บทที่ 4 นิยามแห่งอาตมัน

Chapter Four 

Definition of One’s Self

แก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก

ฤภู กล่าวว่า

4.1 ข้าฯ จะบอกท่านในสิ่งซึ่งมหัศจรรย์ที่สุด, หายากที่สุดในโลก. มันเป็นหัวใจของพระเวทและคัมภีร์ต่างๆ. หายากยิ่ง, หายากอย่างแท้จริง, ตลอดกาล.
4.1 Ribhu: I shall tell you that which is most wondrous, that which is the rarest in all the worlds. It is the quintessence of the Veda-s and other scriptures. Rare—rare, indeed— ever.
4.2 มันตราคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. ผลของมันตราคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. ปัจเจกวิญญาณคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. ศาสนพิธีคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก.
4.2 Mantra is one undivided Essence. Its result is one undivided Essence. The individual soul is one undivided Essence. Religious rite is one undivided Essence.
4.3 ดินคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. น้ำคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. กลิ่นคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. ท้องฟ้าคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก.
4.3 Earth is one undivided Essence. Water is one undivided Essence. Scent is one undivided Essence. The sky is one undivided Essence.
4.4 คัมภีร์คือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. พระเวทคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. พรหมันคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. การนับถือศาสนาคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก.
4.4 Scriptures are one undivided Essence. The Veda-s are one undivided Essence. Brahman is one undivided Essence. Religious vows are one undivided Essence.
4.5 วิษณุคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. ศิวะคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. พรหมคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. พระผู้เป็นเจ้าคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก.
4.5 Vishnu is one undivided Essence. Siva is one undivided Essence. Brahma is one undivided Essence. The gods are one undivided Essence.
4.6 สรรพสิ่งคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. ตัวตนคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. อาตมัน, ก็เช่นกัน, คือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. คุรุคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก.
4.6 All is one undivided Essence. Oneself is one undivided Essence. The Self also is one undivided Essence. The Guru is one undivided Essence.
4.7 อะไรก็ตามที่สามารถกล่าวเป็นคำพูดคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. แสงสว่างคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. ร่างกายคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก; จิตคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก.
4.7 Whatever can be spoken of is one undivided Essence. Light is one undivided Essence. The body is one undivided Essence; mind is one undivided Essence.
4.8 ความคิดคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. ความเพลิดเพลินคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. ความรู้คือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. ความไม่เปลี่ยนแปลงคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก.
4.8 Thought is one undivided Essence. Joy is one undivided Essence. Knowledge is one undivided Essence. The changeless is one undivided Essence.
