บทที่ 23 น้ำหวานแห่งความรู้ที่เติมเต็มจิตของสรรพชีวิต

Chapter Twenty-Three

Description of the Topic of the Nectar of Knowledge and All Being Full of the Mind

ไม่มีสิ่งดีเลิศ ไม่มีสิ่งชั่วช้า ไม่มีพรหรือคำสาป ไม่มีทั้งความบริสุทธิ์และไม่มีการขจัดมลทิน

ฤภู กล่าวว่า

23.1 บัดนี้ ข้าฯ จะกล่าวถึงสภาวะนิรามิสสุขแห่งสติ, ซึ่งเต็มไปด้วยความสุขอย่างเป็นธรรมชาติ. มันคือแก่นแท้ของแก่นแท้แห่งพระเวทและปุราณะทั้งหมด.
23.1 Ribhu: I shall now speak about Existence-Consciousness Supreme Bliss, naturally ever full of happiness. It is itself the essence of the essence of all Veda-s and Purana-s.
23.2 ไม่มีความแตกต่าง, ความเป็นคู่, หรือคู่ตรงข้าม. ไม่มีอะไรแตกต่างหรือปราศจากความแตกต่าง. แท้จริงแล้ว, ทั้งหมดนี้เป็นพรหมันสูงสุด, ไม่ได้รับผลกระทบจากกิเลสหรือโทสะ. จะเข้าถึงได้โดยความรู้.
23.2 There is no difference, duality, or pairs of opposites. There is nothing different or devoid of differences. All this, indeed, is the Supreme Brahman, unaffected by desire or anger. It is to be reached by Knowledge.
23.3 ไม่เคยมีอะไรเป็น "ข้าฯ". ไม่มีอะไรอื่น. ไม่มีอะไรเสื่อมสลายและไม่มี "จุดสูงสุด". แท้จริงแล้ว, ทั้งหมดนี้ เป็นพรหมันสูงสุดที่ไม่ได้รับผลกระทบ. จะเข้าถึงได้โดยความรู้.
23.3 There is never anything as “I.” There is nothing else. There is nothing decayless and no “highest of the high.” All this, indeed, is the unaffected Supreme Brahman. It is to be reached by Knowledge.
23.4 ไม่มีภายนอก, ไม่มีภายใน, ไม่มีสังกัลปะ, และไม่มีรูป. แท้จริงแล้ว, ทั้งหมดนี้ เป็นพรหมันสูงสุดที่ไม่ได้รับผลกระทบ. จะเข้าถึงได้โดยความรู้.
23.4 There is no exterior, no interior, no sankalpa, and no form. All this, indeed, is the unaffected Supreme Brahman. It is to be reached by Knowledge.
23.5 ไม่มีการดำรงอยู่, ไม่มีการปล่อยวาง, ไม่มีคำพูด, ไม่มีความหมายของคำที่บกพร่อง. แท้จริงแล้ว, ทั้งหมดนี้ เป็นพรหมันสูงสุดที่ไม่ได้รับผลกระทบ. จะเข้าถึงได้โดยความรู้.
23.5 There is no existence, no renunciation, no word, no defective meaning of words. All this is, indeed, the unaffected Supreme Brahman. It is to be reached by Knowledge.
23.6 ไม่มีคุณสมบัติ, ไม่มีข้อความอ้อมค้อม, ไม่มีความแน่นอนของภาวะ [mode] ของจิตใจ, ไม่มีจาปา, ไม่มีข้อจำกัด, ไม่มีการแทรกซึม (แผ่ซ่าน), และไม่มีผลลัพธ์ที่ไม่จริง.
23.6 There are no qualities, no indirect statements, no certitude of the modes of the mind, no japa, no limitation, nothing pervasive, and no unreal results.
23.7 ไม่มีคุรุ, ไม่มีศิษย์, ไม่มีอะไรคงที่, ไม่มีอะไรดีหรือเลว, ไม่มีอะไรเป็นรูปเป็นร่าง, ไม่มีรูปที่แยกจากกัน, ไม่มีการหลุดพ้น, และไม่มีพันธนาการ.
23.7 There is no Guru, no disciple, nothing fixed, nothing good or bad, nothing manifolds in form, no separate form, no liberation, and no bondage.
23.8 ไม่มีความหมายของคำว่า "ข้าฯ" หรือคำว่า "สิ่งนั้น", ไม่มีความรู้สึก, ไม่มีวัตถุ, ไม่ต้องสงสัย, ไม่มีอะไรเล็กน้อย, ไม่มีความแน่นอน, ไม่มีการกระทำที่ต้องดำเนินการให้เสร็จ,
23.8 There is no meaning of the word “I” or for the word for “that,” no senses, no objects, no doubt, nothing trivial, no certainty, no action to be completed,
23.9 ไม่มีธรรมชาติแห่งความสงบ, ไม่มีการไร้สิ่งคู่, ไม่มีขึ้น, ไม่มีลง, ไม่มีลักษณะ, ไม่มีส่วนใดเป็นทุกข์, ไม่มีสุข, ไม่มีความลังเลใจ,
23.9 no nature of peace, no nonduality, nothing upward, nothing downward, no characteristic, no part that is sorrow, no happiness, no indecisiveness,
23.10 ไม่มีกาย, ไม่มีลึงค์, ไม่มีเหตุหรืออันตรธานแห่งเหตุ, ไม่มีทุกข์, ไม่มีที่สุด, ไม่มี "ข้าฯ", ไม่มีความลับ, ไม่มีสถานะสูงสุด,
23.10 no body, no linga, no cause or absence of cause, no sorrow, nothing ultimate, no “I,” no secret, no highest state,
