บทที่ 18 ปัญจะทั้งหลายจะถูกปล่อยวาง
Chapter Eighteen
Description of the Topic of All Pentads to be Discarded
ธาตุทั้งห้า สัมผัสทั้งห้า สรรพสิ่ง คือการสมมุติ
ฤภู กล่าวว่า
สกันทะ กล่าวว่า
คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้
นิรามิสสุข คือสุขที่เกิดโดยปราศจากอามิสหรือสิ่งภายนอก เป็นความสุขที่ไม่ต้องวิ่งไปหาจากภายนอก แต่ความสุขเกิดจากภายใน ด้วยเจริญสติภาวนา ด้วยการฝึกจิตให้อยู่กับสมาธิ ไม่ให้จิตดิ้นรนออกไปตามสิ่งที่เราไปสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และสัมผ้ส ความสุขเกิดความสงบ ความสะอาด และความสว่างของดวงจิตภายในของเรา ซึ่งเป็นความสุขที่ละเอียด ยั่งยืน และมั่นคงไม่ต้องหาวิ่งหา ไม่ต้องใช้เงิน ซึ่งเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้ ใครอยากได้ต้องทำเอง
- ชีวา (ปัจจเจกวิญญาณ) ในสำขยะคือ วิญญาณเดี่ยวที่แยกออกจากปุรุษะ โดยเชื่อมต่อกับอัตตา, พุทธิ, จิต และความรู้สึกถูกจำกัดโดยร่างกาย
- ชีวา กล่าวในสำขยะว่า ด้วยการบ่งชี้ปุรุษะที่ผิดพลาดของพุทธิ ทำให้เกิดข้อจำกัดและอวิชชา, พึงพอใจและเจ็บปวด, พันธะและความตาย ซึ่งสามารถก้าวข้ามด้วยความรู้แห่งสัจธรรม
ตรีกายา
กาย 3 ประเภท
- สถุลาสรีระ (กายหยาบ) คือเปลือกของอาหาร ประกอบด้วยธาตุทั้งห้า
- สุขมาสรีระ (กายละเอียด) คือร่างของจิตและพลังงานสำคัญซึ่งทำให้กายมีชีวิต กายละเอียดจะรวมกับกายทิพย์ซึ่งส่งต่อวิญญาณ หรือ ชีวา ที่แยกออกจากการยหยาบเมื่อตาย ประกอบด้วย
- ปราณามายาโกษา เกี่ยวกับลมปราณ
- มโนมายาโกษา เกี่ยวกับจิตและสัมผัส
- วิทยานะมายาโกษา เกี่ยวกับพุทธิและสัมผัส
- กรนาสรีระ (กายทิพย์) เป็นเพียงเมล็ดพันธุ์ของการหยาบและกายละเอียด กล่าวว่ามีความซับซ้อนมากที่สุด เพราะประกอบไปด้วยประสบการณ์ที่ประทับใจที่เกิดขึ้นในอดีต หรือสิ่งห่อหุ้มความสุข (อนันตมายาโกษา)
(ภาวนา) หมายถึง สภาวะ ทัศนคติ ท่าทาง อารมณ์ ความคิด อารมณ์ ความคิดเห็น การจัดการจิต ธรรมชาติ ความมุ่งมั่น ความรู้สึก ความละเอียด ศรัทธา ความเชื่อมั่น การไตร่ตรอง สมาธิแบบนามธรรม
เป็นองค์ประกอบที่สมดุลของประกฤติ
- สัตวะ แปลว่า ความแท้จริงหรือความมีอยู่ สัตวะเป็นมูลฐานแห่งความดี ความสุข ความเบา ความแจ่มใส ความมีประกายสดใส ความเจิดจ้าแห่งแสงสว่าง การเลื่อนลอยขึ้นเบื้องบน ความพอใจ มีสีขาว
- รชัส แปลว่า ความเศร้าหมอง รชัสเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดจลนภาพหรือความเคลื่อนไหว ความกระปี้กระเปร่า ความเจ็บปวด ความกระวนกระวาย ความโหดร้ายรุนแรงของอารมณ์ รชัสทำให้เกิดการกระตุ้นเร่งเร้าอันเป็นผลให้เกิดความเคลื่อนไหว มีสีแดง
- ตมัส ความมืด ตมัสเป็นมูลฐานแห่งความเฉยๆ ปราศจากความสนใจ ความโง่เขลา ความสับสน ความเซื่องซึมเหงาหงอย ความหดหู่ ตมัสทำให้เกิดความหยุดนิ่ง (ในแง่ของวัตถุ) มีสีดำหรือคล้ำ
เมื่อคุณะทั้ง 3 สมดุลคืออยู่ในภาวะของประกฤติ เมื่อเกิดเสียความสมดุล, วิวัฒนาการก็จะเริ่มต้นขึ้นและดำเนินเรื่อยไปตามครรลองของมัน
ประกฤติ/ประกฤต ปฐมภูมิของธรรมชาติ มีความหมายที่แตกต่างกันในปรัชญาอินเดีย :
- สำขยะ กล่าวว่า ประกฤติเป็นหนึ่งในสองระบบพื้นฐาน, มีพื้นฐานที่ตื่นตัว, แต่ไม่มีวิญญาณ, เป็นหนึ่งและมองไม่เห็น เป็นแหล่งพลังงานของจักรวาล, อนุมานได้จากผลกระทบของมัน, ประกอบด้วยคุณะ 3 ประการ (สัตวะ, รชัส และ ตมัส) ;