4.9 นิรันดร์คือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. สิ่งสูงสุดคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. เรื่องเล็กที่สุดมาจากแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. ข้าฯ มาจากแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก.
4.9 Eternality is one undivided Essence. The Supreme is one undivided Essence. The trivial is from one undivided Essence. I am from one undivided Essence.
4.10 ไม่ว่าแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยกนั้นดำรงอยู่, หรือมิได้ดำรงอยู่, และสิ่งที่แบ่งแยกได้นั้นก็มาจากแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. สิ่งสูงสุดมาจากแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก.
4.10 Either the one undivided Essence exists, or the one undivided Essence does not exist, and whatever is separate is from the one undivided Essence. The highest is from the one undivided Essence.
4.11 กลุ่มก้อนมาจากแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก, ผู้คนมาจากแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. ความละเอียดอ่อนคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. คู่ (ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน) คือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก.
4.11 The gross is from the one undivided Essence. People are from the one undivided Essence. The subtle is the one undivided Essence. The dyad is one undivided Essence.
4.12 สิ่งที่ไม่ดำรงอยู่คือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. ความแข็งแกร่งคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. วิษณุมาจากแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. อะตอมมาจากแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก.
4.12 What is n o n existent is one undivided Essence. Strength is one undivided Essence. Vishnu is from one undivided Essence. The atom is from one undivided Essence.
4.13 สิ่งที่ไม่ดำรงอยู่คือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. ท่านมาจากแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. แท้จริงแล้ว, มีเพียงแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. ทั้งหมดนี้มาจากแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก.
4.13 What is nonexistent is one undivided Essence. You are from one undivided Essence. Indeed, there is only one undivided Essence. All this is from the one undivided Essence.
4.14 ความรู้มาจากแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. การดำรงอยู่มาจากแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. นิพพานคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. บิดาคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก.
4.14 Knowledge is from the one undivided Essence. Existence is from one undivided Essence. Dissolution is one undivided Essence. Father is one undivided Essence.
4.15 สาวกคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. สามีคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. มารดาคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. วิรัต คือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก.
4.15 Devotees are one undivided Essence. The husband is one undivided Essence. The mother is one undivided Essence. Virat is one undivided Essence.
4.16 ร่างกายคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. ศีรษะคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. จมูกคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. ภายนอกคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก.
