บทที่ 10 อาตมันคือสรรพสิ่ง

Chapter Ten 

Description of the Self Being All

ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน

ฤภู กล่าวว่า

10.1 เรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติของอาตมัน, นั้นหาฟังได้ยากยิ่งในโลกนี้, เป็นสุดยอดของความรู้, แก่นของแก่นแท้. ทั้งหมดที่จะกล่าวนี้คือธรรมชาติของอาตมัน. สรรพสิ่งคืออาตมัน. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่.
10.1 Ribhu: Hear about the nature of the Self, rare to come by in all the world, the highest, the essence of the essence. All this is of the nature of the Self. All is of the Self. Nothing else exists.
10.2 สรรพสิ่งคืออาตมัน, ที่สุดยอดนั้น, คือปรมาตมัน (อาตมันสูงสุด), ธรรมชาติอันสูงสุด, อาตมันแห่งนิรามิสสุขนิรันดร์. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.2 All is the Self, the Supreme, the Supreme Self, of the nature of the highest, the Self of the nature of eternal Bliss. Nothing exists besides the Self.
10.3 อาตมันนั้นยิ่งใหญ่และเป็นธรรมชาติแห่งความบริบูรณ์. อาตมันคือความบริสุทธิ์. มันคือธรรมชาติของความเป็นนิรันดร์. อาตมันไร้การเปลี่ยนแปลงและไร้ตำหนิด่างพร้อย. มันคือธรรมชาติอันไร้ตัวตน.
10.3 The Self is great and of the nature of fullness. The Self is pure. It is of the nature of the eternal. The Self is changeless and blemishless. It is of the nature of the Selfless.
10.4 อาตมันคือธรรมชาติของความสงบและความไม่สงบ. ไม่มีสิ่งอื่นนอกจากอาตมัน. ปัจเจกวิญญาณคือปรมาตมัน, อย่างแท้จริง. มันถูกเติมเต็มด้วยสติ. มันคือบรมวิญญาณ. มันคืออาตมันแห่งเอกภาพ (ธรรมชาติหนึ่งเดียว). มันคือตัวตนที่หลากหลาย. มันปราศจากตัวตน.
10.4 The Self is of the nature of the peaceful and the peaceless. Nothing exists besides the Self. The individual self is the Supreme Self, indeed. It is filled with Consciousness. It is the One Self. It is the Self of a single nature. It is the manifold self. It is without a self.
10.5 อาตมันคือธรรมชาติของสิ่งที่หลุดพ้นและสิ่งที่ไม่หลุดพ้น. มันปราศจากการหลุดพ้นและการไม่หลุดพ้น. อาตมันคือธรรมชาติของการหลุดพ้น (ตรัสรู้). ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.5 The Self is of the nature of the liberated and the nonliberated. It is without liberation and nonliberation. The Self is of the nature of Liberation. Nothing exists besides the Self.
10.6 อาตมันคือธรรมชาติของความเป็นคู่และความไม่เป็นคู่, มันยังปราศจากความเป็นคู่และความไม่เป็นคู่. อาตมันของสรรพสิ่งคือปราศจากทุกสิ่ง. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.6 The Self is of the nature of the dual and the nondual, yet it is devoid of duality and nonduality. The Self of all is devoid of all. Nothing exists besides the Self.
10.7 อาตมันคือธรรมชาติของความสนุกสนานและความไม่สนุกสนาน. อาตมันคือธรรมชาติของการหลุดพ้น (ตรัสรู้). อาตมันคือธรรมชาติของความศักดิ์สิทธิ์. อาตมันคือแก่นแท้ของความไร้สังกัลปะ. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.7 The Self is of the nature of joy and joylessness. The Self is of the nature of Liberation. The Self is of the nature of the divine. The Self is of the essence of the sankalpa-less. Nothing exists besides the Self.
10.8 อาตมันแบ่งแยกไม่ได้. อาตมันไร้มลทิน. อาตมันคือพุทธิ. อาตมันคือธรรมชาติของปุรุษะ. อาตมันคือนิรามิสสุข. อาตมันปราศจากจุดกำเนิด. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.8 The Self is partless. The Self is blemishless. The Self is intelligence. The Self is of the nature of Purusha. The Self is Bliss. The Self is without origin. Nothing exists besides the Self.
10.9 อาตมันนั้นเกินจะนับได้. อาตมันมีมากมาย. อาตมันเป็นอมตะ. อาตมันเป็นแกนหลักของความอมตะ. อาตมันคืออดีต, ปัจจุบัน, และอนาคต. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.9 The Self is beyond count. The Self is a multitude. The Self is immortal. The Self is the core of immortality. The Self is the past, present, and future. Nothing exists besides the Self.
10.10 อาตมันคือสรรพสิ่ง. อาตมันไม่ขึ้นกับสิ่งใด (เป็นอิสระ). อาตมันคือสิ่งเคารพ. อาตมันคือธรรมชาติของการดำรงอยู่. อาตมันคือธรรมชาติของการปรากฏแห่งทุริยา, สภาวะที่สี่. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.10 The Self is all. The Self is independent. The Self is the respected. The Self is of the nature of Existence. The Self is of the nature of the presence of Turiya, the fourth state. Nothing exists besides the Self.
10.11 อาตมันคือธรรมชาติอันปรากฏโดยตรงตลอดกาล. มั่นใจได้เพราะมันปรากฏอยู่เป็นนิรันดร์. อาตมันเป็นธรรมชาติที่ปราศจากสิ่งอื่นใด. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.11 The Self is of the nature that is ever directly present. It is ascertained by its eternal presence. The Self is of the nature devoid of anything else. Nothing exists besides the Self.
10.12 อาตมันคือธรรมชาติอันปราศจากการไม่ดำรงอยู่. มันปราศจากสิ่งอื่นใด, ตัวมันเองคือสิ่งสูงสุด. อาตมันข้ามพ้นความรู้และความไม่รู้ (วิชชาและอวิชชา). อาตมันบริสุทธิ์. มันปราศจากการพิสูจน์หรือการไม่พิสูจน์.
10.12 The Self is of the nature devoid of nonexistence. It is devoid of anything else, itself being Supreme. The Self is beyond knowledge and ignorance. The Self is pure. It is without proof or absence of proof.
10.13 อาตมันปราศจากความถาวรและความไม่ถาวร. มันข้ามพ้นผลแห่ง “ที่นี่” หรือ “ที่นั่น” (โลกหน้า). อาตมันปราศจากสมะทั้งหกและอื่นๆ (สมะ, ทมะ, อุปาราติ, ทิฐิกสะ, ศรัทธา, สมัทธนะ) ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.13 The Self is devoid of permanence and impermanence. It is beyond the fruits of the “here” or the “there” (the next world). The Self is devoid of the sextet of sama and others (sama, dama, uparati, titiksa, sraddha, samadhana). Nothing exists besides the Self.
