง, และในที่ซึ่งความพินาศและสิ่งเช่นนั้นไม่มีอยู่ - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.58 That in which lies the direct meaning of the undivided, in which exists the very goal, and in which destruction and such exist not— ever abide as That itself.
26.59 ตตฺ ที่ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีเพียงตนเองเท่านั้น, เห็นได้ชัดว่ามีเพียงตนเองเท่านั้น, ที่มีชัย, และดำรงอยู่, โดยชัดแจ้ง, อาตมันอันยิ่งใหญ่ - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.59 That in which, evidently, there is only oneself, in which only oneself, evidently, prevails, and in which exists, evidently, the great Self— ever abide as That itself.
26.60 ที่ซึ่งสัจธรรมสูงสุดเป็นที่ประจักษ์, ที่ซึ่งเห็นความยิ่งใหญ่โดยชัดแจ้ง, ที่ซึ่งความรู้นั้นมีอยู่อย่างชัดแจ้ง - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.60 Wherein the Supreme Truth evidently is, wherein is evidently the great, and wherein Knowledge evidently exists— ever abide as That itself.
26.61 โดยการก้าวข้าม (อยู่เหนือ) คุณสมบัติอย่างชัดแจ้ง, ที่ซึ่งไร้มลทินอย่างชัดแจ้ง, และที่ซึ่งความบริสุทธ์นิรันดร์นั้นปรากฏชัด - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.61 Wherein the transcendence of qualities evidently is, wherein blemishlessness evidently is, and wherein eternal purity evidently is—ever abide as That itself.
26.62 ที่ซึ่งอาตมันอันยิ่งใหญ่ปรากฏ, ที่ซึ่งปีติแห่งความสุขปรากฏ, และแท้ที่จริง, ฌาน (ปัญญา) และวิชญาณ (ความรู้) ปรากฏ - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.62 Wherein the great Self itself is present, wherein the joy of joys is present, and wherein, indeed, jnana (wisdom) and vijnana (knowledge) are present—ever abide as That itself.
26.63 ตตฺ ที่ซึ่งโดยแท้แล้ว, ตนเองเป็นแสงสว่าง, ที่ซึ่งโดยแท้แล้ว, ตนเองไร้ความเป็นคู่, และโดยแท้แล้ว, มีนิรามิสสุขสูงสุด - พึงดำรงอยู่เช่น ตตฺ ด้วยตัวเองตลอดกาล.
26.63 That in which, indeed, oneself is the Light, in which oneself, indeed, is the Nondual, and in which, indeed, there is Supreme Bliss—ever abide as That itself.
26.64 ดังนั้นจึ่งประกาศได้ว่า ภวของตนเองการกลายเป็น ตตฺ. เป็นอย่างนั้นเสมอ - ตลอดไป, ตลอดไป. ข้าฯ คือคือพรหมัน, สภาวะนิรามิสสุขแห่งสติสัมปชัญญะ. ข้าฯ ไม่แบ่งแยกและหรรษายิ่งตลอดกาล.
26.64 Thus the bhava of becoming That itself has been proclaimed. Be thus always— ever, ever. I am Brahman, Existence Consciousness-Bliss. I am undivided and ever joyful.
26.65 ข้าฯ คือพรหมันเพียงสิ่งเดียว, ซึ่งคือความรู้. ข้าฯ คือสันติภาพสูงสุด. ข้าฯ คือสติ. ข้าฯ ไร้ซึ่งความคิด. ข้าฯ มิใช่ “ข้าฯ”. ข้าฯ ดำรงอยู่เช่นพระองค์ พระองค์เอง.
26.65 I am Brahman alone, which is Knowledge. I am the Supreme Peace. I am Consciousness. I am devoid of thought. I am not “I.” I abide as He Himself.
26.66 ข้าฯ คือ ตตฺ. ข้าฯ คือสติ. ข้าฯ คือพระองค์. ข้าฯ ไร้มลทิน. ข้าฯ คือผู้สูงสุด. ข้าฯ คือผู้สูงสุด. ข้าฯ คือสุดยอด. ดังนั้น, พึงละทิ้งทุกสิ่ง, จงเป็นสุข.
26.66 I am That. I am Consciousness. I am He. I am spotless. I am the highest. I am the highest. I am the Supreme. Thus, casting aside everything, be happy.
26.67 ทั้งหมดนี้เป็นเศษของความคิด, เป็นโคลนของความบริสุทธิ์. ดังนั้น, ละทิ้งสรรพสิ่งและลืมทุกอย่าง, เหมือนเป็นเพียงไม้ที่ตายแล้ว,
26.67 All this is the remnant of thoughts, the muddying of purity. Thus, renouncing all and forgetting everything, like mere dead wood,
26.68 ละกายไว้อย่างซากศพ, เป็นเช่นท่อนไม้หรือเหล็ก, ละทิ้งแม้ความทรงจำ, ดำรงมั่นเพียงพรหมันเป็นเป้าหมายเท่านั้น.
26.68 leaving aside the body like a corpse, being ever like a piece of wood or iron, and renouncing even remembrance, firmly abide only in Brahman as the goal.
26.69 ผู้ใดที่ได้สดับคำอธิบายนี้แม้เพียงครั้งเดียว, ถึงแม้ว่าเขาจะเกี่ยวข้องกับบาปอันใหญ่โตก็ตาม, เขาจะละทิ้งทุกสิ่ง, และเข้าถึงผู้สูงสุด.
26.69 Whoever hears this explanation even once, even though he be connected with great sins, shall, casting off all, reach the Supreme.
26.70 แม้ว่า, คนบางส่วน, พวกเขาทำอุปาสนะ (การทำสมาธิ) ต่อท่าน, แต่พระเวทไม่ได้ประกาศว่าท่านเป็นผู้ไม่ยึดติด, โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ยังมีพันธะกับนาวาแห่งหัวใจของทุกคน, พึงดำรงอยู่เช่นอาตมัน, และเป็นธรรมชาติอันไม่อาจแบ่งแยก.
26.70 Though, in parts, they deal with upasana (meditation) on You, do not the Veda-s proclaim You as the unattached, as especially connected to the vessel of the heart of all, existing as the Self, and of the nature of the undivided?

