บทที่ 18 ปัญจะทั้งหลายจะถูกปล่อยวาง

Chapter Eighteen 

Description of the Topic of All Pentads to be Discarded

ธาตุทั้งห้า สัมผัสทั้งห้า สรรพสิ่ง คือการสมมุติ

ฤภู กล่าวว่า

18.1 ข้าฯ จะบอกความลับอันยิ่งใหญ่, ซึ่งถูกซ่อนไว้แม้แต่ในพระเวท, ด้วยการสดับเพียงครั้งท่านจะกลายเป็นพรหมันด้วยตัวท่านเอง.
18.1 Ribhu: I shall tell you a great secret, hidden even in the Veda-s, by hearing which you yourself shall become Brahman.
18.2 ลำพังข้าฯ เป็นสภาวะแห่งนิรามิสสุขของสติ. ซึ่งแผ่ซ่านไปทั่วทั้งหมดด้วยภาวะแห่งสติ. การเห็นว่าท่านเป็นพรหมันเอง, ท่านก็จะกลายเป็นพรหมันด้วยตัวท่านเอง.
18.2 I am Existence-Consciousness-Bliss alone. All is pervaded by Existence-Consciousness. Seeing that as Brahman itself, you shall become Brahman yourself.
18.3 ข้าฯ คือพรหมัน; “สิ่งนี้” คือพรหมัน; สรรพสิ่งอันหลากหลายคือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. การดำรงอยู่คือพรหมัน, เป็นพรหมันตลอดกาล. ข้าฯ คือพรหมันเพียงสิ่งเดียว.
18.3 I am Brahman; “this” is Brahman; all the multiplicity is Brahman. There is no doubt of this. Existence is Brahman, ever Brahman. I am Brahman alone.
18.4 คุรุคือพรหมัน. คุณะคือพรหมัน. สรรพสิ่งคือพรหมัน. ข้าฯ คือความรู้ที่สูงกว่า. พรหมันเป็นอนันต์. ข้าฯ คือพรหมัน. สรรพสิ่งคือพรหมัน. ข้าฯ คือความรู้ที่ต่ำกว่า.
18.4 The Guru is Brahman. Guna is Brahman. All is Brahman. I am the higher Knowledge. Brahman is infinite. I am Brahman. All is Brahman. I am the lower knowledge.
18.5 เรื่องปรมาตมันเรียนรู้ได้จากพระเวท. เรื่องพรหมันเรียนรู้ได้เฉพาะจากการรู้แจ้ง. อาตมันคือพรหมัน. ข้าฯ คือพรหมัน. จุดเริ่มต้นและจุดจบคือพรหมัน. ข้าฯ คือพระองค์ (พระผู้เป็นเจ้า).
18.5 The Supreme Brahman is to be known through the Veda-s. Brahman is to be known specially through Knowledge. The Self is Brahman. I am Brahman. The beginning and the end are Brahman. I am He.
18.6 ความจริงคือพรหมัน, เป็นพรหมันตลอดกาล. ไม่มีสิ่งอื่น; มันเป็นสิ่งสุดยอดเสมอ. ข้าฯ คือพรหมัน. ข้าฯ ไม่ดำรงอยู่; ไม่มีสิ่งใดที่เป็นเช่นอัตตา (อหังการ).
18.6 Reality is Brahman, ever Brahman. There is nothing else; it is always the Supreme. I am Brahman. I do not exist; there is nothing as egoity.
18.7 ข้าฯ คือพรหมัน. “สิ่งนี้” ไม่ดำรงอยู่. อาตมันยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล. พระเวทกล่าวว่าอาตมัน-พรหมันรวมอยู่ด้วยกัน. สิ่งอื่นทั้งปวง (นอกจากพรหมัน-อาตมัน) เหมือนเขากระต่าย.
18.7 I am Brahman. “This” does not exist. This Self is ever the greatest. Brahman-Self is to be comprehended through the Veda-s. All else is like the horns of a hare.
18.8 ไม่มีอดีตและไม่มีอนาคต. พรหมันนั้นคงที่. ข้าฯ บริบูรณ์ด้วยสติ. ข้าฯ เป็นเพียงสติ. การแตกสลายของกายหยาบนั้นไร้ความสำคัญ.
18.8 There is no past and no future. Brahman remains constant. I am full of Consciousness. I am only Consciousness. The destruction of the inert body is insignificant.
18.9 ความคิดอะไรก็ตามแม้น้อยที่สุด, ความทรงจำเมื่อใดก็ตามแม้ชั่วขณะ - ความคิดใดๆ – เป็นสิ่งที่อยู่ไกล. ข้าฯ คืออาตมัน, ซึ่งเป็นสัจธรรม, ความรู้, และอนันต์. ข้าฯ มิได้เป็นธรรมชาติของสิ่งลวง, ความไม่รู้สึก, และความเสียใจ.
18.9 The least thought whatever, the least momentary thought whenever— any thought—is something afar. I am of the Self, which is Truth, Knowledge, and Infinity. I am not of the nature of untruth, insentience, and sorrow.
18.10 อาตมันคือความจริง. แท้จริงแล้ว, ร่างกายเป็นเพียงอาตมันอนันต์. อย่างไม่ต้องสงสัย. คำใดก็ตามที่ได้ยินนั้นไม่จริง; มันไม่ดำรงอยู่. ข้าฯ คือความสว่างของแสง.
18.10 The Self is real. Indeed, the body is only the infinite Self. There is no doubt of this. Whatever words are heard are unreal; they are nonexistent. I am the Light of the light.
