บทที่ 11 นิรามิสสุขแห่งอาตมัน

Chapter Eleven 

Description of the Topic of the Bliss of the Self

นิรามิสสุขนั้นสุดประมาณ. สิ่งนี้ สิ่งนั้น สรรพสิ่งที่มองเห็นนั้นไม่มี.

ฤภู กล่าวว่า

11.1 ฟังเถิด! สรรพสิ่งคือพรหมัน. ข้าฯ ขอกล่าว, ในนามของศิวะ, นี้คือสัจธรรม, นี้คือสัจธรรม. โอ้ นายแห่งโยคะ! ไม่มีสิ่งอื่นไม่ว่าอะไรก็ตาม.
11.1 Ribhu: Listen! All is only Brahman. I say, in the name of Siva, this is the truth, this is the truth. O Master of yoga! There is nothing else whatsoever
11.2 ความลวงนั้นไม่มีแม้เพียงหนึ่งอะตอม; ทั้งหมดนี้, มั่นใจได้ว่า, ไม่มีแม้เพียงหนึ่งอะตอม. ร่างกาย, ก็เช่นกัน, ไม่มีแม้เพียงหนึ่งอะตอม. ไม่มีสิ่งอื่นไม่ว่าอะไรก็ตาม.
11.2 The unreal is not even an atom; all this, surely, is not even an atom. The body, too, is not even an atom. There is nothing else whatsoever.
11.3 สรรพสิ่งเป็นเพียงอาตมัน, อาตมันบริสุทธิ์. สรรพสิ่งเป็นเพียงสติเพียงหนึ่งไม่มีสอง. อาตมันเป็นนิรันดร์, ไร้มลทินและบริสุทธิ์. ไม่มีสิ่งอื่นไม่ว่าอะไรก็ตาม.
11.3 All is only the Self, the pure Self. All is only Consciousness without a second. The Self is eternal, spotless and pure. Ther£ is nothing else whatsoever.
11.4 หากพิจารณาว่าอาตมันมีขนาดเพียงอะตอม, สรรพสิ่งก็ไม่เป็นแม้แต่อะตอม. การหายไปของสังกัลปะ, ก็เช่นเดียวกัน, เป็นเพียงอะตอม. ไม่มีสิ่งอื่นไม่ว่าอะไรก็ตาม.
11.4 If the Self is considered as merely atomic in dimension, all is not even an atom. Absence of sankalpa, too, is a mere atom. There is nothing else whatsoever.
11.5 สังกัลปะเป็นเพียงสติ. สติคือสภาวะสูงสุด. นิรามิสสุขนั้นสุดประมาณ. สิ่งนี้ สิ่งนั้น สรรพสิ่งที่มองเห็นนั้นไม่มี.
11.5 Sankalpa is only Consciousness. Consciousness is the highest state. Bliss is the supreme measure. All this that is seen is nothing.
11.6 พยางค์โอมเป็นเพียงสติ. ตัวสติเองคือสรรพสิ่ง. นิรามิสสุขนั้นสุดประมาณ. สิ่งนี้ สิ่งนั้น สรรพสิ่งที่มองเห็นนั้นไม่มี.
11.6 The syllable Om is only Consciousness. Consciousness itself is all. Bliss is the supreme measure. All this that is seen is nothing.
11.7 ตัวข้าฯ เองคือนิรามิสสุขเช่นกัน. ตัวข้าฯ เอง, คือสติอันไร้การเปลี่ยนแปลง. นิรามิสสุขนั้นสุดประมาณ. สิ่งนี้ สิ่งนั้น สรรพสิ่งที่มองเห็นนั้นไม่มี.
11.7 I myself am also Bliss. I am, myself, changeless Consciousness. Bliss is the supreme measure. All this that is seen is nothing.
11.8 ตัวข้าฯ เองคืออาตมันอันลึกลับ. ตัวข้าฯ เองไร้การหยุดพัก. นิรามิสสุขนั้นสุดประมาณ. สิ่งนี้ สิ่งนั้น สรรพสิ่งที่มองเห็นนั้นไม่มี.
11.8 I myself am the mysterious Self. Im yself am the intersticeless. Bliss is the supreme measure. All this that is seen is nothing.
11.9 ตัวข้าฯ เอง, คือพรหมันสูงสุด. ตัวข้าฯ เองคือคุรุของคุรุทั้งหลาย. นิรามิสสุขนั้นสุดประมาณ. สิ่งนี้ สิ่งนั้น สรรพสิ่งที่มองเห็นนั้นไม่มี.
11.9 I am, myself, the Supreme Brahman. I myself am the teacher of teachers. Bliss is the supreme measure. All this that is seen is nothing.
11.10 ตัวข้าฯ เอง, เกื้อกูลสรรพสิ่ง. ตัวข้าฯ เอง, เป็นสุขเหนือความสุขใดๆ. นิรามิสสุขนั้นสุดประมาณ. สิ่งนี้ สิ่งนั้น สรรพสิ่งที่มองเห็นนั้นไม่มี.
11.10 I am, myself, the support of all. I am, myself, happiness beyond happiness. Bliss is the supreme measure. All this that is seen is nothing.
11.11 ตัวข้าฯ เอง, คือแสงสว่างอันยิ่งใหญ่. ข้าฯ คืออาตมันของสรรพสิ่ง. นิรามิสสุขนั้นสุดประมาณ. สิ่งนี้ สิ่งนั้น สรรพสิ่งที่มองเห็นนั้นไม่มี.
11.11 I am, myself, the great Light. I am of the Self of all. Bliss is the supreme measure. All this that is seen is nothing.
11.12 ตัวข้าฯ เองพึงพอใจในอาตมัน. ตัวข้าฯ เองไร้คุณสมบัติ. นิรามิสสุขนั้นสุดประมาณ. สิ่งนี้ สิ่งนั้น สรรพสิ่งที่มองเห็นนั้นไม่มี.
