บทที่ 3 อธิบายเรื่องภาวะตระหนักรู้ถึงความเป็นไปของโลกแห่งปรากฏการณ์

Chapter Three 

Description of the Phenomenal World Being Existence-Consciousness

มีเพียงสติเท่านั้นที่เป็นจริง นี้คือสัจธรรม

อิศวร กล่าวว่า

3.1 ปฏิญาณของศาสนาคือภาพลวงตา . โลกคือภาพลวงตา. สถานะต่างๆ คือภาพลวงตา. ที่พำนักคือภาพลวงตา. ความกลัว, ก็เช่นเดียวกัน, คือภาพลวงตา. การสนับสนุนและสิ่งเช่นนั้นคือภาพลวงตา. ความเพลิดเพลินคือภาพลวงตา. ความสัมพันธ์รูปแบบต่างๆ คือภาพลวงตา.
3.1 Isavara: Religious vows are illusory. The worlds are illusory. Various states are illusory. Abodes are illusory. Fear, also, is illusory. Supports and such are illusory. Enjoyment is illusory. The multitude of relationships is illusory.
3.2 พระเวท, ก็เช่นเดียวกัน, คือภาพลวงตา. คำพูดคือภาพลวงตา. ประโยคคือภาพลวงตา. “มากมาย” คือภาพลวงตา. ความมั่งคั่งคือภาพลวงตา. ท้องฟ้าและธาตุเช่นนั้นคือภาพลวงตา. ดวงจันทร์คือภาพลวงตา. สรรพสิ่งคือภาพลวงตา.
3.2 The Veda-s, also, are illusory. Speech is illusory. Sentences are illusory. The “manifold” is illusory. Wealth is illusory. Sky and other such elements are illusory. The moon is illusory. All things are illusory.
3.3 คุรุ, ก็เช่นเดียวกัน, คือภาพลวงตา. คุณภาพดีหรือบกพร่อง, ก็เช่นกัน, ทั้งคู่คือภาพลวงตา. สิ่งใดที่เป็นความลับคือภาพลวงตา. การนับคือภาพลวงตา. การพูดอย่างชัดเจนคือภาพลวงตา. การไปคือภาพลวงตา. อะไรที่ขัดแย้งคือภาพลวงตา. สรรพสิ่งคือภาพลวงตา.
3.3 The Guru, also, is illusory. Good qualities and defects, as well, are both illusory. What is secret is illusory. Counting is illusory. To speak articulately is illusory. Going is illusory. What is traversed is illusory. All are illusory.
3.4 พระเวท, คัมภีร์, ตำนาน, และสิ่งที่คล้ายกัน, เหตุและผล, อิศวร, โลก, ธาตุ, สิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึก, ผู้คน, และทุกสิ่ง, แท้จริงแล้ว, คือภาพลวงตา. ไม่ต้องสงสัยในสิ่งนี้.
3.4 Veda-s, scriptures, legendary lore, and, likewise, cause and effect, Isvara, the world, the elements, sentient beings, people, and all, indeed, are illusory. There is no doubt of this.
3.5 พันธะ, “การหลุดพ้น”, ความสุข, เสียใจ, การบำเพ็ญเพียร, ความคิด, พระผู้เป็นเจ้าและปีศาจ, ทุติยภูมิ, ปฐมภูมิ, สิ่งสูงสุด, สิ่งที่แบ่งแยกได้ทั้งหลายคือภาพลวงตา. ไม่ต้องสงสัยในสิ่งนี้.
3.5 Bondage, “liberation,” happiness, s o i t o w , meditation, thought, gods and demons, the secondary, the principal, the highest, and the separate are all illusory. There is no doubt of this.
3.6 อะไรก็ตามที่เป็นคำพูดคือภาพลวงตาทั้งหมด. ไม่ต้องสงสัยในสิ่งนี้. ดังนั้น, อะไรก็ตามที่จินตนาการโดยสังกัลปะหรือความคิดของจิตใจ, ก็เช่นกัน.
3.6 Whatever is uttered by words is entirely illusory. There is no doubt of this. So, also, is whatever is imagined by sankalpa or thought of by the mind.
3.7 สิ่งเล็กน้อยที่ตัดสินด้วยพุทธิ (สติปัญญา), สิ่งเล็กน้อยที่นำไปด้วยความคิด, และอะไรก็ตามที่มีในปัญจิกะรานะ (โลกที่สร้างขึ้นจากธาตุทั้งห้า) คือภาพลวงตา. นี้คือสิ่งที่แน่นอน.