18.11 การนับ, เช่นหนึ่งถึงสี่, เป็นสิ่งลวง. แท้จริงแล้ว, พรหมันเป็นของจริง. ข้าฯ คือของจริงตลอดกาล. แท้จริงแล้ว, สรรพสิ่งเป็นเพียงการปรากฏของสิ่งสูงสุดตลอดกาล.
18.11 Enumeration, such as one and so forth, is unreal. Brahman, indeed, is the Reality. I am ever real. All is, indeed, unreal, being ever only but manifestations of the Supreme.
18.12 แม้จะสูญเสียแขนขาทั้งหมด, แต่แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือสิ่งสูงสุดเพราะดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์. สรรพสิ่งที่มองเห็นเป็นสิ่งไร้สาระสำหรับข้าฯ. ข้าฯ กล่าวเช่นนั้นเพราะการเป็นสติเพียงสิ่งเดียว.
18.2 Though bereft of all limbs, I am, indeed, Supreme because of eternal Existence. All that is seen is nought for me. I say so because of being Consciousness alone.
18.13 ไม่มีสิ่งอันปรารถนาสำหรับข้าฯ. ข้าฯ กล่าวเช่นนั้นเพราะการเป็นสติเพียงสิ่งเดียว. ไม่มีสิ่งใดที่ชี้ได้ว่าเป็น “สิ่งนี้”. ไม่มี “สิ่งนี้” ในสถานใดเลย, ไม่มีตลอดกาล.
18.13 There is nothing to be acquired for me. I say so because of being Consciousness alone. Nor is there anything to be pointed out as “this.” “This” is nowhere, nowhere ever.
18.14 เพราะการสอนสั่งจากคุรุผู้ประเสริฐ, ข้าฯ เป็นพรหมันอันไร้คุณสมบัติ, อย่างแท้จริง. ความรู้เชิงประจักษ์คือพรหมันอันมีคุณสมบัติ. ข้าฯ คือศูนย์รวมของความรู้.
18.14 Because of the Teaching of the good Guru, I am, verily, the attributeless Brahman. Empirical knowledge is Brahman with attributes. I am the embodiment of knowledge.
18.15 ข้าฯ ไร้คุณสมบัติ. ข้าฯ ไร้ส่วนประกอบ. ข้าฯ คือผู้สร้าง. ข้าฯ คือผู้ธำรงรักษา. ข้าฯ คือพระเจ้า. ข้าฯ บริบูรณ์ด้วยความมั่งคั่ง. ข้าฯ บริสุทธิ์. ข้าฯ ปราศจากสิ่งใด.
18.15 I am attributeless. I am partless. I am the creator. I am the sustainer. I am the god. I am full of wealth. I am pure. I am devoid of anything.
18.16 ข้าฯ คือแก่นแท้; ข้าฯ ปราศจากแก่นแท้. ข้าฯ คือสภาวะที่สี่. ข้าฯ คือความรู้สึกแห่งมงคล. ข้าฯ คือความปรารถนา. ข้าฯ ไร้การกระทำ. ข้าฯ เป็นศูนย์รวมของความบริสุทธิ์อันยืนนาน.
18.16 I am the essence; I am devoid of the essence. I am the fourth state. I am the feeling of auspiciousness. I am desire. I am actionless. I am the embodiment of perennial purity.
18.17 ข้าฯ ปราศจากรหัสที่นำไปสู่ผล. ข้าฯ คือพรหมันเพียงสิ่งเดียว. “สิ่งนี้” ทั้งหมดคือปรมาตมัน. นี้คืออาตมัน. อย่างไม่ต้องประหลาดใจ.
18.17 I am devoid of codes of conduct and their fruits. I am Brahman alone. All “this” is the Supreme Brahman. This is the Self. There is no wonder in this.
18.18 อาตมันคือธรรมชาติของความบริบูรณ์และความพร่อง. มันเป็นธรรมชาติของอาตมันแห่งสรรพสิ่ง. อาตมันเป็นพื้นฐานของนิรามิสสุขสุดยอดซึ่งปราศจากข้อจำกัดในทุกกาล.
18.18 The Self is of the nature of the full and the not-full. It is ever the nature of the Self of all. The Self is the Principle of Supreme Bliss without any delimitations at any time.
18.19 เชื่อมต่อกับภวของ “ข้าฯ”, รวมกับภวของ “ข้าฯ”, แท้จริงแล้ว, การมีทัศนคติว่า ข้าฯ เป็นอาตมันหนึ่ง, บริสุทธิ์โดยธรรมชาติ.
18.19 Joined with the bhava of “I,” united with the bhava of “I,” have the attitude that I am, indeed, the one Self, pure by nature.
18.20 พิจารณาว่าอาตมันของสรรพสิ่งคือความสงบ. “พื้นฐานแห่งความสงบ” คือมลทินของจิต. ละทิ้งความคิดที่ว่า ข้าฯ คือร่างกาย, จงมั่นใจว่า ข้าฯ คือพรหมัน.
18.20 Look upon the Self of all as peaceful. The “principle of peacefulness” is a blemish of the mind. Renouncing the thought that I am the body, be of the certitude that I am Brahman.
18.21 ข้าฯ คือพรหมัน, เป็นเพียงพรหมัน, ไม่มีสิ่งใดแยกออกจากพรหมัน. ข้าฯ ไม่ใช่สิ่งนี้, ข้าไม่ใช่สิ่งนี้, ข้าไม่ใช่สิ้งนี้ - จงจำไว้ตลอดกาล.
