บทที่ 19 การปฏิเสธนามและรูป

Chapter Nineteen 

Topic of the Negation of Name and Form

ข้าฯ มิใช่อัตตา มิใช่รุทระ มิใช่ทั้งผู้ที่ผ่านประสบการณ์ และมิใช่พยาน

ฤภู กล่าวว่า

19.1 สรรพสิ่งคือพรหมัน, ดังที่ข้าฯ บอกต่อท่าน. สรรพสิ่งไม่มีอยู่. โลกแห่งปรากฏการณ์ (มายา) คือความเท็จ. ข้าฯ คือพรหมัน. ข้าฯ ไร้ความคิด. ข้าฯ คือพรหมัน. ไม่มีความรู้สึกสำหรับข้าฯ.
19.1 Ribhu: All is Brahman, I tell you. All this is nonexistent. The phenomenal world is a falsity. I am Brahman. I have no thought. I am Brahman. There is no insentience for me.
19.2 ข้าฯ คือพรหมัน. ข้าฯ ไร้ความผิดพลาด. ข้าฯ คือพรหมัน. ข้าฯ ไร้ผลจากการกระทำ. ข้าฯ คือพรหมัน. ไม่มีคำพูดใดสำหรับข้าฯ. ข้าฯ คือพรหมัน. ข้าฯ เป็นหนึ่งไม่มีสอง.
19.2 I am Brahman. I have no mistake. I am Brahman. I have no results. I am Brahman. There is no word for me. I am Brahman. I have no second.
19.3 ข้าฯ คือพรหมัน. ข้าฯ ไร้ความถาวร. ข้าฯ คือพรหมัน. ข้าฯ ไร้สถานที่จะไป. ข้าฯ คือพรหมัน. ข้าฯ ไร้มารดา. ข้าฯ คือพรหมัน. ข้าฯ ไร้บิดา.
19.3 I am Brahman. I have no permanency. I am Brahman. I have nowhere to go. I am Brahman. I have no mother. I am Brahman. I have no father.
19.4 ข้าฯ คือพรหมัน. ไม่มีสิ่งเช่นที่ว่า “เขาคือผู้นี้” สำหรับข้าฯ. ข้าฯ มิใช่ไวสวานระ (วิศวนระ หรือ อาตมันแห่งจักรวาล). ข้าฯ คือพรหมัน, ที่ว่างของสติ. ข้าฯ คือพรหมัน. อย่างมิต้องสงสัย.
19.4 I am Brahman. For me, there is no such thing as “He is this.” I am not Vaisvanara (Cosmic Self). I am Brahman, the Space of Consciousness. I am Brahman. There is no doubt of this.
19.5 ข้าฯ คือภายในของสรรพสิ่ง. ข้าฯ คืออาตมันอันบริบูรณ์, ส่วนลึกที่สุดของสรรพสิ่ง, ส่วนลึกที่สุดของจิตใจ. ข้าฯ เป็นส่วนลึกที่สุดของร่างกาย. ข้าฯ ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ตลอดกาล.
19.5 I am in the interior of all. I am the perfectly full Self, inmost of all, inmost of the mind. I am the inmost of the body. I am ever the immovable.
19.6 ผู้รู้สิ่งนี้คือผู้หลุดพ้น. ความรู้นี้ยากที่จะบรรลุ. มีเพียงหนึ่งในหลายแสนที่เลือกปฏิบัติตามสิ่งนี้.
19.6 One who knows this is liberated. This Knowledge is difficult to obtain. Only one in many hundreds of thousands has this discrimination.
19.7 เพียงแค่มองดูเขา (ผู้ที่หลุดพ้น), บรรพบุรุษผู้ล่วงลับก็พึงพอใจ. การได้เห็นนักปราชญ์เช่นนี้คือบุญ. มันเทียบเท่ากับการอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย.
19.7 By just a look at him, the deceased ancestors are satisfied. The sight of such wise men is punya. It is equal to bathing in all holy waters.
19.8 บุคคลหนึ่งจะกลายเป็นผู้ที่หลุดพ้นในขณะยังมีชีวิต เพียงแค่การบูชาปราชญ์เช่นนั้น; โดยการถวายอาหารและกุศลแด่ปราชญ์เช่นนั้น, บุคคลนั้นจะกลายเป็นผู้ที่หลุดพ้นในทันที.
19.8 A man will become liberated while yet alive only by offering worship to such wise men; by offering food and charity to such wise men, a man will immediately become liberated.
19.9 ข้าฯ คือพรหมัน. อย่างมิต้องสงสัย. ตัวข้าฯ เองคือคุรุสูงสุด. ข้าฯ คือศานติ. ข้าฯ บริสุทธิ์. ตัวข้าฯ เองคือแก่นของคุณะ.
19.9 I am Brahman. There is no doubt of this. I myself am the supreme Guru. I am peaceful. I am pure. I myself am the core of the guna-s;
19.10 [ข้าฯ] ข้ามพ้นคุณสมบัติ, ก้าวข้ามความเป็นมนุษย์, ก้าวข้าม “จุดสูงที่สุด”, ก้าวข้ามจิตใจ, ก้าวข้าม “สิ่งสูงสุดที่จะสูงได้”, ก้าวข้ามพุทธิ, และก้าวข้ามแก่นแท้.
19.10 [I] transcend the qualities, transcend humanity, transcend “the highest,” transcend the mind, transcend “the highest of the high,” transcend intellect, and transcend the essence.
19.11 [ข้าฯ] ข้ามพ้นการใคร่ครวญ, ก้าวข้ามจิต, ก้าวข้ามพระเวท. ก้าวข้ามความรู้, ก้าวข้ามร่างกายและสิ่งเช่นนั้น, ก้าวข้ามความอ่อนแอ, ความฝัน, และการหลับลึก.
19.11 [I] transcend contemplation, transcend the mind, transcend the Veda-s, transcend knowledge, transcend the body and such, and transcend wakefulness, dream, and deep sleep.
19.12 [ข้าฯ] ก้าวข้าม “สภาวะสูงสุด, สภาวะเริ่มต้น (ปฐม), สภาวะที่ไม่ปรากฏ”. ดังเช่นข้อสรุปของความรู้. ใครก็ตาม, ปล่อยวาง “สิ่งนี้” และละทิ้งสรรพสิ่ง, ดั่งเช่นคนใบ้,
19.12 [I] transcend “the supreme, primal, unmanifest state.” Such is the conclusion of Knowledge. Whoever, renouncing “this” and leaving all, like a mute,