3.7 What little is decided by the intellect, what little is led along by thought, and whatever there is in this quintuplicated world are all illusory. This is certain.
3.8 อะไรก็ตามที่ได้ยินด้วยหูและเห็นด้วยตา, ตา, หู, และร่างกายเองก็ล้วนคือภาพลวงตา, อย่างแท้จริง. ไม่ต้องสงสัยสิ่งนี้.
3.8 Whatever is heard by the ears and observed by the eyes, the eyes themselves, the ears, and the body are all illusory, indeed. There is no doubt of this.
3.9 อะไรก็ตามที่ชี้ได้ว่า “นี้” หรือจินตนาการได้ว่า “นี้” – วัตถุอะไรก็ตามที่รู้จัก -- ทั้งหมดคือภาพลวงตา. ไม่ต้องสงสัยสิ่งนี้.
3.9 Whatever is pointed out as “this” or imagined as “this” — whatever object is thus known— all is illusory. There is no doubt of this.
3.10 “ข้าฯ คือใคร?” “นี้หรือนั่นคืออะไร?” “ข้าฯ คือพระองค์ (พระผู้เป็นเจ้า)” เหล่านี้และประโยคทำนองนี้ไม่เป็นความจริง. อะไรก็ตามที่ปรากฏในโลกนี้, ทั้งหมดคือภาพลวงตา. ไม่ต้องสงสัยสิ่งนี้.
3.10 “Who am I?” “What is that or this?” “I am He.” These and other such sentences are unreal. Whatever happens in this world, all is illusory. There is no doubt of this.
3.11 ทุกสิ่งที่ปฏิบัติ, ทั้งหมดที่เก็บเป็นความลับ, และสาเหตุทั้งหมดคือภาพลวงตา. คำว่า “สรรพชีวิต” ก็คือภาพลวงตาด้วย. ไม่ต้องสงสัยสิ่งนี้
3.11 All that is to be practiced, all that is to be kept secret, and all causes are illusory. The term “all beings” is also illusory. There is no doubt of this.
3.12 ทุกสิ่งที่แตกต่างและทุกความแตกต่าง และ สังกัลปะทั้งหลายคือภาพลวงตา. ข้อบกพร่องทั้งหลายและความแตกต่างของข้อบกพร่องเหล่านั้นทั้งหมดคือภาพลวงตา. ไม่ต้องสงสัยสิ่งนี้.
3.12 All differences and differentiations and all sankalpa-s are illusory. All defects and their differentiation are entirely illusory. There is no doubt of this.
3.13 “วิษณุผู้ปกป้อง,” “พรหมผู้สร้าง,” “ศิวะผู้ทำลายล้าง” และคำกล่าวอื่นๆ เช่นนั้น – หลักการเหล่านี้คือภาพลวงตา. ไม่ต้องสงสัยสิ่งนี้.
3.13 “The protector is Vishnu,” “Brahma is the cause of creation,” “Siva is the destroyer,” and other such statements— all these concepts are illusory. There is no doubt of this.
3.14 การอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์, การสวดมนต์, ตบะ, บูชาไฟ, การศึกษาประจำวัน, การบูชาเทวะ, คาถา, เชื้อสาย, หมู่คณะที่ดี, ทั้งหมดคือภาพลวงตา. ไม่ต้องสงสัยสิ่งนี้.
3.14 Ablutions, prayer, penance, fire oblations, daily studies, worship of deities, incantations, lineage, and good company, are all illusory. There is no doubt of this.
3.15 ทั้งหมดคือภาพลวงตา. โลกคือภาพลวงตา. สิ่งคล้ายกันเช่นอดีต, ปัจจุบัน และอนาคตคือภาพลวงตา. ทัศนคติที่เป็นเรื่องเฉพาะเจาจะจงของจิตใจคือสิ่งลวง – กล่าวได้ว่าลวง. ทั้งหมดคือภาพลวงตา. ไม่ต้องสงสัยสิ่งนี้.
3.15 All is illusory. The world is illusory. Likewise are the past, present, and future illusory. Any particular attitude of mind is unreal— utterly unreal. All is illusory. There is no doubt of this.