10.14 อาตมันปราศจากความปรารถนาเพื่อการหลุดพ้น (ตรัสรู้) เช่นกัน. พระเวท (ทั้งหลาย) คืออาตมัน. สมะคือธรรมชาติของอาตมัน. อุปาราติคือธรรมชาติของอาตมันตลอดกาล. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.14 The Self is without the desire for Liberation also. The Veda-s are the Self. Sama is of the nature of the Self. Uparati is ever of the nature of the Self. Nothing exists besides the Self.
10.15 ทิฐิกสะคือธรรมชาติของอาตมันในทุกกาล. สมัทธนะพักพิงอยู่ในอาตมันตลอดกาล. อาตมันบริสุทธิ์. อาตมันพักพิงในตัวอาตมันเอง. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.15 Titiksa is at all times of the nature of the Self. Samadhana ever abides in the Self. The Self is pure. The Self abides in itself. Nothing exists besides the Self.
10.16 อาตมันปราศจากอันนามายะโกสะ. มันปราศจากปราณามายะโกสะ. มันปราศจากมโนมายะโกสะ. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.16 The Self is without the anna kosa. It is without the prana kosa. It is without the mano kosa. Nothing exists besides the Self.
10.17 อาตมันปราศจากวิชญานามายะโกสะ. มันปราศจากอันนามายะโกสะและโกสะ (เปลือก) อื่นๆ. อาตมันปราศจากปัญจะโกสะ. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.17 The Self is without the vijnana kosa. It is without the ananda kosa and any other (sheath). The Self is without the pentad of sheaths. Nothing exists besides the Self.
10.18 อาตมันคือธรรมชาติของนิรวิกัลปะสมาธิ. อาตมันปราศจากสาวิกัลปะสมาธิ. อาตมันปราศจากการปฏิบัติตามพระคัมภีร์. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.18 The Self is of the nature of nirvikalpa. The Self is devoid of savikalpa. The Self is devoid of compliance with the scriptures. Nothing exists besides the Self.
10.19 อาตมันปราศจากกายหยาบ; อาตมันปราศจากกายกายละเอียด; อาตมันปราศจากกายทิพย์หรือกายใดๆ. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.19 The Self is without the gross body; the Self is without the subtle body; the Self is without the causal body or any other body. Nothing exists besides the Self.
10.20 อาตมันคือความว่างเปล่า (สุญญตา), ซึ่งถูกทำให้มีขึ้นมาด้วยทรรศนะ. มันไม่มีจุดเริ่มต้น, ท่ามกลาง, หรือจุดสิ้นสุด. มันคือศานติ. มันปราศจากสมาธิ. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.20 The Self is the Void (Sunya-Atma), which is endowed with seeing. It is without beginning, middle, or end. It is peaceful. It is without samadhi. Nothing exists besides the Self.
10.21 อาตมันปราศจากคำสุภาษิตแห่งปัญญา. มันปราศจากคำสุภาษิตอย่างเช่น “อาฮามพรหมาสมิ” (ข้าฯ คือพรหมัน). คำสุภาษิตอย่างเช่น “ทัตวามาสิ” (ตตฺคือท่าน) และคำอื่นๆ คืออาตมัน. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.21 The Self is without the aphorisms of wisdom. It is without aphorisms like aham brahmasmi (I am Brahman). Aphorisms like tattvamasi (That you are) and others are the Self. Nothing exists besides the Self.
10.22 อาตมันปราศจากคำสุภาษิตอย่างเช่น “อายามอาตมา” (นี้คืออาตมัน), “สรรพสิ่งคืออาตมัน”, และอื่นๆ. พยางค์ “โอม” คืออาตมัน. คุณะคืออาตมัน. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.22 The Self is without such aphorisms as ayam atma (This is the Self), “All is Self,” and others. The syllable “Om” is the Self. The guna-s are the Self. Nothing exists besides the Self.
10.23 อาตมันคือธรรมชาติอันว่างเปล่าของภาวะตื่น; มันปราศจากสภาวะฝัน. อาตมันคือธรรมชาติของนิรามิสสุขและความบริบูรณ์อันสมบูรณ์แบบ. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.23 The Self is of the nature devoid of the waking state; it is without the state of dreams. The Self is of the nature of Bliss and is perfectly full. Nothing else exists besides the Self.
10.24 อาตมันคืออดีต; อาตมันคืออนาคตเช่นกัน. อาตมันไม่มีวันตาย. สติคือธรรมชาติของอาตมัน. อาตมันคือธรรมชาติอันไม่มีจุดเริ่มต้นและไม่มีท่ามกลาง. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.24 The Self is the past; the Self is also the future. The Self is imperishable. Consciousness is of the nature of the Self. The Self is of the nature of the beginning-less and middleless. Nothing exists besides the Self.
10.25 อาตมันปราศจากสังกัลปะทั้งปวง. มันเป็นสติอันเปล่งประกายตามลำพัง. มันไม่เสื่อมสลาย. มันปราศจากผู้รู้, สิ่งที่รู้ได้ และสิ่งเช่นนั้น. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.25 The Self is devoid of all sankalpa. It is just shining Consciousness alone. It is undecaying. The Self is devoid of the know er and the knowable and such. Nothing exists besides the Self.
10.26 อาตมันคือเอกภาพ (หนึ่งเดียว); อาตมันปราศจากความเป็นหนึ่งเดียว. มันปราศจากความเป็นคู่และ [หลักการของ] ความไม่เป็นคู่. อาตมันคือตัวของมันเอง. อาตมันคือธรรมชาติ. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.26 The Self is One; the Self is devoid of Oneness. It is devoid of duality and [a concept of] nonduality. The Self is itself. The Self is natural. Nothing exists besides the Self.
10.27 สภาวะที่สี่คืออาตมัน. นิรันดร์คืออาตมัน. อะไรก็ตามที่อยู่ที่นี่, อย่างน้อยที่สุด, คือธรรมชาติของอาตมัน. อาตมันคือการวัด; อาตมันปราศจากการวัด. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.27 The fourth state is the Self. Eternality is the Self. Whatever is here, in the least, is of the nature of the Self. The Self is the measure; the Self is without a measure. Nothing exists besides the Self.