4.16 The body is one undivided Essence. The head is one undivided Essence. The nose is one undivided Essence. The exterior is one undivided Essence.
4.17 ความบริบูรณ์คือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. อมตะคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. หูคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. บ้านคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก.
4.17 The perfectly full is one undivided Essence. The immortal is one undivided Essence. The ear is one undivided Essence. The home is one undivided Essence.
4.18 สิ่งที่ถูกเก็บเป็นความลับคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. ศิวะคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. นามคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. ดวงอาทิตย์คือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก.
4.18 What is to be kept secret is one undivided Essence. Siva is one undivided Essence. Name is one undivided Essence. The sun is one undivided Essence.
4.19 ดวงจันทร์คือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. คุรุคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. พยานคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. สหายคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก.
4.19 The moon is one undivided Essence. The Guru is one undivided Essence. The witness is one undivided Essence. The friend is one undivided Essence.
4.20 ญาติคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. ข้าฯ คือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. กษัตริย์คือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. เมืองคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก.
4.20 The relative is one undivided Essence. I am one undivided Essence. The king is one undivided Essence. The city is one undivided Essence.
4.21 ความเป็นพระเจ้าคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. พระผู้เป็นเจ้าคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. มันตราคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. จาปา คือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก.
4.21 Lordship is one undivided Essence. The Lord is one undivided Essence. Mantra is one undivided Essence. Japa is one undivided Essence.
4.22 การไตร่ตรองคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. ที่พำนักคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. สิ่งที่ถูกจับยึดคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. สิ่งที่ยิ่งใหญ่คือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก.
4.22 Contemplation is one undivided Essence. An abode is one undivided Essence. What is to be grasped is one undivided Essence. What is great is one undivided Essence.
4.23 แสงสว่างคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. สิ่งเหนือธรรมชาติคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. สิ่งที่สิ้นเปลืองคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก.การบูชาคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก.
4.23 Light is one undivided Essence. The transcendental is one undivided Essence. The consumable is one undivided Essence. The oblation is one undivided Essence.
4.24 โฮมะ (การบูชาด้วยการเทเนยใสและสิ่งเช่นนั้นลงในไฟบูชา) คือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. ชัยชนะคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. สวรรค์คือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก. บุคคลคือแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก.
