บทที่ 10 อาตมันคือสรรพสิ่ง
Chapter Ten
Description of the Self Being All
ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน
ฤภู กล่าวว่า
คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้
จิตตะ สภาวะของจิตใจที่บรรลุได้ในจังหวะที่รู้ถึงแรงจูงใจและความเฉื่อยชา, เป็นคลังเก็บความประทับใจในอดีต ; คำว่ามนัสหรือจิต มักใช้เป็นคำทั่วไปที่รวม พุทธิและจิต ไว้ด้วยกัน
ตรีกายา กาย 3 ประเภท
- สถุลาสรีระ (กายหยาบ) คือเปลือกของอาหาร ประกอบด้วยธาตุทั้งห้า
- สุขมาสรีระ (กายละเอียด) คือร่างของจิตและพลังงานสำคัญซึ่งทำให้กายมีชีวิต กายละเอียดจะรวมกับกายทิพย์ซึ่งส่งต่อวิญญาณ หรือ ชีวา ที่แยกออกจากการยหยาบเมื่อตาย ประกอบด้วย
- ปราณามายาโกษา เกี่ยวกับลมปราณ
- มโนมายาโกษา เกี่ยวกับจิตและสัมผัส
- วิทยานะมายาโกษา เกี่ยวกับพุทธิและสัมผัส
- กรนาสรีระ (กายทิพย์) เป็นเพียงเมล็ดพันธุ์ของการหยาบและกายละเอียด กล่าวว่ามีความซับซ้อนมากที่สุด เพราะประกอบไปด้วยประสบการณ์ที่ประทับใจที่เกิดขึ้นในอดีต หรือสิ่งห่อหุ้มความสุข (อนันตมายาโกษา)
โอมการะ
โอม คือ ปราณาวะ หมายถึง นิรันดร์ สมบูรณ์
- คำว่า โอม พยางค์นี้ อธิบายไว้ในบางอุปนิษัทว่า ประกอบด้วย A (อะ) U (อุ) และ M (มะ) แสดงถึง สภาวะ ตื่น ฝัน และ หลับลึ
- โอม เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้กล่าวตอนเริ่มหรือจบการอ่านพระเวท หรือ ใช้กล่าวตอนเริ่มพิธีศักดิ์สิทธิ์/สวดมนต์ หรือใช้เรียกชื่อเทวะที่เป็นคุรุ (อาจารย์) ที่มีถึง 108 หรือ 1000 ชื่อ
- โอม เป็นการบ่งบอกถึงความเคร่งขลังและความเคารพเหมือนกับคำว่า อาเมน หรือใช้แสดงการยอมรับว่าใช่/ถูกต้อง, เป็นคำสั่ง หรือใช้แสดงความเป็นมงคล
คุณะ 3 ประการ
เป็นองค์ประกอบที่สมดุลของประกฤติ
- สัตวะ แปลว่า ความแท้จริงหรือความมีอยู่ สัตวะเป็นมูลฐานแห่งความดี ความสุข ความเบา ความแจ่มใส ความมีประกายสดใส ความเจิดจ้าแห่งแสงสว่าง การเลื่อนลอยขึ้นเบื้องบน ความพอใจ มีสีขาว
- รชัส แปลว่า ความเศร้าหมอง รชัสเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดจลนภาพหรือความเคลื่อนไหว ความกระปี้กระเปร่า ความเจ็บปวด ความกระวนกระวาย ความโหดร้ายรุนแรงของอารมณ์ รชัสทำให้เกิดการกระตุ้นเร่งเร้าอันเป็นผลให้เกิดความเคลื่อนไหว มีสีแดง
- ตมัส ความมืด ตมัสเป็นมูลฐานแห่งความเฉยๆ ปราศจากความสนใจ ความโง่เขลา ความสับสน ความเซื่องซึมเหงาหงอย ความหดหู่ ตมัสทำให้เกิดความหยุดนิ่ง (ในแง่ของวัตถุ) มีสีดำหรือคล้ำ