11.12 I myself am the satisfied Self. I myself am the attributeless. Bliss is the supreme measure. All this that is seen is nothing.
11.13 ตัวข้าฯ เองคืออาตมันอันบริบูรณ์อย่างสมบูรณ์แบบ. ตัวข้าฯ เองมีมาแต่โบราณ. นิรามิสสุขนั้นสุดประมาณ. สิ่งนี้ สิ่งนั้น สรรพสิ่งที่มองเห็นนั้นไม่มี.
11.13 I myself am the perfectly full Self. I myself am the ancient. Bliss is the supreme measure. All this that is seen is nothing.
11.14 ตัวข้าฯ เองคืออาตมันอันสงบศานติ. ตัวข้าฯ เองคือสิ่งถาวร. นิรามิสสุขนั้นสุดประมาณ. สิ่งนี้ สิ่งนั้น สรรพสิ่งที่มองเห็นนั้นไม่มี.
11.14 I myself am the peaceful Self. I myself am permanent. Bliss is the supreme measure. All this that is seen is nothing.
11.15 ตัวข้าฯ เองอยู่ทุกหนทุกแห่ง. ข้าฯ สถาปนาตนเองดีแล้ว. นิรามิสสุขนั้นสุดประมาณ. สิ่งนี้ สิ่งนั้น สรรพสิ่งที่มองเห็นนั้นไม่มี.
11.15 I myself am everywhere. I myself am the well-established. Bliss is the supreme measure. All this that is seen is nothing.
11.16 ตัวข้าฯ เองคือชีวา (ปัจเจกวิญญาณ). ตัวข้าฯ เองสูงกว่าสิ่งที่สูงที่สุด. นิรามิสสุขนั้นสุดประมาณ. สิ่งนี้ สิ่งนั้น สรรพสิ่งที่มองเห็นนั้นไม่มี.
11.16 I myself am the jiva (individual soul). I myself am higher than the highest. Bliss is the supreme measure. All this that is seen is nothing.
11.17 ตัวข้าฯ เองคือความหมายของคติพจน์อันยิ่งใหญ่. ตัวข้าฯ เองคือสังการะ. นิรามิสสุขนั้นสุดประมาณ. สิ่งนี้ สิ่งนั้น สรรพสิ่งที่มองเห็นนั้นไม่มี.
11.17 I myself am the meaning of the great aphorisms. I myself am Sankara. Bliss is the supreme measure. All this that is seen is nothing.
11.18 ตัวข้าฯ เองนั้นเห็นได้ยาก. ตัวข้าฯ เองคือไฟส่องสว่าง. นิรามิสสุขนั้นสุดประมาณ. สิ่งนี้ สิ่งนั้น สรรพสิ่งที่มองเห็นนั้นไม่มี.
11.18 I myself am the hard to see. I myself am the illuminator. Bliss is the supreme measure. All this that is seen is nothing.
11.19 ตัวข้าฯ คือตนเอง - เป็นเพียงตนเอง; ตัวข้าฯ เองคืออาตมันแห่งตน. ตัวข้าฯ เองคือนิรามิสสุขอันยิ่งใหญ่. ตัวข้าฯ เองเต็มไปด้วยสติ.
11.19 I myself am myself—only myself; I myself am my Self. I myself am the great Bliss. I myself am full of Consciousness.
11.20 ตัวข้าฯ เองคืออาตมันบริสุทธิ์. ตัวข้าฯ เองคือสัจธรรมเพียงสิ่งเดียว. ตัวข้าฯ เองคืออาตมันอันว่างเปล่า. ตัวข้าฯ เองคือการเข้าถึงทั้งปวง.
11.20 I myself am the pure Self. I myself am the Truth alone. I myself am the Self of the Void. I myself am the all-reaching.
11.21 ตัวข้าฯ เองคือเวทานตะ. ตัวข้าฯ เองคือสิ่งสูงที่สุด: สติอันยิ่งยวด (สติสูงสุด).
11.21 I myself am the Vedanta. I myself am the highest: Supreme Consciousness.
11.22 ตัวข้าฯ เองคือสติเพียงสิ่งเดียว. ตัวข้าฯ เองถูกเติมเต็มด้วยสติ; ข้าฯ มิใช่สิ่งอื่นใดเลย. ข้าฯ คือธรรมชาติของสติ. ข้าฯ ปราศจากสิ่งภายนอกทั้งปวง.
11.22 I myself am Consciousness alone. I myself am filled with Consciousness; I am nothing else. I am of the nature of Consciousness. I am devoid of anything exterior.
11.23 ข้าฯ มิได้เป็นสิ่งใดเลย. ข้าฯ คืออาตมันแห่งพรหมัน. ข้าฯ มิได้เป็นสิ่งอื่น. ข้าฯ คือสิ่งสูงที่สุด. ข้าฯ บริสุทธิ์และหลุดพ้นตลอดกาล. ข้าฯ พึงพอใจและไม่ด่างพร้อยตลอดกาล.
11.23 I am nothing. I am the Self of Brahman. I am not anything else. I am the Supreme. I am ever pure and liberated. I am ever satisfied and untainted.
11.24 นิรามิสสุข, นิรามิสสุขอันยิ่งใหญ่! ไม่มีสิ่งอื่นใดไม่ว่าอะไรก็ตาม. ไม่มีสิ่งใด; ไม่มีสิ่งใด; ไม่มีสิ่งใดเหนือกว่าสิ่งอันสูงที่สุด.
11.24 Bliss, the great Bliss! There is nothing else whatever. There is nothing; there is nothing; there is nothing beyond the highest of the high.
