บทที่ 2 คำสอนของศิวะต่อกุมาระ

Chapter Two 

Description of Siva’s Teaching to Kumara

(The same Teaching given by Siva to Ribhu)

ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับที่ศิวะสอนฤภู

นิทากะ กล่าวว่า

2.1 ฤภูที่เคารพ! ในสภาวะนี้, ใครมีคุณสมบัติเป็นพรหมัน? โปรดบอกแก่นแท้ของความรู้ซึ่งออกมาจากคำพูดของสังการะ
2.1 Nidagha: Revered Ribhu! In this state of affairs, who qualifies for Brahman-hood? Please tell me especially that Knowledge which has come out of the words of Sankara.

ฤภู กล่าวว่า

2.2 แท้จริงแล้ว, ท่าน, คือพรหมัน. แท้จริงแล้ว, ท่าน, คือคุรุสูงสุด, คือสถานแห่งธรรมชาติ. ท่านคือพรหมัน. อย่างมิต้องสงสัย.
2.2 Ribhu: You, indeed, are Brahman. You, indeed, are the Supreme Guru. You, indeed, are of the nature of space. You are Brahman. There is no doubt of this.
2.3 แท้จริงแล้ว, ท่าน, คือสิ่งมีชีวิตทุกประเภท. แท้จริงแล้ว, ท่าน, คือความหมายทั้งหมดนี้. ท่านไร้การเปลี่ยนแปลง. ท่านปราศจากทุกสิ่ง. ท่านคือพยาน (ผู้พบเห็นหรือผู้สังเกตการณ์). ท่านปราศจากการรู้เห็นตลอดกาล.
2.3 You, indeed, are of all manner of being. You, indeed, are the meaning of all this. You are changeless. You are devoid of all. You are the Witness. You are ever without a witness.
2.4 ท่านคือกาลเวลา. ท่านปราศจากทุกสิ่ง. ท่านปราศจากการรู้เห็นตลอดกาล. ท่านไร้กาลเวลา. ท่านคือกาลเวลา. ท่านคือพรหมันตลอดกาล, คือมวลแห่งสติ. ท่านคือธรรมชาติของความจริงทั้งปวง. ท่านคือพรหมัน. อย่างมิต้องสงสัย.
2.4 You are time. You are devoid of all. You are ever without a witness. You are devoid of time. You are time. You are ever Brahman, the mass of Consciousness. You are the nature of all Truth. You are Brahman. Of this there is no doubt.
2.5 ท่านคือความจริง. ท่านคือความสำเร็จ. ท่านคือสิ่งโบราณ. ท่านหลุดพ้น; ท่านคือการหลุดพ้น. ท่านเป็นอมตะตลอดกาล. ท่านคือพระผู้เป็นเจ้า. ท่านคือความสงบ. ท่านปราศจากความทุกข์. ท่านคือพรหมัน. ท่านคือความบริบูรณ์ (เต็ม). ท่านปรากฏอยู่ทุกด้าน.
2.5 You are the Truth. You are the accomplished. You are the ancient One. You are the liberated; you are Liberation. You are ever immortal. You are God. You are peaceful. You are without afflictions. You are Brahman. You are p urn am (the fullness). You exist on all sides.
2.6 ท่านคือความเท่าเทียม. ท่านคือความจริงเช่นกัน. ท่านคือคนโบราณ. ท่านถูกกำหนดล่วงหน้าด้วยคำว่า “จริง” และคำอื่นๆ. ท่านไร้รยางค์ (แขนขา) ใดๆ. ท่านมั่นคงตลอดกาล. ท่านคือพรหมัน. ท่านบริบูรณ์และสมบูรณ์. ท่านคือความสูงและความต่ำ.
2.6 You are equable. You are also the Truth. You are ancient You are set forth by the word “truth” and these other words. You are devoid of all limbs. You are ever firm. You are Brahman. You are full and perfect. You are the high and the low.