23.11 ไม่มีสันชิตะ (กรรม); ไม่มีอากามิ (กรรม), ไม่มีความจริง, ไม่มีท่านและข้าฯ, ไม่มีอวิชชา, ไม่มีความรู้เชิงประจักษ์, ไม่มีความโง่เขลา, ไม่มีผู้รู้,
23.11 no sanchita (karma); no agami (karma), no truth, no you and I, no ignorance, no empirical knowledge, no dullard, no one who knows,
23.12 ไม่มีนรกที่ต่ำต้อย, ไม่มีจุดสิ้นสุด, ไม่มีการหลุดพ้น, ไม่มีความศักดิ์สิทธิ์, ไม่มีกิเลส, ไม่มีการเรียนรู้, ไม่มีทั้งท่านและข้าฯ, ไม่มีปรัชญาหรือพระเจ้า,
23.12 no lowly hell, no end, no liberation, no holiness, no desire, no learning, neither you nor I, no philosophy or a god,
23.13 ไม่มีสิ่งบ่งชี้ว่าดีหรือเลว, ไม่มีมรณา, ไม่มีชีวิต, ไม่มีความพึงพอใจ, ไม่มีอะไรน่าสนุก, ไม่มีแก่นแท้เดียวที่ไม่อาจแบ่งแยก, ไม่มีการไร้สิ่งคู่,
23.13 no indication of good or bad, no death, no life, no satisfaction, nothing enjoyable, no undivided single essence, no nonduality,
23.14 ไม่มีสังกัลปะ, ไม่มีโลกแห่งปรากฏการณ์, ไม่มีอำนาจของสภาวะตื่น, ไม่มีข้อบกพร่องใด ๆ ของ "ความเท่าเทียม", ไม่มีความเข้าใจผิดถึงสิ่งที่ถือเป็นประการที่สี่,
23.14 no sankalpa, no manifest world, no sovereigns of the wakeful state, nothing whatever of the defect of “equality,” no misapprehension of what is counted as the fourth,
23.15 ไม่มีอะไรเป็น “ทั้งหมด”, ไม่มีสิ่งเจือปน (ไม่บริสุทธิ์), ไม่มีกิเลส, ไม่มีบัญญัติ, ไม่มีการบูชา, ไม่มีโลกที่แห่งปรากฏการณ์, ไม่มีส่วนรวม, ไม่มีคำพูดอื่นที่ผสมปนเปกัน,
23.15 nothing as “all,” nothing with impurities, nothing desired, no law, no worship, no manifest world, no plurality, no admixture of other talk,
23.16 ไม่มีสิ่งเช่น สัตสังค หรืออัตรธานแห่งสัตสังค, ไม่มีพรหม, ไม่มีการไต่สวน, ไม่พากเพียร, ไม่มีผู้พูด, ไม่สรงสนาน, ไม่มีน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์,
23.16 nothing such as satsang or absence of satsang, no Brahma, no inquiry, no endeavor, no speaker, no ablution, no holy waters,
23.17 ไม่มีบุญ, ไม่มีบาป, หรือการกระทำใด ๆ ที่เป็นเหตุแห่งความผิดพลาด, ไม่มีสิ่งใดที่มาจากธรรมชาติภายในหรือจากธรรมชาติภายนอกหรือจากแหล่งกำเนิดของพระเจ้า,
23.17 no punya, no sin, nor any activity that is a cause of error, nothing originating from the inner nature or from the external nature or of divine origin,
23.18 ไม่กำเนิดหรือมรณาในที่ใด, ไม่ตื่น ฝัน และหลับลึก, ไม่มีโลก, ไม่มีบาดาล, ไม่มีชัยชนะหรือความพ่ายแพ้,
23.18 no birth or death anywhere, no wakeful and dream and deep sleep states, no earth, no nether-world, no victory or defeat,
23.19 ไม่มีความอ่อนแอ, ไม่มีความกลัว, ไม่มีกิเลส, หรือความตายอย่างรวดเร็ว, ไม่มีสิ่งใดที่คิดไม่ถึง, ไม่มีคนผิด ไม่มีความเข้าใจผิดในพระเวทและตำนานทางศาสนา (นิกามะและอะกามะ),
23.19 no weakness, no fear, no desire or quick death, nothing unthinkable, no person at fault, no misapprehension of Veda-s and religious lore (nigama and agama),
23.20 ไม่มีภาวะสัตตวะ, ไม่มีภาวะรชัส, ไม่มีสภาวะตมัส, ไม่มีคุณสมบัติดังกล่าว, ไม่มีไศวะ, ไม่เวทานตะ, ไม่ศึกษาสิ่งเหล่านี้, ไม่คิดถึงสิ่งเหล่านี้,
23.20 no sattvic (peaceful) state, no rajasic (energetic, active) state, no tamasic (dull) state, no such qualities, no Saiva, no Vedanta, no study of these, no thinking of these,
23.21 ไม่มีพันธะ, ไม่หลุดพ้น, ไม่มีคติพจน์ของอัตลักษณ์ [ของปัจเจกและอาตมันสูงสุด], ไม่มีรูปหญิง, ไม่มีรูปชาย, ไม่มีสภาวะเป็นทั้งชายและหญิง, ไม่มีสภาวะถาวร,
23.21 no bondage, no liberation, no aphorism of identity [of individual and supreme selves], no female form, no male form, no state of being neither male nor female, no permanent state,
23.22 ไม่มีการโต้แย้ง, ไม่มีคำวิจารณ์, ไม่มีคำสรรเสริญ, ไม่มีเพลงสรรเสริญ, ไม่มีความเป็นโลก, ไม่มีศาสนา, ไม่มีพระคัมภีร์, ไม่มีบัญญัติ,