11.25 โลกทั้งหมดนี้เป็นเพียงอาตมัน. สรรพสิ่งอันก่อเกิดและออกมาจากจิตใจเป็นเพียงอาตมัน. ความสุขทั้งหลายเป็นเพียงอาตมัน. โลกนี้เป็นเพียงอาตมัน.
11.25 All this world is only the Self. All this arising out of the mind is only the Self. All this happiness is only the Self. This world is only the Self.
11.26 พรหมันคือสรรพสิ่ง, เป็นสติเพียงลำพัง. ข้าฯ คือพรหมันเพียงลำพัง. นิรามิสสุขนั้นสุดประมาณ. สิ่งนี้ สิ่งนั้น สรรพสิ่งที่มองเห็นนั้นไม่มี.
11.26 Brahman is all, Consciousness alone. I am Brahman alone. Bliss is the greatest measure. All this that is seen is nothing.
11.27 สรรพสิ่งที่มองเห็นได้คือพรหมันสูงสุด. อะไรก็ตามที่มองเห็นได้นั้นไม่ดำรงอยู่ตลอดกาล. เป็นเช่นนี้ตลอดกาล. สังกัลปะทั้งปวงคือพรหมัน. พรหมันนั้นยิ่งใหญ่ที่สุด, ตลอดกาล, ไม่มีสิ่งอื่น. นิรามิสสุขนั้นสุดประมาณ. สิ่งนี้ สิ่งนั้น สรรพสิ่งที่มองเห็นนั้นไม่มี.
11.27 All that is seen is the Supreme Brahman. Whatever is seen is ever nonexistent. This is ever so. All sankalpa is only Brahman. Brahman— nothing else—is the greatest, ever. Bliss is the supreme measure. All this that is seen is nothing.
11.28 พรหมัน, แท้จริงแล้ว, คือพรหมัน, เป็นธรรมชาติของสติและตัวสติเอง. โลกนั้นแผ่ซ่านไปด้วยสติ. สรรพสิ่งที่เคลื่อนไหวในโลกนี้คือสิ่งลวง. ปรากฏการณ์ทั้งหลายในโลกคือสิ่งลวง.
11.28 Brahman, indeed, is Brahman, of the nature of Consciousness and Consciousness itself. The world is pervaded by Consciousness. All this world of movement is unreal. All the phenomenal world is unreal.
11.29 “ข้าฯ อยู่โดยลำพัง” ก็คือสิ่งลวงเช่นกัน; “ท่านดำรงอยู่โดยลำพัง” ก็คือสิ่งลวงเช่นกัน. การกระทำทุกประเภทของจิตใจคือสิ่งลวง. คุณสมบัติและไม่มีคุณสมบัติคือสิ่งลวง.
11.29 “I alone am” is also unreal; “you alone exist” is also unreal. All modes of activities of the mind are unreal. Qualities and absence of qualities are unreal.
11.30 ดินทั้งหมดคือสิ่งลวง. น้ำคือสิ่งลวงตลอดกาล. จิตใจของโลกคือสิ่งลวง. แสงสว่างคือสิ่งลวงเช่นกัน.
11.30 All earth is unreal. Water is ever unreal. This mine of a world is unreal. Light also is unreal.
11.31 ลม (อากาศ) คือสิ่งลวงตลอดกาล. “สิ่งนี้” คือสิ่งลวงเช่นกัน. อัตตา (อหังการ) คือสิ่งลวง, เช่นเดียวกับพุทธิ, พรหม, และความเป็นไปของโลก.
11.31 Wind (air) is ever unreal. “This” also is unreal. Ego is unreal, so also the intellect, Brahma, and the beings of the world.
11.32 ความคิดเป็นสิ่งลวงตลอดกาล; มันเป็นเพียงอาตมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. ปีศาจทั้งหลายคือสิ่งลวง. รูปแห่งศิวะคือสิ่งลวง.
11.32 Thought is ever unreal; it is only the Self. There is no doubt. All the demons are unreal. The form of Isvara is unreal.
11.33 จักรวาลคือสิ่งลวงตลอดกาล. หริคือสิ่งลวงตลอดกาล. พรหมคือสิ่งลวงตลอดกาล. สรรพสิ่งที่เขา (พรหม)สร้าง, แท้จริงแล้ว, ไม่จริง.
11.33 The universe is ever unreal. Hari is ever unreal. Brahma is ever unreal. All his creations are, indeed, unreal.
11.34 มหาเทพคือสิ่งลวง. พระผู้เป็นเจ้าและสาวกคือสิ่งลวง. อุมาคือสิ่งลวงตลอดกาล. สกันทะและผู้นำทั้งหลายของสาวกคือสิ่งลวง.
11.34 Mahadeva is unreal. The Lord of the retinue is unreal. Uma is ever unreal. Skanda and the chiefs of the retinues are unreal.
11.35 ปัจเจกวิญญาณคือสิ่งลวง. ร่างกายคือสิ่งลวง. พระเวทคือสิ่งลวงตลอดกาล. การมรณาของร่างกาย, ก็เช่นกัน, คือสิ่งลวง.
11.35 The individual soul is unreal. The body is unreal. The Veda-s are ever unreal. The demise of the body, too, is unreal.
11.36 ธรรมศาสตรา (จรรยาบรรณ-ระเบียบวินัย) และปุราณะ (ตำนาน) ทั้งหมดนั้นผิดเพี้ยนไปจากความจริงและเป็นสิ่งลวง. สรรพสิ่ง, แท้จริงแล้ว, เป็นเพียงสิ่งลวง. วงศ์ตระกูลคือสิ่งลวง.
