บทที่ 22 ความมั่นใจว่าพรหมันเป็นได้ทุกรูป

Chapter Twenty-Two

Topic of the Ascertainment of Brahman Being All Forms

พรหมันส่องสว่างโลกทั้งหมดนี้ มีรูปที่เป็นไปได้ทุกรูปแบบ สถิตอยู่ทุกหนทุกแห่ง หนาแน่น และยิ่งใหญ่

ฤภู กล่าวว่า

22.1 ข้าฯ จะบอกท่านเกี่ยวกับอาตมันที่รู้จักกันดี, อาตมันคือสิ่งที่ส่องสว่างแห่งโลกทั้งหมดนี้, อาตมันมีรูปที่เป็นไปได้ทุกรูปแบบ, สถิตอยู่ทุกหนทุกแห่ง หนาแน่น และยิ่งใหญ่
22.1 Ribhu: I shall tell you about the w ell-know n Self, the illuminator of all the worlds, with all manner of forms, ever settled everywhere, dense and great.
22.2 [ที่กล่าวว่า] ข้าฯ คือพรหมัน [นั้น]. จงอย่าได้ต้องสงสัย. จงยืนหยัด, มั่นใจในสิ่งนี้. ข้าฯ คือสติเพียงสิ่งเดียว; ข้าฯ คือสติเพียงสิ่งเดียว. อะไรก็ตามที่หลายหลายนั้นก็คือตัวข้าฯ เอง.
22.2 I am that Brahman. There is no doubt of this. Being of this conviction, stand firm. I am Consciousness alone; I am Consciousness alone. Whatever is manifold is I myself.
22.3 ข้าฯ คือถ้อยคำสุดท้าย. ข้าฯ คือพระเจ้า, สติ, แท้จริงแล้ว, ข้าฯ ข้ามพ้นจิต. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือสติ, พรหมันสูงสุด. สติคือที่พักพิงของสรรพสิ่ง.
22.3 I am the end of words. I am God, Consciousness, indeed, beyond the mind. I am, indeed, Consciousness, the Supreme Brahman. Consciousness is the abode of all.
22.4 กายหยาบนี้เป็นเพียงสติ. กายละเอียดนี้เป็นเพียงสติ. สติเป็นเหตุปัจจัย และนั่นคือข้าฯ. แท้จริงแล้ว, ร่างกายเป็นเพียงสติ.
22.4 This gross body is only Consciousness. The subtle body is only Consciousness. Consciousness is the instrumental cause, and that am I. The body is, indeed, only Consciousness.
22.5 [สิ่งใดก็ตามที่] ไม่อาจแยกประเภท, ดีที่สุด, กลางๆ, และเลว คือสติ. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือสติ. แท้จริงแล้ว, กายละเอียดก็คือสติ.
22.5 The undivided mode, the best, the middling, and the bad are Consciousness. I, indeed, am Consciousness. The subtle body is, indeed, Consciousness.
22.6 สติคือเหตุ, และนั่นคือข้าฯ. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือสติ, ปราศจากพุทธิ. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือสติ, ปราศจากภวใดๆ - แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือสติ, ปราศจากข้อบกพร่องใดๆ.
22.6 Consciousness is the cause, and that am I. I, indeed, am Consciousness, without an intellect. I, indeed, am Consciousness without any bhava— Consciousness, indeed, without any defects.
22.7 ไม่มีสิ่งเช่น “การดำรงอยู่ของพรหมัน”. ไม่มีสิ่งเช่น “การไม่ดำรงอยู่ของพรหมัน”, แท้จริงแล้ว, “ดำรงอยู่” หรือ “ไม่ดำรงอยู่” เป็นเพียงสติ.
22.7 There is nothing such as “the existence of Brahman.” There is no such thing as “Brahman does not exist” There is nothing, indeed, as “is” or “is not” I, indeed, am only Consciousness.
22.8 สรรพสิ่งไม่มีอยู่, ไม่มีอยู่อย่างแท้จริง. “การมีรูป” ไม่มีอยู่, ไม่มีอยู่อย่างแท้จริง. อะไรก็ตามแม้จะเล็กน้อยที่สุดไม่มีอยู่, ไม่มีอยู่อย่างแท้จริง. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ เป็นเพียงสติ.
22.8 All is nonexistent, nonexistent indeed. “Being with form” is nonexistent, nonexistent, indeed. Whatever is, in the least, is nonexistent. I, indeed, am only Consciousness.
22.9 การเปรียบเทียบและการคัดค้าน, ดั่งเช่น ข้อบกพร่อง ในตอนต้น, ท่ามกลาง และตอนจบ, ทั้งหมดเป็นเพียงธรรมชาติของสติ. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ เป็นเพียงสติ.
22.9 Comparison and contrast, as well as the defects of beginning, middle, and end, are all only of the nature of Consciousness. I, indeed, am only Consciousness.
22.10 สรรพสิ่งที่แบ่งแยก, จริงและลวง, และสิ่งที่สร้างเหตุและเป็นผล, [ทั้งหมดนั้น] ไม่มีอยู่, ไม่มีอยู่อย่างแท้จริง. มีเพียงข้าฯ ตามลำพัง.