18.21 I am Brahman, only Brahman, and nothing apart from Brahman. I am not this, I am not this, I am not this— remember this ever
18.22 ข้าฯ คือ พระองค์ คือ ข้าฯ; ข้าฯ คือ พระองค์ คือ ข้าฯ; ข้าฯ คือพรหมัน - ใคร่ครวญเช่นนี้. สติคือข้า; สติคือข้าฯ – จงประจักษ์เช่นนี้.
18.22 I am H e-am -I; I am H e-am -I; I am B rahm an— contemplate thus. Consciousness am I; Consciousness am I; I am Brahman; Consciousness am I; Consciousness am I— declare thus.
18.23 สิ่งนี้ไม่มี, สิ่งนี้ไม่มี. สิ่งนี้ไม่มีตลอดกาล; สิ่งนี้มิใช่ท่านและไม่ใช่ข้าฯ - ใคร่ครวญเช่นนี้. สรรพสิ่งคือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. พึงรู้ว่าสรรพสิ่งไม่มีอยู่จริง.
18.23 This is not, this is not. This ever is not; this is not you or me— contemplate thus. All is Brahman. There is no doubt of this. All is known to be nothing.
18.24 สรรพสิ่งถูกสร้างขึ้นด้วยโครงสร้างของคำพูดและการตีความหมาย. ความเข้าใจของโลกทั้งหมดไม่มีอยู่. แท้จริงแล้ว, น้ำศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายนั้นไม่จริง. เทวสถานทั้งหลายของพระผู้เป็นเจ้าก็เช่นกัน, ไม่จริง.
18.24 All is a built-up structure of words and meanings. The apprehension of all the worlds does not exist. All the holy waters are, indeed, unreal. All the temples of the gods, too, are unreal.
18.25 สรรพชีวิตเป็นเพียงสติ, คำว่า “สรรพ” ไม่เคยมี. จงละทิ้งรูปทั้งหลาย, มั่นใจว่าสรรพสิ่งคือพรหมัน.
18.25 All being only Consciousness, the name “all” never is. Renouncing all forms, be of the certitude that all is Brahman.
18.26 สรรพสิ่งคือพรหมัน; นั่นคือสัจธรรม. โลกปรากฏการณ์และประกฤติ (การปรากฏ) ไม่มีอยู่, อย่างแท้จริง. จงละทิ้งความทรงจำของประกฤติและพักพิงในความทรงจำของพรหมัน.
18.26 All is Brahman; that is the Truth. The phenomenal world and prakriti (manifestation), verily, do not exist. Renounce the remembrance of prakriti and resort to the remembrance of Brahman.
18.27 และแล้ว, พึงปล่อยวางแม้แต่ตตฺ, มั่นคงในธรรมชาติของตน. และต่อไป, จงปล่อยวาง “ธรรมชาติที่มั่นคง”, คงเหลือไว้เพียงอาตมัน.
18.27 Then, renouncing even that, be firm in your own nature. Renouncing further this “established nature,” remain only as the Self.
18.28 ปล่อยวางแม้แต่การปล่อยวาง, ละทิ้งแนวคิดอันแบ่งแยกแตกต่างตลอดกาล. ล้อมรอบตัวท่านด้วยตัวท่านเอง. ปฏิบัติตามตัวท่านด้วยตัวท่านเอง.
18.28 Renouncing the renunciation even, ever leave off the idea of any difference. Surrounding yourself yourself, abide in yourself yourself.
18.29 เมื่อมีสิ่งที่นิ้วชี้ได้ว่า “สิ่งนี้” นั่นคือการสิ้นสุดลงของความคิด; เพราะ “สิ่งนี้” เป็นเพียงแค่คำพูด.
18.29 What the finger points out as “this” is a deceased thought; “this” is only of words and speech.
18.30 “สรรพสิ่ง” คือการสมมุติ. อย่างไม่ต้องสงสัย. “สรรพสิ่ง” ไม่จริง. ไม่มีความแน่นอนของ “สิ่งนี้”. “สรรพสิ่ง” นั้นไร้ความหมาย. อย่างไม่ต้องสงสัย. “สรรพสิ่ง” คือความเข้าใจผิด. อย่างไม่ต้องสงสัย.
18.30 “All” is supposition. There is no doubt of this. “All” is unreal. There is no uncertainty of this. “All” is insignificant. There is no doubt of this. “All” is delusion. There is no doubt of this.
18.31 ท่านและข้าฯ คือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. “สิ่งนี้” เป็นเพียงพรหมัน. จงมั่นใจ. “สรรพสิ่ง” คือจิตใจ. อย่างไม่ต้องสงสัย. “สรรพสิ่ง” คือพรหมัน. จงมั่นใจ.
18.31 You and I are Brahman. There is no doubt of this. “This” is only Brahman. There is no uncertainty of this. “All” is mind. There is no doubt of this. “All” is Brahman. There is no uncertainty in this.
18.32 ถ้าปรากฏภาพลวงตา (มายา) ซึ่งแยกออกจากพรหมัน, ภาพมายาทั้งหลายจะก่อเกิดขึ้นใหม่ต่อจากภาพมายาที่สิ้นสุดลง. ไม่มีร่างกาย, ไม่มีธาตุทั้งห้า, และไม่มีจิตใจ, ซึ่งเป็นเพียงความเข้าใจผิด.