11.36 The dharmasastra-s (codes of conduct) and purana-s (legends) are all distortions of the truth and are unreal. All is, indeed, only unreal. Genealogy is unreal.
11.37 สรรพสิ่งตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงจุดจบคือสิ่งลวง. ปราชญ์ผู้สูงส่งคือสิ่งลวง. โลกคือสิ่งลวงตลอดกาล. สิ่งที่มองเห็นได้ในโลกคือสิ่งลวง.
11.37 All this from beginning to end is unreal. The elite of sages is unreal. The worlds are ever unreal. What is to be seen in the world is unreal.
11.38 ความสุขและความทุกข์, แท้จริงแล้ว, คือสิ่งลวง. ความสำเร็จและความล้มเหลวคือสิ่งลวง. พันธะอันยิ่งใหญ่คือสิ่งลวง. การหลุดพ้น, แท้จริงแล้ว, มั่นใจได้ว่าเป็นสิ่งลวง.
11.38 Happiness and sorrow are, indeed, unreal. Success and failure are unreal. The greatest bondage is unreal. Liberation, indeed, is surely unreal.
11.39 ตายและเกิดคือสิ่งลวง. รู้สึกและไม่รู้สึกคือสิ่งลวง. โลกทั้งหมดนี้, แท้จริงแล้ว, คือสิ่งลวง. หลักการของตัวตนคือสิ่งลวง.
11.39 Death and birth are unreal. Sentience and insentience are unreal. All the world is, indeed, unreal. The concept of oneself is unreal.
11.40 รูปทั้งปวงคือสิ่งลวง. แนวคิดแห่งมงคลภาวะคือสิ่งลวง. “ฉัน” คือสิ่งลวงตลอดกาล. “เธอ” คือสิ่งลวงเช่นกัน.
11.40 Forms are all unreal. The idea of an auspicious state is unreal. “I” ever is unreal. “You” is also unreal.
11.41 ทุกหนแห่งมีสิ่งลวง. การเคลื่อนไหวและไม่เคลื่อนไหวคือสิ่งลวง. ความเป็นไปทั้งหมดคือสิ่งลวง. ผลของการกระทำทั้งสิ้นคือสิ่งลวง.
11.41 Everywhere there is unreality. The moving and nonmoving are unreal. All beings are unreal. All results of action are unreal.
11.42 จักรวาลทั้งหมดนี้คือสิ่งลวง. คุณสมบัติทั้งหลายคือสิ่งลวง. สิ่งที่เหลือทั้งหมดคือสิ่งลวง. สิ่งทั้งปวงที่เป็นคู่คือสิ่งลวง.
11.42 All the universe is unreal. All attributes are unreal. All the rest is unreal. All that is dual is unreal.
11.43 บาปคือสิ่งลวง. สารวันนะและสิ่งอื่น (การฟัง, โต้ตอบ, และบำเพ็ญสมาธิอย่างลึกซึ้ง) คือสิ่งลวง. ประเภทเดียวและหลายประเภทคือสิ่งลวงตลอดกาล.
11.43 All sin is unreal. The triad of sravana and others (listening, reflection, and one-pointed profound meditation) is unreal. Single categories and multiple categories are ever unreal.
11.44 สรรพกำลังคือสิ่งลวง. สรรพสิ่งนั้นไม่ถาวรตลอดกาล. พระเป็นเจ้าและอื่นๆ คือสิ่งลวง. สรรพประสงค์คือสิ่งลวง.
11.44 All power is unreal. All things are ever impermanent. Gods and others are unreal. All purpose is unreal.
11.45 สมะคือสิ่งลวงอยู่เสมอ; สมะคือสิ่งลวงตลอดกาล. ความสงสัยอย่างยิ่งคือสิ่งลวง. การต่อสู้ระหว่างพระเป็นเจ้าและปีศาจคือสิ่งลวง.
11.45 Sama is always unreal; sama is ever unreal. The doubt-ful is unreal. The fight between gods and demons is unreal.
11.46 หลักการของศิวะคือสิ่งลวง. การบูชาคือสิ่งลวง. กาลและสถานคือสิ่งลวง. หลักการเรื่องสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และสิ่งเช่นนั้นคือสิ่งลวง.
11.46 The concept of Isvara is unreal. Worship is unreal. Time and space are unreal. The concept of holy shrines and such is unreal.
11.47 สิ่งอันเกิดจากธรรมและอธรรม, นิยามของธรรมและอธรรมก็เช่นกัน, เป็นสิ่งลวง; การกระทำทั้งปวงเป็นสิ่งลวง. การเข้าใจผิด เช่น ตัวตนและอื่นๆ คือสิ่งลวง.
11.47 Dharma and adharma arising therefrom, as also their definitions, are unreal; all activities are unreal. The misapprehension as oneself and another is unreal.
11.48 หลักการของการดำรงอยู่ของจิตคือสิ่งลวงเช่นกัน. กายหยาบคือสิ่งลวง; กายละเอียดคือสิ่งลวงเช่นกัน. ข้าฯ ขอกล่าว, ในนามของศิวะ, ทุกสิ่งที่ข้าฯ กล่าวคือความจริง, สัจธรรม.
11.48 The concept of existence of the mind is also unreal. The gross body is unreal; the subtle body is also unreal. I say, in the name of Siva, all I say is truth, the truth.