19.13 เป็นพรหมันหนึ่งซึ่งเงียบงัน - พรหมันสูงสุด, พรหมันนิรันดร์ – แม้เพียงอะตอมของความยิ่งใหญ่ของผู้มีภูมิปัญญา (บรรลุธรรม) ก็เห็นได้ชัด
19.13 is silently Brahman oneself—the Supreme Brahman, the eternal Brahman— even an atom of the greatness of such a wise one is clearly evident
19.14 และไม่สามารถอธิบายได้โดยหริ หรือโดยหระ หรือโดยพรหม หรือโดยพระผู้เป็นเจ้า, แม้ในหลายร้อยโกฏิกัลปะ.
19.14 and is incapable of being described by Hari or by Hara or by Brahma or by the gods, even in hundreds of crores of kalpa-s.
19.15, 16 ภูมิปัญญาที่ว่า ข้าฯ คือพรหมัน นั้นหาได้ยากในโลกทั้งสาม. มันเป็นการยากที่จะเห็นมหาบุรุษ (บุคคลผู้ยิ่งใหญ่) ที่เลือกปฏิบัติเช่นนั้น และสนทนาหรือสัมผัสเท้าของเขา. ถ้าผู้ใดได้ล้างและสัมผัสเท้าของมหาบุรุษผู้นั้น, เขาจะกลายเป็นพรหมันด้วยตัวเขาเอง.
19.15, 16 The wisdom that I am Brahman is rare to come by in all the three worlds. It is rare to have a look at great people of such discrimination and converse with them and touch their feet. If one has a bath in the water that has at any time touched their feet, one becomes Brahman oneself.
19.17 สรรพสิ่งคือมายา. อย่างไม่ต้องสงสัย. สรรพสิ่งคือพรหมันเพียงอย่างเดียว. คำอธิบายนี้กล่าวได้ว่าเป็นบทสรุปจากข้อสรุปทั้งหมด.
19.17 All is illusory. There is no doubt of this. All is Brahman alone. This explanation is said to be the summary of all the settled conclusions.
19.18 ผู้ที่อ่านปกรณัมอันหาได้ยากนี้ด้วยภักดี, ย่อมบรรลุพรหมัน. ข้าฯ กล่าวว่า: สรรพสิ่งคือพรหมัน; ไม่มีสิ่งอื่น. โลกทั้งหมดคือความเท็จ.
19.18 The man who reads with devotion this rare exposition, attains Brahman. I say: All is Brahman; there is nothing else. The entire world is a falsity.
19.19 พรหมันคือรูปของโลก. พรหมันคือที่พักพิงสูงสุด. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือพรหมันสูงสุด. แม้ว่า, แท้จริงแล้ว “ข้าฯ” ไม่ได้รวมอยู่ด้วย.
19.19 Brahman is this world-form. Brahman is the Supreme Abode. I am, indeed, the Supreme Brahman. Even “I,” indeed, is to be excluded.
19.20 ข้าฯ เป็นเพียงสติ, ไม่รวมสรรพสิ่ง. ข้าฯ คือเจตนาสูงสุด (ความรู้สึก), ไม่รวมสรรพสิ่ง. ข้าฯ คืออาตมันอันสงบศานติ, ไม่รวมสรรพสิ่ง. ข้าฯ คือศูนย์รวมของสรรพมงคล.
19.20 I am just Consciousness, excluding all. I am the Supreme Chetana (Sentience), excluding all. I am the peaceful Self, excluding all. I am the embodiment of all auspiciousness.
19.21 ข้าฯ คือพรหมัน, พรหมันสูงสุด. “สิ่งนี้” ไม่มีจริงสำหรับข้าฯ. ไม่มีอดีตและอนาคตสำหรับข้าฯ และไม่มีวรรณะสำหรับข้าฯ. อย่างไม่ต้องสงสัย.
19.21 I am Brahman, the Supreme Brahman. “This” is not real for me, not for me. There are no past and future for me and no castes for me. There is no doubt of this.
19.22 แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือพรหมัน. ไม่มีแม้สิ่งเล็กน้อยที่สุดสำหรับข้าฯ. ข้าฯ คือพรหมัน. ข้าฯ คือตาปาสสูงสุด. ทั้งหมดนี้คือธรรมชาติของพรหมัน, ธรรมชาติอันไร้ทุกข์แห่งพรหมัน.
19.22 I am, indeed, Brahman. Not even the least thing exists for me. I am Brahman. I am the supreme tapas. All this is of the nature of Brahman, of the nature of the afflictionless Brahman.
19.23 พรหมันเองปรากฏให้เห็นว่ามีความแตกต่าง; พรหมันนั้นไม่แตกต่างกันเลย. มันคือสิ่งสูงสุด. อาตมันเองปรากฏประหนึ่งเป็นสิ่งคู่. อาตมันคือที่พักพิงสูงสุด.
19.23 Brahman itself manifests as different; Brahman is nothing different. It is the Supreme. The Self itself manifests as if dual. The Self is the Supreme Abode.
19.24 ดังนั้นพรหมันจึงปราศจากความแตกต่าง. ความแตกต่างนั้นคือความกลัวอันยิ่งใหญ่. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คืออาตมัน. ข้าฯ บริสุทธิ์. ข้าคือโลกทั้งสาม.
19.24 Brahman is thus devoid of differences. Differentiation is the great fear. I am, indeed, the Self. I am pure. I am the triad of worlds.
19.25 แท้จริงแล้ว, อาตมันอยู่ทุกหนแห่ง. ไม่มีสิ่งอื่น. สรรพสิ่งคือพรหมันและไม่มีสิ่งอื่น. ตัวข้าฯ เองเปล่งประกาย, ตลอดกาล. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือพรหมัน. ข้าฯ คือสิ่งสูงสุด.
19.25 The Self, indeed, is everywhere. Nothing else is so. All is Brahman and none else. I myself shine, ever. I am, indeed, Brahman. I am the Supreme.