4.24 The homa (oblation by pouring clarified butter and such into a consecrated fire) is one undivided Essence. Victory is one undivided Essence. Heaven is one undivided Essence. Oneself is one undivided Essence.
4.25 ไม่มีสิ่งใดแยกออกจากธรรมชาติของแก่นแท้หนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยก – ตลอดกาล, ไม่ว่าเวลาใด. นี่คือสมบัติล้ำค่าแห่งประสบการณ์นิรันดร์, โปรดฟังอีกครั้ง,
4.25 There is nothing apart from the nature of the one undivided Essence—ever, at any time. Hear again the wondrous treasure of the eternal Experience,
4.26 จึงหาได้ยากยิ่ง – หายากยิ่งจากโลกทั้งหมด, หายากที่สุด, อย่างแท้จริง. ข้าฯ เอง; ข้าฯ คือผู้ข้ามพ้น; ข้าฯ คือความสว่าง; ข้าฯ คือผู้ส่องสว่าง.
4.26 so very rare— so rare to come by in all the worlds, the rarest, indeed. I am; I am the transcendent; I am the luminous; I am the illuminator.
4.27 ข้าฯ คือคุรุในทุกรูปแบบ; ข้าฯ คือรูปแบบทั้งปวง. คนเช่นนั้นคือข้าฯ. ข้าฯ คือตัวข้าฯ เอง. ข้าฯ บริสุทธิ์. ข้าฯ งดงาม. ข้าฯ คือสิ่งสุดยอด.
4.27 I am the Guru of all forms; I am of all forms. Such a one am I. I am myself. I am pure. I am the magnificent. I am the Supreme.
4.28 ข้าฯ เอง. ข้าฯ คือผู้รู้ตลอดกาล. ข้าฯ คือความจริง. ข้าฯ ไร้มลทิน. ข้าฯ คือความรู้อันประจักษ์. ข้าฯ คือความพิเศษ. ข้าฯ คือความธรรมดา. ข้าฯ คือสรรพสิ่ง.
4.28 I am. I am ever the knower. I am the Truth. I am blemishless. I am the empirical knowledge. I am special. I am the common. I am all.
4.29 ข้าฯ บริสุทธิ์. ข้าฯ ปราศจากความเศร้าโศก. ข้าฯ คือสติ. ข้าฯ คืออุเบกขา (การปล่อยวาง). ข้าฯ ปราศจากเกียรติและความไร้เกียรติ. ข้าฯ ปราศจากคุณสมบัติ. ข้าฯ คือศิวะ.
4.29 I am pure. I am without sorrow. I am Consciousness. I am equanimous. I am devoid of honor and dishonor. I am without attributes. I am Siva.
4.30 ข้าฯ ปราศจากหลักการของสิ่งคู่และไร้สิ่งคู่. ข้าฯ ปราศจากคู่ตรงกันข้าม. สิ่งเช่นนั้นคือข้าฯ. ข้าฯ ปราศจากการดำรงอยู่และการไม่ดำรงอยู่. ข้าฯ ไม่มีภาษา, สิ่งเช่นนั้นคือข้าฯ.
4.30 I am without the concepts of duality or nonduality. I am without the pairs of opposites. Such a one am I. I am without existence or absence of existence. I am without language. Such a one am I.
4.31 ข้าฯ คือธรรมชาติของความไม่มีและการหายไปของความไม่มี. ข้าฯ คือความเป็นมงคล. ข้าฯ คือจิตใจ. ข้าฯ ปราศจากความเท่าเทียมและความไม่เท่าเทียม. ข้าฯ เอง. ข้าฯ ไม่ใช่ธรรมชาติของเรื่องเล็กๆ น้อยๆ.
4.31 I am of the nature of the void and the absence of the void. I am the auspicious. I am the mind. I am without equality or inequality. I am, and I am not of the nature of the trivial.
4.32 ข้าฯ ปราศจากสรรพสิ่งตลอดกาล. ข้าฯ เป็นมิตร. ข้าฯ เองตลอดกาล. ข้าปราศจากจำนวน เช่น หนึ่ง, อีกทั้งไม่มีจำนวน เช่น สอง หรือ ที่สอง. ไม่ใช่ข้าฯ.
4.32 I am ever devoid of all. I am the amiable. I ever am. I am devoid of numbers like one; nor have I a number like two or a second. I am not.
4.33 ข้าฯ ปราศจากความแตกต่างระหว่างความจริงและความลวง. ข้าฯ ปราศจากความตั้งใจ. ข้าฯ ปราศจากความแตกต่างของตัวตนที่หลากหลาย. สิ่งที่ไม่ดำรงอยู่อย่างน้อยที่สุด, คือตัวข้าฯ.
4.33 I am without differences of reality and unreality. I am without volition. I am without the difference of multiple selves. What is nonexistent in the least, that am I.
4.34 ข้าฯ มิใช่ตัวข้าเอง; อีกทั้งมิใช่ผู้อื่น. ข้าฯ ปราศจากร่างกายและสิ่งเช่นนั้น. ข้าฯ ปราศจากที่หลบภัยหรือถิ่นฐาน. ข้าฯ ปราศจากการสนับสนุน.
4.34 I am not myself; nor am I another. I am without the body and such. I am without a refuge or a substratum. I am without support.