23.22 no encomium, no criticism, no eulogy, no hymn, no worldliness, no religiosity, no scripture, no commandment,
23.23 ไม่ดื่ม, ไม่ถือศีลอด - ไม่มีสิ่งเหล่านี้ – ไม่ยินดี, ไม่รื่นเริงสังสรรค์, ไม่มีทรรศนะหรืออทรรศนะ, ไม่มีวงศ์ตระกูล, ไม่มีนาม, ไม่มีรูป,
23.23 no drinking, no fasting— none of these— no joy, no exuberant merrymaking, no attitudes or absence of attitudes, no family line, no name, no form,
23.24 ไม่มีอะไรดีเลิศ, ไม่มีอะไรชั่วช้า, ไม่มีพรหรือคำสาป, ไม่มีความบริสุทธิ์หรือการขจัดมลทิน, ไม่มีปัจเจกวิญญาณ, ไม่มีการควบคุมจิตใจ,
23.24 nothing excellent, nothing vile, no blessing or curse, no purity nor elimination of impurity, no individual soul, no control of the mind,
23.25 ไม่มีการภาวนาเพื่อความสงบ, ไม่มีความสงบ, ไม่มีการควบคุมจิตใจและการระงับความรู้สึก, ไม่มีการเล่น, ไม่มีขั้นตอนของการดำรงอยู่, ไม่มีการดัดแปลง, ไม่มีข้อบกพร่อง,
23.25 no such term as invocation of peace, no peace, no control of mind and restraint of senses, no play, no phases of existence, no modifications, no defects,
23.26 ไม่มีอะไรเลย, ไม่มีอะไรในที่ซึ่งเราอยู่, ไม่มีสิ่งที่เรียกว่ามายา, ไม่มีผลของมายา, ไม่มีธรรมแม้แต่น้อย, ไม่มีการปฏิบัติตามธรรม,
23.26 nothing in the least, nothing of where I am, nothing of what is called maya, no results of maya, no dharma in the least, no observance of dharma,
23.27 ไม่มีวัยหนุ่มสาว, ไม่มีความเป็นเด็ก, ไม่มีความชรา, ไม่มีความตาย, ไม่มีญาติ, ไม่มีผู้ที่มิใช่ญาติ, ไม่มีเพื่อน, ไม่มีพี่น้อง,
23.27 no youth, no boyhood, no senility, no death and such, no relative, no nonrelative, no friend, no brother,
23.28 ไม่มี "ทั้งหมด", ไม่มี "ความไร้", ไม่มีพรหม หรือวิษณุ หรือศิวะ, ไม่มีผู้พิทักษ์แปดทิศ, ไม่มีผู้ผ่านประสบการณ์แห่งจักรวาลในสภาวะตื่นแล้วซึ่งเป็นอดีตผู้เพ้อฝัน,
23.28 no “all,” no “nothing,” no Brahma or Vishnu or Siva, no guardians of the eight directions, no cosmic experiencer of the waking state ex dreamer,
23.29 ไม่มีผู้ผ่านประสบการณ์แห่งจักรวาลในสภาวะหลับลึก, ไม่มีสภาวะที่สี่, ไม่มีพราหมณ์, กษัตริย์หรือผู้มีความรู้สูง, ทั้งหมดนี้คือพราหมันสูงสุด, น้ำหวานแห่งความรู้ที่ปราศจากความทุกข์.
23.29 no cosmic experiencer of the deep-sleep state, no fourth state, and no brahmin or kshatriya or highly learned. All this is the Supreme Brahman, the afflictionless nectar of Knowledge.
23.30 ไม่มีสิ่งใดเช่นผู้ที่ปรากฏขึ้นอีกครั้ง หรือผู้ที่ติดตาม; ไม่มีเหตุการณ์ใดที่จะเกิดขึ้นอีก, ไม่มีกำหนดเวลา, ไม่มี "ข้าฯ", ไม่มีเหตุแห่งการสนทนา,
23.30 There is nothing such as the one who appears again or the one who follows; there is no event that will occur again, no mark of time, no “I,” no cause of a conversation,
23.31 ไม่มีอะไรขึ้นสูง, ไม่มีคณะภายใน (จิต, พุทธิ, อัตตา, ความคิด), ไม่มีการพูดถึงแต่ความมีสติ, ไม่มีความเป็นคู่ว่าข้าฯ คือพรหมัน, ไม่มีความเป็นคู่ที่ว่า ข้าฯ เป็นเพียงสติ,
23.31 nothing upward, no inner faculty (mind, intellect, ego, thought), no talk of only Consciousness, no duality that I am Brahman, no duality that I am only Consciousness,
23.32 ไม่มีเปลือกของอาหาร, ไม่มีเปลือกของปราณหรือจิต, ไม่มีเปลือกแห่งความรู้ของพุทธิ, ไม่มีเปลือกแห่งนิรามิสสุข,
23.32 no sheath of food, no sheath of prana or mind, no sheath of intellectual knowledge, no sheath of bliss,
23.33 ไม่มีธรรมชาติของความรู้, ไม่มีอะไรที่รู้, ไม่มีคำสอน—ทั้งหมดนี้เป็นความเข้าใจผิด—ไม่มีสิ่งใดที่เดือดร้อน, ไม่มีใครเดือดร้อน, ไม่มีมายา, ไม่มีนิยามของความรู้สามประการ,
23.33 nothing of the nature of knowledge, nothing knowable, no teaching—all of which is a misapprehension—none to be troubled, none to trouble, no illusion, no definition of the triad of knowledge,