19.26 ข้าฯ บริสุทธิ์, เป็นพรหมันสูงสุด, ปราศจากกรรมและอกรรม. ข้าฯ คือธรรมชาติอันบริสุทธิ์แห่งเอกภาพ, เป็นเพียงสติตลอดกาล.
19.26 I am pure, the Supreme Brahman, and devoid of action and inaction. I am ever of the nature of the pure One, ever only Consciousness alone.
19.27 ข้าฯ คือพรหมันสูงสุด, อย่างแน่นอน. ข้าฯ คือความจริง. ข้าฯ คือสรรพสิ่ง. ข้าฯ มิอาจถูกทำลาย. ข้าฯ คือพรหมันสูงสุด. ข้าฯ คือศิวะ. ข้าฯ คือศิระ (สิ่งสูงสุดยอด).
19.27 Definitely, I am the Supreme Brahman. I am the reality. I am all. I am indestructible. I am the Supreme Brahman. I am Siva. I am the summit.
19.28 ข้าฯ คือธรรมชาติอันเท่าเทียม. ข้าฯ คือศานติ. ข้าฯ หลอมรวมใน “ตตฺ”, สติอันไร้การเปลี่ยนแปลง. ข้าฯ คือพรหมมันและเป็นนิรันดร์. ข้าฯ คือคุณสมบัติแห่งสติตลอดกาล.
19.28 I am of an equanimous nature. I am peaceful. I am merged in “That,” immutable Consciousness. I am ever Brahman and eternal. I am ever with the characteristics of Consciousness.
19.29 ข้าฯ คือธรรมชาติของเอกภาพอันมิอาจแบ่งแยกตลอดกาล. ข้าฯ เกินกว่าการหยั่งวัดเสมอ. ข้าฯ เป็นธรรมชาติแห่งเอกภาพและความบริสุทธิ์ตลอดกาล. ข้าฯ เป็นเพียงสติสิ่งเดียวเสมอ.
19.29 I am ever of the nature of the undivided One. I am always beyond measure. Ever am I of the nature of the One and the pure. I am always only Consciousness alone.
19.30 ข้าฯ คือการวัดที่แท้จริงตลอดกาล, การดำรงอยู่, และความส่องสว่าง. ข้าฯ คือธรรมชาติของข้อสรุปตลอดกาล. ข้าฯ บริสุทธิ์และเป็นมงคลเสมอ.
19.30 I am ever the real measure, the Existence, and the illuminator. I am ever of the nature of the settled conclusion. I am always pure and auspicious.
19.31 ผู้ที่มั่นใจสิ่งนี้คือผู้ที่หลุดพ้น. ผู้ที่เป็นเช่นนั้นเสมอคือผู้ที่ข้ามพ้น (อยู่เหนือกว่า). ผู้ที่เชื่อมั่นสิ่งนี้เป็นพรหมันเสมอ, อย่างแท้จริง.
19.31 Whoever has this certitude is the liberated. Whoever is always thus is the superior. One who has this conviction is always Brahman, indeed.
19.32 ผู้ที่มั่นใจว่า ข้าฯ คือพรหมัน คือผู้บรรลุธรรม, ซึ่งเป็นพรหมันด้วยตัวเขาเอง. ผู้เดียวนั้นที่มั่นใจว่า เขาคือพรหมัน คือปุรุษะของโลกนี้.
19.32 One who has the certitude that I am Brahman is the wise man who is, himself, Brahman. He alone who has the certitude that he is Brahman is the Purusha in this world.
19.33 ผู้โดดเดี่ยวคือผู้บรรลุธรรม. เขาหลุดพ้นในขณะที่ยังมีชีวิต. เขาคืออาตมัน. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือพรหมัน, อาตมันอันยิ่งใหญ่, ธรรมชาติแห่งสภาวะของนิรามิสสุขแห่งสติ.
19.33 That man alone is the wise one. He is liberated while yet alive. He is of the Self. I am, indeed, Brahman, the great Self, of the nature of Existence-Consciousness-Bliss.
19.34 ข้าฯ มิได้เป็นปัจเจกวิญญาณ. ไม่มีความแตกต่างสำหรับข้าฯ. ข้าฯ มิใช่ความคิด, ข้าฯ มิใช่จิตใจ. ข้าฯ ไม่ได้เป็นทั้งเนื้อหนัง, อีกทั้งมิได้เป็นกระดูก, ข้าฯ มิได้เป็นร่างกายที่ประกอบด้วยอัตตา.
19.34 I am not the individual soul. There are no differences for me. I am not thought, nor am I the mind. I am neither flesh, nor have I bones, nor am I the body with the ego.
19.35 ข้าฯ มิได้เป็นสิ่งใดเลย. ข้าฯ คือผู้ข้ามพ้น. ข้าฯ คือธรรมชาติแห่งความรู้. ข้าฯ มิได้เป็นสรรพสิ่ง, ณ กาลใดๆ.
19.35 I am not all. I am transcendent. I am of the nature of Knowledge. I am not all, at any time.
19.36 ข้าฯ ไม่ตาย. ข้าฯ มิได้มีอีกชีวิตหนึ่ง. ข้าฯ มิได้ “เป็นเพียงสติ”. ไม่ใช่ข้าฯ. ข้าฯ มิอาจกล่าวว่า, อีกทั้งมิได้เป็น “ผู้หลุดพ้น”. ข้าฯ มิได้เป็น “ผู้ตรัสรู้”, ตลอดกาล.
19.36 I am not dead. I have not another life. I am not “just Consciousness.” I am not. I cannot be spoken of, nor am I “liberated.” I am not “enlightened,” ever.
19.37 ข้าฯ มิใช่สุญ (ความว่างเปล่า). ข้าฯ มิใช่ผู้ที่ไม่รู้ (โง่เขลา, ผู้มีอวิชชา). ข้าฯ มิได้เป็นสรรพสิ่ง. ข้าฯ คือผู้ข้ามพ้น. ข้าฯ เป็นเพียงพรหมันตลอดกาล. ข้าฯ มิได้เป็น “แก่นแท้”, อีกทั้งมิได้เป็นสดาศิวะ, ตลอดกาล.
19.37 I am not a void. I am not an ignoramus. I am not all. I am transcendent. I am ever Brahman alone. I am not “the essence,” nor Sadasiva, ever.