3.16 ความคิดที่แตกต่าง, และโลกที่แตกต่างคือผลทั้งหมดที่เกิดจากอวิชชา. จักรวาลทั้งหมดหลายล้านจักรวาลคือพรหมัน. ขอรับรองสิ่งนี้.
3.16 Differentiation in thought and differentiation of the world are entirely effects of ignorance. The several millions of universes are all Brahman. Be of this certitude.
3.17 สิ่งดีทั้งหมดในทั้งสามโลก, การพัฒนาของคุณภาพดีและเลว, และคำกล่าวที่หลักแหลมของคุรุทั้งหลายคือพรหมัน. ขอรับรองในสิ่งนี้.
3.17 All the good in all three worlds, the development of good and bad qualities, and the wise words of all the Guru-s are all Brahman. Be of this certitude.
3.18 ประเสริฐสุดและชั่วช้า, ดีที่สุดและปานกลาง, โอมการะศักดิ์สิทธิ์ , และ “อะ” อักษรตัวแรก, ก็เช่นกัน, ทั้งหมดคือพรหมัน. ขอรับรองในสิ่งนี้.
3.18 The sublime and the vile, the best and the mediocre, the sacred Omkara (the letters or sound of Om), and “a” the first letter, as well, are all Brahman. Be of this certitude.
3.19 อะไรก็ตามที่ปรากฏในโลกนี้, อะไรก็ตามที่สังเกตได้ในโลกนี้, และอะไรก็ตามที่ดำรงอยู่ในโลกนี้ ทั้งหมดคือพรหมัน. ขอรับรองในสิ่งนี้.
3.19 Whatever appears in this world, whatever is observed in this world, and whatever exists in this world are all Brahman. Be of this certitude.
3.20 อะไรก็ตามที่กล่าวได้ด้วยถ้อยคำใดๆ, อะไรก็ตามที่เชื่อมต่อกับสิ่งต่างๆ, และอะไรก็ตามที่ถูกนำไปด้วยใครก็ได้ -- ทั้งหมดคือพรหมัน. ขอรับรองในสิ่งนี้.
3.20 Whatever is said by whatever word, whatever is connected with whichever thing, and whatever is led by anybody— all that is Brahman. Be of this certitude.
3.21 อะไรก็ตามที่ถูกคัดค้านโดยใครก็ตาม, อะไรก็ตามที่ใครก็ได้รู้สึกเพลิดเพลิน, และอะไรก็ตามที่ถูกบอกเล่าโดยใครก็แล้วแต่ -- ทั้งหมดคือพรหมัน. ขอรับรองในสิ่งนี้.
3.21 Whatever is traversed by whomever, whatever is enjoyed by whomever, and whatever is told by whomever— all that is Brahman. Be of this certitude.
3.22 อะไรก็ตามที่ถูกมอบให้โดยใครก็ตาม, อะไรก็ตามที่ใครก็แล้วแต่ได้ทำไปแล้ว, และสถานที่ใดก็ตามที่มีการสรงน้ำศักดิ์สิทธิ์ -- ทั้งหมดคือพรหมัน. ขอรับรองในสิ่งนี้.
3.22 Whatever is given by whomever, whatever is done by whomever, and wherever there is a bath in holy water— all are Brahman. Be of this certitude.
3.23 ที่ใดก็ตามที่มีการกระทำดี, ที่ใดก็ตามที่มีการกระทำชั่ว, และอะไรก็ตามที่ท่านทำด้วยความจริงใจ – ทั้งหมดนี้คือภาพลวงตา. ขอรับรองในสิ่งนี้.
3.23 Wherever there are good actions, wherever there are evil actions, and whatever you do sincerely— all that is illusory. Be of this certitude.
3.24 ทั้งหมดนี้และทั้งหมดของตัวข้าฯ คือพรหมัน. ขอรับรองในสิ่งนี้. อะไรก็ตามที่เป็นสิ่งเล็กน้อยที่เข้าใจ -- ทั้งหมดนี้คือภาพลวงตา. ขอรับรองในสิ่งนี้.
3.24 All this and all of myself are entirely Brahman. Be of this certitude. Whatever little is understood— all that is illusory. Be of this certitude.