22.10 All that are separate, real and unreal, and what makes for cause and effect, are nonexistent, nonexistent, indeed. I alone am.
22.11 ความไม่บริสุทธิ์, ความบริสุทธิ์, ความไม่เป็นคู่, ความเป็นคู่, เอกภาพ, และอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งหมดนั้นไม่มีอยู่, ไม่มีอยู่อย่างแท้จริง. มีเพียงข้าฯ ตามลำพัง.
22.11 Impurity, purity, nonduality, duality, the one, and the many are all nonexistent, nonexistent, indeed. I alone am.
22.12 [สิ่งใดก็ตามที่] ไม่จริงและจริง, สิ่งที่ไม่เป็นคู่ตรงข้าม, สิ่งที่เป็นคู่ตรงข้าม, สิ่งที่สูงกว่าสิ่งสูงสุด ทั้งหมดนั้นไม่มีอยู่, ไม่มีอยู่อย่างแท้จริง. มีเพียงข้าฯ ตามลำพัง.
22.12 The unreal and the real, what are not pairs of opposites, what are pairs of opposites, what is higher than the highest are all nonexistent, nonexistent, indeed. I alone am.
22.13 อดีต, อนาคต, และปัจจุบัน, การหลงผิดและการไม่หลงผิด, ความเท่ากันและความไม่เท่ากัน ทั้งหมดนั้นไม่มีอยู่, ไม่มีอยู่อย่างแท้จริง. มีเพียงข้าฯ ตามลำพัง.
22.13 The past, the future, and the present, delusion and non-delusion, the equal and the unequal are all nonexistent, nonexistent, indeed. I alone am.
22.14 อักษร, เศษ, ข้อบกพร่อง (Akshara, lava, truti คือ สิ่งถาวร-เศษที่ทิ้ง-ข้อผิดพลาด) ทั้งหมดคือพรหมัน. สิ่งที่เรียกว่า “ท่าน” และที่เรียกว่า “สิ่งนั้น”, หรือสิ่งในทำนองเดียวกัน, ไม่มีอยู่. ทั้งหมดนั้นไม่มีอยู่, ไม่มีอยู่อย่างแท้จริง. มีเพียงข้าฯ ตามลำพัง.
22.14 Akshana, a lava, a truti are all Brahman. What is denoted by the word “you” and by the word “That,” likewise, are all nonexistent. All is nonexistent, nonexistent, indeed. I alone am.
22.15 คำว่า “ท่าน” และคำว่า “สิ่งนั้น” และการผสมผสานเข้าด้วยกันทั้งหมดนั้นเป็นเพียงตัวข้าฯ เอง. ทั้งหมดนั้นไม่มีอยู่, ไม่มีอยู่อย่างแท้จริง. มีเพียงข้าฯ ตามลำพัง.
22.15 The word “you” and the word “That” and their merging together are all only I, myself. All are nonexistent, nonexistent, indeed. I alone am.
22.16 นิรามิสสุข, นิรามิสสุขอันยิ่งใหญ่, สรรพนิรามิสสุข, สัจธรรม, สิ่งยิ่งใหญ่ทั้งหมดนั้นไม่มีอยู่, ไม่มีอยู่อย่างแท้จริง. มีเพียงข้าฯ ตามลำพัง.
22.16 Bliss, great bliss, all bliss, the true, the great are all nonexistent, nonexistent, indeed. I alone am.
22.17 ข้าฯ คือพรหมัน, สิ่งนี้คือพรหมัน, อักษรศักดิ์สิทธิ์ [คำว่า] “กรรม” คือ พรหมัน. ทั้งหมดนั้นไม่มีอยู่, ไม่มีอยู่อย่างแท้จริง. มีเพียงข้าฯ ตามลำพัง.
22.17 I am Brahman, this is Brahman, the sanctified letter “kam” is Brahman. All are nonexistent, nonexistent, indeed. I alone am.
22.18 แท้จริงแล้ว, วิษณุคือพรหมันสูงสุด. ศิวะและพรหมเป็นเพียงตัวข้าฯ เอง. ทั้งหมดนั้นไม่มีอยู่, ไม่มีอยู่อย่างแท้จริง. มีเพียงข้าฯ ตามลำพัง.
22.18 Vishnu indeed is the Supreme Brahman. Siva and Brahma are only myself. All are nonexistent, nonexistent, indeed. I alone am.
22.19 โสต (หู) คือพรหมัน, พรหมันสูงสุด. เสียงและคำมงคลคือพรหมัน. ทั้งหมดนั้นไม่มีอยู่, ไม่มีอยู่อย่างแท้จริง. มีเพียงข้าฯ ตามลำพัง.
22.19 The ear is Brahman, the Supreme Brahman. The sound and auspicious words are Brahman. All is nonexistent, nonexistent, indeed. I alone am.
22.20 “สัมผัส” คือคำสำหรับพรหมัน. ดังนั้น “กาย” [ผิวหนัง] ก็เช่นกัน. “กาย” และ “พรหมัน” สามารถเปลี่ยนแทนกันได้. ทั้งหมดนั้นไม่มีอยู่, ไม่มีอยู่อย่างแท้จริง. มีเพียงข้าฯ ตามลำพัง.
22.20 “Touch” is a word for Brahman. So also, is “skin.” “Skin” and “Brahman” are interchangeable. All are nonexistent, nonexistent, indeed. I alone am.
22.21 ให้ธรรมชาติของสิ่งสูงสุดเป็นหนึ่งเดียวกับจักษุ (ดวงตา). ทั้งหมดนั้นไม่มีอยู่, ไม่มีอยู่อย่างแท้จริง. มีเพียงข้าฯ ตามลำพัง.