เมื่อคุณะทั้ง 3 สมดุลคืออยู่ในภาวะของประกฤติ เมื่อเกิดเสียความสมดุล, วิวัฒนาการก็จะเริ่มต้นขึ้นและดำเนินเรื่อยไปตามครรลองของมัน
อวิชชา ความไม่รู้ ความละเลย ; ในอัทไวตะกล่าวว่า มีพลังในการปกปิดความจริง, พลังแห่งความเท็จ คือ อวิชชา
สัมสาระ (สงสาร) วงรอบของการเกิดและการตาย, เรียกอีกอย่างว่าการโอนย้าย, วงจรชีวิตโลก, ความสำเร็จของการกำเนิด ; หมายถึงวงจรชีวิตของโลก, ชีวิตทางโลก, การดำรงอยู่ของโลกีย์และโลก
สมาธิ การซึมซับในสมาธิ, สภาวะที่มีสติสัมปะชัญญะ สมาธิ 6 ประการจัดอยู่ใน 2 ประเภท
ประเภทที่ 1. สาวิกัลปะสมาธิ, สภาวะนี้ผู้ทำสมาธิมิได้สูญเสียการแบ่งแยก ผู้รู้, ความรู้ และสิ่งที่ถูกรู้ จิตยังคงทำหน้าที่อยู่ สภาวะนี้คือการปูพื้นเพื่อไปสู่นิรวิกัลปะสมาธิ (ขั้นสูงขึ้นไป) แบ่งออกเป็น 4 ประเภทย่อยคือ
- รูปธรรม : เกี่ยวข้องกับวัตถุแห่งความคิดที่สามารถรับรู้ได้ (ความปรารถนาและสิ่งที่คล้ายกัน, ให้รวมศูนย์อยู่ตรงกลางในจิตใจ โดยถือว่าเป็นวัตถุที่รับรู้ได้) ความคิดที่ปรากฏขึ้นในจิตใจจะถูกมองว่าเป็นวัตถุ และผู้ทำสมาธิยังคงไม่สนใจสิ่งเหล่านั้น, โดยคิดว่าอาตมันเป็นธรรมชาติที่แท้จริงของเขา
- นามธรรม : เกี่ยวข้องกับความคิดเชิงนามธรรม เป็นสภาวะที่ผู้ทำสมาธิคิดว่า“ ฉันคือพยาน (ผู้สังเกตการณ์)”, “อาตมันอยู่ลึกที่สุด”“ฉันไม่ได้ยึดติดผูกมัด” และอื่นๆ ในทำนองนี้ วัตถุของการทำสมาธิคืออาตมันที่เป็นหนึ่งไม่มีสอง ปราศจากความคิดของความปรารถนาและสิ่งอื่น มีเพียงกระแสแห่งสติสัมปะชัญญะของอาตมันเท่านั้นที่ยังคงอยู่
- รูปธรรม : เกี่ยวข้องกับวัตถุภายนอกเช่นดวงอาทิตย์ เป็นสภาวะที่ผู้ทำสมาธิแยกการเปลี่ยนมุมมองของชื่อและรูปแบบ จากการดำรงอยู่ (ภาวะ) อย่างบริสุทธิ์ของวัตถุ โดยมุ่งเน้นไปที่ ภาวะ-สติ-การรู้แจ้ง ตามธรรมชาติของวัตถุแห่งสมาธิ
- รูปธรรม : คล้ายกับนามธรรม สาวิกัลปะ แต่เกี่ยวข้องกับวัตถุภายนอก
ประเภทที่ 2. นิรวิกัลปะสมาธิ ผู้ทำสมาธิทำให้ตัวเองเป็นอิสระจากความคิดที่แตกต่างทั้งหมด, เป็นอิสระจาก
ความแตกต่างในฐานะผู้รู้, ความรู้ และสิ่งที่ถูกรู้ ซึ่งจิตใจหยุดการตื่นตัว แบ่งออกเป็น 2 ประเภทย่อยคือ
- นามธรรม : เป็นสภวะที่จิตใจมั่นคงเหมือนเปลวไฟที่ไม่ริบหรี่ในที่อันไร้กระแสลม, ไม่เห็นความแตกต่างทั้งวัตถุและเสียงและความคิดที่เกิดขึ้นใน สาวิกัลปะสมาธินั้นได้หายไป เปรียบได้กับเหยือกเปล่าที่วางอยู่บนท้องฟ้าโดยไม่มีอะไรอยู่ข้างในหรือข้างนอก
