บทที่ 25 การเป็นอาตมันอันปราศจากคุณสมบัติ

Chapter Twenty-Five

Topic of the Self Being without Characteristics

พึงเชื่อมั่นในทันทีทันใดว่า “สิ่งนั้น” ไม่มีอยู่จริง

ฤภู กล่าวว่า

25.1 แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือพรหมัน. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือสติ. ข้าฯ ไร้มลทิน. ข้าฯ คือผู้หนึ่งที่ไม่เคยพักผ่อน. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือธรรมชาติบริสุทธิ์. ข้าฯ คือธรรมชาตินิรันดร์. ข้าฯ คือสิ่งสูงสุด.
25.1 Ribhu: I am, indeed, Brahman. I am, indeed, Consciousness. I am blemishless. I am one without interstices. I am, indeed, of a pure nature. I am of the eternal nature. I am the highest.
25.2 ข้าฯ คือธรรมชาติบริสุทธิ์นิรันดร์. ข้าฯ คือศูนย์รวมของสตินิรันดร์. ข้าฯ คือธรรมชาติอันปราศจากจุดเริ่มต้นและสิ้นสุด. ข้าฯ ปราศจากความเป็นคู่ของจุดเริ่มต้นและสิ้นสุด.
25.2 I am of the eternally pure nature. I am the embodiment of eternal Consciousness. I am of the nature without beginning or end. I am without the duality of beginning and end.
25.3 ข้าฯ คือธรรมชาติที่เป็นสุขนิรันดร์. ข้าฯ คือผู้หนึ่งที่เป็นธรรมชาติของนิรามิสสุขนิรันดร์. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือผู้หลุดพ้นตั้งแต่ต้น. ข้าฯ ไร้มูลเหตุ.
25.3 I am of the perpetually happy nature. I am one with the nature of perpetual Bliss. I, indeed, am the primordially liberated. I am causeless.
25.4 แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือพรหมันสูงสุด. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือตัวข้าฯ เอง. เป็นภวเช่นนี้ตลอดกาล, และมีความสุขในอาตมันบริสุทธิ์ของท่านเอง,
25.4 I, indeed, am the Supreme Brahman. I, indeed, am myself, indeed. Being of this perpetual bhava, and happy in your own pure Self,
25.5 สถาปนาในความสุข; สถาปนาในความสุข; อยู่ในสภาวะของความสุขเป็นระยะเวลานาน, ยาวนาน. ท่านไม่แตกต่างไปจากสิ่งทั้งปวงอันเป็นที่รู้จัก. ไม่เคยมีสิ่งใดให้คิด.
25.5 be established in happiness; be established in happiness; be in a state of happiness for a long, long time. You are not different from all that is to be known. There never is anything of thought.
25.6 ไม่เคยมีสิ่งที่เรียกว่าจิต. ไม่เคยมีความทรงจำ. ไม่เคยมี, ไม่เคยมี, แท้จริงแล้ว, โลกนี้ไม่มีจริง.
25.6 There never is anything called mind. There never is any remembrance. There never is, there never is, there never is the world, indeed.
25.7 ไม่มีการพูดคุยเกี่ยวกับโลก. แล้วจะมีคำพูดเกี่ยวกับร่างกายได้อย่างไร? พรหมันคือสรรพสิ่ง — เป็นเพียงสติเท่านั้น. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือเอกภาพ (หนึ่งเดียว).
25.7 There never can be any talk about the world. How, then, can there be any word about the body? Brahman is all— only Consciousness. I, indeed, am the only One.
25.8 ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความคิดเช่นกัน. ความคิดที่คิดนั้นไม่มีอยู่จริง. ภวของสิ่งต่างๆ นั้นไม่มีอยู่จริง. การพูดเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของโลกเป็นเท็จ.
25.8 There is no such thing as thought either. The thought that there is thought is itself nonexistent. The bhava of there being anything is nonexistent. The talk about the existence of the world is false.
25.9 ผู้ที่กล่าวว่าสิ่งนั้นมีอยู่, การพูดว่าสิ่งนั้นมีอยู่, ทัศนคติที่ว่า โลกมีผู้พิทักษ์อื่นนอกเหนือจากอาตมันของตนเอง, “ความมั่นใจ” ว่าข้าฯ คือร่างกาย,