22.21 Let the nature of the Supreme be likewise united with the eyes. All are nonexistent, nonexistent, indeed. I alone am.
22.22 พรหมันคือสรรพสิ่ง, เป็นเพียงสภาวะนิรามิสสุขแห่งสติเสมอ. ทั้งหมดนั้นไม่มีอยู่, ไม่มีอยู่อย่างแท้จริง. มีเพียงข้าฯ ตามลำพัง.
22.22 Brahman is all, always only Existence-Consciousness Bliss. All are nonexistent, nonexistent, indeed. I alone am.
22.23 ข้าฯ เป็นเพียงนิรามิสสุข, บริบูรณ์ด้วยสติ. ข้าฯ คือจักรวาลนี้, สรรพสิ่งนี้, อยู่เสมอ. ทั้งหมดนั้นไม่มีอยู่, ไม่มีอยู่อย่างแท้จริง. มีเพียงข้าฯ ตามลำพัง.
22.23 I am only Bliss, full of Consciousness. I am this universe, all this, always. All is nonexistent, nonexistent, indeed. I alone am.
22.24 สรรพสิ่งที่ปรากฏ แม้สิ่งที่เล็กที่สุดคือพรหมัน. ข้าฯ คือพรหมันนั้น. อย่างไม่ต้องสงสัย. ทั้งหมดนั้นไม่มีอยู่, ไม่มีอยู่อย่างแท้จริง. มีเพียงข้าฯ ตามลำพัง.
22.24 All that is present in the least is Brahman. I am that Brahman. There is no doubt of this. All is nonexistent, nonexistent, indeed. I alone am.
22.25 นามใดที่เปล่งเสียงได้ด้วยปาก, สิ่งใดที่คิดได้ด้วยจิต ทั้งหมดนั้นไม่มีอยู่, ไม่มีอยู่อย่างแท้จริง. มีเพียงข้าฯ ตามลำพัง.
22.25 Whatever name is uttered by the mouth, and whatever is thought of by the mind is all nonexistent, nonexistent, indeed. I alone am.
22.26 สิ่งใดที่จินตนาการว่าเป็นสาเหตุ, สิ่งใดที่ยังคงนิ่งเงียบเสมอ, สิ่งใดที่สัมผัสได้ด้วยกาย, และสิ่งใดที่สัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัส ทั้งหมดนั้นไม่มีอยู่, ไม่มีอยู่อย่างแท้จริง. มีเพียงข้าฯ ตามลำพัง.
22.26 Whatever is imagined as the cause, whatever remains always silent, whatever is experienced by the body, and whatever is contemplated upon by the senses is all nonexistent, nonexistent, indeed. I alone am.
22.27 สิ่งใดที่บัญญัติไว้ในพระเวท เป็นการกระทำที่พระเวทกำหนดไว้, สิ่งใดที่กำหนดในศาสตร์ เป็นสิ่งที่ศาสตร์กำหนดไว้, ข้อสรุปใดที่ได้จากคำสอนของคุรุ, สิ่งใดที่ส่องสว่างแก่ผู้บริสุทธิ์และผู้มีมลทิน,
22.27 Whatever is prescribed in the Veda-s as Veda-ordained action, whatever is defined in the Sastra-s as ordained by the Sastra-s, the settled conclusion arrived at by the instructions of the Guru, whatever illuminates the pure and the impure,
22.28 หลักการของความปรารถนา (กิเลส), ความเข้าใจเพื่อแยกพรหมออกจากพระเจ้าองค์อื่น, ความเข้าใจเรื่องชีวานมุกติ (การหลุดพ้นขณะมีชีวิต), ความเข้าใจเรื่องวิเทหะมุกติ (การหลุดพ้นเมื่อข้ามพ้นร่างกาย),
22.28 the concept of desire, the separate comprehension of Brahma and other gods, the apprehension of jivanmukti (Liberation while alive), the understanding of videhamukti (Liberation beyond the body),
22.29 สังกัลปะว่ามีพรหมัน, แนวคิดเรื่องการตรัสรู้เป็นของพรหมัน, ความมุ่งมันในทางที่ดีขึ้น, แนวคิดที่ดีที่สุด,
22.29 the sankalpa that there is Brahman, the idea about the enlightened knower of Brahman, the determination as the better, the idea about the best,
22.30 สังกัลปะว่าข้าฯ คือพรหมัน, แนวคิดว่าข้าฯ คือสติ ก็เช่นกัน, สังกัลปะเรื่อง "ความรู้ที่ยิ่งใหญ่”, แนวคิดเรื่องการหลงผิดที่ยิ่งใหญ่,
22.30 the sankalpa that I am Brahman, also the notion that I am Consciousness, the sankalpa about “great Knowledge,” the notion about the great delusion,
22.31 ความมุ่งมั่นเรื่องความว่างเปล่าที่ยิ่งใหญ่, แนวคิดเรื่องความคิดที่ยิ่งใหญ่, ความมุ่งมั่นเรื่อง “โลกที่ยิ่งใหญ่”, หลักการของสัจธรรมที่ยิ่งใหญ่,
22.31 the determination about the great Void, the notion of great thoughts, the determination about the “great world,” the conception of the great Truth,
22.32 ความมุ่งมั่นเรื่อง “รูปที่ยิ่งใหญ่”, แนวคิดเรื่อง “รูปที่ยิ่งใหญ่”, สรรพสังกัลปะที่คิด, และสรรพสังกัลปะที่จิต,