Get carried away?

อ่าน “ฤภูคีตา” เพิ่มเติม

กลับไปสารบัญ

index

คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้

นิรามิสสุข คือสุขที่เกิดโดยปราศจากอามิสหรือสิ่งภายนอก เป็นความสุขที่ไม่ต้องวิ่งไปหาจากภายนอก แต่ความสุขเกิดจากภายใน ด้วยเจริญสติภาวนา ด้วยการฝึกจิตให้อยู่กับสมาธิ ไม่ให้จิตดิ้นรนออกไปตามสิ่งที่เราไปสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และสัมผ้ส ความสุขเกิดความสงบ ความสะอาด และความสว่างของดวงจิตภายในของเรา ซึ่งเป็นความสุขที่ละเอียด ยั่งยืน และมั่นคงไม่ต้องหาวิ่งหา ไม่ต้องใช้เงิน ซึ่งเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้ ใครอยากได้ต้องทำเอง

  • ชีวา (ปัจจเจกวิญญาณ) ในสำขยะคือ วิญญาณเดี่ยวที่แยกออกจากปุรุษะ โดยเชื่อมต่อกับอัตตา, พุทธิ, จิต และความรู้สึกถูกจำกัดโดยร่างกาย
  • ชีวา กล่าวในสำขยะว่า ด้วยการบ่งชี้ปุรุษะที่ผิดพลาดของพุทธิ ทำให้เกิดข้อจำกัดและอวิชชา, พึงพอใจและเจ็บปวด, พันธะและความตาย ซึ่งสามารถก้าวข้ามด้วยความรู้แห่งสัจธรรม

นามของศิวะ หมายถึง ผู้บำเพ็ญประโยชน์

นิทิธยาสนะ ฌานสมาธิ เป็นขั้นสุดท้ายในการทำความเข้าใจมหาวรรคยะ วรรคที่กล่าวว่า “ตตฺ คือ ท่าน” เพื่อรู้แจ้งถึง อาตมัน/พรหมัน ขั้นตอนทั้ง 4 ของการบำเพ็ญเพียร

  1. สมันยาสะ หรือสัมปาติสสฺส “การปลูกฝังวินัยดังต่อไปนี้
    1. ความสามารถในการแยกแยะสิ่งจริงและสิ่งลวง
    2. การสละความเพลิดเพลินของวัตถุเช่น โลกและสวรรค์
    3. คุณสมบัติ 6 ประการ
      1. การควบคุมอันตกราณะ
      2. การควบคุมอวัยวะรับสัมผัสภายนอก
      3. หยุดการทำงานของอวัยวะรับสัมผัสภายนอก
      4. อดทน
      5. ศรัทธาต่อพระเวทและคุรุ
      6. ตั้งมั่นในคุรุหรือพระเป็นเจ้า
  2. สารวันนะ ฟังคำสอนของปราชญ์เรื่องอุปนิษัทและ อัทไวตะอุปนิษัทและศึกษาพระ เช่น พรหมสูตรเรียนรู้เกี่ยวกับความเป็นจริงของพรหมันและอาตมัน
  3. มานานะ การไตร่ตรองคำสอน
  4. นิทิธยาสนะ การบำเพ็ญสมาธิกับความจริงที่ว่า “ตตฺ คือ ท่าน”

