บทที่ 22 ความมั่นใจว่าพรหมันเป็นได้ทุกรูป
Chapter Twenty-Two
Topic of the Ascertainment of Brahman Being All Forms
พรหมันส่องสว่างโลกทั้งหมดนี้ มีรูปที่เป็นไปได้ทุกรูปแบบ สถิตอยู่ทุกหนทุกแห่ง หนาแน่น และยิ่งใหญ่
ฤภู กล่าวว่า
คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้
นิรามิสสุข คือสุขที่เกิดโดยปราศจากอามิสหรือสิ่งภายนอก เป็นความสุขที่ไม่ต้องวิ่งไปหาจากภายนอก แต่ความสุขเกิดจากภายใน ด้วยเจริญสติภาวนา ด้วยการฝึกจิตให้อยู่กับสมาธิ ไม่ให้จิตดิ้นรนออกไปตามสิ่งที่เราไปสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และสัมผ้ส ความสุขเกิดความสงบ ความสะอาด และความสว่างของดวงจิตภายในของเรา ซึ่งเป็นความสุขที่ละเอียด ยั่งยืน และมั่นคงไม่ต้องหาวิ่งหา ไม่ต้องใช้เงิน ซึ่งเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้ ใครอยากได้ต้องทำเอง
- ชีวา (ปัจจเจกวิญญาณ) ในสำขยะคือ วิญญาณเดี่ยวที่แยกออกจากปุรุษะ โดยเชื่อมต่อกับอัตตา, พุทธิ, จิต และความรู้สึกถูกจำกัดโดยร่างกาย
- ชีวา กล่าวในสำขยะว่า ด้วยการบ่งชี้ปุรุษะที่ผิดพลาดของพุทธิ ทำให้เกิดข้อจำกัดและอวิชชา, พึงพอใจและเจ็บปวด, พันธะและความตาย ซึ่งสามารถก้าวข้ามด้วยความรู้แห่งสัจธรรม
ตรีกายา
กาย 3 ประเภท
- สถุลาสรีระ (กายหยาบ) คือเปลือกของอาหาร ประกอบด้วยธาตุทั้งห้า
- สุขมาสรีระ (กายละเอียด) คือร่างของจิตและพลังงานสำคัญซึ่งทำให้กายมีชีวิต กายละเอียดจะรวมกับกายทิพย์ซึ่งส่งต่อวิญญาณ หรือ ชีวา ที่แยกออกจากการยหยาบเมื่อตาย ประกอบด้วย
- ปราณามายาโกษา เกี่ยวกับลมปราณ
- มโนมายาโกษา เกี่ยวกับจิตและสัมผัส
- วิทยานะมายาโกษา เกี่ยวกับพุทธิและสัมผัส
- กรนาสรีระ (กายทิพย์) เป็นเพียงเมล็ดพันธุ์ของการหยาบและกายละเอียด กล่าวว่ามีความซับซ้อนมากที่สุด เพราะประกอบไปด้วยประสบการณ์ที่ประทับใจที่เกิดขึ้นในอดีต หรือสิ่งห่อหุ้มความสุข (อนันตมายาโกษา)
(ปัญจะโกสะ) คือเปลือกทั้ง 5 ประการ ชั้นที่ลึกเข้าไปจะมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น
- อันนามายะ โกสะ เปลือกแห่งกายภาพ
- ปราณามายะ โกสะ เปลือกแห่งปราณ หรือ ลมปราณ และ ระบบประสาท (เปลือกแห่งสรีระหรือพลังงาน)
- มโนมายะ โกสะ เปลือกแห่งรูปแบบของความปรารถนาและแรงจูงใจ มีรูปแบบซับซ้อน เรียกว่าเปลือกแห่งจิต
- วิชญานามายะ โกสะ เปลือกแห่งพุทธิ และ ความรู้สติปัญญา (เปลือกแห่งปัญญา)
- อนันตมายะ โกสะ เปลือกของการรู้แจ้ง (เปลือกแห่งบรมสุข)
สภาวะ (การเปลี่ยนแปลง) ทั้ง 6 ที่เกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในภาพลวงตา (มายา) คือ
- เกิดขึ้น
- ดำรงอยู่
- เติบโต
- วุฒิภาวะ
- เสื่อมถอย
- มรณา (ตาย)