- ทไวตะ (เทวภาวะ, เป็นสิ่งคู่) กล่าวว่า ประกฤติเป็นสสารที่ก่อให้เกิดโลกและหนึ่งในยี่สิบประเภทของสสาร ;
- ในวิศิษฏไทวตะ (สิ่งสำคัญมีหนึ่งเดียว) กล่าวว่า ประกฤติเป็นหนึ่งในหกสสาร, คุณะเป็นคุณสมบัติของประกฤติแต่มิใช่องค์ประกอบ, แบ่งแยกไม่ได้แต่ไม่ได้เป็นเอกลักษณ์เดียวกัน, เกี่ยวข้องกับอิศวร และขึ้นอยู่กับ (อาศัยอยู่ใน) แต่ละบุคคล, ไม่เป็นอนันต์แต่ถูกจำกัดโดย นิตยะ-วิภูติ, หรือการสำแดงนิรันดร์, ซึ่งจำกัดและไม่ใช่วัตถุ ;
- อทไวตะ (ไม่มีสิ่งคู่) กล่าวว่า, ประกฤติทั้งหมดเป็นปรากฏการณ์, เป็นมายาบริสุทธิ์และไม่ใช่สิ่งจริงอย่างแท้จริง
ธาตุทั้ง 5 (ปัญจะภูตะ)
- ปถพี
- อาโป
- เตโช
- วายุ
- อากาศ (ที่ว่าง)
ข้อมูลความรู้สึก (ปัญจะตานมาตรา)
- คันธะ ตานมาตรา : กลิ่น แบบละเอียดอ่อน
- รสะ ตานมาตรา : ลิ้มรส ในรูปของน้ำที่ละเอียดอ่อน
- รูปะ ตานมาตรา : รูปในรูปของไฟที่ละเอียดอ่อน
- สผัสสะ ตานมาตรา : สัมผัสในรูปแบบของอากาศที่ละเอียดอ่อน
- ศัพทะ ตานมาตรา : เสียงในรูปของอากาศที่บอบบาง
อวัยวะสัมผัส อวัยวะแห่งความรู้ (ยาเนนทรีย์)
- โสตร : ความรู้สึกทางหูที่รับรู้เสียง (หู)
- ตวัก : ความรู้สึกสัมผัสที่รับรู้สัมผัส (ผิวหนัง)
- จักษุ : ความรู้สึกทางสายตาที่รับรู้รูปแบบ (ตา)
- ชิวหา : ความรู้สึกที่รับรู้รสชาติ (ลิ้น)
- ครานะ : ความรู้สึกเกี่ยวกับการดมกลิ่นที่รับรู้กลิ่น (จมูก)
สิ่งนั้น / “ตตฺ” ถูกใช้แทนความหมายของ พรหมัน, สมบูรณ์ ไร้ตัวตน, ปราศจากเงื่อนไขใดๆ (ความหลงผิด)
อาตมันคือหนึ่งและสากล แตกต่างจากร่างกาย, ประสาทสัมผัส, ความรู้สึก, ใจ, สติปัญญา, ความรู้สึกภายใน, และอื่นๆ เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ต่อกิจกรรมและไม่ได้รับผลกระทบจากสิ่งใด
- อาตมันมีธรรมชาติเป็นความรู้แจ้งของสติ, ส่องสว่างด้วยตนเอง, มีธรรมชาติเป็นความรู้, ไม่ต้องใช้ความรู้อื่นเพื่อรู้ถึงอาตมัน
- อาตมันปราศจาก รักหรือชัง, กลัวหรือเสียใจ, คุณภาพหรือการกระทำ, รูปแบบ, การเปลี่ยนแปลงหรือมลทิน
- อาตมันไม่มีที่ติ, แบ่งแยกไม่ได้, แผ่ซ่านไปทั่ว และเป็นอนันต์
- อาตมันและพรหมันคือหนึ่งเดียวกัน
มาจากภาษาสันสฤต พรห = การเติบโต และ มัน = การหายไป (จากสถานที่หรือเวลา) ดังนั้น พรหมันจึงหมายถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
- พรหมันคือสิ่งเดียวที่เป็นจริง อยู่เหนือคำจำกัดความ การยอมรับที่สัมผัสได้ และ จิตใจของมนุษย์
- พรหมันถูกมองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้ข้อจำกัด, เคยมีอยู่, ไร้ข้อจำกัดในสถานที่และเวลา, ไม่เปลี่ยนแปลง, ไม่มีที่ติ, ไร้คุณสมบัติ, ไร้คุณลักษณะ, ไร้ชื่อหรือรูปแบบ, ไม่เกิดและไม่เติบโต, ไม่มีวุฒิภาวะ, ไม่เสื่อมสลาย, ไม่มีอะไรที่คล้ายคลึง และไม่มีอะไรแตกต่างจากพรหมัน
- พรหมันถูกกล่าวว่าเป็นความรู้บริสุทธิ์, เป็นเหตุแห่งประสิทธิภาพและแก่นสารของจักรวาล, เป็นจิตวิญญาณที่แผ่ซ่านไปทั่วจักรวาล, เป็นแก่นของการสร้างสิ่งมีชีวิตและสิ่งที่สิ่งมีชีวิตซึมซับอยู่
ปรากฏการณ์ทั้งหมดของโลก, คุณภาพ, การกระทำ, การเผยให้เห็น - กล่าวกันว่าเป็นการลวงตาที่ซ้อนทับบนพรหมัน
- ในอุปนิษัทนิยมพรหมันว่าเป็นอาตมันสากล, เป็นความจริงแท้ และที่สำคัญที่สุดก็คือการอธิบายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในฤภูคีตานี้
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.