(ปัญจะโกสะ) คือเปลือกทั้ง 5 ประการ ชั้นที่ลึกเข้าไปจะมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น

  1. อันนามายะ โกสะ เปลือกแห่งกายภาพ
  2. ปราณามายะ โกสะ เปลือกแห่งปราณ หรือ ลมปราณ และ ระบบประสาท (เปลือกแห่งสรีระหรือพลังงาน)
  3. มโนมายะ โกสะ เปลือกแห่งรูปแบบของความปรารถนาและแรงจูงใจ มีรูปแบบซับซ้อน เรียกว่าเปลือกแห่งจิต
  4. วิชญานามายะ โกสะ เปลือกแห่งพุทธิ และ ความรู้สติปัญญา (เปลือกแห่งปัญญา)
  5. อนันตมายะ โกสะ เปลือกของการรู้แจ้ง (เปลือกแห่งบรมสุข)

สิ่งนั้น / “ตตฺ” ถูกใช้แทนความหมายของ พรหมัน, สมบูรณ์ ไร้ตัวตน, ปราศจากเงื่อนไขใดๆ (ความหลงผิด)

(ภาวนา) หมายถึง สภาวะ ทัศนคติ ท่าทาง อารมณ์ ความคิด อารมณ์ ความคิดเห็น การจัดการจิต ธรรมชาติ ความมุ่งมั่น ความรู้สึก ความละเอียด ศรัทธา ความเชื่อมั่น การไตร่ตรอง สมาธิแบบนามธรรม

สิ่งลวงตา เป็นพื้นฐานที่ทำให้เกิดโลกแห่งปรากฏการณ์ ; มายาถูกเรียกว่าเป็นพลังแห่งการบดบัง ; ในอัทไวตะพิจารณามายาว่าเป็นสิ่งคู่ที่อยู่อีกด้านหนึ่งของพรหมัน นอกจากนี้กล่าวกันว่ามายานั้นไม่ใช่ทั้งจริง และไม่ใช่สิ่งลวง ;

ท่านศังกรา กล่าวว่า เหตุผลแรก เพราะโลกคือปรากฏการณ์, มายาจึงไม่จริง และ เหตุผลที่สอง เมื่อมายาหายไปจะเกิดความรู้แห่งอาตมัน ดังนั้น มายาจึงไม่จริง ; ท่านศังกรายังกล่าวด้วยว่า มายานั้นใช้แทนความไม่รู้ (อวิชชา) มายานี้ไม่มีอยู่จริง, ไม่เป็นสสารหรืออะไรก็ตาม แต่ก็มิใช่ “สิ่งที่ไม่จริง” , เพราะว่ามายานั้นมิได้มีอยู่ ; อาตมันหรือพรหมันนั้นเป็นหนึ่งไม่มีสอง และในอาตมันหรือพรหมันนั้น แท้จริงแล้ว ไม่มีมายา

1 วันของพรหม เรียกว่า กัลปะ ประกอบด้วย 1000 มหายุค เท่ากับ 4,320,000 ปี กล่าวกันว่ามี 4 ยุค

  1. กรีทายุค เท่ากับ 1,728,000 ปีมนุษย์
  2. เทรทายุค เท่ากับ 1,296,000 ปีมนุษย์
  3. ทวาปรายุค เท่ากับ 864,000 ปีมนุษย์
  4. กาลียุค เท่ากับ 432,000 ปีมนุษย์
  • ตามความเชื่อของฮินดู วันเริ่มขึ้นเมื่อพรหมสร้างโลกขึ้น เมื่อหมดวันโลกก็จะกลับไปรวมกับพรหม
  • บางตำรา 1 กัลปะ แบ่งออกเป็น 14 รัชสมัยของมนู (ผู้ตรากฎหมาย-ผู้ปกครอง) โดย 14×1มนู (มี 72 มหายุค) เพราะฉะนั้น 1 วันของพรหม เท่ากับ 14x72x4.32ล้านปี = 4,354.56 ล้านปี
Accordion Content

อกุศล ; บาปหนัก 5 ประการ คือ

  1. พราหมณฆาตยะ : การสังหารพราหมณ์
  2. สุราปานะ : การดื่มแอลกอฮอล์
  3. สตียะ : การขโมย
  4. กุรวันกะนะกามานะ : การเป็นชู้กับภรรยาของคุรุ
  5. สัมสันกะ : การร่วมมือหรือสมคบกับคนบาปที่กล่าวถึงข้างต้น
  1. อาธยาตมิกะ – ความทุกข์ที่เกิดจากความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ เช่น ไตพิการ รวมทั้งความทุกข์ทางใจ เช่น ความผิดหวัง
  2. อธิเภาติกะ – ความทุกข์ที่เกิดจากสาเหตุภายนอก เช่น แมลงกัด หนามตำ หรือมนุษย์ทุบตี
  3. อธิไทวิกะ – ความทุกข์ที่เกิดจากเหตุเหนือวิสัยปกติ เช่น วิญญาณ ปีศาจ ผี และการกระทำของเทวะ คือ ความร้อน ความเย็น ลม ฝน ฯลฯ