23.34 ไม่มีผู้รับรู้, ไม่มีการรับรู้, ไม่มีวัตถุแห่งการรับรู้, ไม่มีผลลัพธ์, แท้จริงแล้ว, ทั้งหมดนี้คือพรหมันสูงสุด, เป็นน้ำหวานแห่งความรู้อันไร้ทุกข์.
23.34 no perceiver, no perception, no object of perception, no appearance of results. All this, indeed, is the Supreme Brahman, the afflictionless nectar of Knowledge.
23.35 ไม่มีอะไรลึกลับ, ไม่มีอะไรชัดเจน, ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่, ไม่มีแม้สิ่งเล็กน้อยของสัดส่วนปรมาณู, ไม่มีโลกที่ประจักษ์อย่างปัจจุบัน, ไม่มีโลกที่ประจักษ์เลย, ตลอดกาล,
23.35 There is nothing mysterious, nothing explicit, nothing great, nothing trivial of atomic proportions, no manifest world as at present, no manifest world, ever,
23.36 ไม่มีโลกของคณะภายใน, ไม่มีจิต, ไม่มีความเข้าใจผิดของโลก, ไม่มีโลกของความคิด, ไม่มีโลกของพุทธิที่ประจักษ์
23.36 no world of the inner faculties, no mind, no misapprehension of the world, no world of thought, no manifest world of intellect,
23.37 ไม่มีโลกของธรรมชาติแห่งชีวา, ไม่มีความทรงจำถึงธรรมชาติของวาสนา (ความประทับใจในอดีต), ไม่มีโลกแห่งความแตกต่างด้วยลักษณะ, ไม่มีความทรงจำถึงธรรมชาติของอวิชชา,
23.37 no world of the nature of jiva-s, no remembrance of the nature of vasana-s (past impressions), no world of differentiation by characteristics, no remembrance of the nature of ignorance,
23.38 ไม่มีโลกของธรรมชาติของพระเวท, ไม่มีความทรงจำของศาสตร์และอากามะ, ไม่มีโลกที่จะแสดงว่ามีบางสิ่งที่แยกจากกัน, ไม่มีความแตกต่างของบางสิ่งที่แยกจากกัน,
23.38 no world of the nature of the Veda-s, no remembrance of the sastra-s and agama-s, no world to show that there is something apart, no differentiation of something apart,
23.39 ไม่มีการรับรู้ถึงความแตกต่างหรือไม่แตกต่าง, ไม่มีจินตนาการถึงข้อบกพร่องหรือไม่มีข้อบกพร่อง, ไม่มีโลกแห่งสันติภาพหรือความไร้สันติ, ไม่มีความทรงจำในคุณสมบัติและการขาดคุณสมบัติ,
23.39 no cognition of difference or nondifference, no imagining of defects or absence of defects, no world of peace or peacelessness, no remembrance of qualities and absence of qualities,
23.40 ไม่มีเพศหญิง, ไม่มีเพศชาย, ไม่มีเพศใด, ไม่มีอะไรอยู่นิ่ง, ไม่มีอะไรเคลื่อนที่, ไม่มีความเศร้าโศกหรือความสุข, ตลอดไป,
23.40 no feminine gender, no masculine gender, nothing neuter, nothing stationary, nothing mobile, no sorrow or happiness, ever,
23.41 ไม่มีธรรมชาติของกุศลหรืออกุศล, ไม่มีความแน่นอนของความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม, ไม่มีกิจกรรมของธรรมชาติอันเป็นคู่, ไม่มีรูปแบบ [mode] การเป็นพยาน,
23.41 nothing of the nature of the virtuous or nonvirtuous, no certitude of the fit and the unfit, no activity of a dual nature, no witness mode,
23.42 ไม่มีรูปแบบ [mode] ธรรมชาติที่มิอาจแบ่งแยก, ไม่มีความปิติของแก่นแท้ที่มิอาจแบ่งแยก, ไม่มีความนึกคิดว่าข้าฯ เป็นร่างกาย, ไม่มีการประกาศว่าข้าฯ เป็นพรหมัน.
23.42 nothing of the mode of the undivided nature, nothing of the joy of the one undivided essence, nothing of the notion that I am the body, nothing of the declaration that I am Brahman,
23.43 ไม่มีแบบ [mode] ที่แน่นอนของความไม่แบ่งแยก, ไม่มีแก่นแท้อันยิ่งใหญ่ที่ไม่มีการแบ่งแยก, ไม่มีการเกิดขึ้นและเป็นแบบ [mode] ใดๆ, ไม่มีความพินาศของแบบ [mode] ใดๆ,
23.43 no mode of the certitude of the undivided, no one great undivided essence, no coming into being of all modes, no destruction of all modes,
23.44 ไม่มีการไต่สวนในทุกแบบ [mode], ไม่มีการปลดปล่อยจากทุกแบบ [mode], ไม่มีการสิ้นสุดแห่งการทำลายในทุกแบบ [mode], ไม่มีความว่างเปล่าของแบบ [mode]ทั้งหมด,