4.35 ข้าฯ ปราศจากพันธะ, การหลุดพ้น, หรือสถานะใดๆ, ข้าฯ คือพระองค์ (พระผู้เป็นเจ้า), พรหมันบริสุทธิ์, และสิ่งเช่นนั้น. ข้าฯ ปราศจากจิตใจและทุกสิ่ง. ข้าฯ คือสิ่งสูงสุด. ข้าฯ คือสิ่งสุดยอด.
4.35 I am without bondage, liberation, or any other state. I am He, the pure Brahman, and such. I am without mind and all. I am the highest. I am the Supreme.
4.36 ข้าฯ คือธรรมชาติแห่งการสืบสวนตลอดกาล; ข้าฯ ปราศจากสิ่งที่จะสอบสวน. เช่นนั้นคือข้าฯ. ข้าฯ เป็นธรรมชาติของอักษร “อะ”; ข้าฯ เป็นอักษร “อุ” และอื่นๆ. ข้าฯ คือความเพลิดเพลิน.
4.36 I am ever of the nature of inquiry; I am without anything into which to inquire. Such a one am I. I am of the nature of the letter “a”; I am the letter “u” and the others. I am joyous.
4.37 ข้าฯ ปราศจากการไตร่ตรองและการไม่ไตร่ตรอง. ข้าฯ ปราศจากสิ่งที่จะไตร่ตรอง. เช่นนั้นคือข้าฯ. ข้าฯ เต็มกว่าความบริบูรณ์. ข้าฯ บริบูรณ์อย่างสมบูรณ์. ข้าฯ คือความบริบูรณ์ทุกประการ. เช่นนั้นคือข้าฯ.
4.37 I am without contemplation and without the absence of contemplation. I am without anything upon which to contemplate. Such a one am I. I am fuller than the full. I am perfectly full. I am all fullness. Such a one am I.
4.38 ข้าฯ คือธรรมชาติของ ตตฺ ซึ่งอยู่เหนือสรรพสิ่ง. ข้าฯ คือพรหมันสูงสุด. เช่นนั้นคือข้าฯ. ข้าฯ ไร้รูปธรรมและคุณสมบัติที่รับรู้ได้. ข้าฯ ไม่ผสมผสานกับสิ่งใด. เช่นนั้นคือข้าฯ.
4.38 I am of the nature of That which transcends all. I am the Supreme Brahman. Such a one am 1.1 have no objectivity or characteristics to perceive. I do not merge in anything. Such a one am I.
4.39 ข้าฯ ปราศจากการวัดและไม่มีสิ่งใดที่สามารถวัดข้าฯ ได้. ข้าฯ ไม่มีสิ่งใดที่จะวัด. เช่นนั้นคือข้าฯ. ข้าฯ คือผู้มองโลก. ข้าฯ ปราศจากดวงตาหรือสื่อใดในการรับรู้.
4.39 I am without a measurement and there is nothing that can measure me. There is nothing for me to measure. Such a one am 1.1 am the seer of the world. I am without eyes or any other means of perception.
4.40 ข้าฯ พัฒนาแล้วอย่างบริบูรณ์. ข้าฯ ตื่นรู้. ข้าฯ คือปัจจุบันตลอดกาล. ข้าฯ คือสิ่งสุดยอด. ข้าฯ คือผู้ละทิ้ง (สูญเสีย) อวัยวะทั้งหมด. ข้าฯ คือผู้ที่สามารถรับผิดชอบต่อการกระทำทั้งหมด.
4.40 I am the fully-developed. I am the awakened. I am the ever-present. I am the Supreme. I am bereft of all organs. I am amenable to all actions.
4.41 ข้าฯ พึงพอใจในเวทานตะทั้งหมด. ข้าฯ เข้าถึงได้โดยง่ายตลอดกาล. ข้าฯ เพลิดเพลินและไร้ความเพลิดเพลิน. ข้าฯ คือผลของความเงียบทั้งหลาย.
4.41 I am satisfied with all the Vedanta. I am ever easy of approach. I am joyous and joyless. I am the fruit of all silence.
4.42 ข้าฯ คือธรรมชาติของสติเพียงสิ่งเดียวตลอดกาล. ข้าคือจริงและลวงและบริบูรณ์ด้วยสติ. ข้าฯ ปราศจากทุกสิ่ง, อย่างน้อยที่สุดก็สิ่งที่ข้าฯ เคยคว้าไว้ได้.
4.42 I am ever of the nature of Consciousness alone. I am the real and the unreal and full of Consciousness. Of whatever I am devoid, nothing in the least has been grasped by me.
4.43 ข้าฯ ปราศจากปมในใจ . จากหัวใจ (ของพระผู้เป็นเจ้า), ข้าฯ แผ่ซ่านไปทั่ว; ข้าฯ ปราศจากการเปลี่ยนแปลงทั้งหก . ข้าฯ ปราศจากเปลือกทั้งหก
4.43 I am without the knot of the heart. From the Heart, I am all-pervasive; I am devoid of the six changes. I am without the six sheaths.
4.44 ข้าฯ หลุดพ้นจากศัตรูทั้งหก . ข้าฯ คือส่วนลึกที่สุดของภายใน. ข้าฯ ปราศจากที่ว่างและกาลเวลา. ข้าฯ สวมใส่ที่ว่างเป็นดั่งอาภรณ์.
4.44 I am liberated from the group of six enemies. I am the inmost of the interior. I am without space or time. I am with the directions as my apparel (clothed in space).