กฎ พิธีกรรม บทความเกี่ยวกับการบูชา ; หลักธรรมคำสอนเกี่ยวกับเวทย์มนตร์และสูตรอาถรรพ์สำหรับการบูชาเทวะหรือการบรรลุพลังเหนือมนุษย์
- คาถาศักดิ์สิทธิ์, เพลงสวด, มนต์สะกด, คำหรือวลีศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญต่อจิตวิญญาณและอำนาจ, เสน่ห์ (เมตตามหานิยม), คาถาศักดิ์สิทธิ์สำหรับเทวะ
- มันตรา ถูกแบ่งประเภท ออกเสียง (คันติกะ) หรือภาวนาในใจซ้ำๆ (อจาปา)
- มันตรา จะช่วยผู้ที่ได้รับผลสะท้อนของมัน
- มันตราสำหรับทาขี้เถ้า เรียกว่า อัคนีมันตรา
- agniriti bhasma
- vayuriti bhasma
- jalamiti bhasma
- sthalalmiti bhasma
- vyometi bhasma
- sarvam ha va
- idam bhasma
- mana ityetani
- chakshugumshi bhasma
- กล่าวมันตรานี้ขณะที่ละลายขี้เถ้าในน้ำในฝ่ามือ เพื่อเรียก ไฟ ลม น้ำ ดิน และ ที่ว่าง ทั้งหมดนี้ และ จิต กับ ดวงตา เข้าในขี้เถ้า
- ตรี-อยุศะ มันตรา
- tri-ayusham jamadagneh
- kasyapasya tri-ayusham
- yat devanam tri-ayusham
- tan me astu tri-ayusham
- อายุยืนขึ้น 3 เท่าของปราชญ์ จามาทักนิ
- อายุยืนขึ้น 3 เท่าของปราชญ์ กัศยาปะ
- อายุยืนขึ้น 3 เท่าของพระเป็นเจ้า
- ขอให้อายุยืนขึ้น 3 เท่าเป็นของฉัน
- ไตรยัมบากา มันตรา
- tryambakam yajamahe
- sugandhim pushti vardhanam
- urvarukamiva bandanath
- mrtyor mukshiya mamrtat
- บทสวดที่รู้จักอย่างกว้างขวางแด่พระเจ้าผู้มีเนตรที่ 3 (ไตรยัมบากา, ศิวะ) บูชาเพื่อให้รอดจากความตายและเป็นอมตะ)
อิศะ (อิศะวาสย มนตรา)
คำเริ่มต้นของ อิศวาสฺย อุปนิษัท หมายถึง “อาศัยอยู่ในอิศวร”
- พราหมณ์ วรรณะสูงเป็นอภิสิทธิ์ชน เกิดจากปากหรือศีรษะของพระพรหม ได้เรียนรู้ศึกษาศาสนาวิชาการต่างๆ สอนแก่คนทั่วไป ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางติดต่อกับพระเจ้า ทุกวรรณะต้องเคารพด้วยถือว่าเป็นวรรณะสูงสุดและบริสุทธิ์ นุ่งห่มสีขาวและมักมีอาชีพเป็นครูอาจารย์ (ปัญญา)
- กษัตริย์ วรรณะสูงเป็นนักรบนักปกครอง เกิดจากอกและแขนของพระพรหม นิยมนุ่งห่มสีแดง (อำนาจ)
- แพศย์ วรรณะกลางมีอาชีพค้าขาย กสิกร ประมง ฯลฯ สำคัญแก่เศรษฐกิจของบ้านเมือง เกิดจากตะโพกและขาของพระพรหม นิยมนุ่งห่มสีเหลือง (เงินทอง)
- ศูทร วรรณะต่ำอาชีพกรรมกร คนรับใช้ รับจ้าง เกิดจากเท้าของพระพรหม (แรงงาน)
นอกจากนี้ยังมีคนพวกต่ำสุดคือ จัณฑาล เกิดจากการแต่งงานของคนวรรณะสูงกับคนวรรณะต่ำ ถูกแยกออกจากสังคม มีอาชีพลำบากที่คนไม่อยากทำ ขอทาน กวาดถนน เก็บขยะ ขุดหลุมฝังศพ ฝังศพ เผาศพ เป็นต้น
โลกทั้ง 14 กล่าวกันว่ามีโลกชั้นบน 7 ชั้น และ ชั้นล่าง 7 ชั้น
- The upper worlds are called bhuloka, bhuvarloka, svarloka, maharloka, janarloka, taparloka, satyaloka.