11.49 สวรรค์และนรกคือสิ่งลวง; ความสุขที่ก่อเกิดขึ้น (จากสวรรค์) คือสิ่งลวง. การยึดติดทั้งหลายคือสิ่งลวง; รูปแบบทั้งปวงที่สามารถยึดติดได้คือสิ่งลวง.
11.49 Heaven and hell are unreal; happiness arising therefrom (from heaven) is unreal. All grasping is unreal; all that is of the form of the graspable is unreal.
11.50 “การเปล่งประกายดั่งสัจธรรม” คือสิ่งลวง. ข้าฯ ขอกล่าว, ในนามของศิวะ. ทั้งหมดนั้นคือสิ่งลวง. ทุกสิ่งที่เป็นธรรมชาติของการดำรงอยู่คือสิ่งลวง; ทุกสิ่งที่เป็นธรรมชาติของอดีตคือสิ่งลวง.
11.50 “Shining like truth” is unreal. I say, in the name of Siva, it is all unreal. All that is of the nature of the present is unreal; all that is of the nature of the past is unreal.
11.51 สิ่งที่กล่าวว่าเป็นอนาคตคือสิ่งลวง, เช่นเดียวกัน. นี้คือความจริง, สัจธรรม, ข้าฯ ขอกล่าวในนามของศิวะ. ในโลกนี้, การเริ่มต้นคือสิ่งลวง, ท่ามกลางคือสิ่งลวง, และจุดจบคือสิ่งลวง.
11.51 What is said to be the future is unreal, too. This is the truth, the truth, I say in the name of Siva. Of this world, the beginning is unreal, the middle is unreal, and the end is unreal.
11.52 สิ่งที่เป็นไปได้คือสิ่งลวงอยู่เสมอ. ตลอดกาล, อย่างมิต้องสงสัยว่ามันคือสิ่งลวง. ความรู้, อวิชชา, และสิ่งที่ถูกรู้เป็นสิ่งลวงตลอดกาล.
11.52 The probable is always unreal. Ever, there is no doubt that it is unreal. Knowledge, ignorance, and what is to be known are ever unreal.
11.53 จักรวาลคือสิ่งลวงตลอดกาล. ความเฉื่อยชาคือสิ่งลวงตลอดกาล. การเห็นคือสิ่งลวงตลอดกาล. สิ่งเหล่านี้เหมือนกับเขาของม้า.
11.53 The universe is ever unreal. The inert is ever unreal. The seen is ever unreal. These are like the horns of a horse.
11.54 ความคิดคือสิ่งลวงตลอดกาล. การดำรงอยู่ของโกสะคือสิ่งลวง. สรรพมนตราคือสิ่งลวง. เป็นความจริงอย่างมิต้องสงสัย. มันคือสัจธรรม.
11.54 Thought is ever unreal. The existence of sheaths is unreal. All mantra-s are unreal. There is no doubt that this is the truth. This is the truth.
11.55 ไม่มีโลกที่แยกออกจากอาตมัน. ไม่มีสิ่งใดที่มิใช่อาตมัน, ตลอดกาล. สิ่งใดที่แยกออกจากอาตมันคือสิ่งลวง. นี้คือความจริง - สัจธรรม. อย่างมิต้องสงสัย.
11.55 There is no world apart from the Self. There is nothing of the non-Self, ever. Anything apart from the Self is unreal. This is the truth—the truth. There is no doubt of this.
11.56 ไม่มีความสุขที่แยกออกจากอาตมัน. ไม่มีสิ่งอื่นใดที่แยกออกจากอาตมัน. ไม่มีสถานที่ใดที่จะไปที่แยกออกจากอาตมัน. เอกภาพคงอยู่ในอาตมันชั่วนิรันดร์.
11.56 There is no happiness apart from the Self. There is nothing else apart from the Self. There is nowhere to go apart from the Self. One should remain forever in the Self.
11.57 ไม่มีสถานที่ใดแยกออกจากอาตมัน. ไม่มีแม้แต่ยอดหญ้าที่แยกออกจากอาตมัน. ไม่มีสิ่งใดเลยที่แยกออกจากอาตมัน. ไม่มีสิ่งใดเลยที่แยกออกจากอาตมันไม่ว่ากาลใดๆ.
11.57 There is nothing anywhere apart from the Self. There is not a blade of grass apart from the Self. There is nothing whatever apart from the Self. There is nothing apart from the Self at any time.
11.58 ข้าฯ ได้กล่าวคำอธิบายเรื่องนิรามิสสุขแห่งอาตมันนี้แด่ท่าน. ผู้มีปัญญาใดก็ตาม แม้ได้สดับเพียงครั้ง, เขาจะกลายเป็นพรหมันด้วยตัวเขาเอง.
11.58 This explanation of the Bliss of the Self has been expounded to you by me. Whichever wise man hears this once, himself becomes Brahman.
11.59 การสดับสิ่งนี้เพียงครั้งทำให้หลุดพ้นจากพันธะในทันที. ผู้ที่เข้าใจความหมายในสิ่งที่กล่าวข้างต้น, จะหลุดพ้นจากสิ่งทั้งปวง.
11.59 This explanation of the Bliss of the Self has been expounded to you by me. Whichever wise man hears this once, himself becomes Brahman.