22.32 the determination about the “great form,” the notion of the “great form,” all sankalpa by thought, and all sankalpa by the mind
22.33 ทั้งหมดนั้นไม่มีอยู่, ไม่มีอยู่อย่างแท้จริง. สรรพสิ่งเป็นเพียงพรหมัน. สิ่งคู่ทั้งหมดเป็นธรรมชาติของจิต. ความเสียใจเป็นของจิต. ข้าฯ เป็นเพียงสติ. อย่างไม่ต้องสงสัย. โลกทั้งสามเป็นเพียงสติ.
22.33 are all nonexistent, indeed, nonexistent. All are only Brahman alone. All duality is of the nature of the mind. All sorrow is of the mind. I am only Consciousness. There is no doubt of this. The triad of worlds is entirely only Consciousness.
22.34 วาจาแม้เพียงเล็กน้อย, จาปาแม้เพียงเล็กน้อย, การกระทำทางจิตแม้เพียงเล็กน้อย-ทั้งหมดคือพรหมมันเพียงสิ่งเดียว.
22.34 What little is spoken, what little is japa, what little is mental activity— all is Brahman alone.
22.35 สรรพสิ่งนั้น “ไม่มีอยู่” คือมนตราที่ดี. ชีวาคือธรรมชาติของพรหมัน. “สรรพสิ่งคือพรหมัน”-แท้จริงแล้ว, มนตรานี้, คือมนตราดีที่สุดของที่สุด.
22.35 All is “nonexistent” is the good mantra. Jiva is of the nature of Brahman. “All is Brahman”— this mantra, indeed, is the best of the best.
22.36 มนตราที่ไม่กล่าววาจาคือมนตราที่ดี. อันตรธานของประเภท (mode) นั้นยิ่งใหญ่ที่สุด. ความมุ่งมั่นว่าสรรพสิ่งคือพรหมัน-ตตฺ, ตัวมัน [ความมุ่งมั่น] เอง, คือสภาวะสูงสุด.
22.36 The unuttered mantra is the good mantra. Absence of any mode is the greatest. The determination that all is Brahman— that, itself, is the highest state.
22.37 ความมุ่งมั่นว่า สรรพสิ่งคือพรหมัน เหมือนกับการร้องเพลงพระนาม “มหาเทพ”. ความมุ่งมั่นว่า สรรพสิ่งคือพรหมัน เทียบเท่ากับการบูชาอันยิ่งใหญ่แด่ศิวะ
22.37 The determination that all is Brahman is the same as singing the name “Mahadeva.” The determination that all is Brahman is equal to the great worship of Siva.
22.38 ประสบการณ์ที่ว่า สรรพสิ่งคือพรหมันนั้นโอบกอดทุกอย่าง. อย่างไม่ต้องสงสัย. ความมุ่งมั่นว่า สรรพสิ่งคือพรหมัน กล่าวได้ว่าเป็นการปล่อยวางสรรพสิ่ง.
22.38 The experience that all is Brahman is all-embracing. There is no doubt of this. The determination that Brahman is all is said to be total renunciation.
22.39 ความมุ่งมั่นว่า สรรพสิ่งคือพรหมันทำลายการมีอยู่และการไม่มีอยู่. ความมุ่งมั่นว่า สรรพสิ่งคือพรหมัน คือมหาเทพในตัวเอง, พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่. อย่างไม่ต้องสงสัย.
22.39 The determination that Brahman is all destroys existence and nonexistence. The determination that all is Brahman is itself Mahadeva, the great Lord. There is no doubt of this.
22.40 ความมุ่งมั่นว่า สรรพสิ่งคือพรหมัน ทำให้บุคคลหลุดพ้น (เป็นอิสระ) จากกาลเวลา. ความมุ่งมั่นว่า สรรพสิ่งคือพรหมัน ทำให้บุคคลหลุดพ้น (เป็นอิสระ) จากการมีร่างกาย.
22.40 The determination that Brahman is all liberates one from the existence of time. The determination that all is Brahman liberates one from existence as a body.
22.41 ความมุ่งมั่นว่า สรรพสิ่งคือพรหมัน คือธรรมชาติของสภาวะนิรามิสสุขแห่งสติ. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือสรรพสิ่ง, ข้าฯ คือพรหมันเพียงสิ่งเดียว. แท้จริงแล้ว สรรพสิ่งเป็นเพียงพรหมัน.
22.41 The determination that all is Brahman is of the nature of Existence-Consciousness-Bliss. I am all; indeed, I am Brahman alone. All is, indeed, only Brahman.
22.42 สิ่งใดแม้เพียงเล็กน้อยที่เป็น “สิ่งนี้”, คือพรหมันอย่างไม่ต้องสงสัย. นรกและความทรมาน [ของนรก] คือความเข้าใจผิด; สวรรค์ก็กล่าวได้ว่าเป็นความเข้าใจผิด.
22.42 What little there is as “this” is, undoubtedly, Brahman. Hell and its suffering are misapprehensions; heaven is said to be a misapprehension.
22.43 พรหมและวิษณุคือความเข้าใจผิด; รูปแห่งศิวะก็คือความเข้าใจผิดเช่นกัน. วิรัต, สวารัต, สัมรัต และสุตรัตมา, ทั้งหมดคือความเข้าใจผิด.