2.7 ท่านปราศจากความไร้หลักการที่น่างุนงงของปรากฏการณ์ทั้งหลายบนโลก. ท่านผุดขึ้นในสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่เคยมีชีวิต. ท่านปราศจากสังกัลปะตลอดกาล. ท่านคือพรหมัน. ท่านคือความบริบูรณ์. ท่านปรากฏอยู่ทุกด้าน.
2.7 You are free from the perplexing misconception of all the phenomenal world. You arise in all the beings that ever are. You are ever without sankalpa. You are Brahman. You are fullness. You exist on all sides.
2.8 ท่านตั้งอยู่ในความสุขและสนุกสนานตลอดกาล, ปราศจากศัตรูตลอดกาล, ปราศจากการกระทำและสิ่งเช่นนั้นตลอดกาล. ท่านคือพรหมัน, บริบูรณ์และปรากฏอยู่ทุกด้าน.
2.8 You are ever joyous and happily established, ever without enmity, ever without action and such. You are Brahman, full and existing on all sides.
2.9 ท่านมีธรรมชาติเป็นที่ว่างแห่งสติ. ท่านคือสติเพียงลำพัง. ท่านไร้โซ่ตรวน. ท่านอาศัยอยู่ในตัวของท่านเองเท่านั้น. ท่านคือพรหมัน. ไม่ต้องสงสัยในสิ่งนี้.
2.9 You are of the nature of the space of Consciousness. You are Consciousness alone. You are unfettered. You abide only in yourself. You are Brahman. There is no doubt of this.
2.10 ท่านคือนิรามิสสุข (ความสุขจากภายใน). ท่านคือสุดยอด. ท่านปราศจากทุกสิ่ง, และท่านไร้คุณสมบัติ. ท่านคือหนึ่งเดียว, ไม่มีสอง. ท่านคือพรหมัน. ไม่ต้องสงสัยในสิ่งนี้.
2.10 You are Bliss. You are the Supreme. You are devoid of all, and you are attributeless. You are the One, without a second. You are Brahman. There is no doubt of this.
2.11 ท่านมีธรรมชาติเป็นมวลแห่งสติอันเป็นนิรามิสสุข. ท่านคือมวลแห่งสติอันเป็นนิรามิสสุขตลอดกาล. ท่านคือธรรมชาติของความบริบูรณ์ทั้งปวง. ท่านคือพรหมัน. ไม่ต้องสงสัยในสิ่งนี้.
2.11 You are of the nature of a mass of Consciousness-Bliss. You are ever Consciousness-Bliss. You are of the nature of the all-complete. You are Brahman. There is no doubt of this.
2.12 ท่านคือ “ตตฺ”. ท่านคือตัวของท่านเอง. ท่านคือผู้รู้แจ้ง, ท่านคือพระองค์ (พระผู้เป็นเจ้า). ท่านรู้, ท่านเห็น, ท่านคือสติ. ท่านเกิดมาเป็นพรหมัน; ท่านคือพรหมัน. ไม่ต้องสงสัยในสิ่งนี้.
2.12 You are “That.” You are yourself. You are the Enlightened. You are He. You know, you see, you are Consciousness. You are born of Brahman; you are Brahman. There is no doubt of this.
2.13 ท่านเป็นอมตะ. ท่านแผ่ซ่านไปทั่ว. ท่านคือพระผู้เป็นเจ้า. ท่านคือผู้ยิ่งใหญ่. ท่านคือวาจา (วรรณกรรมหรือการขยับริมฝีปาก). ท่านคือพรหมัน. ไม่ต้องสงสัยในสิ่งนี้.
2.13 You are immortal. You are all pervasive. You are God. You are great. You are speech (lit., the mark of the moving lips). You are Brahman. There is no doubt of this.
2.14 ท่านคือสรรพสิ่ง; ท่านปราศจากสรรพสิ่ง. ท่านคือความสงบ. แท้จริงแล้ว, ท่านคือสุดยอด. ท่านคือสาเหตุ. ท่านคือความเงียบสงบ. ท่านคือพรหมัน. ไม่ต้องสงสัยในสิ่งนี้.