ราชาโยคะของปตัญชลี โรงเรียนปรัชญาสำหรับฝึกวินัยเพื่อดับทุกข์และนำไปสู่ความรู้ของการบำเพ็ญเพียร (อาตมัน-มิใช่อาตมัน) อันนำไปสู่การหลุดพ้น ; อัษฏางค์หมายถึง 8 รยางค์

  1. ยมะ การละเว้น
  2. นิยมะ ข้อปฏิบัติ
  3. อาสนะ ท่าทางของร่างกาย
  4. ปราณยมะ การกำหนดลมหายใจ
  5. ปรัตยาหาระ การดึงอายตนะ อินทรีย์ต่างๆ ออกจากอารมณ์ของมัน เช่น ดึงตาออกจากรูป
  6. ธารณา ฝึกใจให้ติดกับอารมณ์เดียว
  7. ธยานะ การเพ่งอารมณ์ที่กำหนดและรักษามิให้อารมณ์อื่นๆ มารบกวน
  8. สมาธิ การที่จิตรวมตัวอยู่กับอารมณ์ที่กำหนดให้ได้นานๆ จิตสงบรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับอารมณ์ จึงเป็นสมาธิ ถ้าฝึกถึงขั้นสูงสุด พฤติของจิตจะดับไปทันที คือขั้นสุดท้ายสู่โมกษะ

เกี่ยวกับ หรือ เชื่อมต่อกับ สตฺ (สัตย์-ความจริงหรือความดี) เป็นส่วนร่วมกับสตฺ, เป็น สตฺ ด้วยตัวมันเอง, หรือ ร่วมกันกับผู้ที่ตระหนักรู้ในการมีชีวิตอยู่

อวัยวะภายใน (โครงสร้าง) ประกอบด้วย มนัส, พุทธิ, จิตตะ และ อหังการ มีหน้าที่ต่างกัน

  1. มนัส : ใจ มีลักษณะ สงสัย (วิกัลป์ปะ) และ มุ่งมั่น (สังกัลป์ปะ) มักจะใช้คำว่า มนัส หรือ ใจ เป็นคำเรียกที่รวมเอาพุทธิหรือจิตตะไว้ด้วย
  2. พุทธิ : สติปัญญา ยกระดับได้ด้วยพลังของการบำเพ็ญเพียร (มุ่งมั่นและปฏิบัติ)
  3. จิตตะ : จิต เป็นคลังของความประทับใจในอดีต
  4. อหังการ : กำหนดลักษณะโดยความรู้สึกว่า “ตัวฉัน”

มาจากภาษาสันสฤต พรห = การเติบโต และ มัน = การหายไป (จากสถานที่หรือเวลา) ดังนั้น พรหมันจึงหมายถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด 

  • พรหมันคือสิ่งเดียวที่เป็นจริง อยู่เหนือคำจำกัดความ การยอมรับที่สัมผัสได้ และ จิตใจของมนุษย์ 
  • พรหมันถูกมองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้ข้อจำกัด, เคยมีอยู่, ไร้ข้อจำกัดในสถานที่และเวลา, ไม่เปลี่ยนแปลง, ไม่มีที่ติ, ไร้คุณสมบัติ, ไร้คุณลักษณะ, ไร้ชื่อหรือรูปแบบ, ไม่เกิดและไม่เติบโต, ไม่มีวุฒิภาวะ, ไม่เสื่อมสลาย, ไม่มีอะไรที่คล้ายคลึง และไม่มีอะไรแตกต่างจากพรหมัน 
  • พรหมันถูกกล่าวว่าเป็นความรู้บริสุทธิ์, เป็นเหตุแห่งประสิทธิภาพและแก่นสารของจักรวาล, เป็นจิตวิญญาณที่แผ่ซ่านไปทั่วจักรวาล, เป็นแก่นของการสร้างสิ่งมีชีวิตและสิ่งที่สิ่งมีชีวิตซึมซับอยู่ 
  • ปรากฏการณ์ทั้งหมดของโลก, คุณภาพ, การกระทำ, การเผยให้เห็น กล่าวกันว่าเป็นการลวงตาที่ซ้อนทับบนพรหมัน  
  • ในอุปนิษัทนิยมพรหมันว่าเป็นอาตมันสากล, เป็นความจริงแท้ และที่สำคัญที่สุดก็คือการอธิบายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในฤภูคีตานี้
"ribhu gita" (in Thai) by Tandhava
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.