22.43 Brahma and Vishnu are misapprehensions; the form of Siva is also a misapprehension. Virat, Svarat, Samrat, the sutratma, are all misapprehensions.
22.44 พระเจ้าและการกระทำเกี่ยวกับพระเจ้า, การโคจรของสุริยันและจันทรา, นักปราชญ์, มนู, สิทธา, ทั้งหมดคือความเข้าใจผิด, อย่างไม่ต้องสงสัย.
22.44 The gods and actions pertaining to the gods, the movement of the sun and the moon, the sages, the Manu-s, the siddha-s are all undoubtedly, misapprehensions.
22.45 พระเจ้าและปีศาจทั้งหลายคือความเข้าใจผิด, สงครามของพวกเขาและการกำเนิดก็เช่นกัน. ตำนานการกำเนิดของอวตารแห่งองค์วิษณุ และความหลงผิด ก็เป็นทำนองเดียวกัน, คือความเข้าใจผิด.
22.45 All the gods and demons are misapprehensions, their wars and origins too. The legends of the birth of incarnations of Vishnu and their dissolution are, likewise, misapprehensions.
22.46 การสร้างโดยพรหม, เรื่องราวของรุทระ, ทั้งหมดนั้นเต็มไปด้วยความเข้าใจผิด. การพิจารณาว่าโลกมี 14 ประการนั้นเป็นความเข้าใจผิด.
22.46 The creative activities of Brahma, the lore about Rudra, are all full of misapprehension. It is by misapprehension that the worlds are considered to be fourteen.
22.47 การแบ่งวรรณะและลำดับชั้นเป็นความเข้าใจผิด. อย่างไม่ต้องสงสัย. การบำเพ็ญพียรต่อพรหม, วิษณุ, อิศะ, รุทระ และอื่นๆ คือความเข้าใจผิด.
22.47 The division into castes and orders of life is a misapprehension. There is no doubt of this. The meditation on Brahma, Vishnu, Isa, Rudra and others is a misapprehension.
22.48 ดังนั้น, ตันตระและมนตราก็เป็นเพียงความเข้าใจผิดเช่นกัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. พรหมันอยู่เหนือขอบเขตของคำพูด. แท้จริงแล้ว, สรรพสิ่งคือพรหมันเพียงสิ่งเดียว.
22.48 So also, there is only misapprehension of tantra and mantra. There is no doubt of this. Brahman is beyond the range of words. All is just Brahman alone, indeed.
22.49 สรรพสิ่งไม่มีอยู่, สรรพสิ่งไม่มีอยู่. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ เป็นเพียงสติสิ่งเดียว. จงกล่าวเช่นนั้น, และยืนหยัด. ท่านจะกลายเป็นผู้หลุดพ้นในทันที.
22.49 All is nonexistent, all is nonexistent. I, indeed, am only Consciousness alone. Say so, and stand firm. You shall instantly become liberated.
22.50 สิ่งใดที่จะกล่าวต่อไปนั้น ไม่มีอยู่. อย่างไม่ต้องสงสัย. ยิ่งสิ่งนี้ [ความตระหนักรู้] เข้าสู่ท่านเร็วเท่าไร ก็ยิ่งมีความแน่วแน่ของพรหมันเร็วเท่านั้น.
22.50 Whatever has been told so far is nonexistent. There is no doubt of this. The quicker this enters into you, the quicker there is the firm certitude of Brahman.
22.51 ความมั่นใจที่แน่วแน่ ณ ที่นี้, จะเป็นสาเหตุหลัก. ความเชื่อมั่นนี้จะกลายเป็นธรรมชาติในภายหลัง.
22.51 Firm certitude is, here, the foremost cause. It is this certitude that later becomes natural.
22.52 โลก, ซึ่งทุกข์ด้วยโทมนัส, เป็นสิ่งสร้างที่แยกจากพระบาทของศิวะ พระผู้เป็นเจ้า, ซึ่งเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณ, ซึ่งไม่เป็นสุขในพระทัยของพระผู้มีพระภาค, [โลก] อยู่ภายใต้สภาวะทั้งหก, ย่อมละสังขาร [ทั้งหลาย], ย่อมดับไป, พร้อมทั้งจักษุ จิต และวาจาแห่งตน ในมวลอันบริสุทธิ์ของมเหศวรอันหนาแน่น, ดุจสายน้ำที่หลากไหลรวมเข้ากับมหาสมุทรอย่างแยกไม่ออก
22.52 The world, which is afflicted with sorrow, which is considered as a creation separate from the feet of Lord Siva, which is full of mental modes, which is not blissful with the thoughts of the Supreme, and which is subject to the sextet of states, will [upon one’s] abandoning of all modes, dissolve, along with the eyes and minds and words of its beings in the dense, immaculate mass of Mahesvara, like the river merging indivisibly in the ocean.