4.45 ข้าฯ เป็นอิสระจาก “ใช่” และ “ไม่ใช่”. ข้าฯ ปราศจากพยางค์ปฏิเสธ “ไม่” ในทุกรูปแบบ. ข้าฯ คือธรรมชาติของสรรพสิ่งที่เป็นเพียงสติ. ข้าฯ คือ ภาวะแห่งนิรามิสสุขของสติ.
4.45 I am free from “is” and “is not.” I am without the negative syllable “na” (in any attributes). I am of the nature of all that is only Consciousness. I am Existence-Consciousness Bliss.
4.46 ข้าฯ คือ ธรรมชาติอันมิอาจแบ่งแยก; ข้าฯ มิอาจแบ่งแยกได้โดยธรรมชาติ. ข้าฯ คือจิตใจของโลกแห่งสิ่งมีชีวิต; ข้าปราศจากโลกแห่งสิ่งมีชีวิตใดๆ
4.46 I am of the nature of the undivided; I am the undivided nature. I am the mind of the world of beings; I am without any world of beings.
4.47 ข้าฯ คือธรรมชาติแห่งลักษณะของรูปทั้งหลาย. ข้าฯ มิได้ปราศจากธรรมชาติของการดำรงอยู่. ข้าฯ ปราศจากกาลทั้งสาม . ข้าฯ ปราศจากความปรารถนาและความไม่ปรารถนาที่เป็นลักษณะเช่นนั้น.
4.47 I am of the nature of all manner of forms. I am not without the nature of Existence. I am devoid of the triad of time (past, present, and future). I am without desire and other such undesirable qualities.
4.48 ข้าฯ หลุดพ้นจากร่างกาย และการครอบครองร่างกาย. ข้าฯ ไร้คุณสมบัติ. ข้าฯ ปราศจาก “การหลุดพ้น”; ข้าฯ คือผู้ที่หลุดพ้น; ข้าฯ ปราศจาก (หลักการของ) การหลุดพ้นชั่วนิรันดร์.
4.48 I am liberated from the body and from being the possessor of the body. I am attributeless. I am without “liberation”; I am liberated; I am without [a concept of] liberation forever.
4.49 ข้าฯ ปราศจาก (หลักการของ) จริงและลวง. ข้าฯ คือสัจธรรมเพียงสิ่งเดียวตลอดกาล. ข้าฯ ปราศจากสถานที่ที่จะไป. ข้าฯ ปราศจากการเคลื่อนไหว.
4.49 I am devoid of [the concepts of] reality and unreality. I am ever Reality alone. I am without any place to which to go. I am without movement.
4.50 ข้าฯ คือธรรมชาติของความทรงจำตลอดกาล. ข้าฯ คือศานติ. ข้าฯ คือสิ่งที่ยอมรับได้และสิ่งที่ดีทั้งหมด. ดังนั้น, ข้าฯ จึงบอกกล่าวประสบการณ์ของข้าฯ. การอธิบายนี้ช่างยอดเยี่ยม.
4.50 I am ever of the nature of remembrance. I am peaceful. I am entirely acceptable and good. Thus, my own experience has been explained. This explanation is a superb one.
4.51 ใครก็ตามแม้ได้สดับฟังเพียงครั้งก็จะกลายเป็นพรหมันด้วยตัวเขาเอง.
พระผู้เป็นเจ้า! ผู้มีลำแขนที่แข็งแรงดั่งงวงช้าง, พระองค์ยกขึ้นเพื่อทำลายโลกอันก่อเกิดจากพื้นพิภพ! บิดศีรษะของพรหม! ขอสรรเสริญต่อพระองค์ผู้มิอาจแบ่งแยกได้, ผู้ทรงศร ธนู และงู ไว้ที่แขน.
4.51 Whoever hears this even once becomes himself Brahman. Lord! With stout arms rivalling the trunk of an elephant, arisen to destroy the world bom out of the microcosm! Wrencher of the head of Brahma! Glory to the Undivided, bearing in his arms the arrows and bow and serpents!
4.52 พวกเขาเหล่านั้นเข้าถึงการตระหนักรู้อาตมัน, จิตใจของเขาหลอมรวมกับอาตมันสากล (บรมวิญญาณ ), ไร้สิ่งคู่, พระผู้เป็นเจ้า, สวามีแห่งอุมา, ธรรมชาติของแสงสว่าง, ธรรมชาติอันไร้รูป, ธรรมชาติแห่งอนันต์. ส่วนผู้อื่น (ที่ยังมิได้ตระหนักรู้ฯ), ที่แบ่งแยกแตกต่าง, พวกเขาอ่อนแอด้วยการแบกแนวคิดเรื่องวรรณะและอาศรม , และสิ่งอื่นเช่นนั้นที่กล่าวไว้ในคัมภีร์, ปราศจากความสงบ, หลงทางไปในเรื่องราวทางโลก, ประสบกับความเศร้าโศกวันแล้ววันเล่า.
4.52 They reach the Realization of the Self, whose minds are merged in the Self of the universe, the Nondual, the Lord, Consort of Uma, of the nature of Light, of the nature of the formless, of the nature of the infinite. Others, with thoughts of differentiation, wearied by the burden of the idea of castes and asrama-s (stages of life), and other such things mentioned in the scriptures, devoid of peace, and lost in worldly matters, experience sorrow day after day.