ฤภู กล่าวว่า

3.25 ข้าฯ จะบอกความลับที่สุดของความลับต่อท่านอีกครั้ง, ซึ่งอัศจรรย์เป็นที่สุด, เป็นคำกล่าวของสังการะต่อบุตรของพระองค์ที่เขาไกรลาส.
3.25 Ribhu: I shall tell you again the most secret of secrets, that which is extremely wonderful, which was told by Sankara to His son on Mount Kailas.
3.26 ความรู้สึกอันบอบบางทั้งปวง (รูป, เสียง, สัมผัส, รส และ กลิ่น) ทั้งหมดนั้น-เป็น-เพียง การตระหนักรู้ (สติ), เป็นแก่นแท้ที่มิอาจแบ่งแยกได้ตลอดกาล. สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงสติ, ซึ่งไม่สามารถแยกออกจากกันได้. แท้จริงแล้ว, ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงสติ.
3.26 All the subtle senses (sight, sound, touch, taste, and smell) are— all— only Consciousness, ever the undivided Essence. They are just Consciousness, which cannot be enumerated. All is only Consciousness, indeed.
3.27 ทั้งหมดนี้เป็นเพียงสติ. ทั้งหมดเต็มไปด้วยสติ. ผลสะท้อนของตัวตน, ก็เช่นเดียวกัน, เป็นเพียงสติ. แท้จริงแล้ว, ทั้งหมดนั้นเต็มไปด้วยสติ.
3.27 All this is only Consciousness. All is full of Consciousness. The reflection of oneself is, also, only Consciousness. All is full of Consciousness, indeed.
3.28 โลกทั้งหมด, ก็เช่นเดียวกัน, เป็นเพียงสติ. ทั้งหมดเต็มไปด้วยสติเพียงเท่านั้น. “ของท่าน” หรือ “ของฉัน,” ก็เช่นเดียวกัน, เป็นเพียงสติ. ไม่มีสิ่งอื่นใดอีก มีสติเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น.
3.28 All the world, also, is only Consciousness. All is full of Consciousness only. “Yours” and “mine,” also, are only Consciousness. There is nothing besides Consciousness alone.
3.29 ที่ว่าง, ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ, พรหม, หริ, ศิวะ, สิ่งเล็กน้อยใดๆ เหล่านี้ หรือ สิ่งเล็กน้อยอื่นใด ทั้งหมดเป็นเพียงแต่สติ.
3.29 Space, earth, water, air, fire, Brahma, Hari, Siva, whatever little of these and whatever little of anything else there is are all but Consciousness.
3.30 ทั้งหมดคือแก่นแท้ที่มิอาจแบ่งแยก, ซึ่งเป็นเพียงสติ. อดีตและอนาคตก็เป็นเพียงสติ. ทั้งหมดเต็มไปด้วยสติ.
3.30 All is an undivided essence, which is only Consciousness. The past and the future are only Consciousness. All is full of Consciousness.
3.31 สสารและกาลเวลาเป็นเพียงสติ. ความรู้เต็มไปด้วยสติ. สิ่งที่สามารถรู้ได้และความรู้, ก็เช่นเดียวกัน, เป็นเพียงสติ. ทั้งหมดเต็มไปด้วยสติ.
3.31 Substances and time are only Consciousness. Knowledge is full of Consciousness. The knowable and knowledge are, also, only Consciousness. All is full of Consciousness.
3.32 บทสนทนาเป็นเพียงสติ. แท้จริงแล้ว, คำพูด, ก็เช่นกัน, เป็นเพียงสติ. ถูกและผิดก็เป็นเพียงสติ. ทั้งหมดเต็มไปด้วยสติ.
3.32 Conversation is only Consciousness. Indeed, words, also, are only Consciousness. The true and the false are only Consciousness. All is full of Consciousness.
3.33 การเริ่มต้นและจุดจบเป็นเพียงสติ. ถ้าสิ่งหนึ่งดำรงอยู่, มันจะเต็มไปด้วยสติเพียงอย่างเดียวเสมอ. ถ้ามีพรหม, พระองค์ก็เป็นเพียงสติ. แท้จริงแล้ว, แม้แต่วิษณุก็เป็นเพียงสติ.
3.33 The beginning and the end are only Consciousness. If a thing exists, it is always full of Consciousness alone. If there is Brahma, he is only Consciousness. Vishnu is only Consciousness, indeed.
3.34 รุทระ และ เทวะ, ก็เช่นกัน, เป็นเพียงสติ. ทำนองเดียวกัน, มนุษย์ สัตว์ พระผู้เป็นเจ้า และ ปีศาจ, คุรุ และ ศิษย์, ความรู้เกี่ยวกับสติ แท้จริงแล้ว, ทั้งหมดเป็นเพียงสติ.
3.34 Rudra and the deities, also, are only Consciousness. Likewise, men and beasts and the gods and demons, Guru and sishya (disciple), and conscious knowledge are all only Consciousness, indeed.
3.35 ผู้ดูและการมองเห็นเป็นเพียงสติ, เช่นกันกับผู้รู้ และ สิ่งที่สามารถรู้ได้ และ สิ่งที่จำกัด และ สิ่งอันไม่จำกัด. ทุกสิ่งอันน่าพิศวงเป็นเพียงสติ. แท้จริงแล้ว, ร่างกายเป็นเพียงสติ.