- The lower worlds are called atala, vitala, sutala, rasatala, talatala, mahatala, patala.
นามของศิวะ ปรากฏครั้งแรกใน ฤคเวท ; รุทระ หมายถึง น่ากลัว คำราม ประทานอำนาจ แข็งแรง สีแดง แวววาว ส่องแสง น่ายกย่อง ขับไล่ความชั่วร้าย
เผ่าพันธุ์มนุษย์สืบเชื้อสายจากมนู (จึงได้ชื่อว่า “มนุษย์” แปลว่าผู้สืบเชื้อสายมาจาก “มนู” นั่นเอง) หรือ จักรพรรดิของโลก ในคัมภีร์กล่าวว่ามี 14 องค์ แต่ละองค์เท่ากับ 1 รัชสมัย และ 14 รัชสมัย เท่ากับ 1 วันของพรหม มีชื่อดังนี้
- สวายัมภูวะมนู
- สวาโรชิศะมนู
- อัทมีมนู
- ตมาสะมนู
- ไรวาตะมนู
- จักษุศะมนู
- ไววาสวาตะมนู
- สวามีมนู
- ทักษะ-สวามีมนู
- พรหมะ-สวามีมนู
- ธรรมะ-สวามีมนู
- รุทระ-สวามีมนู
- รุชยะ-เทวะ-สวามีมนู
- อินทาระ-สวามีมนู
รัชสมัยปัจจุบันคือ องค์ที่ 7 ไววาสวาตะมนู
สิทธา สิ่งมีชีวิตทางจิตวิญญาณที่มีความบริสุทธิ์และพลังอันยิ่งใหญ่ กล่าวกันว่ามีลักษณะเฉพาะเหนือธรรมชาติ 8 ประการ เรียกว่า สิทธิ
- อนิมะ พลังที่กลายเป็นสิ่งเล็กเท่าอะตอม
- ลาคิมะ พลังที่กลายเป็นแสงสว่างเท่าที่ต้องการ
- ปราปติ พลังที่จะได้รับสิ่งใดๆ
- ปรากัมยัม พลังแห่งเจตจำนงที่ไม่อาจต้านทาน
- มาหิมะ พลังที่เพิ่มขนาดใหญ่เท่าที่ต้องการ
- อิสิตาวะ พลังที่เหนือกว่า
- วาสิตาวะ พลังเพื่อปราบผู้อื่น
- กามาวสยิตา ควบคุมความปรารถนา
จักรวาลที่ตื่นรู้, จักรวาลในรูปแบบของอาตมัน, ทำหน้าที่ผ่านการรวมตัวของร่างกายทั้งหมดในสภาวะตื่น, กล่าวได้ว่า “ส่องสว่างอย่างยิ่ง”
ผู้ปกครอง (สัมผัสภายใน) ตนเอง ; หมายถึงอิศวร, สถานะที่ไม่เปิดเผยตัวตน, เป็นอิสระอย่างแท้จริง และเป็นเหตุของการพึ่งพาอื่นๆ ทั้งหมด, หรือผู้ที่ส่องสว่าง (เปล่งรัศมี) ในตัวเอง (ด้วยตัวเอง)
แท้จริงคือ “สายของอาตมัน” อาตมันที่แผ่ซ่านไปทั่วจักรวาลเหมือนด้าย (พระสูตร) ผ่านมงคล (มาลัย) ; พลังที่สำคัญก่อนการสำแดง (ปรากฏการณ์)
อำนาจภายนอก ; สุตรัตมะ (อาตมันวิ่งทะลุตลอดทุกสิ่ง) ; หิรันยะกัปปะ (ไข่ทองคำ) ส่องสว่างตลอดกาล
ศิวะ
ผู้ที่หลุดพ้นในขณะที่ยังมีชีวิต
วิเทหะมุกติ คือผู้ที่หลุดพ้นภายนอกร่างกาย แตกต่างจาก ชีวานมุกตะ และ วิเทหะมุกตะ ซึ่งบางครั้งหมายถึง ปราชญ์ของอัทไวตะ ซึ่งไม่สามารถแบ่งแยกในความแตกต่างได้จริง