19.38 ข้าฯ มิใช่นาสิก, อีกทั้งมิใช่สุคนธ์. ข้าฯ มิใช่สัญลักษณ์. ไม่มีที่รักสำหรับข้าฯ. ข้าฯ มิใช่ปัจเจกวิญญาณหรือแก่นแท้ของมัน. ข้าฯ มิใช่วรุณ (เทพแห่งน้ำ), อีกทั้งมิใช่ปฐพี.
19.38 I am not the nose, nor am I the scent. I am not a symbol. There are none dear to me. I am not the individual soul or its essence. I am not Varuna (the deity of water), nor am I the terrestrial globe.
19.39 ข้าฯ คือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ ไร้นามและรูป. ข้าฯ มิใช่โสต, อีกทั้งมิใช่เสียง. ข้าฯ มิใช่ทิศทาง, อีกทั้งมิใช่ผู้รู้เห็น (พยาน).
19.39 I am Brahman. There is no doubt of this. I am without any name or form. I am not the ear, nor am I the sound. I am not any of the directions, nor am I a witness.
19.40 ข้าฯ มิใช่ท่าน, มิใช่สวรรค์, และมิใช่อากาศ; อีกทั้งมิใช่พยานของสิ่งเหล่านี้. ข้าฯ มิใช่อวัยวะขับถ่ายและมิใช่ปฏิกูล. ข้าฯ มิใช่ความตาย, อีกทั้งมิใช่พยาน.
19.40 I am not you, not heaven, and not air; nor am I a witness of these. I am not the organ of excretion nor the excretion. I am not death, nor am I a witness.
19.41 ข้าฯ มิใช่ความลึกลับ, อีกทั้งมิใช่ความหรรษา. ข้าฯ มิใช่ประชาบดี (บรรพบุรุษแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์) หรือพระเป็นเจ้าองค์ใด. สรรพสิ่งคือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. แท้จริงแล้ว, สรรพสิ่งคือพรหมันอย่างเดียว.
19.41 I am not a mystery, nor am I joy. I am not Prajapati (progenitor of the human race) or other gods. All is Brahman. There is no doubt of this. Indeed, all is Brahman alone.
19.42 ข้าฯ มิใช่จิตใจ, มิใช่สังกัลปะ, มิใช่จันทรา, อีกทั้งมิได้เป็นพยาน. ข้าฯ มิใช่พุทธิและมิใช่ผัสสะ. ข้าฯ มิใช่พรหม, ผู้สร้าง; อีกทั้งไม่มีรูปอันแน่นอน.
19.42 I am not the mind, not sankalpa, not the moon; nor am I a witness either. I am not the intellect and not the senses. I am not Brahma, the creator; nor do I have a definite form.
19.43 ข้าฯ มิใช่อัตตา. ข้าฯ มิใช่รุทระ. ข้าฯ มิใช่ทั้งผู้ที่ผ่านประสบการณ์ อีกทั้งมิใช่พยาน. ข้าฯ มิใช่ความคิด, อีกทั้งมิใช่วาสุเทวะ, ผู้ธำรงรักษา, อีกทั้งมิใช่อิศวร.
19.43 I am not the ego. I am not Rudra. Neither am I an experiencer nor a witness. I am not thought, nor am I Vasudeva, the supporter, nor this Isvara.
19.44 ข้าฯ มิใช่จักรวาล. ข้าฯ มิใช่สภาวะตื่น. ไม่มีกายหยาบสำหรับข้าฯ. ข้าฯ มิใช่ชีวาอันประจักษ์, อีกทั้งมิใช่โลกแห่งปรากฏการณ์.
19.44 I am not the universe. I am not the waking state. There is nothing of any gross body for me. I am not the apparent jiva, nor am I of the phenomenal world.
19.45 ข้าฯ มิใช่ “พระผู้เป็นเจ้าอันเป็นสัจธรรมสูงสุด”; อีกทั้งมิใช่โกสะอันไร้ความรู้สึก (เปลือกของอาหาร). ข้าฯ มิใช่โกสะของปราณ. อีกทั้งมิใช่ผู้ที่ประกอบด้วยโกสะของจิตใจ.
19.45 I am not a “god that is the highest truth”; nor am I an insentient sheath of matter (lit., of food). I am not a sheath of prana. Nor am I one with the sheath of the mind.
19.46 ข้าฯ มิใช่โกสะของความรู้แห่งพุทธิ. อีกทั้งมิใช่ผู้ที่ประกอบด้วยโกสะของนิรามิสสุข. ข้าฯ คือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ ปราศจากนามและรูป.
19.46 Nor am I the sheath of intellectual knowledge. Nor am I one with the sheath of bliss. I am Brahman. There is no doubt of this. I am without any name or form.
19.47 การได้สดับเรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับความเป็นคู่ของนามและรูป, จงลืมสิ่งทั้งหมดนี้ในทันที และละทิ้งพวกมันดั่งเศษไม้หรือเหล็กที่ขึ้นสนิม.
19.47 Having heard all this about the duality of name and form, all this should be forgotten in a second and abandoned like a scrap of wood or rusted iron.
19.48 สรรพสิ่งนั้นไม่มีอยู่จริงเสมอ, เหมือนบุตรของสตรีที่เป็นหมัน. มันเหมือนเขาของกระต่าย. มันเหมือนเขาของมนุษย์.
19.48 All this is ever unreal, always, like the son of a barren woman. This is just like the horn of a hare. It is just like the horn of a man.
19.49 มันเหมือนดอกไม้บนท้องฟ้า. มันเหมือนภาพลวงตา, เหมือนนครของคนธรรพ์บนท้องฟ้า, เหมือนรูปแบบต่างๆ ของเวทมนตร์.
19.49 It is like a flower in the sky. It is just like a mirage, like a city of gandharva-s (celestial beings) in the sky, and just like various kinds of wizardry.