10.28 อาตมันคือข้อจำกัดของคำทั้งหลาย. มันคือความหรรษาที่ถูกกล่าวถึง. มันสำราญในตัวมันเอง. อาตมันปราศจากทุกสิ่ง. อาตมัน, แท้จริงแล้ว, คือสรรพสิ่ง. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.28 The Self is the limit of the many words. It is the joy that is spoken about. It revels in itself. The Self is devoid of everything. The Self is, indeed, all. Nothing exists besides the Self.
10.29 พิจารณาเพียงอาตมัน. พิจารณาตัวท่านเองเป็นอาตมัน. สร้างประสบการณ์อาตมันด้วยตัวท่านเอง. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.29 Look at the Self alone. Consider yourself to be the Self. Be in your Self. Experience the Self yourself. Nothing exists besides the Self.
10.30 อยู่อย่างเป็นสุขเพียงในอาตมันของตน, พิจารณาตนเองว่าเป็นอาตมัน, บุคคลควรรับรู้ว่าตนเองเป็นอาตมัน, เข้าใจตนเองเหมือนเช่นอาตมัน.
10.30 Being happy only in one’s own Self, considering oneself as the Self, one should perceive oneself as the Self, understanding oneself as the Self.
10.31 ตนเองพึงพอใจในอาตมันของตน, ตนเองถูกเติมเต็มด้วยอาตมันของตน, บุคคลควรลดตัวตนลงจนเป็นเถ้า. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.31 Oneself satisfied in one’s own Self, oneself filled up by one’s own Self, one should reduce oneself to ashes. Nothing exists besides the Self.
10.32 ตนเองหรรษาด้วยอาตมันของตน, ตนเองบริบูรณ์ด้วยความรักสำหรับอาตมันของตน, บุคคลควรตอบสนองเพียงอาตมันของตนเท่านั้น. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.32 Enjoying, oneself, one’s Self, oneself full of love for one’s Self, one should reflect only on one’s Self. Nothing exists besides the Self.
10.33 มีเพียงอาตมันที่ถูกได้ยิน; ให้อาตมันเป็นเพียงสิ่งที่ท่านได้ยิน. มีเพียงอาตมันเท่านั้นที่ควรปรารถนา, ตลอดกาล. บูชาอาตมันตลอดกาล.
10.33 Only the Self is to be heard; let the Self be the only thing you hear. The Self alone should be desired, ever. Ever worship the Self.
10.34 ควรสรรเสริญอาตมันตลอดกาล. ตั้งมั่นต่ออาตมันอยู่เสมอ. ควรปรารถนาอาตมันตลอดกาล. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.34 The Self should ever be praised. Attend to the Self always. The Self should ever be desired. Nothing else exists besides the Self.
10.35 ดินเป็นเพียงอาตมัน. น้ำเป็นเพียงอาตมัน. แสงสว่างเป็นเพียงอาตมัน. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.35 This earth is only the Self. This water is only the Self. This light is only the Self. Nothing exists besides the Self.
10.36 อากาศเป็นเพียงอาตมัน; ที่ว่างเป็นเพียงอาตมัน. อัตตาเป็นเพียงอาตมัน. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.36 This air is only the Self; this space is only the Self. This ego is only the Self. Nothing exists besides the Self.
10.37 ความคิดเป็นเพียงอาตมัน; จิตใจเป็นเพียงอาตมัน; พุทธิเป็นเพียงอาตมัน. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.37 This thought is only the Self; this mind is only the Self; this intellect is only the Self. Nothing exists besides the Self.
10.38 ร่างกายเป็นเพียงอาตมัน; คุณะเป็นเพียงอาตมัน. สัจธรรมเป็นเพียงอาตมัน. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.38 This body is only the Self; this guna is only the Self. This truth is only the Self. Nothing exists besides the Self.
10.39 มนตราเป็นเพียงอาตมัน; จาปาเป็นเพียงอาตมัน. โลกเป็นเพียงอาตมัน. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.39 This mantra is only the Self; this japa is only the Self. This world is only the Self. Nothing exists besides the Self.
10.40 เสียงเป็นเพียงอาตมัน. รสเป็นเพียงอาตมัน. สัมผัสเป็นเพียงอาตมัน. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.40 This sound is only the Self. This taste is only the Self. This touch is only the Self. Nothing exists besides the Self.
10.41 กลิ่นเป็นเพียงอาตมัน. ความเงียบเป็นเพียงอาตมัน. ความสียใจเป็นเพียงอาตมัน. ความสุขเป็นเพียงอาตมัน.
10.41 This smell is only the Self. This tranquility is only the Self. This sorrow is only the Self. This happiness is only the Self.
10.42 ปรากฏการณ์ทั้งปวงของโลกเป็นเพียงอาตมัน. ความฝันเป็นเพียงอาตมัน; สภาวะหลับลึกเป็นอาตมันเช่นกัน. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.42 All this phenomenal world is only of the Self. The dream is only of the Self; the deep sleep state is also of the Self. Nothing exists besides the Self.
10.43 การกระทำเป็นเพียงอาตมัน. สิ่งมากมายเป็นเพียงอาตมัน [แปลอีกอย่างว่า “สิ่งอันเป็นไปได้ทั้งปวง” เป็นเพียงอาตมัน]. หนึ่งไม่มีสองคืออาตมัน. ความไม่เป็นคู่คืออาตมัน. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.43 Activity is only the Self. Plenitude is only the Self [alternative translation: “In all probability” is only the Self]. The one without a second is the Self. Nonduality is of the Self. Nothing exists besides the Self.
10.44 ใครก็ตาม, คืออาตมัน. อะไรก็ตาม, คืออาตมัน. โลกนี้คืออาตมัน. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.44 Whoever is, is of the Self. Whatever is, is of the Self. This world is of the Self. Nothing exists besides the Self.
10.45 สิ่งนี้ สิ่งนั้น ที่ถูกเห็นเป็นเพียงอาตมัน. ผู้คนเหล่านี้เป็นเพียงอาตมัน. สิ่งนี้ทั้งหมดเป็นเพียงอาตมัน. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.45 All this that is to be seen is only the Self. These people are only the Self. All this is only the Self. Nothing exists besides the Self.
10.46 พระผู้เป็นเจ้า, สัมภู, เป็นเพียงอาตมัน. โลกที่เปลี่ยนแปลงนี้เป็นเพียงอาตมัน. พรหมเป็นเพียงอาตมัน. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.46 This God, Sambhu, is only the Self. This world of movement is only the Self. This Brahma is only the Self. Nothing exists besides the Self.
10.47 สุริยะเป็นเพียงอาตมัน. สิ่งไม่เข้าใจเป็นเพียงอาตมัน. สมาธิเป็นเพียงอาตมัน. ผลลัพธ์เป็นเพียงอาตมัน.