Get carried away?

อ่าน “ฤภูคีตา” เพิ่มเติม

กลับไปสารบัญ

index

คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้

นิรามิสสุข คือสุขที่เกิดโดยปราศจากอามิสหรือสิ่งภายนอก เป็นความสุขที่ไม่ต้องวิ่งไปหาจากภายนอก แต่ความสุขเกิดจากภายใน ด้วยเจริญสติภาวนา ด้วยการฝึกจิตให้อยู่กับสมาธิ ไม่ให้จิตดิ้นรนออกไปตามสิ่งที่เราไปสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และสัมผ้ส ความสุขเกิดความสงบ ความสะอาด และความสว่างของดวงจิตภายในของเรา ซึ่งเป็นความสุขที่ละเอียด ยั่งยืน และมั่นคงไม่ต้องหาวิ่งหา ไม่ต้องใช้เงิน ซึ่งเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้ ใครอยากได้ต้องทำเอง

  • ชีวา (ปัจจเจกวิญญาณ) ในสำขยะคือ วิญญาณเดี่ยวที่แยกออกจากปุรุษะ โดยเชื่อมต่อกับอัตตา, พุทธิ, จิต และความรู้สึกถูกจำกัดโดยร่างกาย
  • ชีวา กล่าวในสำขยะว่า ด้วยการบ่งชี้ปุรุษะที่ผิดพลาดของพุทธิ ทำให้เกิดข้อจำกัดและอวิชชา, พึงพอใจและเจ็บปวด, พันธะและความตาย ซึ่งสามารถก้าวข้ามด้วยความรู้แห่งสัจธรรม
ตรีกายา

กาย 3 ประเภท

  1. สถุลาสรีระ (กายหยาบ) คือเปลือกของอาหาร ประกอบด้วยธาตุทั้งห้า
  2. สุขมาสรีระ (กายละเอียด) คือร่างของจิตและพลังงานสำคัญซึ่งทำให้กายมีชีวิต กายละเอียดจะรวมกับกายทิพย์ซึ่งส่งต่อวิญญาณ หรือ ชีวา ที่แยกออกจากการยหยาบเมื่อตาย ประกอบด้วย
    1. ปราณามายาโกษา เกี่ยวกับลมปราณ
    2. มโนมายาโกษา เกี่ยวกับจิตและสัมผัส
    3. วิทยานะมายาโกษา เกี่ยวกับพุทธิและสัมผัส
  3. กรนาสรีระ (กายทิพย์) เป็นเพียงเมล็ดพันธุ์ของการหยาบและกายละเอียด กล่าวว่ามีความซับซ้อนมากที่สุด เพราะประกอบไปด้วยประสบการณ์ที่ประทับใจที่เกิดขึ้นในอดีต หรือสิ่งห่อหุ้มความสุข (อนันตมายาโกษา)

(ปัญจะโกสะ) คือเปลือกทั้ง 5 ประการ ชั้นที่ลึกเข้าไปจะมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น

  1. อันนามายะ โกสะ เปลือกแห่งกายภาพ
  2. ปราณามายะ โกสะ เปลือกแห่งปราณ หรือ ลมปราณ และ ระบบประสาท (เปลือกแห่งสรีระหรือพลังงาน)
  3. มโนมายะ โกสะ เปลือกแห่งรูปแบบของความปรารถนาและแรงจูงใจ มีรูปแบบซับซ้อน เรียกว่าเปลือกแห่งจิต
  4. วิชญานามายะ โกสะ เปลือกแห่งพุทธิ และ ความรู้สติปัญญา (เปลือกแห่งปัญญา)
  5. อนันตมายะ โกสะ เปลือกของการรู้แจ้ง (เปลือกแห่งบรมสุข)

สภาวะ (การเปลี่ยนแปลง) ทั้ง 6 ที่เกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในภาพลวงตา (มายา) คือ

  1. เกิดขึ้น
  2. ดำรงอยู่
  3. เติบโต
  4. วุฒิภาวะ
  5. เสื่อมถอย
  6. มรณา (ตาย)

กฎ พิธีกรรม บทความเกี่ยวกับการบูชา ; หลักธรรมคำสอนเกี่ยวกับเวทย์มนตร์และสูตรอาถรรพ์สำหรับการบูชาเทวะหรือการบรรลุพลังเหนือมนุษย์

  • คาถาศักดิ์สิทธิ์, เพลงสวด, มนต์สะกด, คำหรือวลีศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญต่อจิตวิญญาณและอำนาจ, เสน่ห์ (เมตตามหานิยม), คาถาศักดิ์สิทธิ์สำหรับเทวะ
  • มันตรา ถูกแบ่งประเภท ออกเสียง (คันติกะ) หรือภาวนาในใจซ้ำๆ (อจาปา)
  • มันตรา จะช่วยผู้ที่ได้รับผลสะท้อนของมัน
  • มันตราสำหรับทาขี้เถ้า เรียกว่า อัคนีมันตรา
    • agniriti bhasma
    • vayuriti bhasma
    • jalamiti bhasma
    • sthalalmiti bhasma
    • vyometi bhasma
    • sarvam ha va
    • idam bhasma
    • mana ityetani
    • chakshugumshi bhasma
    • กล่าวมันตรานี้ขณะที่ละลายขี้เถ้าในน้ำในฝ่ามือ เพื่อเรียก ไฟ ลม น้ำ ดิน และ ที่ว่าง ทั้งหมดนี้ และ จิต กับ ดวงตา เข้าในขี้เถ้า
  • ตรี-อยุศะ มันตรา
    • tri-ayusham jamadagneh
    • kasyapasya tri-ayusham
    • yat devanam tri-ayusham
    • tan me astu tri-ayusham
    • อายุยืนขึ้น 3 เท่าของปราชญ์ จามาทักนิ
    • อายุยืนขึ้น 3 เท่าของปราชญ์ กัศยาปะ
    • อายุยืนขึ้น 3 เท่าของพระเป็นเจ้า
    • ขอให้อายุยืนขึ้น 3 เท่าเป็นของฉัน
  • ไตรยัมบากา มันตรา
    • tryambakam yajamahe
    • sugandhim pushti vardhanam
    • urvarukamiva bandanath
    • mrtyor mukshiya mamrtat
    • บทสวดที่รู้จักอย่างกว้างขวางแด่พระเจ้าผู้มีเนตรที่ 3 (ไตรยัมบากา, ศิวะ) บูชาเพื่อให้รอดจากความตายและเป็นอมตะ)