19.50 สิ่งใดที่คิดว่าเป็นปัญจะในรูปของพระเป็นเจ้านั้นไม่จริงอย่างสมบูรณ์. ความเป็นคู่นั้นถูกนำมาใช้สอนแก่ศิษย์ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น. มันไม่จริงอย่างแน่นอน.
19.50 What is thought of as the pentad of the forms of gods is completely unreal. Duality is brought into use only at the time of initiating the disciple in instruction. It is not Absolute Truth.
19.51 เมื่อมารดาถึงกาลมรณา, ผู้คนควรร้องไห้ (บนความสูญเสีย) และแจกจ่ายทรัพย์. ทรัพย์ทั้งห้า (ดิน, น้ำ, ไฟ, ลม, อากาศ ที่ว่าง) เหมือนการร่ำไห้ของพวกเขา (ซึ่งไม่จริง).
19.51 When the mother is dead, people should be called in for crying [over the loss] and distributing dravya (goods or money). The pentad of dravya-s (substances: the elements earth, water, fire, air, space) is like their cries (unreal).
19.52 ข้าฯ ได้อธิบายถึงความไม่เป็นคู่ต่อผู้ที่กระตือรือล้นและลืมสิ่งอื่นจนหมดสิ้น. จงมั่นใจว่าข้าฯ คือพรหมัน. จงเชื่อมั่นว่าข้าฯ คือพรหมัน.
19.52 This Nonduality has been explained by me to the one in eagerness who forgets all else. Be of the certitude that I am Brahman. Be of the conviction that I am Brahman.
19.53 แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือนิรามิสสุข. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ มิใช่สิ่งอื่น. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือสติเพียงสิ่งเดียว. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือพรหมัน. จงมั่นใจในสิ่งนี้.
19.53 Indeed, I am also Bliss. Indeed, I am nothing else. Indeed, I am Consciousness alone. Indeed, I am Brahman. Be of this certitude.
19.54 ข้าฯ คือความบริสุทธิ์ไร้มลทิน. ข้าฯ ปราศจากคุณสมบัติแห่งชีวิต. ข้าฯ คือพรหมัน, อาตมันแห่งสรรพสิ่ง, เปล่งประกายเช่น “ข้าฯ”.
19.54 I am the spotlessly pure. I am without the characteristics of life. Indeed, I am Brahman, the Self of all, shining as “I.”
19.55 แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือสติเพียงสิ่งเดียว. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ ไร้คุณสมบัติ, ข้าฯ คือพรหมันที่แผ่ซ่านไปทุกหนแห่ง. ข้าฯ คือสติเพียงสิ่งเดียวและศานติตลอดกาล.
19.55 Indeed, I am Consciousness alone. Indeed, I am the attributeless. I am all pervasive Brahman. I am Consciousness alone and ever peaceful.
19.56 ข้าฯ คืออาตมัน, ซึ่งเป็นธรรมชาติแห่งมงคลนิรันดร์ (ศิวะ). ข้าฯ คือบุคคลที่หลุดพ้นตลอดกาล. จงมั่นใจสิ่งนี้, ปฏิบัติตามตัวท่าน, ด้วยตัวท่านเอง.
19.56 I am the Self, which is of the nature of eternal auspiciousness (Siva). I am the man who is ever in Liberation. Being of this certitude, ever abide in your Self, by yourself.
19.57 ข้าฯ คือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. ไม่มีนามและรูปสำหรับข้าฯ. การอธิบายเรื่องรูปนี้, หาได้ยากจากพระเวททั้งหลาย. ผู้ที่ได้สดับเพียงครั้ง, จะกลายเป็นพรหมันด้วยตัวเขาเอง.
19.57 I am Brahman. There is no doubt of this. There is no name or form for me. This explanation, in this form, is rare to come by in all the Veda-s. Whoever hears this once, himself becomes Brahman.
19.58 อะไรเป็นที่รักยิ่งในหัวใจของปฏิปักษ์แห่งมันมถะ (ศิวะ – ผู้เป็นศัตรูของมันมถะหรือกามเทพ) – [มันมถะ คืออีกชื่อหนึ่งของกามเทพ] ผู้ซึ่งกำเนิดสองคราด้วยยาคะอันยิ่งใหญ่ (การบำเพ็ญเพียรของเทวีรตี – คู่สมรสของกามเทพ) ดังคำกล่าวยกย่องไว้ในพระเวท, และโดยวราตะ (การปฏิญาณ เช่น การอดอาหารหรือสวดมนต์อย่างเคร่งครัดเพื่อขอพรให้กับคนที่เธอรัก), การทำกุศล, อดอาหาร, ยมะ, และการปฏิบัติอันเข้มงวดอื่นๆ) – การบูชาศิวะด้วยศิวลึงค์. เพียงแค่นั้น, อิศวรได้มอบพรอันเป็นความรู้ที่ยิ่งใหญ่ซึ่งทำลายอวิชชาแก่เขาอย่างรวดเร็ว.
19.58 What is intensely and highly dear to the heart of that foe of Manmatha (god of passion)—whom the twice-born realize by the great yaga-s glorified by the words of the Veda-s, and by the experience of vrata-s (vowed observances), charities, fasts, yama, and other rigorous practices— is the worship of Siva as a linga. By that alone, Isvara quickly gives the gift of the great Knowledge that destroys all delusion.
[กามเทพถูกศิวะ เผาเป็นจุลด้วยพระเนตรที่สาม หลังจากที่กามเทพอาจหาญยิงศรดอกไม้ไปต้องศิวะ จนกามเทพได้สูญเสียร่างกายเป็นนิรันดร์ไปแล้ว แต่ด้วยการบำเพ็ญเพียรของเทวีรตี ศิวะจึงได้ให้พรเป็นการกำเนิดครั้งที่สองของกามเทพ]