- รูปธรรม : เป็นสภาวะที่ผู้ทำสมาธิจมดิ่งอยู่ในความสุข ไม่รับรู้วัตถุภายนอก เขาซึมซับอยู่กับฌานของพรหมัน ; ปรากฏการณ์ทั้งหมดถูกผสานเข้ากับพรหมัน ; เขาไม่แยแสต่อโลกที่ประจักษ์ และมีแนวคิด อาคันทะ (ไม่มีการแบ่งแยก), เอกะ ราสะ (แก่นสารสำคัญหนึ่งเดียว) และอื่นๆ ; เปรียบได้กับเหยือกที่วางไว้ในทะเลที่มีน้ำทั้งภายในและภายนอก
ศรีรามานะ มหาศี กล่าวว่า นิรวิกัลปะสมาธิ เป็นการซึมซับอยู่ในอาตมัน ซึ่งทำให้หลงลืมโลกปรากฏการณ์ เป็นสภาวะของความเคลิบเคลิ้มในบรมสุขแต่ไม่ถาวร, เหมือนถังน้ำที่หย่อนลงไปในบ่อน้ำ ในถังมีน้ำ (จิตใจ) ที่รวมกับน้ำในบ่อน้ำ (ซึ่งก็คืออาตมัน) แต่เชือกและถังยังคงมีอยู่เพื่อดึงมันออกมาอีกครั้ง
มหาศี อธิบายว่า สหชะสมาธินั้นบริสุทธิ์ มีสติสัมปชัญญะที่ไร้การรบกวน, อยู่เหนือสภาวะของจิตใจและร่างกาย, แต่ (สำหรับผู้สังเกตการณ์) คือสภาวะที่ตระหนักถึงโลกแห่งปรากฎการณ์ และการใช้จิตและกายอย่างเต็มที่ ; สหัสชะเป็นสภาวะของความสมดุลที่สมบูรณ์แบบ, ความสอดคล้องกลมกลืนที่สมบูรณ์, เกินกว่าความสุขใดๆ, เปรียบได้กับผืนน้ำของแม่น้ำที่รวมอยู่ในมหาสมุทร
สหชะหมายถึงสิ่งง่ายดาย, เป็นธรรมชาติ และมีมาแต่กำเนิด, มันคือสภาวะของการเป็นอาตมันและอาตมันเพียงสิ่งเดียว
ความหมายทั้งสี่ คือ ความต้องการ 4 ประการ สำหรับการตระหนักรู้ถึงพรหมัน (4 วิธีที่จำเป็นสำหรับจิตวิญญาณ)
- วิเวกะ ความสามารถในการแยกแยะระหว่างสิ่งจริงและสิ่งลวง
- ไวราคยะ จิตที่ปลีกตัวจากความเพลิดเพลินที่เป็นผลของการกระทำในปัจจุบันและต่อจากนี้ไป
- สาระสำคัญ ประกอบด้วย
- สมะ สงบ
- ทมะ ควบคุมตนเอง ควบคุมผัสสะ
- อุปาราติ ปล่อยวาง หยุดการกระทำ ถอนออกจากความรู้สึกจากภายนอก
- ทิฐิกสะ อดทน อภัย อดทนต่อสิ่งตรงข้าม เช่น ร้อน-เย็น, พอใจ-เจ็บปวด ให้ความเท่าเทียมกันโดยไม่เข้าไปดิ้นรนแก้ไข หรือล้างแค้น ปราศจากความวิตกกังวลหรือคร่ำครวญบนสิ่งเหล่านี้
- ศรัทธา ความเข้าใจที่ชัดเจน ทัศนคติของจิตใจที่มั่นคง อ่อนน้อมถ่อมตน จริงใจ จริงจัง เด็ดเดี่ยว มุ่งมั่นค้นหาสัจธรรมในทุกกรณี
- สมัทธนะ การทำสมาธิที่ลึกซึ้ง, การไตร่ตรองในทางนามธรรม
- มุมุกสัตวา ความปราถนาอย่างมากที่จะหลุดพ้น
สภาวะของร่างกาย 4
- ตื่น
- ฝัน
- หลับลึก
- ทุริยา เป็นภูมิหลังที่รองรับและแผ่ซ่านไปทั่วทั้งสามสภาวะของจิตสำนึก