3.35 The seer and the seen are only Consciousness, as are the knower and the knowable and what is fixed and what is not fixed. All things wondrous are only Consciousness. The body is only Consciousness, indeed.
3.36 ลึงค์ก็เป็นเพียงสติเช่นกัน. เช่นเดียวกันนั้น เหตุ และ ผล ก็เป็นเพียงสติ. มีรูปและไร้รูปเป็นเพียงสติ; เช่นเดียวกันนั้น บาป (อกุศล) และ บุญ (กุศล) ก็เป็นเพียงสติ.
3.36 A linga is also only Consciousness. So, also, are cause and effect. Form and formlessness are also only Consciousness; so, also, are papa (demerit) and punya (merit).
3.37 สิ่งคู่และการไร้สิ่งคู่เป็นเพียงสติ; เช่นกันกับ พระเวท และ เวทานตะ . มีทิศทางและไร้ทิศทางเป็นเพียงสติ; เช่นกันนั้น ผู้ปกป้องบนเส้นทาง ก็เป็นเพียงสติ.
3.37 Duality and Nonduality are also only Consciousness; so, also, are the Veda-s and Vedanta. The directions and the directionless are also only Consciousness; so, also, are the guardians of the directions.
3.38 การโต้ตอบทั้งปวงเป็นเพียงสติ; ทำนองเดียวกันกับ อดีต, อนาคต และ ปัจจุบัน. นามและรูปเป็นเพียงสติ; สรรพชีวิต และ โลก ก็เช่นเดียวกัน.
3.38 All interactions are only Consciousness; so, likewise, are the past, future and present. Name and form are only Consciousness; so, also, are the beings and the worlds.
3.39 ปราณ (ลมหายใจ) เป็นเพียงสติ. ความรู้สึกทั้งหมดเป็นเพียงสติ. เปลือกทั้งห้า และสิ่งเช่นนั้นเป็นเพียงสติ. เพียงสติสิ่งเดียวที่ถูกกล่าวว่าเป็นความสุข.
3.39 Prana (vital breath) is only Consciousness. All the senses are only Consciousness. The five sheaths and such are only Consciousness. Only Consciousness is spoken of as Bliss.
3.40 อมตะหรือชั่วคราวเป็นเพียงสติ. แท้จริงแล้ว, สรรพสิ่งเป็นเพียงสติ. ไม่มีสิ่งใดเป็นอมตะ, พึงรักษาสติ (ตั้งสติ) ; ไม่มีสิ่งใดจริง, พึงรักษาสติ (ตั้งสติ).
3.40 The eternal and the ephemeral are only Consciousness. All is only Consciousness, indeed. There is nothing eternal, save Consciousness; there is nothing real, save Consciousness.
3.41 ไร้กิเลสตัณหา, ก็เช่นกัน, เป็นเพียงสติ. แท้จริงแล้ว, “นี้” เป็นเพียงสติ. การสนับสนุนทั้งหมดเป็นเพียงสติ, ในทำนองเดียวกัน, ผู้ถูกสนับสนุนทั้งหมดก็เป็นเพียงสติ, โอ้ ฤๅษี!
3.14 Dispassion, too, is only Consciousness. “T h is,” indeed, is only Consciousness. All support is only Consciousness; likewise, all that is supported, O Rishi!
3.42 อะไรก็ตาม และ มากมายอย่างไรก็ตาม, อะไรก็ตาม และ เมื่อใดก็ตามที่มองเห็น, เป็นเพียงสติ. อะไรก็ตาม และ มากมายอย่างไรก็ตามที่ไกลเกินเอื้อม เป็นเพียงสติ.
3.42 Whatever and however much, whatever and whenever seen, is Consciousness. Whatever and however much is far out of reach is only Consciousness.
3.43 สิ่งมีชีวิตใดก็ตามที่อาจมี และ สิ่งมีชีวิตมากมายอย่างไรก็ตามที่อาจเป็น, อะไรก็ตามที่พูดถึง, เมื่อใดก็ตาม, และอะไรก็ตาม-มากมายอย่างไรก็ตามที่กล่าวไว้ในพระเวท, แท้จริงแล้ว, เป็นเพียงสติ.
3.43 Whatever beings there may be and however many of them there may be, whatever is spoken, whenever, and whatever and however much is said by the Veda-s— all are only Consciousness, indeed.
3.44 ไม่มีพันธะ, แต่มีเพียงสติ. เช่นนั้นแล้ว, ไม่มี “การหลุดพ้น”, แต่มีเพียงสติ. มีเพียงสติเท่านั้นที่เป็นจริง. นี้คือความจริง - สัจธรรม - ข้ากล่าวในนามของศิวะ
3.44 There is no bondage, but only Consciousness. There is, then, no “Liberation,” but only Consciousness. Just Consciousness is the only Reality. This is the Truth—the Truth— I say in the name of Siva.
3.45 แท้จริงแล้ว, ทั้งหมดที่กล่าวโดยพระเวททั้งสามเป็นเพียงสติ. นี้คือสิ่งที่ศิวะได้กล่าวต่อกุมาระ (สกันทะ), และได้บอกต่อกับท่าน. ใครก็ตามที่ได้สดับสิ่งนี้แม้เพียงครั้ง, เขาจะกลายเป็นพรหมันด้วยตัวเขาเอง.
3.45 All that is said by the three Veda-s is only Consciousness, indeed. This was said to Kumara (Skanda) by Siva, and this has been told to you. Whoever hears this even once, he himself becomes Brahman.