25.9 One who says that things exist, the talk that things exist, the attitude that the world is, that there is a protector of the world other than one’s own Self, the “certitude” that I am the body,
25.10 แนวคิดที่ว่าบุคคลนี้เป็นจัณฑาล, ความมั่นใจว่าบุคคลนี้เป็นพราหมณ์ผู้ยิ่งใหญ่ – ล้วนไม่มีอยู่จริง. โลกแห่งจิตหรือพุทธิ,
25.10 the notion that this man is indeed a candala (polluted person), the certitude that this person is a great brahmin— is all nonexistent. Of the world or the mind or the intellect,
25.11 พึงเชื่อมั่นในทันทีทันใดว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่จริง, ไม่มีอยู่จริง. พึงเชื่อมั่นว่าสิ่งที่มองเห็นได้นั้นไม่มีอยู่, สิ่งที่มองเห็นใดๆ นั้นไม่มี, ไม่มีสิ่งใด, ไม่มีเลย, อย่างแท้จริง.
25.11 be of the immediate conviction that nothing exists, nothing exists. Be of the conviction that there is nothing to be seen, nothing to be seen, nothing, nothing, indeed.
25.12 แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือพรหมันสูงสุด, แท้จริงแล้ว, ข้าฯ ไร้ส่วนที่นำมาประกอบกัน, เป็นเพียงข้าฯ เท่านั้น. อย่างไม่ต้องสงสัย. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือความสุขที่สุดของความสุข.
25.12 I, indeed, am the Supreme Brahman. I, indeed, am the partless. I only am. There is no doubt of this. I, indeed, am the happiest of the happy.
25.13 แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คืออาตมันอันศักดิ์สิทธิ์. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือเกวละ (เพียงหนึ่งเดียว). ข้าฯ นั้นนับไม่ถ้วนด้วยคำพูด. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ เอง, มิใช่ใครอื่น.
25.13 I, indeed, am the divine Self. I, indeed, am Kevala (the only One). I am immeasurable by words. I am, indeed, not another.
25.14 แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คืออาตมันแห่งสรรพสิ่ง. ข้าฯ คือความรักตลอดกาล. ข้าฯ คืออาตมันแห่งศรัทธา. ข้าฯ ปราศจากสภาวะ (mode) ใดๆ.
25.14 I, indeed, am the Self of all. I am ever loving. I am the Self of faith. I am without any modes.
25.15 แท้จริงแล้ว, ข้าฯ ไร้ขอบเขต. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ ปราศจากความต่อเนื่อง. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ ไม่ได้รับผลกระทบจากความคิด. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือคุรุที่ดี.
25.15 I, indeed, am without delimitations. I, indeed, am without any discontinuity. I, indeed, am unaffected by thought. I, indeed, am the good Guru.
25.16 แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือพยานตลอดกาล. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือตัวข้าฯ เองเท่านั้น. ข้าฯ มิได้ซ่อนเร้น; ข้าฯ มิได้เปิดเผย; และข้าฯ ก็ไม่ใช่ “ผู้เปล่งประกายอยู่เสมอ”.
25.16 I, indeed, am ever the Witness. I am, indeed, myself only. I am not hidden; nor am I unhidden; nor am I the “always shining one.”
25.17 ข้าฯ มิใช่ความรู้สึก, ข้าฯ ก็มิได้เป็นเพียงสติ. สถานที่ใด, สิ่งใดที่อาจมาตรวัด, แท้จริงแล้ว, คือ “ตตฺ”. ข้าฯ มิใช่ปราณ, ข้าฯ มิใช่ความรู้สึก, เพราะสิ่งเหล่านี้มักเป็นความเข้าใจผิดทั้งหมด.
25.17 I am not insentient, nor am I only Consciousness. Wherever, in whatever measure, “That,” indeed, is. I am not the prana-s, nor am I insentience, for such are always a total misapprehension.
25.18 ข้าฯ คือนิรามิสสุขเข้มข้น. ข้าฯ ไร้ที่ติอย่างสมบูรณ์. ข้าฯ คืออาตมันที่รู้ทุกอย่างโดยสมบูรณ์. ข้าฯ เป็นลางสังหรณ์ของความเป็นมงคลที่สมบูรณ์.