23.44 no inquiry into all modes, no release from all modes, no culmination of the destruction of all modes, no voiding of all modes,
23.45 ไม่มีรูปแบบ [mode] ทั้งหลายนับไม่ถ้วนที่ถูกทำลายลงไปทุกชั่วขณะ, ไม่มีพยานในทุกแบบ [mode], ไม่มี • ภว (ความรู้สึก) ว่าตนเองเป็นพรหมัน,
23.45 nothing of all the modes in their thousands that get destroyed moment by moment, no witness of all modes, no • bhava (feeling) of oneself being Brahman,
23.46 ไม่มีจักรวาล, ไม่มีจิต, ไม่มีที่สุด, ไม่มีการกระทำใด ๆ, ตลอดกาล, ไม่มีคำวิจารณ์หรือสรรเสริญ, ไม่มีลักษณะของความไม่ผูกมัด,
23.46 no universe, no mind, no ultimate, no performance of action, ever, no criticism or praise, no characteristic of the unfettered,
23.47 ไม่มีเครื่องหมายของผู้มีคุณธรรม, ไม่มีเครื่องหมายของผู้มีคุณงามความดี, ไม่มีเครื่องหมายแห่งการซึมซับในการทำสมาธิ, ไม่มีบาปที่สะสมไว้,
23.47 no mark of a virtuous person, no marks of a person of good qualities, no signs of absorption in meditation, no piling up of sins,
23.48 ไม่มีความคิดเกี่ยวกับพรหมันหรืออาตมัน, ไม่มีสิ่งบ่งชี้ถึงความฝันถึงสิ่งสูงสุด, ไม่มีสิ่งใดที่ถือว่าเป็นสุดยอดความปรารถนา, ไม่มีใครที่จะถูกกีดกัน, ไม่มีสิ่งที่ดีที่สุดหรือดีเลิศ, และไม่มีความหมายของคำว่า “ผู้สูงสุด”.
23.48 no thoughts of Brahman or of the Self, no indications of the dream of the Supreme, none deemed as the most desirable, none to be excluded, none the best or excellent, and no meaning of the words “that Supreme.”
23.49 แท้จริงแล้ว, ผู้ใดที่ปราศจากความรู้เกี่ยวกับอาตมัน, คือคนบาป, ผู้ใดที่ปราศจากความรู้เช่นนั้นเป็นผู้ที่ป่วยหนักอย่างแท้จริง.
23.49 Whoever is devoid of the Knowledge of the Self is, indeed, a great sinner. Whoever is thus devoid of Knowledge is a very sick person, indeed.
23.50 ข้าฯ คือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือธรรมชาติของแก่นแท้ที่มิอาจแบ่งแยก. ข้าฯ มั่นใจในประสบการณ์ส่วนตัวว่า พรหมันคือสรรพสิ่ง, อย่างแท้จริง.
23.50 I am Brahman. There is no doubt of this. I am of the nature of the one undivided essence. I have the certitude of personal experience that Brahman is all, indeed.
23.51 บุคคลเช่นนี้คือผู้ที่หลุดพ้นในทันที. อย่างไม่ต้องสงสัย. ในทันทีนั้น, เขากลายเป็นศูนย์รวมของความรู้สูงสุด. แท้จริงแล้ว, เขาคือผู้รู้แจ้งในโลกนี้. เขาคือปรเมศวร.
23.51 Such a man is instantly liberated. There is no doubt of this. Instantly, he becomes the embodiment of the highest Knowledge. He, indeed, is the wise man in this world. He is Paramesvara.
23.52 ทั้งหมดนี้, แท้จริงแล้ว, เป็นน้ำหวานแห่งความรู้, ที่เติมเต็มจิต. ผู้ใดที่สดับสิ่งนี้แม้เพียงครั้งคือพรหมัน, อย่างแท้จริง.
23.52 All this, indeed, is the Supreme Brahman, the nectar of Knowledge, filling the mind. Whoever hears this explanation is Brahman, indeed.
23.53 ไม่ว่าสภาวะความเป็นหนึ่งหรือสภาวะของความเป็นหลากหลาย, ไม่ว่าอะตอมหรือความมหึมา, ทั้งเหตุและผล, ทั้งจักรวาลหรือเจ้านายของจักรวาล, ไม่เคยมีรส, ไร้กลิ่น, ไร้รูปแบบ, ไม่ผูกมัดหรือปลดปล่อย -ขอให้เราเป็นแสงสว่างที่เจิดจ้า, ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการเกิด, ความชรา, หรือความเจ็บไข้ได้ป่วย, และในความปิติแห่งความสุขอันสูงสุดนั้น, คือสดาศิวะผู้เป็นนิรามิสสุขตลอดกาล.
23.53 Neither the state of being one nor the state of being many, neither an atom nor the immense, neither the cause nor the effect, neither the universe nor the lordship of the universe, ever tasteless, smell-less, formless, neither bound nor liberated—may we become that shining Light, unconnected with birth, senility, or sickness and such, ever in the joy of the highest happiness, that blissful Sadasiva.