สุตะ กล่าวว่า

3.46 จากภายในของข้าฯ, ข้าฯ จะต้องบูชาต่อพระองค์ ผู้มีร่างกายอันว่างเปล่าโดย “อิศะวาสย มันตรา” และมันตราอื่นๆ, โดยการถวายที่ประทับ และ อาภรณ์ และ สรรเสริญพระองค์, ถวายบูชา อิสนะ ลิงกะ (ลึงค์) เพื่อบูชาแด่พระองค์ ผู้สูงสุด, ผู้เป็นใหญ่, ผู้สถาปนาอยู่ท่ามกลางปฐมบทแห่งจักรวาล, ถวายการเจิมแด่ผู้ที่ไม่สามารถเปียกได้, ถวายอาภรณ์แด่ผู้ที่สวมใส่ความว่างเปล่า, ถวายดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมหวานแด่ผู้ที่ปราศจากนาสา กลิ่น รูปแบบ และการปรากฏใดๆ,
3.46 Suta: Internally I shall perform worship to the One w hose body is space by “Isavasya” and other m antra-s, by offering a seat and garments and praise, offering worship to the Isana linga for the Supreme One, the Great, who is established in the midst of the primal cosmos, anointing one who cannot be wetted, offering garments to one who is clothed in space, offering sweet smelling flowers to the One who is without nose or smell or form or appearance,
3.47 ถวายตะเกียงแด่พระองค์ผู้ส่องสว่างด้วยตนเอง, ถวายไนเวทยะ (การปรุงอาหารเพื่อถวาย) ให้กับผู้พึงพอใจการกลืนกินสรรพสิ่งตลอดกาล, ด้วยการขลิบ และ การนอนกราบ แด่พระองค์ผู้ข้ามพ้นโลกนี้. ในสิ่งนี้, แท้จริงแล้ว, คือสิทธิของข้าฯ, สุดยอดแห่งพระเวททั้งหลาย.
3.47 offering lamps to One who is self illumined, offering naivedya (consecrated cooked food) to one who is the e v er-satisfied all-devourer, with circumambulations and prostrations to the One who strides over the worlds. In this, my authority is, indeed, the crest of the Veda-s.
3.48 ผู้ที่รู้ (เหล่านั้น) ไม่ถวายบูชาด้วยการแห่รูปสัญลักษณ์เป็นขบวนอันยาวไม่รู้จบ และไม่ถวายบูชาโดยพิธีกรรม.
อย่างไรก็ตาม, ผู้ที่รู้ (เหล่านั้น), ถวายบูชาจากภายใน, ด้วยการบำเพ็ญเพียร (แบบนามธรรม), โดยการกำหนดจิต (ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้).
ดูก่อน, แม้อิศวรยังคงสร้างความสับสนให้กับโลก, เหล่าสาวกผู้มีภว อันหลากหลายพึงเข้าพักพิงในพระองค์ และทำให้พวกเขาข้ามพ้นความรู้ได้.
3.48 Those who know not offer worship by means of an endless parade of symbolism and with a mind set on rituals. Those who know, however, worship inwardly, in abstract meditation, their minds attuned to the prescribed injunctions. Yet, Isvara, though continuing to confuse the world, takes into His abode all who worship with various bhava-s and makes them transcendent in Knowledge.

Get carried away?