อิศะ (อิศะวาสย มนตรา)
คำเริ่มต้นของ อิศวาสฺย อุปนิษัท หมายถึง “อาศัยอยู่ในอิศวร”

  1. พราหมณ์ วรรณะสูงเป็นอภิสิทธิ์ชน เกิดจากปากหรือศีรษะของพระพรหม ได้เรียนรู้ศึกษาศาสนาวิชาการต่างๆ สอนแก่คนทั่วไป ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางติดต่อกับพระเจ้า ทุกวรรณะต้องเคารพด้วยถือว่าเป็นวรรณะสูงสุดและบริสุทธิ์ นุ่งห่มสีขาวและมักมีอาชีพเป็นครูอาจารย์ (ปัญญา)
  2. กษัตริย์ วรรณะสูงเป็นนักรบนักปกครอง เกิดจากอกและแขนของพระพรหม นิยมนุ่งห่มสีแดง (อำนาจ)
  3. แพศย์ วรรณะกลางมีอาชีพค้าขาย กสิกร ประมง ฯลฯ สำคัญแก่เศรษฐกิจของบ้านเมือง เกิดจากตะโพกและขาของพระพรหม นิยมนุ่งห่มสีเหลือง (เงินทอง)
  4. ศูทร วรรณะต่ำอาชีพกรรมกร คนรับใช้ รับจ้าง เกิดจากเท้าของพระพรหม (แรงงาน)

นอกจากนี้ยังมีคนพวกต่ำสุดคือ จัณฑาล เกิดจากการแต่งงานของคนวรรณะสูงกับคนวรรณะต่ำ ถูกแยกออกจากสังคม มีอาชีพลำบากที่คนไม่อยากทำ ขอทาน กวาดถนน เก็บขยะ ขุดหลุมฝังศพ ฝังศพ เผาศพ เป็นต้น

โลกทั้ง 14 กล่าวกันว่ามีโลกชั้นบน 7 ชั้น และ ชั้นล่าง 7 ชั้น

  • The upper worlds are called bhuloka, bhuvarloka, svarloka, maharloka, janarloka, taparloka, satyaloka.
  • The lower worlds are called atala, vitala, sutala, rasatala, talatala, mahatala, patala.

นามของศิวะ ปรากฏครั้งแรกใน ฤคเวท ; รุทระ หมายถึง น่ากลัว คำราม ประทานอำนาจ แข็งแรง สีแดง แวววาว ส่องแสง น่ายกย่อง ขับไล่ความชั่วร้าย

เผ่าพันธุ์มนุษย์สืบเชื้อสายจากมนู (จึงได้ชื่อว่า “มนุษย์” แปลว่าผู้สืบเชื้อสายมาจาก “มนู” นั่นเอง) หรือ จักรพรรดิของโลก ในคัมภีร์กล่าวว่ามี 14 องค์ แต่ละองค์เท่ากับ 1 รัชสมัย และ 14 รัชสมัย เท่ากับ 1 วันของพรหม มีชื่อดังนี้

  1. สวายัมภูวะมนู
  2. สวาโรชิศะมนู
  3. อัทมีมนู
  4. ตมาสะมนู
  5. ไรวาตะมนู
  6. จักษุศะมนู
  7. ไววาสวาตะมนู
  8. สวามีมนู
  9. ทักษะ-สวามีมนู
  10. พรหมะ-สวามีมนู
  11. ธรรมะ-สวามีมนู
  12. รุทระ-สวามีมนู
  13. รุชยะ-เทวะ-สวามีมนู
  14. อินทาระ-สวามีมนู

รัชสมัยปัจจุบันคือ องค์ที่ 7 ไววาสวาตะมนู

สิทธา สิ่งมีชีวิตทางจิตวิญญาณที่มีความบริสุทธิ์และพลังอันยิ่งใหญ่ กล่าวกันว่ามีลักษณะเฉพาะเหนือธรรมชาติ 8 ประการ เรียกว่า สิทธิ

  1. อนิมะ พลังที่กลายเป็นสิ่งเล็กเท่าอะตอม
  2. ลาคิมะ พลังที่กลายเป็นแสงสว่างเท่าที่ต้องการ
  3. ปราปติ พลังที่จะได้รับสิ่งใดๆ
  4. ปรากัมยัม พลังแห่งเจตจำนงที่ไม่อาจต้านทาน
  5. มาหิมะ พลังที่เพิ่มขนาดใหญ่เท่าที่ต้องการ
  6. อิสิตาวะ พลังที่เหนือกว่า
  7. วาสิตาวะ พลังเพื่อปราบผู้อื่น
  8. กามาวสยิตา ควบคุมความปรารถนา

จักรวาลที่ตื่นรู้, จักรวาลในรูปแบบของอาตมัน, ทำหน้าที่ผ่านการรวมตัวของร่างกายทั้งหมดในสภาวะตื่น, กล่าวได้ว่า “ส่องสว่างอย่างยิ่ง”