ปุรุษะ หมายถึง ผู้ชาย, วิญญาณ, จิตวิญญาณ
- สำขยะ กล่าวว่า ปุรุษะ คือสติบริสุทธิ์ จับต้องไม่ได้ ไม่สัมพันธ์กับสิ่งใด ไม่ตื่นตัว ไม่เปลี่ยนแปลง บริสุทธิ์ เป็นนิรันดร์ จิตวิญญาณมีจำนวนอนันต์ ;
- ไศวนิกาย กล่าวว่า ปุรุษะเป็นบรมวิญญาณ อาตมันสากล เป็นวิญญาณของจักรวาล ปรากฏภายใต้ข้อจำกัดเช่นเดียวกับปัจเจกวิญญาณต่างๆ ที่ถูกผนึกในเปลือกทั้ง 5 ของ กาละ, นิยาติ, ราคะ, วิทยา และ กาละ
- อัทไวตะ กล่าวว่า ปุรุษะเป็นพื้นฐานหนึ่งเดียว, ผู้สังเกตการณ์นิรันดร์, ไม่เคลื่อนไหว, ไม่ปรุงแต่ง, เป็นผู้รู้ประสบการณ์, ปรมาตมัน (บรมวิญญาณสูงสุด) ถูกพิจารณาว่าเป็นหนึ่งเดียวและเป็นเพียงปุรุษะ
- ปุรุษะ สุคตา อธิบาย ปุรุษะจักรวาล ว่าเป็นจำนวน พันศีรษะ พันตา พันเท้า ไม่เที่ยงแท้ และอยู่เหนือกว่า ครอบคลุมโลกทุกด้านและยื่นออกไปอีก 10 นิ้วมือของโลกที่มีทั้งหมด ¼ ของปุรุษะคือสิ่งมีชีวิต และ ¾ ของปุรุษะคือสิ่งที่เป็นอมตะในสวรรค์
อันตกรณ อวัยวะภายใน (โครงสร้าง) ประกอบด้วย มนัส, พุทธิ, จิตตะ และ อหังการ มีหน้าที่ต่างกัน
- มนัส : ใจ มีลักษณะ สงสัย (วิกัลป์ปะ) และ มุ่งมั่น (สังกัลป์ปะ) มักจะใช้คำว่า มนัส หรือ ใจ เป็นคำเรียกที่รวมเอาพุทธิหรือจิตตะไว้ด้วย
- พุทธิ : สติปัญญา ยกระดับได้ด้วยพลังของการบำเพ็ญเพียร (มุ่งมั่นและปฏิบัติ)
- จิตตะ : จิต เป็นคลังของความประทับใจในอดีต
- อหังการ : กำหนดลักษณะโดยความรู้สึกว่า “ตัวฉัน”
ผู้มีพระภาค (มีคุณะทั้ง 6 ประการ)
- อิศวร อำนาจ สงเคราะห์สรรพสิ่ง
- สมากระ กล้าหาญ พลังงาน
- ยศ ชื่อเสียง
- ศรี ความเจริญรุ่งเรือง สง่างาม คุณธรรม
- ชนานะ ความรู้จากการทำสมาธิ
- ไวราคยะ ไร้ความปรารถนาต่อโลก/บำเพ็ญเพียร
ภควันยังหมายถึง ผู้สร้างและทำลาย การมาและการไปของสิ่งมีชีวิต วิชชาและอวิชชา
(ปัญจะโกสะ) คือเปลือกทั้ง 5 ประการ ชั้นที่ลึกเข้าไปจะมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น
- อันนามายะ โกสะ เปลือกแห่งกายภาพ
- ปราณามายะ โกสะ เปลือกแห่งปราณ หรือ ลมปราณ และ ระบบประสาท (เปลือกแห่งสรีระหรือพลังงาน)
- มโนมายะ โกสะ เปลือกแห่งรูปแบบของความปรารถนาและแรงจูงใจ มีรูปแบบซับซ้อน เรียกว่าเปลือกแห่งจิต
- วิชญานามายะ โกสะ เปลือกแห่งพุทธิ และ ความรู้สติปัญญา (เปลือกแห่งปัญญา)
- อนันตมายะ โกสะ เปลือกของการรู้แจ้ง (เปลือกแห่งบรมสุข)