สุตะ กล่าวว่า

11.60 การบูชาด้วยหัวใจอันมุ่งมั่นแด่พระองค์ ผู้บริบูรณ์, ผู้จริงแท้, ศิวะผู้ยิ่งใหญ่. ผู้บูชาเช่นนั้นโดยไร้สิ่งรบกวน, ในโลกนี้, เขาจะกลายเป็นพรหมันตลอดกาล, กอปรด้วยสัจธรรมอันศักดิ์สิทธิ์แห่งอาตมัน, ปราศจากความยุ่งยากของจิตใจเป็นนิรันดร์. เขาผู้นั้นดำรงอยู่ในอิศวร, ด้วยปมในใจที่ขาดสะบั้น, ณ พระบาทอันพิสุทธิ์ของศิวะ, และส่องสว่างเข้าสู่ด้านใน. เขาผู้นั้นพักพิงอย่างผ่อนคลายอยู่ภายใน, และหลังความตาย, เขาจะกลายกลืนคืนสู่จักรวาลอย่างแน่นอน.
11.60 Suta: Worship with a com m itted heart the full, the true, the great Isvara. One who does so uninterruptedly becomes, here in this world, ever Brahman, with the divine Truth of the Self, eternal and w ithout agitation of the m ind. He exists, with knots cut asunder, in Isvara, at the pure feet of Siva, and shines inwardly. He becomes restful inside and surely becomes, after death, the entire universe.

Get carried away?

อ่าน “ฤภูคีตา” เพิ่มเติม

กลับไปสารบัญ

index

คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้

นิรามิสสุข คือสุขที่เกิดโดยปราศจากอามิสหรือสิ่งภายนอก เป็นความสุขที่ไม่ต้องวิ่งไปหาจากภายนอก แต่ความสุขเกิดจากภายใน ด้วยเจริญสติภาวนา ด้วยการฝึกจิตให้อยู่กับสมาธิ ไม่ให้จิตดิ้นรนออกไปตามสิ่งที่เราไปสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และสัมผ้ส ความสุขเกิดความสงบ ความสะอาด และความสว่างของดวงจิตภายในของเรา ซึ่งเป็นความสุขที่ละเอียด ยั่งยืน และมั่นคงไม่ต้องหาวิ่งหา ไม่ต้องใช้เงิน ซึ่งเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้ ใครอยากได้ต้องทำเอง

ปมในใจ ใช้ในหลายคัมภีร์ หมายถึง ความไม่สัมพันธ์กันของร่างกาย ความไม่เข้าใจว่าอาตมันคือสติสัมปะชัญญะบริสุทธิ์

  • ชีวา (ปัจจเจกวิญญาณ) ในสำขยะคือ วิญญาณเดี่ยวที่แยกออกจากปุรุษะ โดยเชื่อมต่อกับอัตตา, พุทธิ, จิต และความรู้สึกถูกจำกัดโดยร่างกาย
  • ชีวา กล่าวในสำขยะว่า ด้วยการบ่งชี้ปุรุษะที่ผิดพลาดของพุทธิ ทำให้เกิดข้อจำกัดและอวิชชา, พึงพอใจและเจ็บปวด, พันธะและความตาย ซึ่งสามารถก้าวข้ามด้วยความรู้แห่งสัจธรรม