Get carried away?

อ่าน “ฤภูคีตา” เพิ่มเติม

คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้

นิรามิสสุข คือสุขที่เกิดโดยปราศจากอามิสหรือสิ่งภายนอก เป็นความสุขที่ไม่ต้องวิ่งไปหาจากภายนอก แต่ความสุขเกิดจากภายใน ด้วยเจริญสติภาวนา ด้วยการฝึกจิตให้อยู่กับสมาธิ ไม่ให้จิตดิ้นรนออกไปตามสิ่งที่เราไปสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และสัมผ้ส ความสุขเกิดความสงบ ความสะอาด และความสว่างของดวงจิตภายในของเรา ซึ่งเป็นความสุขที่ละเอียด ยั่งยืน และมั่นคงไม่ต้องหาวิ่งหา ไม่ต้องใช้เงิน ซึ่งเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้ ใครอยากได้ต้องทำเอง

(ปัญจะโกสะ) คือเปลือกทั้ง 5 ประการ ชั้นที่ลึกเข้าไปจะมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น

  1. อันนามายะ โกสะ เปลือกแห่งกายภาพ
  2. ปราณามายะ โกสะ เปลือกแห่งปราณ หรือ ลมปราณ และ ระบบประสาท (เปลือกแห่งสรีระหรือพลังงาน)
  3. มโนมายะ โกสะ เปลือกแห่งรูปแบบของความปรารถนาและแรงจูงใจ มีรูปแบบซับซ้อน เรียกว่าเปลือกแห่งจิต
  4. วิชญานามายะ โกสะ เปลือกแห่งพุทธิ และ ความรู้สติปัญญา (เปลือกแห่งปัญญา)
  5. อนันตมายะ โกสะ เปลือกของการรู้แจ้ง (เปลือกแห่งบรมสุข)
  • ผู้มี (ประสบการณ์) สภาวะตื่นแห่งจักรวาล : ผู้ที่มีผ่านสภาวะตื่น, ศรีสังการะ กล่าวว่า : ไวสวานระ คือ “ผู้ผาสุกกับสิ่งทั้งมวล ถูกเรียกว่า ไวสวานระ เพราะเขาคือผู้นำทางที่หลากหลาย (วิศว) ของมุนษย์ (นร)” และ “เขาถูกเรียกว่าไวสวานระ (สรรพชีวิต) เพราะเขาตีล้อมสรรพชีวิตด้วยคุณธรรมเขา ซึ่งแท้จริงแล้วไม่มีการแบ่งแยกแตกต่างไปจากอาตมันที่ประกอบไปด้วยประสบการณ์ทั้งหมด (วิรัต)”
  • เกาทะปาทะ กล่าวใน มันฑุคายะ อุปนิษัท คาริค ว่า “วิศวรู้ถึงสิ่งภายนอกและแผ่ซ่านไปทั่วทั้งหมด” และ “วิศวผาสุกตลอดกาล” ; วิรัตแผ่ซ่านไปทั่วจักรวาลและเป็นผู้ชี้นำบริบทโดยรวม ; ไวสวานระระบุบริบทของแต่ละบุคคล หรือประสบการณ์การตื่นรู้ของของและบุคคล
  • ในมุมของของอัทไวตะไม่มีความแตกต่างระหว่าง ไวสวานระ, วิศวาน และ วิรัต
  • ไฟของการย่อยอาหารในกระเพาะอาหาร : ไวสวานระปรากฎในภควัทคีตาว่าเป็นไฟแห่งการย่อยอาหารในร่างกายของสิ่งมีชีวิต “ด้วยไฟแห่งไวสวานระ, ข้าพเจ้าเข้าสู่ร่างกายของสรรพชีวิตและคลุกเคล้าด้วย ปราณ และ อปาน (ขึ้นบนและลงล่าง) ข้าพเจ้าย่อยอาหาร 4 ประเภท”

1 วันของพรหม เรียกว่า กัลปะ ประกอบด้วย 1000 มหายุค เท่ากับ 4,320,000 ปี กล่าวกันว่ามี 4 ยุค