18.32 If illusion manifests itself apart from Brahman, all is illusion from one end to the other. There is neither body nor the five elements nor the mind, which is a mere misconception.
18.33 ไม่มีทั้งการดำรงอยู่ของพุทธิและความรู้สึก. ไม่มีการหลุดพ้นซึ่งเป็นเพียงพรหมัน. ถ้ามีภาพลวงตา, ก็ไม่มีทั้งวิกัลปะและสังกัลปะ.
18.33 Nor is there the existence of the intellect or the senses. Nor is there liberation which is just Brahman. If illusion exists, there is neither a moment’s vikalpa nor sankalpa.
18.34 ถ้ามีอัตตา (อหังการ), จงรู้ว่ามันไม่จริง. ถ้ามีความทระนง, จงรู้ว่ามันไม่จริง. ไม่มีความคิดและความทรงจำ, ไม่มีความสงสัย, และไม่มีการเสื่อมสลาย.
18.34 If egoity exists, know that it is unreal. If conceit exists, it is unreal. There is no remembrance or thought, no doubt, and no decay.
18.35 ปราณ... ถ้ามีจมูก, ก็มีการได้กลิ่น. ถ้ามีตา, ก็มีรูป. ถ้ามีหู, ก็มีภวของการได้ยิน.
18.35 The prana . . if there is a nose, there is a sense of smell. If there is eye, there is form. If there are ears, there is the bhava of hearing.
18.36 ถ้ามีผิวหนัง, ก็มีสัมผัส. ถ้ามีลิ้น, ก็จะได้รับรส. ถ้ามีชีวา, ก็มีชีวิต. ถ้ามีเท้า, ก็มีการเดิน.
18.36 If there is skin, there is the existence of touch. If there is a tongue, there is the ability to taste. If there is a jiva, there is life. If there are feet, then walking is present.
18.37 ถ้ามีมือ, ก็มีการกระทำ. ถ้ามีผู้สร้าง, ก็มีการสร้าง. ถ้ามีสิ่งต้องปกป้อง, ก็มีวิษณุผู้ปกป้อง. ถ้ามีสิ่งบริโภค, ก็มีศิวะ, ผู้บริโภค.
18.37 If there are hands, there is the existence of action. If there is a creator, creation is possible. If there is a thing to be protected, there is Vishnu the protector. If there is something to be consumed, the consumer, Siva, exists.
18.38 สรรพสิ่งคือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. สรรพสิ่งคือพรหมันเพียงสิ่งเดียว. ถ้ามีสิ่งที่ถูกบูชา, ก็มีการบูชา. ถ้ามีการปรากฏ, ก็แสดงว่ามีศิวะ, สิ่งทำให้ปรากฏ.
18.38 All is Brahman. There is no doubt of this. All is Brahman alone. If there is a thing to be worshipped, worship also is present. If there is a manifestation, there is the manifester, Siva.
18.39 สรรพสิ่งคือภาพลวงตา. อย่างไม่ต้องสงสัย. สรรพสิ่งคือสติเพียงอย่างเดียว. ถ้าเหตุนั้นเป็นจริง, ก็ย่อมเกิด “ผล” ที่ตามมา.
18.39 All is illusory. There is no doubt of this. All is Consciousness alone. If the cause is real, the effect also will “result.”
18.40 ถ้าทั้งหมดนี้ไม่มี, ข้าฯ ปราศจากความไม่มี. ข้าฯ เป็นเพียงพรหมัน, นี่คือเป้าหมาย. สิ่งนี้เป็นเพียงความเศร้าโศกอันไม่จบสิ้น. แท้จริงแล้ว, สิ่งนี้ไร้การเปลี่ยนแปลง, เป็นความสนุกสนานอันไร้จุดจบ.
18.40 If all these do not exist, I am, without nonexistence. I am only Brahman, the goal. This only is the endless sorrow. This, indeed, is the changeless, never-ending joy.
18.41 ตัวชีวิตเองไร้จุดจบ; มีความขัดข้อง (อันอาจจะเกิดขึ้นได้) ที่ไม่รู้จบ. ทั้งหมดนั้นไม่บริสุทธิ์. แม้ว่า, สิ่งสูงสุดนั้นบริสุทธิ์อย่างสมบูรณ์.
18.41 Life itself is endless; there is the possibility of endless struggle. All is total impurity. The Supreme, though, is the completely pure.
18.42 การจินตนาการที่ผิดนั้นไม่จบสิ้น. ข้าฯ บริสุทธิ์. ข้อผิดพลาดนั้นไม่มีที่สิ้นสุด; ความดีนั้นไม่มีที่สิ้นสุด.
18.42 Wrong imagination is endless. I am totally pure. Error is ever endless; goodness is ever endless.
18.43 ความสว่างไม่สิ้นสุดตลอดกาล. ความไม่บริสุทธิ์ไม่สิ้นสุดตลอดกาล. ข้าฯ ไม่สิ้นสุดตลอดกาล, เช่นเดียวกัน. “สิ่งนี้” ไม่สิ้นสุดตลอดกาล, เช่นเดียวกัน.
18.43 Brightness is ever endless. Impurity is ever endless. I am, also, ever endless. “This,” also, is ever endless.
18.44 พรหมันไม่สิ้นสุดตลอดกาล. โลกไม่สิ้นสุดตลอดกาล. สิ่งที่ได้กล่าวมาจนถึงตอนนี้ไม่มีเหตุให้หวาดกลัว. ข้าฯ ไม่รู้สึกแตกต่างแม้แต่น้อย.