Get carried away?

อ่าน “ฤภูคีตา” เพิ่มเติม

กลับไปสารบัญ

index

คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้

นิรามิสสุข คือสุขที่เกิดโดยปราศจากอามิสหรือสิ่งภายนอก เป็นความสุขที่ไม่ต้องวิ่งไปหาจากภายนอก แต่ความสุขเกิดจากภายใน ด้วยเจริญสติภาวนา ด้วยการฝึกจิตให้อยู่กับสมาธิ ไม่ให้จิตดิ้นรนออกไปตามสิ่งที่เราไปสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และสัมผ้ส ความสุขเกิดความสงบ ความสะอาด และความสว่างของดวงจิตภายในของเรา ซึ่งเป็นความสุขที่ละเอียด ยั่งยืน และมั่นคงไม่ต้องหาวิ่งหา ไม่ต้องใช้เงิน ซึ่งเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้ ใครอยากได้ต้องทำเอง

พระคัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุดและเป็นรากฐานของศาสนาฮินดู มักจะนับว่ามี 4 ฉบับ คือ ฤคเวท, สามเวท, ยชุรเวท และอาถรรพเวท) แม้ว่าบางครั้งจะกล่าวว่ามีเพียง 3 เท่านั้น แต่อาถรรพเวทเป็นข้อยกเว้นและได้รับการยอมรับว่าเป็นพระเวทจริง

  • ชีวา (ปัจจเจกวิญญาณ) ในสำขยะคือ วิญญาณเดี่ยวที่แยกออกจากปุรุษะ โดยเชื่อมต่อกับอัตตา, พุทธิ, จิต และความรู้สึกถูกจำกัดโดยร่างกาย
  • ชีวา กล่าวในสำขยะว่า ด้วยการบ่งชี้ปุรุษะที่ผิดพลาดของพุทธิ ทำให้เกิดข้อจำกัดและอวิชชา, พึงพอใจและเจ็บปวด, พันธะและความตาย ซึ่งสามารถก้าวข้ามด้วยความรู้แห่งสัจธรรม