10.47 This sun is only the Self. This which is insentient is only the Self. This meditation is only the Self. This result is only the Self.
10.48 โยคะเป็นเพียงอาตมัน. โลกทั้งหมดนี้แผ่ซ่านไปด้วยอาตมัน. สิ่งที่ดำรงอยู่ทั้งหมดคืออาตมัน. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.48 This yoga is only the Self. All this world is pervaded by the Self. All that exists is of the Self. Nothing exists besides the Self.
10.49 พิจารณาสรรพสิ่งเป็นธรรมชาติของอาตมัน. คุรุคือทั้งหมดของธรรมชาติแห่งอาตมัน. ศิษย์คือทั้งหมดของธรรมชาติแห่งอาตมัน. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.49 Consider all as of the nature of the Self. The Guru is entirely of the nature of the Self. The shishya is entirely of the nature of the Self. Nothing exists besides the Self.
10.50 พระผู้เป็นเจ้าคือทั้งหมดของธรรมชาติแห่งอาตมัน. ผลคือทั้งหมดของธรรมชาติแห่งอาตมัน. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.50 A god is entirely of the nature of the Self. The fruits are entirely of the nature of the Self. All goals are of the nature of the Self. Nothing exists besides the Self.
10.51 น้ำศักดิ์สิทธิ์คือทั้งหมดของธรรมชาติแห่งอาตมัน. ตนเองคือคือทั้งหมดของธรรมชาติแห่งอาตมัน. การหลุดพ้นคือทั้งหมดของธรรมชาติแห่งอาตมัน. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.51 Holy waters are all of the nature of the Self. Oneself is entirely of the nature of the Self. Liberation is entirely of the nature of the Self. Nothing exists besides the Self.
10.52 ความปรารถนาคือทั้งหมดของธรรมชาติแห่งอาตมัน. การกระทำคือทั้งหมดของธรรมชาติแห่งอาตมัน. ความโกรธคือทั้งหมดของธรรมชาติแห่งอาตมัน. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.52 Desire is entirely of the nature of the Self. Action is entirely of the nature of the Self. Anger is entirely of the nature of the Self. Nothing exists besides the Self.
10.53 ความรู้คือทั้งหมดของธรรมชาติแห่งอาตมัน. ทิศทางคือทั้งหมดของธรรมชาติแห่งอาตมัน. ความโลภคือทั้งหมดของธรรมชาติแห่งอาตมัน. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.53 Knowledge is entirely of the nature of the Self. The directions are entirely of the nature of the Self. Covetousness is entirely of the nature of the Self. Nothing exists besides the Self.
10.54 ความหลงใหลคือทั้งหมดของธรรมชาติแห่งอาตมัน. ความกลัวคือทั้งหมดของธรรมชาติแห่งอาตมัน. ความคิดคือทั้งหมดของธรรมชาติแห่งอาตมัน. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.54 Infatuation is entirely of the nature of the Self. Fear is entirely of the nature of the Self. Thinking is entirely of the nature of the Self. Nothing exists besides the Self.
10.55 ความกล้าหาญคือทั้งหมดของธรรมชาติแห่งอาตมัน. ความตั้งมั่นคือทั้งหมดของธรรมชาติแห่งอาตมัน. ความจริงคือทั้งหมดของธรรมชาติแห่งอาตมัน. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.55 Courage is entirely of the nature of the Self. Determination is entirely of the nature of the Self. Truth is entirely of the nature of the Self. Nothing exists besides the Self.
10.56 ความรู้คือทั้งหมดของธรรมชาติแห่งอาตมัน. ความแน่วแน่คือทั้งหมดของธรรมชาติแห่งอาตมัน. การวัดได้คือทั้งหมดของธรรมชาติแห่งอาตมัน. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.56 Knowledge is entirely of the nature of the Self. Steadfastness is entirely of the nature of the Self. The measurable is entirely of the nature of the Self. Nothing exists besides the Self.
10.57 ความลึกลับคือทั้งหมดของธรรมชาติแห่งอาตมัน. มงคลคือทั้งหมดของธรรมชาติแห่งอาตมัน. ความบริสุทธิ์คือทั้งหมดของธรรมชาติแห่งอาตมัน. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.57 The mysterious is entirely of the nature of the Self. The auspicious is entirely of the nature of the Self. The pure is entirely of the nature of the Self. Nothing exists besides the Self.
10.58 สรรพสิ่งคือทั้งหมดของธรรมชาติแห่งอาตมัน. อาตมันคือความจริง. ความจริงคืออาตมัน, เป็นอาตมันตลอดกาล. ความบริบูรณ์คืออาตมัน. ความเสื่อมสลายคืออาตมันเช่นกัน. สิ่งสูงสุดคืออาตมัน. มันสูงกว่าสิ่งที่สูงที่สุด.
10.58 All is entirely of the nature of the Self. The Self is Truth. Truth is the Self, ever of the Self. Fullness is the Self. Decay is also the Self. The highest is the Self. It is higher than the highest.
10.59 “จากนี้ไป” คืออาตมัน; “จากนั้นมา” คืออาตมันเช่นกัน. “นับจากนั้นเป็นต้นมา” ก็คืออาตมันด้วย, มีเพียงอาตมันเท่านั้น. แท้จริงแล้ว, สรรพสิ่งแผ่ซ่านไปด้วยอาตมัน. ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่นอกจากอาตมัน.
10.59 “Hence” is also the Self; “thence” is also the Self. “From then on” is also the Self, only the Self. Truly, all is pervaded by the Self. Nothing exists besides the~Self.
10.60 สรรพสิ่งคือธรรมชาติแห่งอาตมันเพียงสิ่งเดียว - ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น, ทั้งที่เคลื่อนไหวและไม่เคลื่อนไหว. ผู้ที่เข้าใจว่าสรรพสิ่งคืออาตมัน, เขาคือมนุษย์ผู้บรรลุการหลุดพ้น (ตรัสรู้).
10.60 All is of the nature of the Self alone—the seen and the unseen, the moving and the nonmoving. Understanding that all is the Self, man attains Liberation.
10.61 เพียงพระองค์เท่านั้น, ภควัน (ผู้เป็นเจ้า), สวามีแห่งอุมา, ทรงไร้การเปลี่ยนแปลง, ด้วยพลังแห่งพระองค์เอง, ด้วยมายาแห่งพระองค์เอง, คือเหตุแห่งการตื่นอันน่าอัศจรรย์ของการกระทำทั้งปวงที่อุบัติขึ้นในโลกแห่งร่างกายและความสำเร็จทั้งหลาย.
10.61 He only, Bhagavan (the Lord), the Consort of Uma, changeless, with His own power, with His own maya, is the efficient cause of this wondrous waking world of bodies and succession of activities.