นามของศิวะ หมายถึง ผู้บำเพ็ญประโยชน์

  • เวทานตะ แท้จริงแล้วคือ “ตอนจบของพระเวท” คำว่าเวทานตะเป็นคำที่ใช้กล่าวถึงอุปนิษัทและคำสอนที่มีอยู่ในนั้น เวทานตะยังหมายถึงคำสอนหรือ “โรงเรียนแห่งปรัชญา” ก่อตั้งขึ้นจากความรู้ที่อธิบายไว้ในอุปนิษัท ; 
  • โรงเรียนหลักของเวทานตะ คือ อัทไวตะ (ไม่มีสิ่งคู่), วิศิษทไวตะ (ยืนยันการไม่มีสิ่งคู่) และ ทไวตะ (มีสิ่งคู่) ; เวทานตะคือสิ่งทั้งปวงในอุปนิษัท, ภควัทคีตา และ พรหมสูตร (เรียกว่า เวทานตะสูตรก็ได้) ; 
  • อ้างอิงตาม ปราสาธฺน-ตรยฺย หรือ ข้อบัญญัติทั้งสาม กล่าวว่า เวทานตะคือพื้นฐาน, ตำราพื้นฐาน แม้ว่าจะมีข้อความอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น บทความ บทสนทนาและพระคัมภีร์ที่แต่งขึ้นในเวทานตะ ; 
  • เวทานตะถือเป็นหนึ่งในหกโรงเรียนดั้งเดิม หรือหนึ่งประเภทของปรัชญาจิตวิญญาณของศาสนาฮินดู ; 
  • อัทไวตะเวทานตะ หรือการสอนเรื่องการไม่มีสิ่งคู่ อธิบายโดย ฤภู, ศรี ทัตตตรียะ (อวธุตา), ศรีอัษฏาวกระ, ศรีสังกรา, ศรีรามานะ มหาศรี และปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่อื่น ๆ อีกมากมาย ; 
  • เวทานตะแสดงให้เห็นถึงความไม่แตกต่างระหว่าง อาตมัน และ พรหมัน ; 
  • เวทานตะคือการเปิดเผยความเป็นจริงโดยไม่มีแม้แต่ร่องรอยของการซ้อนทับ ; ฤภู คีตา ทั้งหมดเป็นการเผยให้เห็นซึ่งคัมภีร์ที่แท้จริงของ อัทไวตะ เวทานตะ

นิทิธยาสนะ ฌานสมาธิ เป็นขั้นสุดท้ายในการทำความเข้าใจมหาวรรคยะ วรรคที่กล่าวว่า “ตตฺ คือ ท่าน” เพื่อรู้แจ้งถึง อาตมัน/พรหมัน ขั้นตอนทั้ง 4 ของการบำเพ็ญเพียร

  1. สมันยาสะ หรือสัมปาติสสฺส “การปลูกฝังวินัยดังต่อไปนี้
    1. ความสามารถในการแยกแยะสิ่งจริงและสิ่งลวง
    2. การสละความเพลิดเพลินของวัตถุเช่น โลกและสวรรค์
    3. คุณสมบัติ 6 ประการ
      1. การควบคุมอันตกราณะ
      2. การควบคุมอวัยวะรับสัมผัสภายนอก
      3. หยุดการทำงานของอวัยวะรับสัมผัสภายนอก
      4. อดทน
      5. ศรัทธาต่อพระเวทและคุรุ
      6. ตั้งมั่นในคุรุหรือพระเป็นเจ้า
  2. สารวันนะ ฟังคำสอนของปราชญ์เรื่องอุปนิษัทและ อัทไวตะอุปนิษัทและศึกษาพระ เช่น พรหมสูตรเรียนรู้เกี่ยวกับความเป็นจริงของพรหมันและอาตมัน
  3. มานานะ การไตร่ตรองคำสอน
  4. นิทิธยาสนะ การบำเพ็ญสมาธิกับความจริงที่ว่า “ตตฺ คือ ท่าน”

ความต้องการ 4 ประการ สำหรับการตระหนักรู้ถึงพรหมัน (4 วิธีที่จำเป็นสำหรับจิตวิญญาณ)

  1. วิเวกะ ความสามารถในการแยกแยะระหว่างสิ่งจริงและสิ่งลวง
  2. ไวราคยะ จิตที่ปลีกตัวจากความเพลิดเพลินที่เป็นผลของการกระทำในปัจจุบันและต่อจากนี้ไป
  3. สาระสำคัญ ประกอบด้วย
    • สมะ สงบ
    • ทมะ ควบคุมตนเอง ควบคุมผัสสะ
    • อุปาราติ ปล่อยวาง หยุดการกระทำ ถอนออกจากความรู้สึกจากภายนอก
    • ทิทิกชะ อดทน อภัย อดทนต่อสิ่งตรงข้าม เช่น ร้อน-เย็น, พอใจ-เจ็บปวด ให้ความเท่าเทียมกันโดยไม่เข้าไปดิ้นรนแก้ไข หรือล้างแค้น ปราศจากความวิตกกังวลหรือคร่ำครวญบนสิ่งเหล่านี้
    • ศรัทธา ความเข้าใจที่ชัดเจน ทัศนคติของจิตใจที่มั่นคง อ่อนน้อมถ่อมตน จริงใจ จริงจัง เด็ดเดี่ยว มุ่งมั่นค้นหาสัจธรรมในทุกกรณี
    • สมรรถนะ การทำสมาธิที่ลึกซึ้ง, การไตร่ตรองในทางนามธรรม
  4. มุมุกสัตวา ความปราถนาอย่างมากที่จะหลุดพ้น