ตำราของฮินดู ตำนาน ประวัติศาสตร์ คำสอนทางจิตวิญญาณ และ หัวข้ออื่นๆ ของสารานุกรมแห่งธรรมชาติ แต่งขึ้นโดยท่านวยาส กล่าวกันว่าพบ 18 เล่ม จากจำนวน 20 เล่ม ดังนี้

  1. พรหมปุราณะ
  2. ปัทมปุราณะ
  3. ภควัตปุราณะ
  4. นรดาปุราณะ
  5. มาเคนเทยะปุราณะ
  6. อัคนีปุราณะ
  7. ภวิชญาปุราณะ
  8. พรหมไววารตะ
  9. ลึงคะปุราณะ
  10. วราหะปุราณะ
  11. สกันทะปุราณะ
  12. วามานะปุราณะ
  13. กุรมาปุราณะ
  14. มัทศยาปุราณะ
  15. การุดาปุราณะ
  16. พรหมันทะปุราณะ
  17. วิษณุปุราณะ
  18. ศิวะปุราณะ
  19. วายุปุราณะ
  20. เทวีภควัทตา
การท่องมนตราซ้ำๆ อย่างมีสติในช่วงเวลาหนึ่ง

สัญลักษณ์, ลักษณะ, กายละเอียด ซึ่งเป็นต้นฉบับที่ทำลายไม่ได้ของกายหยาบหรือกายที่มองเห็นได้

สัญลักษณ์ลึงค์ที่ใช้ในการบูชาพระศิวะ หมายถึงการพิสูจน์ หลักฐานการพิสูจน์ หรือเพศ

กรรม 3 ประการ

กรรมหมายถึง การกระทำ หรือ ผลของการกระทำ

  1. สันชิตะกรรม ผลตกค้างของกรรมปัจจุบัน หรือชาติก่อน แต่แฝงอยู่ระหว่างชาตินี้
  2. อกามิกรรม ผลการกระทำของชาตินี้ ที่จะเติบโตไปตามปกติ
  3. ปรารภกรรม ผลตกค้างของการกระทำที่กำลังส่งผล และเริ่มทำงานระหว่างชาติปัจจุบัน
  • บางครั้งกล่าวกันว่า สันชิตะกรรม จะถูกทำลายเมื่อตระหนักรู้ถึงอาตมัน หรือ ทั้ง สันชิตะกรรมและอกามิกรรม จะถูกทำลายเมื่อตระหนักรู้ถึงอาตมัน
  • แต่ มหาศรี และ ศรีสังกรา กล่าวว่า การหลุดพ้นนั้น จะหลุดพ้นจากกรรมทั้ง 3 ประการ
  • คำว่ากรรมนี้ยังใช้เพื่อแสดงถึงการกระทำด้วยตัวเอง กรรมยะกรรม (การกระทำที่เลือกได้) เป็นการกระทำที่หวังผล ; นิตยกรรม หน้าที่ที่ต้องกระทำประจำวัน เพราะเป็นสิ่งที่จะต้องกระทำ เช่นการสวดมนต์ตอนค่ำ ; ไนมิตติกะกรรม การกระทำที่เป็นภาระผูกพันเป็นครั้งคราว เช่น การทำพิธีกรรมการเกิดของบุตร ; ประทิชิทธะกรรม การกระทำต้องห้าม เช่น การฆ่า หรือทำอันตรายสิ่งมีชีวิต
  • การแบ่งประเภทของกรรม คือ โลกียะกรรม กรรมของฆราวาส และ ไวทิกะ กรรมอันศักดิ์สิทธิ์

ตรีกายา 3 ประเภท

  • สถุลาสรีระ (กายหยาบ) คือเปลือกของอาหาร ประกอบด้วยธาตุทั้งห้า
  • สุขมาสรีระ (กายละเอียด) คือร่างของจิตและพลังงานสำคัญซึ่งทำให้กายมีชีวิต กายละเอียดจะรวมกับกายทิพย์ซึ่งส่งต่อวิญญาณ หรือ ชีวา ที่แยกออกจากการยหยาบเมื่อตาย ประกอบด้วย
    • ปราณามายาโกษา เกี่ยวกับลมปราณ
    • มโนมายาโกษา เกี่ยวกับจิตและสัมผัส
    • วิทยานะมายาโกษา เกี่ยวกับพุทธิและสัมผัส
  • กรนาสรีระ (กายทิพย์) เป็นเพียงเมล็ดพันธุ์ของการหยาบและกายละเอียด กล่าวว่ามีความซับซ้อนมากที่สุด เพราะประกอบไปด้วยประสบการณ์ที่ประทับใจที่เกิดขึ้นในอดีต หรือสิ่งห่อหุ้มความสุข (อนันตมายาโกษา)