นิรามิสสุข คือสุขที่เกิดโดยปราศจากอามิสหรือสิ่งภายนอก เป็นความสุขที่ไม่ต้องวิ่งไปหาจากภายนอก แต่ความสุขเกิดจากภายใน ด้วยเจริญสติภาวนา ด้วยการฝึกจิตให้อยู่กับสมาธิ ไม่ให้จิตดิ้นรนออกไปตามสิ่งที่เราไปสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และสัมผ้ส ความสุขเกิดความสงบ ความสะอาด และความสว่างของดวงจิตภายในของเรา ซึ่งเป็นความสุขที่ละเอียด ยั่งยืน และมั่นคงไม่ต้องหาวิ่งหา ไม่ต้องใช้เงิน ซึ่งเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้ ใครอยากได้ต้องทำเอง
อาตมัน
อาตมันคือหนึ่งและสากล แตกต่างจากร่างกาย, ประสาทสัมผัส, ความรู้สึก, ใจ, สติปัญญา, ความรู้สึกภายใน, และอื่นๆ เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ต่อกิจกรรมและไม่ได้รับผลกระทบจากสิ่งใด
- อาตมันมีธรรมชาติเป็นความรู้แจ้งของสติ, ส่องสว่างด้วยตนเอง, มีธรรมชาติเป็นความรู้, ไม่ต้องใช้ความรู้อื่นเพื่อรู้ถึงอาตมัน
- อาตมันปราศจาก รักหรือชัง, กลัวหรือเสียใจ, คุณภาพหรือการกระทำ, รูปแบบ, การเปลี่ยนแปลงหรือมลทิน
- อาตมันไม่มีที่ติ, แบ่งแยกไม่ได้, แผ่ซ่านไปทั่ว และเป็นอนันต์
- อาตมันและพรหมันคือหนึ่งเดียวกัน
พรหมัน
มาจากภาษาสันสฤต พรห = การเติบโต และ มัน = การหายไป (จากสถานที่หรือเวลา) ดังนั้น พรหมันจึงหมายถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
- พรหมันคือสิ่งเดียวที่เป็นจริง อยู่เหนือคำจำกัดความ การยอมรับที่สัมผัสได้ และ จิตใจของมนุษย์
พรหมันถูกมองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้ข้อจำกัด, เคยมีอยู่, ไร้ข้อจำกัดในสถานที่และเวลา, ไม่เปลี่ยนแปลง, ไม่มีที่ติ, ไร้คุณสมบัติ, ไร้คุณลักษณะ, ไร้ชื่อหรือรูปแบบ, ไม่เกิดและไม่เติบโต, ไม่มีวุฒิภาวะ, ไม่เสื่อมสลาย, ไม่มีอะไรที่คล้ายคลึง และไม่มีอะไรแตกต่างจากพรหมัน - พรหมันถูกกล่าวว่าเป็นความรู้บริสุทธิ์, เป็นเหตุแห่งประสิทธิภาพและแก่นสารของจักรวาล, เป็นจิตวิญญาณที่แผ่ซ่านไปทั่วจักรวาล, เป็นแก่นของการสร้างสิ่งมีชีวิตและสิ่งที่สิ่งมีชีวิตซึมซับอยู่
ปรากฏการณ์ทั้งหมดของโลก, คุณภาพ, การกระทำ, การเผยให้เห็น กล่าวกันว่าเป็นการลวงตาที่ซ้อนทับบนพรหมัน - ในอุปนิษัทนิยมพรหมันว่าเป็นอาตมันสากล, เป็นความจริงแท้ และที่สำคัญที่สุดก็คือการอธิบายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในฤภูคีตานี้
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.