18.44 Brightness is ever endless. Impurity is ever endless. I am, also, ever endless. “This,” also, is ever endless.
18.45 ไม่มี “จริง” หรือ “ไม่จริง”; แท้จริงแล้ว “จริง” หรือ “ไม่จริง” คือคำพูด. พวกมันไม่มีอยู่. พวกมันไม่มีอยู่. อย่างไม่ต้องสงสัย. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย.
18.45 There is no “reality” or “unreality”; indeed, “reality” or “unreality” are words. They are nonexistent. They are nonexistent. There is no doubt of this. I am, indeed, Brahman. There is no doubt of this.
18.46 ไม่มีธรรมชาติของเหตุและผล. อย่างไม่ต้องสงสัย. ทำนองเดียวกัน, ไม่มีผู้กระทำ, ผู้สนุกสนาน, หรือการกระทำ; ไม่มีสิ่งที่สนุกสนาน; ไม่มีความพึงใจของความสนุกสนาน.
18.46 There is nothing of the nature of cause and effect. There is no doubt about this. Likewise, there is no doer, enjoyer, or activity; there is nothing to be enjoyed; nor is there the satisfaction of enjoyment.
18.47 สรรพสิ่งคือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. คำว่า “สรรพ” ไม่จริง. อดีต, อนาคต, และปัจจุบัน – เช่นเดียวกับการกระทำ - ไม่มีอยู่ตลอดกาล.
18.47 All is Brahman. There is no doubt of this. The term “all” is not real. The past, the future, and the present— as well as activity—are ever nonexistent.
18.48 ไม่มีความแตกต่างของ “ความจริง” และ “ความไม่จริง”. ไม่มีความแตกต่างใน “จริง” และ “ไม่จริง”, ไม่มีทั้งความแตกต่างของคุณสมบัติ. ไม่มีความบริสุทธิ์และความไม่บริสุทธิ์ - ไม่มีแม้แต่น้อย.
18.48 Neither differences of “reality” and “unreality” nor differentiation into the “real” and the “unreal,” nor qualities, nor the differentiation of qualities exist. Purity and impurity do not exist—do not exist in the least.
18.49 ไม่มีแม้แต่น้อย. ไม่มีสิ่งที่จะพูด, ไม่มีสิ่งใดที่จะสนทนา. ไม่มีความแข็งแกร่งและอ่อนแอและท่านและข้าฯ.
18.49 There is nothing in the least. There is nothing of which to speak, nothing of talk at all. There is nothing at all of strength or weakness or you or I.
18.50 ไม่มีสิ่งใดที่จะยึดติด; ไม่มีใครให้ยึดถือ. ไม่เคยมีสิ่งใดให้ละเลย. สำหรับอาตมันแล้ว ไม่มีทั้งแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ และรูปแบบของการสรงสนาน, ไม่มีทั้งพระผู้เป็นเจ้าและการบูชา.
18.50 Neither is there anything to be grasped; nor is there anyone to grasp. There is never anything to be disregarded. For the Self there are neither holy rivers nor any form of ablution, neither gods nor worship of gods.
18.51 ไม่เคยมี, ไม่เคยมีแม้แต่น้อย, เหตุแห่งชีวิตและความตาย. ไม่เคยมี, ไม่เคยมี, “ความจริง” และ “รูปแบบของความจริง” ไม่มีแม้แต่น้อย.
18.51 There never is, never is in the least, any cause for life or death. There never is, never is, any “truth” or “form of truth” in the least.
18.52 ไม่มีมารดา บิดา และร่างกายแม้แต่น้อย. ไม่มีผู้เห็นหรือสิ่งที่เห็น. ไม่มีอะไรเลยแม้แต่น้อย ณ สถานที่นี้.
18.52 There are no mothers or fathers or bodies in the least. There is neither the form of the seer nor the form of the seen. There is nothing in the least here.
18.53 ไม่มีการหลงผิดหรือผลของการหลงผิด ณ สถานที่นี้ แม้แต่น้อย - ไม่มีแม้แต่น้อย. ไม่มีความรู้หรือความแตกต่างของความรู้ ณ สถานที่นี้ แม้แต่น้อย - ไม่มีแม้แต่น้อย.
18.53 The effects of delusion or the existence of any delusion is not here in the least—not in the least. Knowledge or differences of knowledge are not here in the least—not in the least.
18.54 ข้าฯ ได้อธิบายถึงสิ่งที่จำเป็นในการปฏิเสธต่อโลกปรากฏการณ์ (มายา) ต่อท่าน. ผู้ใดที่ได้สดับแม้เพียงครั้ง, เขาจะบรรลุสถานะแห่งอาตมัน.
18.54 I have explained to you the need for rejecting the phenomenal world. Whosoever hears this even once, attains the status of the Self.