Get carried away?

อ่าน “ฤภูคีตา” เพิ่มเติม

กลับไปสารบัญ

index

คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้

จิตตะ สภาวะของจิตใจที่บรรลุได้ในจังหวะที่รู้ถึงแรงจูงใจและความเฉื่อยชา, เป็นคลังเก็บความประทับใจในอดีต ; คำว่ามนัสหรือจิต มักใช้เป็นคำทั่วไปที่รวม พุทธิและจิต ไว้ด้วยกัน

ตรีกายา กาย 3 ประเภท

  1. สถุลาสรีระ (กายหยาบ) คือเปลือกของอาหาร ประกอบด้วยธาตุทั้งห้า
  2. สุขมาสรีระ (กายละเอียด) คือร่างของจิตและพลังงานสำคัญซึ่งทำให้กายมีชีวิต กายละเอียดจะรวมกับกายทิพย์ซึ่งส่งต่อวิญญาณ หรือ ชีวา ที่แยกออกจากการยหยาบเมื่อตาย ประกอบด้วย
    1. ปราณามายาโกษา เกี่ยวกับลมปราณ
    2. มโนมายาโกษา เกี่ยวกับจิตและสัมผัส
    3. วิทยานะมายาโกษา เกี่ยวกับพุทธิและสัมผัส
  3. กรนาสรีระ (กายทิพย์) เป็นเพียงเมล็ดพันธุ์ของการหยาบและกายละเอียด กล่าวว่ามีความซับซ้อนมากที่สุด เพราะประกอบไปด้วยประสบการณ์ที่ประทับใจที่เกิดขึ้นในอดีต หรือสิ่งห่อหุ้มความสุข (อนันตมายาโกษา)

โอมการะ
โอม คือ ปราณาวะ หมายถึง นิรันดร์ สมบูรณ์

  • คำว่า โอม พยางค์นี้ อธิบายไว้ในบางอุปนิษัทว่า ประกอบด้วย A (อะ) U (อุ) และ M (มะ) แสดงถึง สภาวะ ตื่น ฝัน และ หลับลึ
  • โอม เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้กล่าวตอนเริ่มหรือจบการอ่านพระเวท หรือ ใช้กล่าวตอนเริ่มพิธีศักดิ์สิทธิ์/สวดมนต์ หรือใช้เรียกชื่อเทวะที่เป็นคุรุ (อาจารย์) ที่มีถึง 108 หรือ 1000 ชื่อ
  • โอม เป็นการบ่งบอกถึงความเคร่งขลังและความเคารพเหมือนกับคำว่า อาเมน หรือใช้แสดงการยอมรับว่าใช่/ถูกต้อง, เป็นคำสั่ง หรือใช้แสดงความเป็นมงคล