อ่าน “ฤภูคีตา” เพิ่มเติม

บทก่อนหน้า

previous

กลับไปสารบัญ

index

บทถัดไป

next

คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้

วิวารตะ ภาพลวงตาและรูปลักษณ์ที่ไม่จริงซึ่งเกิดจากอวิชชา (ความไม่รู้) ตัวอย่างเช่น งู คือ วิวารตะ ของ เชือก

ปัญจิกะรานะ กล่าวกันว่าโลกสร้างขึ้นจากธาตุทั้ง 5 ผสมกันด้วยสัดส่วนต่างๆ

คือ ปราณาวะ หมายถึง นิรันดร์ สมบูรณ์ ;

คำว่า โอม พยางค์นี้ อธิบายไว้ในบางอุปนิษัทว่า ประกอบด้วย A (อะ) U (อุ) และ M (มะ) แสดงถึง สภาวะ ตื่น ฝัน และ หลับลึก

โอม เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้กล่าวตอนเริ่มหรือจบการอ่านพระเวท หรือ ใช้กล่าวตอนเริ่มพิธีศักดิ์สิทธิ์/สวดมนต์ หรือใช้เรียกชื่อเทวะที่เป็นคุรุ (อาจารย์) ที่มีถึง 108 หรือ 1000 ชื่อ

โอม เป็นการบ่งบอกถึงความเคร่งขลังและความเคารพเหมือนกับคำว่า อาเมน หรือใช้แสดงการยอมรับว่าใช่/ถูกต้อง, เป็นคำสั่ง หรือใช้แสดงความเป็นมงคล

นามของศิวะ ปรากฏครั้งแรกใน ฤคเวท ; รุทระ หมายถึง น่ากลัว คำราม ประทานอำนาจ แข็งแรง สีแดง แวววาว ส่องแสง น่ายกย่อง ขับไล่ความชั่วร้าย

เวทานตะ แท้จริงแล้วคือ “ตอนจบของพระเวท”

คำว่าเวทานตะเป็นคำที่ใช้กล่าวถึงอุปนิษัทและคำสอนที่มีอยู่ในนั้น เวทานตะยังหมายถึงคำสอนหรือ “โรงเรียนแห่งปรัชญา” ก่อตั้งขึ้นจากความรู้ที่อธิบายไว้ในอุปนิษัท ;

โรงเรียนหลักของเวทานตะ คือ อัทไวตะ (ไม่มีสิ่งคู่), วิศิษทไวตะ (ยืนยันการไม่มีสิ่งคู่) และ ทไวตะ (มีสิ่งคู่) ;

เวทานตะคือสิ่งทั้งปวงในอุปนิษัท, ภควัทคีตา และ พรหมสูตร (เรียกว่า เวทานตะสูตรก็ได้) ;

อ้างอิงตาม ปราสาธฺน-ตรยฺย หรือ ข้อบัญญัติทั้งสาม กล่าวว่า เวทานตะคือพื้นฐาน, ตำราพื้นฐาน แม้ว่าจะมีข้อความอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น บทความ บทสนทนาและพระคัมภีร์ที่แต่งขึ้นในเวทานตะ ;

เวทานตะถือเป็นหนึ่งในหกโรงเรียนดั้งเดิม หรือหนึ่งประเภทของปรัชญาจิตวิญญาณของศาสนาฮินดู ;

อัทไวตะเวทานตะ หรือการสอนเรื่องการไม่มีสิ่งคู่ อธิบายโดย ฤภู, ศรี ทัตตตรียะ (อวธุตา), ศรีอัษฏาวกระ, ศรีสังกรา, ศรีรามานะ มหาศรี และปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่อื่น ๆ อีกมากมาย ;

เวทานตะแสดงให้เห็นถึงความไม่แตกต่างระหว่าง อาตมัน และ พรหมัน ;

เวทานตะคือการเปิดเผยความเป็นจริงโดยไม่มีแม้แต่ร่องรอยของการซ้อนทับ ;

ฤภู คีตา ทั้งหมดเป็นการเผยให้เห็นซึ่งคัมภีร์ที่แท้จริงของ อัทไวตะ เวทานตะ

ลมปราณ 10

พื้นฐานการเคลื่อนลมปราณ 10 ประการ (ในช่องที่ละเอียดอ่อนหรือหลอดเลือด)