สกันทะ กล่าวว่า

18.55 มายาแห่งคุณะทั้งสาม จะสลายลงด้วยการบูชาที่เท้าดอกบัวของพระบิดาแห่งองค์คณปติ (คเณศ), ผู้ประดับจันทราแทนยอดอัญมณี, และไม่มีวิธีอื่นใดอีก. ความรู้แห่งพระองค์เปล่งประกายเหมือนสายฟ้าในส่วนลึกที่สุดแห่งหัวใจ แม้แต่ในหัวใจของผู้ที่ไร้การฝึกฝนสมาธิ (ตาปาส) แม้แต่น้อย, เขาก็ยังได้รับพรจากพระองค์ ด้วยพระกรุณาอันสูงสุด; เขาหลุดพ้นได้อย่างถาวร.
18.55 Skanda: That maya, with the triad of guna-s, becomes dissolved by the worship of the lotus feet of the parent of the Lord of the gana-s (Ganesa), with the moon as his crest-jewel, and not by any other means. The goddess of Knowledge shines like a streak of lightning in the innermost recesses of the heart of one whose no small tapas she blesses with a look of utmost compassion; that one’s Liberation is permanent.

Get carried away?

อ่าน “ฤภูคีตา” เพิ่มเติม

คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้

นิรามิสสุข คือสุขที่เกิดโดยปราศจากอามิสหรือสิ่งภายนอก เป็นความสุขที่ไม่ต้องวิ่งไปหาจากภายนอก แต่ความสุขเกิดจากภายใน ด้วยเจริญสติภาวนา ด้วยการฝึกจิตให้อยู่กับสมาธิ ไม่ให้จิตดิ้นรนออกไปตามสิ่งที่เราไปสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และสัมผ้ส ความสุขเกิดความสงบ ความสะอาด และความสว่างของดวงจิตภายในของเรา ซึ่งเป็นความสุขที่ละเอียด ยั่งยืน และมั่นคงไม่ต้องหาวิ่งหา ไม่ต้องใช้เงิน ซึ่งเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้ ใครอยากได้ต้องทำเอง

  • ชีวา (ปัจจเจกวิญญาณ) ในสำขยะคือ วิญญาณเดี่ยวที่แยกออกจากปุรุษะ โดยเชื่อมต่อกับอัตตา, พุทธิ, จิต และความรู้สึกถูกจำกัดโดยร่างกาย
  • ชีวา กล่าวในสำขยะว่า ด้วยการบ่งชี้ปุรุษะที่ผิดพลาดของพุทธิ ทำให้เกิดข้อจำกัดและอวิชชา, พึงพอใจและเจ็บปวด, พันธะและความตาย ซึ่งสามารถก้าวข้ามด้วยความรู้แห่งสัจธรรม
ตรีกายา