การหลุดพ้นแบ่งออกเป็น 3 ประเภท
- มีรูป
- ไร้รูป
- มีและไร้รูป
มีรูปคือ ชีวานมุกตะ ; ไร้รูป คือ วิเทหะมุกตะ ; ลำดับที่ 3 มีและไร้รูป กล่าวว่าเป็นการหลุดพ้นของผู้มีคุณสมบัติ (อธิการิกะ มุกตะ) ซึ่งมีเป้าหมายในการช่วยโลก ; หลังจากปลดระวาง (ทิ้ง) ร่างกายแล้ว ก็อาศัยอยู่ในกายละเอียด (สุขุมสรีระ) เพื่อความผาสุกของมนุษยชาติต่อไป ; ในอัทไวตะได้ลบล้างความแตกต่างทั้งหมดนี้ และมีเพียงภาวะเดียวของมุกติเท่านั้นที่ถือว่าเป็นของจริง ;
ศรีรามานะ มหาศรี กล่าวว่า “ถ้าจะกล่าวว่าการหลุดพ้นมี 3 ชนิด คือ มีรูป, ไม่มีรูป และ มีและไม่มีรูป แล้วนั้น, ฉันขอบอกคุณว่า การสูญพันธุ์ของอัตตา คือสิ่งที่จำเป็นต่อการหลุดพ้นทั้ง 3 รูปแบบ นั่นคือการหลุดพ้นมีเพียงหนึ่งเดียว”
อันตกรณ : อวัยวะภายใน (โครงสร้าง) ประกอบด้วย มนัส, พุทธิ, จิตตะ และ อหังการ มีหน้าที่ต่างกัน
- มนัส : ใจ มีลักษณะ สงสัย (วิกัลป์ปะ) และ มุ่งมั่น (สังกัลป์ปะ) มักจะใช้คำว่า มนัส หรือ ใจ เป็นคำเรียกที่รวมเอาพุทธิหรือจิตตะไว้ด้วย
- พุทธิ : สติปัญญา ยกระดับได้ด้วยพลังของการบำเพ็ญเพียร (มุ่งมั่นและปฏิบัติ)
- จิตตะ : จิต เป็นคลังของความประทับใจในอดีต
- อหังการ : กำหนดลักษณะโดยความรู้สึกว่า “ตัวฉัน”
(ภาวนา) หมายถึง สภาวะ ทัศนคติ ท่าทาง อารมณ์ ความคิด อารมณ์ ความคิดเห็น การจัดการจิต ธรรมชาติ ความมุ่งมั่น ความรู้สึก ความละเอียด ศรัทธา ความเชื่อมั่น การไตร่ตรอง สมาธิแบบนามธรรม
- สถุลาสรีระ (กายหยาบ) คือเปลือกของอาหาร ประกอบด้วยธาตุทั้งห้า
- สุขมาสรีระ (กายละเอียด) คือร่างของจิตและพลังงานสำคัญซึ่งทำให้กายมีชีวิต กายละเอียดจะรวมกับกายทิพย์ซึ่งส่งต่อวิญญาณ หรือ ชีวา ที่แยกออกจากการยหยาบเมื่อตาย ประกอบด้วย
- ปราณามายาโกษา เกี่ยวกับลมปราณ
- มโนมายาโกษา เกี่ยวกับจิตและสัมผัส
- วิทยานะมายาโกษา เกี่ยวกับพุทธิและสัมผัส
- กรนาสรีระ (กายทิพย์) เป็นเพียงเมล็ดพันธุ์ของการหยาบและกายละเอียด กล่าวว่ามีความซับซ้อนมากที่สุด เพราะประกอบไปด้วยประสบการณ์ที่ประทับใจที่เกิดขึ้นในอดีต หรือสิ่งห่อหุ้มความสุข (อนันตมายาโกษา)
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.