ผู้ปกครอง (สัมผัสภายใน) ตนเอง ; หมายถึงอิศวร, สถานะที่ไม่เปิดเผยตัวตน, เป็นอิสระอย่างแท้จริง และเป็นเหตุของการพึ่งพาอื่นๆ ทั้งหมด, หรือผู้ที่ส่องสว่าง (เปล่งรัศมี) ในตัวเอง (ด้วยตัวเอง)

แท้จริงคือ “สายของอาตมัน” อาตมันที่แผ่ซ่านไปทั่วจักรวาลเหมือนด้าย (พระสูตร) ​​ผ่านมงคล (มาลัย) ; พลังที่สำคัญก่อนการสำแดง (ปรากฏการณ์)

อำนาจภายนอก ; สุตรัตมะ (อาตมันวิ่งทะลุตลอดทุกสิ่ง) ; หิรันยะกัปปะ (ไข่ทองคำ) ส่องสว่างตลอดกาล

ศิวะ

ผู้ที่หลุดพ้นในขณะที่ยังมีชีวิต

วิเทหะมุกติ คือผู้ที่หลุดพ้นภายนอกร่างกาย แตกต่างจาก ชีวานมุกตะ และ วิเทหะมุกตะ ซึ่งบางครั้งหมายถึง ปราชญ์ของอัทไวตะ ซึ่งไม่สามารถแบ่งแยกในความแตกต่างได้จริง

การหลุดพ้นแบ่งออกเป็น 3 ประเภท

  1. มีรูป
  2. ไร้รูป
  3. มีและไร้รูป

มีรูปคือ ชีวานมุกตะ ; ไร้รูป คือ วิเทหะมุกตะ ; ลำดับที่ 3 มีและไร้รูป กล่าวว่าเป็นการหลุดพ้นของผู้มีคุณสมบัติ (อธิการิกะ มุกตะ) ซึ่งมีเป้าหมายในการช่วยโลก ; หลังจากปลดระวาง (ทิ้ง) ร่างกายแล้ว ก็อาศัยอยู่ในกายละเอียด (สุขุมสรีระ) เพื่อความผาสุกของมนุษยชาติต่อไป ; ในอัทไวตะได้ลบล้างความแตกต่างทั้งหมดนี้ และมีเพียงภาวะเดียวของมุกติเท่านั้นที่ถือว่าเป็นของจริง ;

ศรีรามานะ มหาศรี กล่าวว่า “ถ้าจะกล่าวว่าการหลุดพ้นมี 3 ชนิด คือ มีรูป, ไม่มีรูป และ มีและไม่มีรูป แล้วนั้น, ฉันขอบอกคุณว่า การสูญพันธุ์ของอัตตา คือสิ่งที่จำเป็นต่อการหลุดพ้นทั้ง 3 รูปแบบ นั่นคือการหลุดพ้นมีเพียงหนึ่งเดียว”

อันตกรณ : อวัยวะภายใน (โครงสร้าง) ประกอบด้วย มนัส, พุทธิ, จิตตะ และ อหังการ มีหน้าที่ต่างกัน

  1. มนัส : ใจ มีลักษณะ สงสัย (วิกัลป์ปะ) และ มุ่งมั่น (สังกัลป์ปะ) มักจะใช้คำว่า มนัส หรือ ใจ เป็นคำเรียกที่รวมเอาพุทธิหรือจิตตะไว้ด้วย
  2. พุทธิ : สติปัญญา ยกระดับได้ด้วยพลังของการบำเพ็ญเพียร (มุ่งมั่นและปฏิบัติ)
  3. จิตตะ : จิต เป็นคลังของความประทับใจในอดีต
  4. อหังการ : กำหนดลักษณะโดยความรู้สึกว่า “ตัวฉัน”

(ภาวนา) หมายถึง สภาวะ ทัศนคติ ท่าทาง อารมณ์ ความคิด อารมณ์ ความคิดเห็น การจัดการจิต ธรรมชาติ ความมุ่งมั่น ความรู้สึก ความละเอียด ศรัทธา ความเชื่อมั่น การไตร่ตรอง สมาธิแบบนามธรรม

  1. สถุลาสรีระ (กายหยาบ) คือเปลือกของอาหาร ประกอบด้วยธาตุทั้งห้า
  2. สุขมาสรีระ (กายละเอียด) คือร่างของจิตและพลังงานสำคัญซึ่งทำให้กายมีชีวิต กายละเอียดจะรวมกับกายทิพย์ซึ่งส่งต่อวิญญาณ หรือ ชีวา ที่แยกออกจากการยหยาบเมื่อตาย ประกอบด้วย
    • ปราณามายาโกษา เกี่ยวกับลมปราณ
    • มโนมายาโกษา เกี่ยวกับจิตและสัมผัส
    • วิทยานะมายาโกษา เกี่ยวกับพุทธิและสัมผัส
  3. กรนาสรีระ (กายทิพย์) เป็นเพียงเมล็ดพันธุ์ของการหยาบและกายละเอียด กล่าวว่ามีความซับซ้อนมากที่สุด เพราะประกอบไปด้วยประสบการณ์ที่ประทับใจที่เกิดขึ้นในอดีต หรือสิ่งห่อหุ้มความสุข (อนันตมายาโกษา)
"ribhu gita" (in Thai) by Tandhava
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.