คุณะ 3 ประการ
เป็นองค์ประกอบที่สมดุลของประกฤติ

  1. สัตวะ แปลว่า ความแท้จริงหรือความมีอยู่ สัตวะเป็นมูลฐานแห่งความดี ความสุข ความเบา ความแจ่มใส ความมีประกายสดใส ความเจิดจ้าแห่งแสงสว่าง การเลื่อนลอยขึ้นเบื้องบน ความพอใจ มีสีขาว
  2. รชัส แปลว่า ความเศร้าหมอง รชัสเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดจลนภาพหรือความเคลื่อนไหว ความกระปี้กระเปร่า ความเจ็บปวด ความกระวนกระวาย ความโหดร้ายรุนแรงของอารมณ์ รชัสทำให้เกิดการกระตุ้นเร่งเร้าอันเป็นผลให้เกิดความเคลื่อนไหว มีสีแดง
  3. ตมัส ความมืด ตมัสเป็นมูลฐานแห่งความเฉยๆ ปราศจากความสนใจ ความโง่เขลา ความสับสน ความเซื่องซึมเหงาหงอย ความหดหู่ ตมัสทำให้เกิดความหยุดนิ่ง (ในแง่ของวัตถุ) มีสีดำหรือคล้ำ
    เมื่อคุณะทั้ง 3 สมดุลคืออยู่ในภาวะของประกฤติ เมื่อเกิดเสียความสมดุล, วิวัฒนาการก็จะเริ่มต้นขึ้นและดำเนินเรื่อยไปตามครรลองของมัน

อวิชชา ความไม่รู้ ความละเลย ; ในอัทไวตะกล่าวว่า มีพลังในการปกปิดความจริง, พลังแห่งความเท็จ คือ อวิชชา

สัมสาระ (สงสาร) วงรอบของการเกิดและการตาย, เรียกอีกอย่างว่าการโอนย้าย, วงจรชีวิตโลก, ความสำเร็จของการกำเนิด ; หมายถึงวงจรชีวิตของโลก, ชีวิตทางโลก, การดำรงอยู่ของโลกีย์และโลก

สมาธิ การซึมซับในสมาธิ, สภาวะที่มีสติสัมปะชัญญะ สมาธิ 6 ประการจัดอยู่ใน 2 ประเภท

ประเภทที่ 1. สาวิกัลปะสมาธิ, สภาวะนี้ผู้ทำสมาธิมิได้สูญเสียการแบ่งแยก ผู้รู้, ความรู้ และสิ่งที่ถูกรู้ จิตยังคงทำหน้าที่อยู่ สภาวะนี้คือการปูพื้นเพื่อไปสู่นิรวิกัลปะสมาธิ (ขั้นสูงขึ้นไป) แบ่งออกเป็น 4 ประเภทย่อยคือ

  1. รูปธรรม : เกี่ยวข้องกับวัตถุแห่งความคิดที่สามารถรับรู้ได้ (ความปรารถนาและสิ่งที่คล้ายกัน, ให้รวมศูนย์อยู่ตรงกลางในจิตใจ โดยถือว่าเป็นวัตถุที่รับรู้ได้) ความคิดที่ปรากฏขึ้นในจิตใจจะถูกมองว่าเป็นวัตถุ และผู้ทำสมาธิยังคงไม่สนใจสิ่งเหล่านั้น, โดยคิดว่าอาตมันเป็นธรรมชาติที่แท้จริงของเขา
  2. นามธรรม : เกี่ยวข้องกับความคิดเชิงนามธรรม เป็นสภาวะที่ผู้ทำสมาธิคิดว่า“ ฉันคือพยาน (ผู้สังเกตการณ์)”, “อาตมันอยู่ลึกที่สุด”“ฉันไม่ได้ยึดติดผูกมัด” และอื่นๆ ในทำนองนี้ วัตถุของการทำสมาธิคืออาตมันที่เป็นหนึ่งไม่มีสอง ปราศจากความคิดของความปรารถนาและสิ่งอื่น มีเพียงกระแสแห่งสติสัมปะชัญญะของอาตมันเท่านั้นที่ยังคงอยู่
  3. รูปธรรม : เกี่ยวข้องกับวัตถุภายนอกเช่นดวงอาทิตย์ เป็นสภาวะที่ผู้ทำสมาธิแยกการเปลี่ยนมุมมองของชื่อและรูปแบบ จากการดำรงอยู่ (ภาวะ) อย่างบริสุทธิ์ของวัตถุ โดยมุ่งเน้นไปที่ ภาวะ-สติ-การรู้แจ้ง ตามธรรมชาติของวัตถุแห่งสมาธิ
  4. รูปธรรม : คล้ายกับนามธรรม สาวิกัลปะ แต่เกี่ยวข้องกับวัตถุภายนอก

ประเภทที่ 2. นิรวิกัลปะสมาธิ ผู้ทำสมาธิทำให้ตัวเองเป็นอิสระจากความคิดที่แตกต่างทั้งหมด, เป็นอิสระจาก

ความแตกต่างในฐานะผู้รู้, ความรู้ และสิ่งที่ถูกรู้ ซึ่งจิตใจหยุดการตื่นตัว แบ่งออกเป็น 2 ประเภทย่อยคือ

  1. นามธรรม : เป็นสภวะที่จิตใจมั่นคงเหมือนเปลวไฟที่ไม่ริบหรี่ในที่อันไร้กระแสลม, ไม่เห็นความแตกต่างทั้งวัตถุและเสียงและความคิดที่เกิดขึ้นใน สาวิกัลปะสมาธินั้นได้หายไป เปรียบได้กับเหยือกเปล่าที่วางอยู่บนท้องฟ้าโดยไม่มีอะไรอยู่ข้างในหรือข้างนอก
  2. รูปธรรม : เป็นสภาวะที่ผู้ทำสมาธิจมดิ่งอยู่ในความสุข ไม่รับรู้วัตถุภายนอก เขาซึมซับอยู่กับฌานของพรหมัน ; ปรากฏการณ์ทั้งหมดถูกผสานเข้ากับพรหมัน ; เขาไม่แยแสต่อโลกที่ประจักษ์ และมีแนวคิด อาคันทะ (ไม่มีการแบ่งแยก), เอกะ ราสะ (แก่นสารสำคัญหนึ่งเดียว) และอื่นๆ ; เปรียบได้กับเหยือกที่วางไว้ในทะเลที่มีน้ำทั้งภายในและภายนอก