25.18 I am intense Bliss. I am completely spotless. I am the Self that completely knows all. I am the harbinger of complete auspiciousness.
25.19 ข้าฯ จำไม่ได้แม้แต่น้อยว่าข้าฯ เป็นสิ่งใด. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ ละทิ้งสิ่งต่างๆ ก่อนหน้านั้น. ข้าฯ ละทิ้งความสุขและความดี.
25.19 I have no recollection that I am anything in the least. I am, indeed, bereft of anything before me. I am bereft of happiness and good.
25.20 พรหมัน, ซึ่งสูงกว่าสิ่งสูงสุด, ผู้อยู่สูงกว่าผู้สูงสุด - นั่นคือข้าฯ, สูงกว่าผู้สูงสุด, สูงกว่าผู้สูงสุดของทั้งหมด.
25.20 Brahman, which is higher than the highest, the man that is higher than the highest—that I am, the higher than the highest, the higher than the highest of all.
25.21 ข้าฯ ปราศจากร่างกายทั้งหลาย. ข้าฯ ปราศจากการกระทำทั้งปวง. ข้าฯ คืออาตมันที่สงบสุขแห่งสรรพมนตรา. ข้าฯ อยู่เหนืออันตกรณทั้งหมด.
25.21 I am devoid of all bodies. I am devoid of all action. I am the peaceful Self of all mantra-s. I transcend all antahkarana.
25.22 ข้าฯ ปราศจากการสรรเสริญทั้งหลาย. ข้าฯ เปิดเผยต่อเทพทั้งปวง. ข้าฯ ปราศจากการสรงน้ำศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด. ข้าฯ คือหนึ่งเดียว. ข้าฯ เป็นคนสำคัญที่สุด. ข้าฯ ไร้ความเป็นคู่.
25.22 I am devoid of all praise. I reveal all the deities. I am devoid of all holy ablutions. I am one. I am the foremost. I am nondual.
25.23 ในศูนย์กลางอันศักดิ์สิทธิ์ของอาตมัน, ในน้ำศักดิ์สิทธิ์ของอาตมัน, ในความหรรษาของนิรามิสสุขแห่งอาตมัน, ข้าฯ สงบในตนเอง, ในความรู้ที่ว่า ข้าฯ คืออาตมัน.
25.23 In the holy center of the Self, in the sacred water of the Self, in the enjoyment of the Bliss of the Self, I repose in myself, in the Knowledge that I am the Self.
25.24 มีเพียงอาตมันเท่านั้น. แท้จริงแล้ว, อาตมันคือความเพลิดเพลิน. แท้จริงแล้ว, อาตมันคือความพอใจ. ความสุขเป็นของอาตมัน. แท้จริงแล้ว, อาตมันคืออาตมันของอาตมัน. แท้จริงแล้ว ข้าฯ คือผู้สูงสุด.
25.24 There is only the Self. The Self, indeed, is the enjoyment. The Self, indeed, is the satisfaction. Happiness is of the Self. The Self, indeed, is the Self of the Self. I, indeed, am the Supreme.
25.25 ข้าฯ คืออาตมัน. ข้าฯ คืออาตมัน. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คืออาตมัน, มิได้เป็นของโลกนี้. ข้าฯ คืออาตมันของสรรพสิ่ง. ข้าฯ คืออาตมันตลอดกาล. ข้าฯ คืออาตมันนิรันดร์, เหนือกว่าคุณะ.
25.25 I am the Self. I am the Self. I am, indeed, the Self, not of this world. I am the Self of all. I am ever the Self. I am the eternal Self, beyond the guna-s.
25.26 พึงเชื่อมั่นเช่นนี้อยู่เสมอ, การมีความเชื่อมั่นเช่นนั้น จะเติมเต็มเพื่อการบรรลุผลสำเร็จในขั้นสุดท้าย. เพียงสติที่ตั้งมั่นเท่านั้นที่ให้สัมฤทธิผล. แท้จริงแล้ว, ตตฺ บรรลุได้ด้วยความแน่วแน่เท่านั้น. ความแน่วแน่นี้ที่จะนำไปสู่นิพพาน. จงเป็นสุขด้วยตัวท่านเอง.
25.26 Being always of this conviction, ever have such conviction for final fulfillment. Only Consciousness stands as the fulfillment. That, indeed, is only by certitude. Even this certitude reaches dissolution. Be happy by yourself.
25.27 คัมภีร์นั้นที่ไร้ที่สิ้นสุด, ในบทต่าง ๆ, แค่อธิบายถึง ท่าน, ภควัน, เอกภาพ, วิษณุ, อินทรา, พรหม, สุริยัน, จันทรา, อัคคี, วายุ, พระเป็นเจ้าของสรรพชีวิตและคณะ, โอ สัมภู ผู้มีชื่อเสียง!
25.27 The endless scriptures, by their various chapters, describe only you, Bhagavan, the only One, as Vishnu, Indra, Brahma, Sun, Fire, Wind, the Lord of beings and the gana-s, O Sambhu, the eminent!