  • กรีทายุค เท่ากับ 1,728,000 ปีมนุษย์
  • เทรทายุค เท่ากับ 1,296,000 ปีมนุษย์
  • ทวาปรายุค เท่ากับ 864,000 ปีมนุษย์
  • กาลียุค เท่ากับ 432,000 ปีมนุษย์
  • ตามความเชื่อของฮินดู วันเริ่มขึ้นเมื่อพรหมสร้างโลกขึ้น เมื่อหมดวันโลกก็จะกลับไปรวมกับพรหม
    บางตำรา 1 กัลปะ แบ่งออกเป็น 14 รัชสมัยของมนู (ผู้ตรากฎหมาย-ผู้ปกครอง) โดย 14×1มนู (มี 72 มหายุค) เพราะฉะนั้น 1 วันของพรหม เท่ากับ 14x72x4.32ล้านปี = 4,354.56 ล้านปี

การปลงอาบัติ, ความเคร่งครัดทางศาสนา, การตาย หรือ การทำสมาธิที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตนในการปฏิเสธตนเอง หรือการตายทางร่างกาย, คุณธรรม ศีลธรรม, ความดีความชอบ, หน้าที่พิเศษหรือการปฏิบัติตามวรรณะใดๆ ; ตาปะห์ หมายถึงความร้อน ความอบอุ่น ไฟ ดวงอาทิตย์ ฤดูร้อนและสิ่งที่คล้ายกัน ; ตาปาส แปลว่า เป็นการฝึกฝนที่ร้อนแรง (รุนแรง) ก็ได้

  • สวรรค์
  • โลก (ปฐพี)
  • บาดาลโลก

ปุรุษะ หมายถึง ผู้ชาย, วิญญาณ, จิตวิญญาณ

  • สำขยะ กล่าวว่า ปุรุษะ คือสติบริสุทธิ์ จับต้องไม่ได้ ไม่สัมพันธ์กับสิ่งใด ไม่ตื่นตัว ไม่เปลี่ยนแปลง บริสุทธิ์ เป็นนิรันดร์ จิตวิญญาณมีจำนวนอนันต์ ;
  • ไศวนิกาย กล่าวว่า ปุรุษะเป็นบรมวิญญาณ อาตมันสากล เป็นวิญญาณของจักรวาล ปรากฏภายใต้ข้อจำกัดเช่นเดียวกับปัจเจกวิญญาณต่างๆ ที่ถูกผนึกในเปลือกทั้ง 5 ของ กาละ, นิยาติ, ราคะ, วิทยา และ กาละ
  • อัทไวตะ กล่าวว่า ปุรุษะเป็นพื้นฐานหนึ่งเดียว, ผู้สังเกตการณ์นิรันดร์, ไม่เคลื่อนไหว, ไม่ปรุงแต่ง, เป็นผู้รู้ประสบการณ์, ปรมาตมัน (บรมวิญญาณสูงสุด) ถูกพิจารณาว่าเป็นหนึ่งเดียวและเป็นเพียงปุรุษะ
  • ปุรุษะ สุคตา อธิบาย ปุรุษะจักรวาล ว่าเป็นจำนวน พันศีรษะ พันตา พันเท้า ไม่เที่ยงแท้ และอยู่เหนือกว่า ครอบคลุมโลกทุกด้านและยื่นออกไปอีก 10 นิ้วมือของโลกที่มีทั้งหมด ¼ ของปุรุษะคือสิ่งมีชีวิต และ ¾ ของปุรุษะคือสิ่งที่เป็นอมตะในสวรรค์

ศิวะผู้เป็นตัวของตัวเองเสมอ ผู้สงบเสมอ สภวะของศิวะที่เป็นสิ่งมีชีวิตบริสุทธิ์

อันตกรณ
อวัยวะภายใน (โครงสร้าง) ประกอบด้วย มนัส, พุทธิ, จิตตะ และ อหังการ มีหน้าที่ต่างกัน

  • มนัส : ใจ มีลักษณะ สงสัย (วิกัลป์ปะ) และ มุ่งมั่น (สังกัลป์ปะ) มักจะใช้คำว่า มนัส หรือ ใจ เป็นคำเรียกที่รวมเอาพุทธิหรือจิตตะไว้ด้วย
  • พุทธิ : สติปัญญา ยกระดับได้ด้วยพลังของการบำเพ็ญเพียร (มุ่งมั่นและปฏิบัติ)
  • จิตตะ : จิต เป็นคลังของความประทับใจในอดีต
  • อหังการ : กำหนดลักษณะโดยความรู้สึกว่า “ตัวฉัน”

เทวะของประสาทสัมผัสและอวัยวะ
กล่าวกันว่าเทวะมีส่วนร่วมอยู่กับประสาทสัมผัสภายในต่างๆ, อวัยวะรับสัมผัส, สัมผัสละเอียดอ่อน (ทานมาตระ), อวัยวะที่ใช้กระทำ และอื่นๆ

  • มนัส (จิตใจ) : จันทรา
  • พุทธิ (สติปัญญา) : พรหม
  • อหังการ (ego) : รุทระ
  • จิต (ความคิด, สติปัญญา) : วสุเทวะ
  • ประสาทสัมผัส และเทวะ มีดังนี้
    • หู (เสียง) : อากาศ (ที่ว่าง, ทิศทาง)
    • ผิว (สัมผัส) : วายุ (ลม)
    • ตา (รูป) : สุริยะ (พระอาทิตย์)
    • ลิ้น (รส) : วรุณ (น้ำ)
    • จมูก (กลิ่น) : อัศวินกุมาร (เทวะคู่แห่งการปรุงยา)

นามของศิวะ ปรากฏครั้งแรกใน ฤคเวท ; รุทระ หมายถึง น่ากลัว คำราม ประทานอำนาจ แข็งแรง สีแดง แวววาว ส่องแสง น่ายกย่อง ขับไล่ความชั่วร้าย