Get carried away?

อ่าน “ฤภูคีตา” เพิ่มเติม

บทก่อนหน้า

previous

กลับไปสารบัญ

index

บทถัดไป

next

คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้

วิรัต จักรวาลที่ตื่นรู้, จักรวาลในรูปแบบของอาตมัน, ทำหน้าที่ผ่านการรวมตัวของร่างกายทั้งหมดในสภาวะตื่น, กล่าวได้ว่า “ส่องสว่างอย่างยิ่ง”

จาปา การท่องมนต์ซ้ำๆ ในการบำเพ็ญเพียร (เรียกว่า จาปายาจนา)

โฮมะ เทวะยัญญะ : จุดไฟหรือโบกไฟผ่านเทพเจ้าต่างๆ เพื่อเป็นการบูชาเทวะ (เรียกว่าโฮมา/โฮมะ/โฮมัม)

ปมในใจ ใช้ในหลายคัมภีร์ หมายถึง ความไม่สัมพันธ์กันของร่างกาย ความไม่เข้าใจว่าอาตมันคือสติสัมปะชัญญะบริสุทธิ์

การเปลี่ยนแปลงทั้ง 6 ที่เกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในภาพลวงตา (มายา) คือ

  1. เกิดขึ้น
  2. ดำรงอยู่
  3. เติบโต
  4. วุฒิภาวะ
  5. เสื่อมถอย
  6. มรณา (ตาย)

เปลือกทั้ง 6 เป็นองค์ประกอบของร่างกาย (อย่าสับสนกับเปลือกทั้ง 5)

  1. ไขกระดูก
  2. กระดูก
  3. อสุจิ
  4. เลือด
  5. ผิวหนัง
  6. เนื้อ

ศัตรูทั้ง 6 ของการพัฒนาจิตวิญญาณและความสงบ คือ

  1. ความปรารถนา
  2. ความโกรธ
  3. ความโลภ
  4. ความหลงใหล
  5. ความเย่อหยิ่ง
  6. ความอิจฉา

อดีต ปัจจุบัน อนาคต

  1. การเชื่อมต่อกัน ;
  2. ความสัมพันธ์ที่แยกออกจากกันไม่ได้ ;
  3. เป็นหนึ่งเดียวกัน

บรมวิญญาณ อาตมันสากล เป็นวิญญาณของจักรวาล

อาศรม 4 ประการ

  1. พรหมจารี วัยศึกษา
  2. คฤหัสถ์ วัยมีครอบครัว
  3. วานปรัสถ์ วัยหาความสงบ
  4. สันยาสี วัยดำเนินชีวิต สละโลก เป็นนักบวช
  1. พราหมณ์ วรรณะสูงเป็นอภิสิทธิ์ชน เกิดจากปากหรือศีรษะของพระพรหม ได้เรียนรู้ศึกษาศาสนาวิชาการต่างๆ สอนแก่คนทั่วไป ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางติดต่อกับพระเจ้า ทุกวรรณะต้องเคารพด้วยถือว่าเป็นวรรณะสูงสุดและบริสุทธิ์ นุ่งห่มสีขาวและมักมีอาชีพเป็นครูอาจารย์ (ปัญญา) ;
  2. กษัตริย์ วรรณะสูงเป็นนักรบนักปกครอง เกิดจากอกและแขนของพระพรหม นิยมนุ่งห่มสีแดง (อำนาจ) ;
  3. แพศย์ (ไวศย) วรรณะกลางมีอาชีพค้าขาย กสิกร ประมง ฯลฯ สำคัญแก่เศรษฐกิจของบ้านเมือง เกิดจากตะโพกและขาของพระพรหม นิยมนุ่งห่มสีเหลือง (เงินทอง) ;
  4. ศูทร วรรณะต่ำอาชีพกรรมกร คนรับใช้ รับจ้าง เกิดจากเท้าของพระพรหม (แรงงาน) 

นอกจากนี้ยังมีคนพวกต่ำสุดคือ จัณฑาล เกิดจากการแต่งงานของคนวรรณะสูงกับคนวรรณะต่ำ ถูกแยกออกจากสังคม มีอาชีพลำบากที่คนไม่อยากทำ ขอทาน กวาดถนน เก็บขยะ ขุดหลุมฝังศพ ฝังศพ เผาศพ เป็นต้น

"ribhu gita" (in Thai) by Tandhava
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.