ศรีรามานะ มหาศี กล่าวว่า นิรวิกัลปะสมาธิ เป็นการซึมซับอยู่ในอาตมัน ซึ่งทำให้หลงลืมโลกปรากฏการณ์ เป็นสภาวะของความเคลิบเคลิ้มในบรมสุขแต่ไม่ถาวร, เหมือนถังน้ำที่หย่อนลงไปในบ่อน้ำ ในถังมีน้ำ (จิตใจ) ที่รวมกับน้ำในบ่อน้ำ (ซึ่งก็คืออาตมัน) แต่เชือกและถังยังคงมีอยู่เพื่อดึงมันออกมาอีกครั้ง

มหาศี อธิบายว่า สหชะสมาธินั้นบริสุทธิ์ มีสติสัมปชัญญะที่ไร้การรบกวน, อยู่เหนือสภาวะของจิตใจและร่างกาย, แต่ (สำหรับผู้สังเกตการณ์) คือสภาวะที่ตระหนักถึงโลกแห่งปรากฎการณ์ และการใช้จิตและกายอย่างเต็มที่ ; สหัสชะเป็นสภาวะของความสมดุลที่สมบูรณ์แบบ, ความสอดคล้องกลมกลืนที่สมบูรณ์, เกินกว่าความสุขใดๆ, เปรียบได้กับผืนน้ำของแม่น้ำที่รวมอยู่ในมหาสมุทร

สหชะหมายถึงสิ่งง่ายดาย, เป็นธรรมชาติ และมีมาแต่กำเนิด, มันคือสภาวะของการเป็นอาตมันและอาตมันเพียงสิ่งเดียว

ความหมายทั้งสี่ คือ ความต้องการ 4 ประการ สำหรับการตระหนักรู้ถึงพรหมัน (4 วิธีที่จำเป็นสำหรับจิตวิญญาณ)

  1. วิเวกะ ความสามารถในการแยกแยะระหว่างสิ่งจริงและสิ่งลวง
  2. ไวราคยะ จิตที่ปลีกตัวจากความเพลิดเพลินที่เป็นผลของการกระทำในปัจจุบันและต่อจากนี้ไป
  3. สาระสำคัญ ประกอบด้วย
    • สมะ สงบ
    • ทมะ ควบคุมตนเอง ควบคุมผัสสะ
    • อุปาราติ ปล่อยวาง หยุดการกระทำ ถอนออกจากความรู้สึกจากภายนอก
    • ทิฐิกสะ อดทน อภัย อดทนต่อสิ่งตรงข้าม เช่น ร้อน-เย็น, พอใจ-เจ็บปวด ให้ความเท่าเทียมกันโดยไม่เข้าไปดิ้นรนแก้ไข หรือล้างแค้น ปราศจากความวิตกกังวลหรือคร่ำครวญบนสิ่งเหล่านี้
    • ศรัทธา ความเข้าใจที่ชัดเจน ทัศนคติของจิตใจที่มั่นคง อ่อนน้อมถ่อมตน จริงใจ จริงจัง เด็ดเดี่ยว มุ่งมั่นค้นหาสัจธรรมในทุกกรณี
    • สมัทธนะ การทำสมาธิที่ลึกซึ้ง, การไตร่ตรองในทางนามธรรม
  4. มุมุกสัตวา ความปราถนาอย่างมากที่จะหลุดพ้น
สภาวะของร่างกาย 4
  1. ตื่น
  2. ฝัน
  3. หลับลึก
  4. ทุริยา เป็นภูมิหลังที่รองรับและแผ่ซ่านไปทั่วทั้งสามสภาวะของจิตสำนึก

ปุรุษะ หมายถึง ผู้ชาย, วิญญาณ, จิตวิญญาณ

  • สำขยะ กล่าวว่า ปุรุษะ คือสติบริสุทธิ์ จับต้องไม่ได้ ไม่สัมพันธ์กับสิ่งใด ไม่ตื่นตัว ไม่เปลี่ยนแปลง บริสุทธิ์ เป็นนิรันดร์ จิตวิญญาณมีจำนวนอนันต์ ;
  • ไศวนิกาย กล่าวว่า ปุรุษะเป็นบรมวิญญาณ อาตมันสากล เป็นวิญญาณของจักรวาล ปรากฏภายใต้ข้อจำกัดเช่นเดียวกับปัจเจกวิญญาณต่างๆ ที่ถูกผนึกในเปลือกทั้ง 5 ของ กาละ, นิยาติ, ราคะ, วิทยา และ กาละ
  • อัทไวตะ กล่าวว่า ปุรุษะเป็นพื้นฐานหนึ่งเดียว, ผู้สังเกตการณ์นิรันดร์, ไม่เคลื่อนไหว, ไม่ปรุงแต่ง, เป็นผู้รู้ประสบการณ์, ปรมาตมัน (บรมวิญญาณสูงสุด) ถูกพิจารณาว่าเป็นหนึ่งเดียวและเป็นเพียงปุรุษะ
  • ปุรุษะ สุคตา อธิบาย ปุรุษะจักรวาล ว่าเป็นจำนวน พันศีรษะ พันตา พันเท้า ไม่เที่ยงแท้ และอยู่เหนือกว่า ครอบคลุมโลกทุกด้านและยื่นออกไปอีก 10 นิ้วมือของโลกที่มีทั้งหมด ¼ ของปุรุษะคือสิ่งมีชีวิต และ ¾ ของปุรุษะคือสิ่งที่เป็นอมตะในสวรรค์

อันตกรณ อวัยวะภายใน (โครงสร้าง) ประกอบด้วย มนัส, พุทธิ, จิตตะ และ อหังการ มีหน้าที่ต่างกัน