พระเจ้าผู้ทรงสถิตอยู่ทุกหนทุกแห่ง ชื่อของพระวิษณุ

  • พระเป็นเจ้า ผู้ปกครอง กษัตริย์ เจ้านาย
  • ตามอัทไวตะ อธิบายสภาวะของมายาว่า อิศวรคือพรหมันที่มีสภาวะตามมายา
  • กล่าวกันว่า อิศวร มีคุณสมบัติเป็นทั้งสสารและเป็นต้นกำเนิดของโลก
  • พรหมัน ถูกสรุปว่ามีทั้งสองแบบ คือไม่มีคุณลักษณะ (นิรคุณพรหมัน) และมีรูปแบบ (สคุณพรหมัน) ; อิศวร คือ สคุณพรหมัน ซึ่งมีรูปแบบเช่น มีอำนาจทุกประการ, มีความรอบรู้, เป็นผู้สร้าง ฯลฯ
  • คำว่าอิศวรมีหลายความหมายตามการนำไปใช้ เช่น ในวิสิทธอัทไวตะ หมายถึง ความไม่เป็นคู่อย่างสมบูรณ์พร้อม

สถุลาสรีระ (กายหยาบ) คือเปลือกของอาหาร ประกอบด้วยธาตุทั้งห้า

(ปัญจะโกสะ) คือเปลือกทั้ง 5 ประการ ชั้นที่ลึกเข้าไปจะมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น

  1. อันนามายะ โกสะ เปลือกแห่งกายภาพ
  2. ปราณามายะ โกสะ เปลือกแห่งปราณ หรือ ลมปราณ และ ระบบประสาท (เปลือกแห่งสรีระหรือพลังงาน)
  3. มโนมายะ โกสะ เปลือกแห่งรูปแบบของความปรารถนาและแรงจูงใจ มีรูปแบบซับซ้อน เรียกว่าเปลือกแห่งจิต
  4. วิชญานามายะ โกสะ เปลือกแห่งพุทธิ และ ความรู้สติปัญญา (เปลือกแห่งปัญญา)
  5. อนันตมายะ โกสะ เปลือกของการรู้แจ้ง (เปลือกแห่งบรมสุข)

ที่กล่าวถึงข้างบนถูกจับกลุ่มเป็น กาย 3 ประการ

  1. กายหยาบ (สถุลสรีระ) คือเปลือกชั้นที่ 1 อันนามายะ โกสะ ประกอบด้วยธาตุทั้ง 5 ที่แบ่งสัดส่วนกัน
  2. กายละเอียด (สุขุมสรีระ) คือเปลือกชั้นที่ 2, 3 และ ชั้นที่ 4
  3. กายทิพย์ (การณะสรีระ) คือเปลือกชั้นที่ 5 และเป็นเหตุให้เกิดกายละเอียดและกายหยาบ
    ตามอัทไวตะ เปลือกของการรู้แจ้งเป็นซองที่ผนึกไว้ในอวิชชา (ความหลงผิด) หรือมีการกล่าวว่า เปลือกของการรู้แจ้ง นั้นเป็นอนันต์ โปร่งใส, สมบูรณ์ และเป็นแก่นแท้ของอาตมัน

เปลือกทั้ง 6 เป็นองค์ประกอบของร่างกาย (อย่าสับสนกับเปลือกทั้ง 5)

  1. ไขกระดูก
  2. กระดูก
  3. อสุจิ
  4. เลือด
  5. ผิวหนัง
  6. เนื้อ

พื้นฐานการเคลื่อนลมปราณ 10 ประการ (ในช่องที่ละเอียดอ่อนหรือหลอดเลือด)

  • ปราณ มีหน้าที่ หายใจออก, หายใจเข้า, ไอ, กลั้นหายใจ, เคลื่อนไปที่ปาก, รูจมูก, ลำคอ, สะดือ, นิ้วโป้งเท้าทั้งสอง และ บน/ล่างของกุณฑาลินี (กระดูกกระเบนเหน็บ)
  • อปาน มีหน้าที่ ขับอุจจาระ, ปัสสาวะ และสิ่งที่คล้ายกัน, การเคลื่อนไหวทั้งร่างกาย, ทวารหนัก, อวัยเพศ, ต้นขา, เข่า, น่อง, ท้อง, สะโพก, หน้าแข้ง, สะดือ และอื่นๆ
  • วิยานะ ทำหน้าที่ ให้และจับความเคลื่อนไหว ในหู, ตา, ตะโพก, ข้อเท้า, ส้นเท้า, จมูก, คอ และส่วนต่างๆ ในร่างกายทั้งหมด
  • อุทานะ ทำหน้าที่ที่ตรงขึ้นด้านบน คือ แบกของสูงขึ้น, การเคลื่อนไหวในกึ่งกลางของลำคอและที่ข้อต่อทั้งหมด
  • สมานะ ทำหน้าที่บำรุงร่างกายในสะดือ, แผ่ซ่านไปที่มือและเท้าและส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ตลอดทั้ง 72000 ช่องเล็กๆที่ละเอียดอ่อน แทรกซึมไปในส่วนหลักและส่วนย่อย

ส่วนย่อยของปราณคือ

  • นากะ ทำหน้าที่ เรอ หรือที่เหมือนกัน
  • คุรมะ ทำหน้าที่ เปิดและปิดเปลือกตา
  • ครคาระ ทำหน้าที่ สะอึก
  • เทวะทัตตะ ทำหน้าที่ หาวและนำเข้าสู่การหลับ
  • ธานานชายะ ทำหน้าที่สร้างเสมหะ, การบวม และที่คล้ายกัน, แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ; กล่าวกันว่าจะไม่ทิ้งร่างแม้จะตายแล้ว

ชื่อของกามเทพ ผู้ถูกเผาเป็นเถ้าโดยพระศิวะ แต่ได้รับชีวิต (โดยไร้รูป) โดยพระแม่อุมา

"ribhu gita" (in Thai) by Tandhava
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.