Get carried away?

อ่าน “ฤภูคีตา” เพิ่มเติม

กลับไปสารบัญ

index

คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้

นิรามิสสุข คือสุขที่เกิดโดยปราศจากอามิสหรือสิ่งภายนอก เป็นความสุขที่ไม่ต้องวิ่งไปหาจากภายนอก แต่ความสุขเกิดจากภายใน ด้วยเจริญสติภาวนา ด้วยการฝึกจิตให้อยู่กับสมาธิ ไม่ให้จิตดิ้นรนออกไปตามสิ่งที่เราไปสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และสัมผ้ส ความสุขเกิดความสงบ ความสะอาด และความสว่างของดวงจิตภายในของเรา ซึ่งเป็นความสุขที่ละเอียด ยั่งยืน และมั่นคงไม่ต้องหาวิ่งหา ไม่ต้องใช้เงิน ซึ่งเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้ ใครอยากได้ต้องทำเอง

(ภาวนา) หมายถึง สภาวะ ทัศนคติ ท่าทาง อารมณ์ ความคิด อารมณ์ ความคิดเห็น การจัดการจิต ธรรมชาติ ความมุ่งมั่น ความรู้สึก ความละเอียด ศรัทธา ความเชื่อมั่น การไตร่ตรอง สมาธิแบบนามธรรม

หนึ่งเดียว ลำพัง เป็นคำคุณศัพท์ของ ไกวัลยะ

สิ่งนั้น / “ตตฺ” ถูกใช้แทนความหมายของ พรหมัน, สมบูรณ์ ไร้ตัวตน, ปราศจากเงื่อนไขใดๆ (ความหลงผิด)

พื้นฐานการเคลื่อนลมปราณ 10 ประการ (ในช่องที่ละเอียดอ่อนหรือหลอดเลือด)

  1. ปราณ มีหน้าที่ หายใจออก, หายใจเข้า, ไอ, กลั้นหายใจ, เคลื่อนไปที่ปาก, รูจมูก, ลำคอ, สะดือ, นิ้วโป้งเท้าทั้งสอง และ บน/ล่างของกุณฑาลินี (กระดูกกระเบนเหน็บ)
  2. อปาน มีหน้าที่ ขับอุจจาระ, ปัสสาวะ และสิ่งที่คล้ายกัน, การเคลื่อนไหวทั้งร่างกาย, ทวารหนัก, อวัยเพศ, ต้นขา, เข่า, น่อง, ท้อง, สะโพก, หน้าแข้ง, สะดือ และอื่นๆ
  3. วิยานะ ทำหน้าที่ ให้และจับความเคลื่อนไหว ในหู, ตา, ตะโพก, ข้อเท้า, ส้นเท้า, จมูก, คอ และส่วนต่างๆ ในร่างกายทั้งหมด
  4. อุทานะ ทำหน้าที่ที่ตรงขึ้นด้านบน คือ แบกของสูงขึ้น, การเคลื่อนไหวในกึ่งกลางของลำคอและที่ข้อต่อทั้งหมด
  5. สมานะ ทำหน้าที่บำรุงร่างกายในสะดือ, แผ่ซ่านไปที่มือและเท้าและส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ตลอดทั้ง 72000 ช่องเล็กๆที่ละเอียดอ่อน แทรกซึมไปในส่วนหลักและส่วนย่อย

ส่วนย่อยของปราณคือ

  1. นากะ ทำหน้าที่ เรอ หรือที่เหมือนกัน
  2. คุรมะ ทำหน้าที่ เปิดและปิดเปลือกตา
  3. ครคาระ ทำหน้าที่ สะอึก
  4. เทวะทัตตะ ทำหน้าที่ หาวและนำเข้าสู่การหลับ
  5. ธานานชายะ ทำหน้าที่สร้างเสมหะ, การบวม และที่คล้ายกัน, แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ; กล่าวกันว่าจะไม่ทิ้งร่างแม้จะตายแล้ว

คาถาศักดิ์สิทธิ์, เพลงสวด, มนต์สะกด, คำหรือวลีศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญต่อจิตวิญญาณและอำนาจ, เสน่ห์ (เมตตามหานิยม), คาถาศักดิ์สิทธิ์สำหรับเทวะ

มันตรา ถูกแบ่งประเภท ออกเสียง (คันติกะ) หรือภาวนาในใจซ้ำๆ (อจาปา)

มันตรา จะช่วยผู้ที่ได้รับผลสะท้อนของมัน

สรง หรือ สนาน พิธีอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์เป็นศาสนพิธี ต้องเดินทางไปทำพิธีที่เทวสถานและพำนักในเทวสถาน มีระเบียบปฏิบัติอย่างเคร่งครัด มีการชำระล้างพร้อมกับการท่องมนตรา, รินน้ำจันท์ถวายแด่เทวะและบำเพ็ญกุศล

  • พิธีอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์เป็นพิธีกรรมแบบดั้งเดิมเพื่อเป็นการชำระล้างให้บริสุทธิ์
  • ธาราปนะเป็นการถวายน้ำแต่พระเป็นเจ้าซึ่งกระทำเป็นประจำทุกวัน และในบางโอกาสก็จะถวายให้กับฤๅษีหรือวิญญาณที่ล่วงลับ

อวัยวะภายใน (โครงสร้าง) ประกอบด้วย มนัส, พุทธิ, จิตตะ และ อหังการ มีหน้าที่ต่างกัน

  1. มนัส : ใจ มีลักษณะ สงสัย (วิกัลป์ปะ) และ มุ่งมั่น (สังกัลป์ปะ) มักจะใช้คำว่า มนัส หรือ ใจ เป็นคำเรียกที่รวมเอาพุทธิหรือจิตตะไว้ด้วย
  2. พุทธิ : สติปัญญา ยกระดับได้ด้วยพลังของการบำเพ็ญเพียร (มุ่งมั่นและปฏิบัติ)
  3. จิตตะ : จิต เป็นคลังของความประทับใจในอดีต
  4. อหังการ : กำหนดลักษณะโดยความรู้สึกว่า “ตัวฉัน”

เป็นองค์ประกอบที่สมดุลของประกฤติ

  1. สัตวะ แปลว่า ความแท้จริงหรือความมีอยู่ สัตวะเป็นมูลฐานแห่งความดี ความสุข ความเบา ความแจ่มใส ความมีประกายสดใส ความเจิดจ้าแห่งแสงสว่าง การเลื่อนลอยขึ้นเบื้องบน ความพอใจ มีสีขาว
  2. รชัส แปลว่า ความเศร้าหมอง รชัสเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดจลนภาพหรือความเคลื่อนไหว ความกระปี้กระเปร่า ความเจ็บปวด ความกระวนกระวาย ความโหดร้ายรุนแรงของอารมณ์ รชัสทำให้เกิดการกระตุ้นเร่งเร้าอันเป็นผลให้เกิดความเคลื่อนไหว มีสีแดง
  3. ตมัส ความมืด ตมัสเป็นมูลฐานแห่งความเฉยๆ ปราศจากความสนใจ ความโง่เขลา ความสับสน ความเซื่องซึมเหงาหงอย ความหดหู่ ตมัสทำให้เกิดความหยุดนิ่ง (ในแง่ของวัตถุ) มีสีดำหรือคล้ำ

เมื่อคุณะทั้ง 3 สมดุลคืออยู่ในภาวะของประกฤติ เมื่อเกิดเสียความสมดุล, วิวัฒนาการก็จะเริ่มต้นขึ้นและดำเนินเรื่อยไปตามครรลองของมัน

ผู้มีพระภาค (มีคุณะทั้ง 6 ประการ)

  1. อิศวร อำนาจ สงเคราะห์สรรพสิ่ง
  2. สมากระ กล้าหาญ พลังงาน
  3. ยศ ชื่อเสียง
  4. ศรี ความเจริญรุ่งเรือง สง่างาม คุณธรรม
  5. ชนานะ ความรู้จากการทำสมาธิ
  6. ไวราคยะ ไร้ความปรารถนาต่อโลก/บำเพ็ญเพียร

ภควันยังหมายถึง ผู้สร้างและทำลาย การมาและการไปของสิ่งมีชีวิต วิชชาและอวิชชา

ราชาแห่งเทพ

นามของศิวะ หมายถึง ความสุขที่ดีเลิศ

อาตมันคือหนึ่งและสากล แตกต่างจากร่างกาย, ประสาทสัมผัส, ความรู้สึก, ใจ, สติปัญญา, ความรู้สึกภายใน, และอื่นๆ เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ต่อกิจกรรมและไม่ได้รับผลกระทบจากสิ่งใด

  • อาตมันมีธรรมชาติเป็นความรู้แจ้งของสติ, ส่องสว่างด้วยตนเอง, มีธรรมชาติเป็นความรู้, ไม่ต้องใช้ความรู้อื่นเพื่อรู้ถึงอาตมัน 
  • อาตมันปราศจาก รักหรือชัง, กลัวหรือเสียใจ, คุณภาพหรือการกระทำ, รูปแบบ, การเปลี่ยนแปลงหรือมลทิน  
  • อาตมันไม่มีที่ติ, แบ่งแยกไม่ได้, แผ่ซ่านไปทั่ว และเป็นอนันต์ 
  • อาตมันและพรหมันคือหนึ่งเดียวกัน
"ribhu gita" (in Thai) by Tandhava
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.