  1. มนัส : ใจ มีลักษณะ สงสัย (วิกัลป์ปะ) และ มุ่งมั่น (สังกัลป์ปะ) มักจะใช้คำว่า มนัส หรือ ใจ เป็นคำเรียกที่รวมเอาพุทธิหรือจิตตะไว้ด้วย
  2. พุทธิ : สติปัญญา ยกระดับได้ด้วยพลังของการบำเพ็ญเพียร (มุ่งมั่นและปฏิบัติ)
  3. จิตตะ : จิต เป็นคลังของความประทับใจในอดีต
  4. อหังการ : กำหนดลักษณะโดยความรู้สึกว่า “ตัวฉัน”

ผู้มีพระภาค (มีคุณะทั้ง 6 ประการ)

  1. อิศวร อำนาจ สงเคราะห์สรรพสิ่ง
  2. สมากระ กล้าหาญ พลังงาน
  3. ยศ ชื่อเสียง
  4. ศรี ความเจริญรุ่งเรือง สง่างาม คุณธรรม
  5. ชนานะ ความรู้จากการทำสมาธิ
  6. ไวราคยะ ไร้ความปรารถนาต่อโลก/บำเพ็ญเพียร

ภควันยังหมายถึง ผู้สร้างและทำลาย การมาและการไปของสิ่งมีชีวิต วิชชาและอวิชชา

(ปัญจะโกสะ) คือเปลือกทั้ง 5 ประการ ชั้นที่ลึกเข้าไปจะมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น

  1. อันนามายะ โกสะ เปลือกแห่งกายภาพ
  2. ปราณามายะ โกสะ เปลือกแห่งปราณ หรือ ลมปราณ และ ระบบประสาท (เปลือกแห่งสรีระหรือพลังงาน)
  3. มโนมายะ โกสะ เปลือกแห่งรูปแบบของความปรารถนาและแรงจูงใจ มีรูปแบบซับซ้อน เรียกว่าเปลือกแห่งจิต
  4. วิชญานามายะ โกสะ เปลือกแห่งพุทธิ และ ความรู้สติปัญญา (เปลือกแห่งปัญญา)
  5. อนันตมายะ โกสะ เปลือกของการรู้แจ้ง (เปลือกแห่งบรมสุข)

นิรามิสสุข คือสุขที่เกิดโดยปราศจากอามิสหรือสิ่งภายนอก เป็นความสุขที่ไม่ต้องวิ่งไปหาจากภายนอก แต่ความสุขเกิดจากภายใน ด้วยเจริญสติภาวนา ด้วยการฝึกจิตให้อยู่กับสมาธิ ไม่ให้จิตดิ้นรนออกไปตามสิ่งที่เราไปสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และสัมผ้ส ความสุขเกิดความสงบ ความสะอาด และความสว่างของดวงจิตภายในของเรา ซึ่งเป็นความสุขที่ละเอียด ยั่งยืน และมั่นคงไม่ต้องหาวิ่งหา ไม่ต้องใช้เงิน ซึ่งเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้ ใครอยากได้ต้องทำเอง

อาตมัน
อาตมันคือหนึ่งและสากล แตกต่างจากร่างกาย, ประสาทสัมผัส, ความรู้สึก, ใจ, สติปัญญา, ความรู้สึกภายใน, และอื่นๆ เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ต่อกิจกรรมและไม่ได้รับผลกระทบจากสิ่งใด

  • อาตมันมีธรรมชาติเป็นความรู้แจ้งของสติ, ส่องสว่างด้วยตนเอง, มีธรรมชาติเป็นความรู้, ไม่ต้องใช้ความรู้อื่นเพื่อรู้ถึงอาตมัน
  • อาตมันปราศจาก รักหรือชัง, กลัวหรือเสียใจ, คุณภาพหรือการกระทำ, รูปแบบ, การเปลี่ยนแปลงหรือมลทิน
  • อาตมันไม่มีที่ติ, แบ่งแยกไม่ได้, แผ่ซ่านไปทั่ว และเป็นอนันต์
  • อาตมันและพรหมันคือหนึ่งเดียวกัน

พรหมัน
มาจากภาษาสันสฤต พรห = การเติบโต และ มัน = การหายไป (จากสถานที่หรือเวลา) ดังนั้น พรหมันจึงหมายถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

  • พรหมันคือสิ่งเดียวที่เป็นจริง อยู่เหนือคำจำกัดความ การยอมรับที่สัมผัสได้ และ จิตใจของมนุษย์
    พรหมันถูกมองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้ข้อจำกัด, เคยมีอยู่, ไร้ข้อจำกัดในสถานที่และเวลา, ไม่เปลี่ยนแปลง, ไม่มีที่ติ, ไร้คุณสมบัติ, ไร้คุณลักษณะ, ไร้ชื่อหรือรูปแบบ, ไม่เกิดและไม่เติบโต, ไม่มีวุฒิภาวะ, ไม่เสื่อมสลาย, ไม่มีอะไรที่คล้ายคลึง และไม่มีอะไรแตกต่างจากพรหมัน
  • พรหมันถูกกล่าวว่าเป็นความรู้บริสุทธิ์, เป็นเหตุแห่งประสิทธิภาพและแก่นสารของจักรวาล, เป็นจิตวิญญาณที่แผ่ซ่านไปทั่วจักรวาล, เป็นแก่นของการสร้างสิ่งมีชีวิตและสิ่งที่สิ่งมีชีวิตซึมซับอยู่
    ปรากฏการณ์ทั้งหมดของโลก, คุณภาพ, การกระทำ, การเผยให้เห็น กล่าวกันว่าเป็นการลวงตาที่ซ้อนทับบนพรหมัน
  • ในอุปนิษัทนิยมพรหมันว่าเป็นอาตมันสากล, เป็นความจริงแท้ และที่สำคัญที่สุดก็คือการอธิบายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในฤภูคีตานี้
"ribhu gita" (in Thai) by Tandhava
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.