ตรีกายา
กาย 3 ประเภท

  1. สถุลาสรีระ (กายหยาบ) คือเปลือกของอาหาร ประกอบด้วยธาตุทั้งห้า
  2. สุขมาสรีระ (กายละเอียด) คือร่างของจิตและพลังงานสำคัญซึ่งทำให้กายมีชีวิต กายละเอียดจะรวมกับกายทิพย์ซึ่งส่งต่อวิญญาณ หรือ ชีวา ที่แยกออกจากการยหยาบเมื่อตาย ประกอบด้วย
    1. ปราณามายาโกษา เกี่ยวกับลมปราณ
    2. มโนมายาโกษา เกี่ยวกับจิตและสัมผัส
    3. วิทยานะมายาโกษา เกี่ยวกับพุทธิและสัมผัส
  3. กรนาสรีระ (กายทิพย์) เป็นเพียงเมล็ดพันธุ์ของการหยาบและกายละเอียด กล่าวว่ามีความซับซ้อนมากที่สุด เพราะประกอบไปด้วยประสบการณ์ที่ประทับใจที่เกิดขึ้นในอดีต หรือสิ่งห่อหุ้มความสุข (อนันตมายาโกษา)

(ปัญจะโกสะ) คือเปลือกทั้ง 5 ประการ ชั้นที่ลึกเข้าไปจะมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น

  1. อันนามายะ โกสะ เปลือกแห่งกายภาพ
  2. ปราณามายะ โกสะ เปลือกแห่งปราณ หรือ ลมปราณ และ ระบบประสาท (เปลือกแห่งสรีระหรือพลังงาน)
  3. มโนมายะ โกสะ เปลือกแห่งรูปแบบของความปรารถนาและแรงจูงใจ มีรูปแบบซับซ้อน เรียกว่าเปลือกแห่งจิต
  4. วิชญานามายะ โกสะ เปลือกแห่งพุทธิ และ ความรู้สติปัญญา (เปลือกแห่งปัญญา)
  5. อนันตมายะ โกสะ เปลือกของการรู้แจ้ง (เปลือกแห่งบรมสุข)

พรหมัน
มาจากภาษาสันสฤต พรห = การเติบโต และ มัน = การหายไป (จากสถานที่หรือเวลา) ดังนั้น พรหมันจึงหมายถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

  • พรหมันคือสิ่งเดียวที่เป็นจริง อยู่เหนือคำจำกัดความ การยอมรับที่สัมผัสได้ และ จิตใจของมนุษย์
  • พรหมันถูกมองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้ข้อจำกัด, เคยมีอยู่, ไร้ข้อจำกัดในสถานที่และเวลา, ไม่เปลี่ยนแปลง, ไม่มีที่ติ, ไร้คุณสมบัติ, ไร้คุณลักษณะ, ไร้ชื่อหรือรูปแบบ, ไม่เกิดและไม่เติบโต, ไม่มีวุฒิภาวะ, ไม่เสื่อมสลาย, ไม่มีอะไรที่คล้ายคลึง และไม่มีอะไรแตกต่างจากพรหมัน
  • พรหมันถูกกล่าวว่าเป็นความรู้บริสุทธิ์, เป็นเหตุแห่งประสิทธิภาพและแก่นสารของจักรวาล, เป็นจิตวิญญาณที่แผ่ซ่านไปทั่วจักรวาล, เป็นแก่นของการสร้างสิ่งมีชีวิตและสิ่งที่สิ่งมีชีวิตซึมซับอยู่
    ปรากฏการณ์ทั้งหมดของโลก, คุณภาพ, การกระทำ, การเผยให้เห็น กล่าวกันว่าเป็นการลวงตาที่ซ้อนทับบนพรหมัน
  • ในอุปนิษัทนิยมพรหมันว่าเป็นอาตมันสากล, เป็นความจริงแท้ และที่สำคัญที่สุดก็คือการอธิบายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในฤภูคีตานี้

อาตมัน
อาตมันคือหนึ่งและสากล แตกต่างจากร่างกาย, ประสาทสัมผัส, ความรู้สึก, ใจ, สติปัญญา, ความรู้สึกภายใน, และอื่นๆ เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ต่อกิจกรรมและไม่ได้รับผลกระทบจากสิ่งใด

  • อาตมันมีธรรมชาติเป็นความรู้แจ้งของสติ, ส่องสว่างด้วยตนเอง, มีธรรมชาติเป็นความรู้, ไม่ต้องใช้ความรู้อื่นเพื่อรู้ถึงอาตมัน
    อาตมันปราศจาก รักหรือชัง, กลัวหรือเสียใจ, คุณภาพหรือการกระทำ, รูปแบบ, การเปลี่ยนแปลงหรือมลทิน
  • อาตมันไม่มีที่ติ, แบ่งแยกไม่ได้, แผ่ซ่านไปทั่ว และเป็นอนันต์
  • อาตมันและพรหมันคือหนึ่งเดียวกัน
"ribhu gita" (in Thai) by Tandhava
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.