  1. ปราณ มีหน้าที่ หายใจออก, หายใจเข้า, ไอ, กลั้นหายใจ, เคลื่อนไปที่ปาก, รูจมูก, ลำคอ, สะดือ, นิ้วโป้งเท้าทั้งสอง และ บน/ล่างของกุณฑาลินี (กระดูกกระเบนเหน็บ)
  2. อปาน มีหน้าที่ ขับอุจจาระ, ปัสสาวะ และสิ่งที่คล้ายกัน, การเคลื่อนไหวทั้งร่างกาย, ทวารหนัก, อวัยเพศ, ต้นขา, เข่า, น่อง, ท้อง, สะโพก, หน้าแข้ง, สะดือ และอื่นๆ
  3. วิยานะ ทำหน้าที่ ให้และจับความเคลื่อนไหว ในหู, ตา, ตะโพก, ข้อเท้า, ส้นเท้า, จมูก, คอ และส่วนต่างๆ ในร่างกายทั้งหมด
  4. อุทานะ ทำหน้าที่ที่ตรงขึ้นด้านบน คือ แบกของสูงขึ้น, การเคลื่อนไหวในกึ่งกลางของลำคอและที่ข้อต่อทั้งหมด
  5. สมานะ ทำหน้าที่บำรุงร่างกายในสะดือ, แผ่ซ่านไปที่มือและเท้าและส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ตลอดทั้ง 72000 ช่องเล็กๆที่ละเอียดอ่อน แทรกซึมไปในส่วนหลักและส่วนย่อย

ส่วนย่อยของปราณคือ

  1. นากะ ทำหน้าที่ เรอ หรือที่เหมือนกัน
  2. คุรมะ ทำหน้าที่ เปิดและปิดเปลือกตา
  3. ครคาระ ทำหน้าที่ สะอึก
  4. เทวะทัตตะ ทำหน้าที่ หาวและนำเข้าสู่การหลับ

ธานานชายะ ทำหน้าที่สร้างเสมหะ, การบวม และที่คล้ายกัน, แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ; กล่าวกันว่าจะไม่ทิ้งร่างแม้จะตายแล้ว

ปัญจะโกสะ

คือเปลือกทั้ง 5 ประการ ชั้นที่ลึกเข้าไปจะมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น

  1. อันนามายะ โกสะ เปลือกแห่งกายภาพ
  2. ปราณามายะ โกสะ เปลือกแห่งปราณ หรือ ลมปราณ และ ระบบประสาท (เปลือกแห่งสรีระหรือพลังงาน)
  3. มโนมายะ โกสะ เปลือกแห่งรูปแบบของความปรารถนาและแรงจูงใจ มีรูปแบบซับซ้อน เรียกว่าเปลือกแห่งจิต
  4. วิชญานามายะ โกสะ เปลือกแห่งพุทธิ และ ความรู้สติปัญญา (เปลือกแห่งปัญญา)
  5. อนันตมายะ โกสะ เปลือกของการรู้แจ้ง (เปลือกแห่งบรมสุข)

ที่กล่าวถึงข้างบนถูกจับกลุ่มเป็น กาย 3 ประการ

  1. กายหยาบ (สถุลสรีระ) คือเปลือกชั้นที่ 1 อันนามายะ โกสะ ประกอบด้วยธาตุทั้ง 5 ที่แบ่งสัดส่วนกัน
  2. กายละเอียด (สุขุมสรีระ) คือเปลือกชั้นที่ 2, 3 และ ชั้นที่ 4
  3. กายทิพย์ (การณะสรีระ) คือเปลือกชั้นที่ 5 และเป็นเหตุให้เกิดกายละเอียดและกายหยาบ

ตามอัทไวตะ เปลือกของการรู้แจ้งเป็นซองที่ผนึกไว้ในอวิชชา (ความหลงผิด) หรือมีการกล่าวว่า เปลือกของการรู้แจ้ง นั้นเป็นอนันต์ โปร่งใส, สมบูรณ์ และเป็นแก่นแท้ของอาตมัน

อิศะวาสย มนตรา คำเริ่มต้นของ อิศวาสฺย อุปนิษัท หมายถึง “อาศัยอยู่ในอิศวร”

อิสนะ ลิงกะ (ลึงค์) สัญลักษณ์, ลักษณะ, กายละเอียด ซึ่งเป็นต้นฉบับที่ทำลายไม่ได้ของกายหยาบหรือกายที่มองเห็นได้ ; สัญลักษณ์ลึงค์ที่ใช้ในการบูชาพระศิวะ หมายถึงการพิสูจน์ หลักฐานการพิสูจน์ หรือเพศ

ภว (ภาวนา) หมายถึง สภาวะ ทัศนคติ ท่าทาง อารมณ์ ความคิด อารมณ์ ความคิดเห็น การจัดการจิต ธรรมชาติ ความมุ่งมั่น ความรู้สึก ความละเอียด ศรัทธา ความเชื่อมั่น การไตร่ตรอง สมาธิแบบนามธรรม

"ribhu gita" (in Thai) by Tandhava
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.