กาย 3 ประเภท

  1. สถุลาสรีระ (กายหยาบ) คือเปลือกของอาหาร ประกอบด้วยธาตุทั้งห้า
  2. สุขมาสรีระ (กายละเอียด) คือร่างของจิตและพลังงานสำคัญซึ่งทำให้กายมีชีวิต กายละเอียดจะรวมกับกายทิพย์ซึ่งส่งต่อวิญญาณ หรือ ชีวา ที่แยกออกจากการยหยาบเมื่อตาย ประกอบด้วย
    1. ปราณามายาโกษา เกี่ยวกับลมปราณ
    2. มโนมายาโกษา เกี่ยวกับจิตและสัมผัส
    3. วิทยานะมายาโกษา เกี่ยวกับพุทธิและสัมผัส
  3. กรนาสรีระ (กายทิพย์) เป็นเพียงเมล็ดพันธุ์ของการหยาบและกายละเอียด กล่าวว่ามีความซับซ้อนมากที่สุด เพราะประกอบไปด้วยประสบการณ์ที่ประทับใจที่เกิดขึ้นในอดีต หรือสิ่งห่อหุ้มความสุข (อนันตมายาโกษา)

(ภาวนา) หมายถึง สภาวะ ทัศนคติ ท่าทาง อารมณ์ ความคิด อารมณ์ ความคิดเห็น การจัดการจิต ธรรมชาติ ความมุ่งมั่น ความรู้สึก ความละเอียด ศรัทธา ความเชื่อมั่น การไตร่ตรอง สมาธิแบบนามธรรม

เป็นองค์ประกอบที่สมดุลของประกฤติ

  • สัตวะ แปลว่า ความแท้จริงหรือความมีอยู่ สัตวะเป็นมูลฐานแห่งความดี ความสุข ความเบา ความแจ่มใส ความมีประกายสดใส ความเจิดจ้าแห่งแสงสว่าง การเลื่อนลอยขึ้นเบื้องบน ความพอใจ มีสีขาว
  • รชัส แปลว่า ความเศร้าหมอง รชัสเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดจลนภาพหรือความเคลื่อนไหว ความกระปี้กระเปร่า ความเจ็บปวด ความกระวนกระวาย ความโหดร้ายรุนแรงของอารมณ์ รชัสทำให้เกิดการกระตุ้นเร่งเร้าอันเป็นผลให้เกิดความเคลื่อนไหว มีสีแดง
  • ตมัส ความมืด ตมัสเป็นมูลฐานแห่งความเฉยๆ ปราศจากความสนใจ ความโง่เขลา ความสับสน ความเซื่องซึมเหงาหงอย ความหดหู่ ตมัสทำให้เกิดความหยุดนิ่ง (ในแง่ของวัตถุ) มีสีดำหรือคล้ำ
    เมื่อคุณะทั้ง 3 สมดุลคืออยู่ในภาวะของประกฤติ เมื่อเกิดเสียความสมดุล, วิวัฒนาการก็จะเริ่มต้นขึ้นและดำเนินเรื่อยไปตามครรลองของมัน

ประกฤติ/ประกฤต ปฐมภูมิของธรรมชาติ มีความหมายที่แตกต่างกันในปรัชญาอินเดีย :

  • สำขยะ กล่าวว่า ประกฤติเป็นหนึ่งในสองระบบพื้นฐาน, มีพื้นฐานที่ตื่นตัว, แต่ไม่มีวิญญาณ, เป็นหนึ่งและมองไม่เห็น เป็นแหล่งพลังงานของจักรวาล, อนุมานได้จากผลกระทบของมัน, ประกอบด้วยคุณะ 3 ประการ (สัตวะ, รชัส และ ตมัส) ;
  • ทไวตะ (เทวภาวะ, เป็นสิ่งคู่) กล่าวว่า ประกฤติเป็นสสารที่ก่อให้เกิดโลกและหนึ่งในยี่สิบประเภทของสสาร ;
  • ในวิศิษฏไทวตะ (สิ่งสำคัญมีหนึ่งเดียว) กล่าวว่า ประกฤติเป็นหนึ่งในหกสสาร, คุณะเป็นคุณสมบัติของประกฤติแต่มิใช่องค์ประกอบ, แบ่งแยกไม่ได้แต่ไม่ได้เป็นเอกลักษณ์เดียวกัน, เกี่ยวข้องกับอิศวร และขึ้นอยู่กับ (อาศัยอยู่ใน) แต่ละบุคคล, ไม่เป็นอนันต์แต่ถูกจำกัดโดย นิตยะ-วิภูติ, หรือการสำแดงนิรันดร์, ซึ่งจำกัดและไม่ใช่วัตถุ ;
  • อทไวตะ (ไม่มีสิ่งคู่) กล่าวว่า, ประกฤติทั้งหมดเป็นปรากฏการณ์, เป็นมายาบริสุทธิ์และไม่ใช่สิ่งจริงอย่างแท้จริง