(ปัญจะโกสะ) คือเปลือกทั้ง 5 ประการ ชั้นที่ลึกเข้าไปจะมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น

  1. อันนามายะ โกสะ เปลือกแห่งกายภาพ
  2. ปราณามายะ โกสะ เปลือกแห่งปราณ หรือ ลมปราณ และ ระบบประสาท (เปลือกแห่งสรีระหรือพลังงาน)
  3. มโนมายะ โกสะ เปลือกแห่งรูปแบบของความปรารถนาและแรงจูงใจ มีรูปแบบซับซ้อน เรียกว่าเปลือกแห่งจิต
  4. วิชญานามายะ โกสะ เปลือกแห่งพุทธิ และ ความรู้สติปัญญา (เปลือกแห่งปัญญา)
  5. อนันตมายะ โกสะ เปลือกของการรู้แจ้ง (เปลือกแห่งบรมสุข)

เกี่ยวกับ หรือ เชื่อมต่อกับ สตฺ (สัตย์-ความจริงหรือความดี) เป็นส่วนร่วมกับสตฺ, เป็น สตฺ ด้วยตัวมันเอง, หรือ ร่วมกันกับผู้ที่ตระหนักรู้ในการมีชีวิตอยู่

สรง หรือ สนาน พิธีอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์เป็นศาสนพิธี ต้องเดินทางไปทำพิธีที่เทวสถานและพำนักในเทวสถาน มีระเบียบปฏิบัติอย่างเคร่งครัด มีการชำระล้างพร้อมกับการท่องมนตรา, รินน้ำจันท์ถวายแด่เทวะและบำเพ็ญกุศล

  • พิธีอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์เป็นพิธีกรรมแบบดั้งเดิมเพื่อเป็นการชำระล้างให้บริสุทธิ์
  • ธาราปนะเป็นการถวายน้ำแต่พระเป็นเจ้าซึ่งกระทำเป็นประจำทุกวัน และในบางโอกาสก็จะถวายให้กับฤๅษีหรือวิญญาณที่ล่วงลับ

คำสอนเกี่ยวกับพิธีกรรมและการบูชาเทวะในเทวสถาน (ที่เปิดเผยจากสวรรค์, มิใช่มนุษย์เขียนขึ้นมา) ซึ่งถูกแบ่งแยกออกจากพระเวท

คุณะ 3 ประการ เป็นองค์ประกอบที่สมดุลของประกฤติ

  1. สัตวะ แปลว่า ความแท้จริงหรือความมีอยู่ สัตวะเป็นมูลฐานแห่งความดี ความสุข ความเบา ความแจ่มใส ความมีประกายสดใส ความเจิดจ้าแห่งแสงสว่าง การเลื่อนลอยขึ้นเบื้องบน ความพอใจ มีสีขาว
  2. รชัส แปลว่า ความเศร้าหมอง รชัสเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดจลนภาพหรือความเคลื่อนไหว ความกระปี้กระเปร่า ความเจ็บปวด ความกระวนกระวาย ความโหดร้ายรุนแรงของอารมณ์ รชัสทำให้เกิดการกระตุ้นเร่งเร้าอันเป็นผลให้เกิดความเคลื่อนไหว มีสีแดง
  3. ตมัส ความมืด ตมัสเป็นมูลฐานแห่งความเฉยๆ ปราศจากความสนใจ ความโง่เขลา ความสับสน ความเซื่องซึมเหงาหงอย ความหดหู่ ตมัสทำให้เกิดความหยุดนิ่ง (ในแง่ของวัตถุ) มีสีดำหรือคล้ำ

เมื่อคุณะทั้ง 3 สมดุลคืออยู่ในภาวะของประกฤติ เมื่อเกิดเสียความสมดุล, วิวัฒนาการก็จะเริ่มต้นขึ้นและดำเนินเรื่อยไปตามครรลองของมัน

สภาวะทั้ง 4

  1. ตื่น
  2. ฝัน
  3. หลับลึก
  4. ทุริยา เป็นภูมิหลังที่รองรับและแผ่ซ่านไปทั่วทั้งสามสภาวะของจิตสำนึก

ความรู้สึกภายใน และเทพของสิ่งเหล่านั้น

  1. มนัส (จิตใจ) : จันทรา
  2. พุทธิ (สติปัญญา) : พรหม
  3. อหังการ (ego) : รุทระ
  4. จิตตะ (ความคิด, สติปัญญา) : วสุเทวะ

พระคัมภีร์

ศิวะผู้เป็นตัวของตัวเองเสมอ ผู้สงบเสมอ สภวะของศิวะที่เป็นสิ่งมีชีวิตบริสุทธิ์

"ribhu gita" (in Thai) by Tandhava
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.