ธาตุทั้ง 5 (ปัญจะภูตะ)

  1. ปถพี
  2. อาโป
  3. เตโช
  4. วายุ
  5. อากาศ (ที่ว่าง)

ข้อมูลความรู้สึก (ปัญจะตานมาตรา)

  1. คันธะ ตานมาตรา : กลิ่น แบบละเอียดอ่อน
  2. รสะ ตานมาตรา : ลิ้มรส ในรูปของน้ำที่ละเอียดอ่อน
  3. รูปะ ตานมาตรา : รูปในรูปของไฟที่ละเอียดอ่อน
  4. สผัสสะ ตานมาตรา : สัมผัสในรูปแบบของอากาศที่ละเอียดอ่อน
  5. ศัพทะ ตานมาตรา : เสียงในรูปของอากาศที่บอบบาง

อวัยวะสัมผัส อวัยวะแห่งความรู้ (ยาเนนทรีย์)

  1. โสตร : ความรู้สึกทางหูที่รับรู้เสียง (หู)
  2. ตวัก : ความรู้สึกสัมผัสที่รับรู้สัมผัส (ผิวหนัง)
  3. จักษุ : ความรู้สึกทางสายตาที่รับรู้รูปแบบ (ตา)
  4. ชิวหา : ความรู้สึกที่รับรู้รสชาติ (ลิ้น)
  5. ครานะ : ความรู้สึกเกี่ยวกับการดมกลิ่นที่รับรู้กลิ่น (จมูก)

สิ่งนั้น / “ตตฺ” ถูกใช้แทนความหมายของ พรหมัน, สมบูรณ์ ไร้ตัวตน, ปราศจากเงื่อนไขใดๆ (ความหลงผิด)

อาตมันคือหนึ่งและสากล แตกต่างจากร่างกาย, ประสาทสัมผัส, ความรู้สึก, ใจ, สติปัญญา, ความรู้สึกภายใน, และอื่นๆ เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ต่อกิจกรรมและไม่ได้รับผลกระทบจากสิ่งใด

  • อาตมันมีธรรมชาติเป็นความรู้แจ้งของสติ, ส่องสว่างด้วยตนเอง, มีธรรมชาติเป็นความรู้, ไม่ต้องใช้ความรู้อื่นเพื่อรู้ถึงอาตมัน
  • อาตมันปราศจาก รักหรือชัง, กลัวหรือเสียใจ, คุณภาพหรือการกระทำ, รูปแบบ, การเปลี่ยนแปลงหรือมลทิน
  • อาตมันไม่มีที่ติ, แบ่งแยกไม่ได้, แผ่ซ่านไปทั่ว และเป็นอนันต์
  • อาตมันและพรหมันคือหนึ่งเดียวกัน

มาจากภาษาสันสฤต พรห = การเติบโต และ มัน = การหายไป (จากสถานที่หรือเวลา) ดังนั้น พรหมันจึงหมายถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

  • พรหมันคือสิ่งเดียวที่เป็นจริง อยู่เหนือคำจำกัดความ การยอมรับที่สัมผัสได้ และ จิตใจของมนุษย์
  • พรหมันถูกมองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้ข้อจำกัด, เคยมีอยู่, ไร้ข้อจำกัดในสถานที่และเวลา, ไม่เปลี่ยนแปลง, ไม่มีที่ติ, ไร้คุณสมบัติ, ไร้คุณลักษณะ, ไร้ชื่อหรือรูปแบบ, ไม่เกิดและไม่เติบโต, ไม่มีวุฒิภาวะ, ไม่เสื่อมสลาย, ไม่มีอะไรที่คล้ายคลึง และไม่มีอะไรแตกต่างจากพรหมัน
  • พรหมันถูกกล่าวว่าเป็นความรู้บริสุทธิ์, เป็นเหตุแห่งประสิทธิภาพและแก่นสารของจักรวาล, เป็นจิตวิญญาณที่แผ่ซ่านไปทั่วจักรวาล, เป็นแก่นของการสร้างสิ่งมีชีวิตและสิ่งที่สิ่งมีชีวิตซึมซับอยู่
    ปรากฏการณ์ทั้งหมดของโลก, คุณภาพ, การกระทำ, การเผยให้เห็น
  • กล่าวกันว่าเป็นการลวงตาที่ซ้อนทับบนพรหมัน
  • ในอุปนิษัทนิยมพรหมันว่าเป็นอาตมันสากล, เป็นความจริงแท้ และที่สำคัญที่สุดก็คือการอธิบายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในฤภูคีตานี้
"ribhu gita" (in Thai) by Tandhava
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.