2.14 You are all; you are devoid of all. You are peaceful. You are, indeed, the Supreme. You are the Cause. You are serene. You are Brahman. There is no doubt of this.
2.15 ท่านเป็นธรรมชาติของการดำรงอยู่เท่านั้น. แท้จริงแล้ว, ท่านคือการดำรงอยู่ตามธรรมชาติ. ท่านเป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์ตลอดกาล. ท่านคือพรหมัน. ไม่ต้องสงสัยในสิ่งนี้.
2.15 You are of the nature of Existence only. You are, indeed, natural Existence. You are of the nature of the ever-pure. You are Brahman. There is no doubt of this.
2.16 ท่านปราศจากแม้แต่ส่วนเล็กของสิ่งใดๆ; ท่านปราศจากแม้แต่อะตอม. ท่านไร้ภาวะ (การดำรงอยู่) ของเป้าหมาย. ท่านไร้อภาวะ (การไม่ดำรงอยู่) และสิ่งเช่นนั้น.
2.16 You are devoid of even a little of anything; you are without even an atom. You are devoid of objective existence. You are devoid of nonexistence and such.
2.17 ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร, ท่านคือพระองค์. ท่านคือทุกคนที่ยิ่งใหญ่. ท่านคือพรหมัน. ไม่ต้องสงสัยในสิ่งนี้.
2.17 Whoever you are, you are He. You are all those who are great. You are Brahman. There is no doubt of this.
2.18 ท่านปราศจากข้อบ่งชี้และคุณภาพ. ท่านเป็นเพียงสติ. ท่านไร้ความทุกข์. ท่านคือแก่นแท้ที่แบ่งแยกมิได้ตลอดกาล. ท่านคือพรหมัน. ไม่ต้องสงสัยในสิ่งนี้.
2.18 You are devoid of indications and qualities. You are just Consciousness. You are afflictionless. You are ever the undivided Essence. You are Brahman. There is no doubt of this.
2.19 ท่านเป็นธรรมชาติแห่งรากฐานของสรรพสิ่ง. ท่านเป็นธรรมชาติแห่งแสงสว่างทั้งปวง. ท่านปราศจากความหมายที่แตกต่างใดๆ. ท่านคือพรหมัน. ไม่ต้องสงสัยในสิ่งนี้.
2.19 You are of the nature of the substratum of all. You are of the nature of the Light of all. You are devoid of all differences of meaning. You are Brahman. There is no doubt of this.
2.20 แท้จริงแล้ว, ท่านคือพรหมัน, ไร้ความแตกต่างและไร้สิ่งรบกวน. ท่านคือความสงบ, ไร้ความแตกต่าง. ท่านคือพรหมัน. ไม่ต้องสงสัยในสิ่งนี้.
2.20 Indeed, you are Brahman, devoid of differences and devoid of disturbance. You are peaceful, devoid of differences. You are Brahman. There is no doubt of this.
2.21 ท่านปราศจาก “ความรู้อันสูงส่ง”. ท่านรับรู้ธรรมชาติของท่านเอง. ท่านอาศัยอยู่ในธรรมชาติของท่านเอง. ท่านคือพรหมัน. ไม่ต้องสงสัยในสิ่งนี้.
2.21 You are devoid of the term “exalted knowledge.” You perceive your own nature. You abide in your own nature. You are Brahman. There is no doubt of this.
2.22 ท่านถูกทิ้งไว้กับธรรมชาติของท่านเอง. ท่านยอมรับเพียงธรรมชาติของท่าน. ท่านดื่มด่ำอยู่ในธาราแห่งความสนุกสนานของท่านเอง. ท่านคือพรหมัน. ไม่ต้องสงสัยในสิ่งนี้.
2.22 You are left with your nature. You recognize only your nature. You are immersed in the waters of your own joy. You are Brahman. There is no doubt of this.
2.23 ท่านดำรงอยู่ในอาณาจักรของอาตมันแห่งท่านเองเท่านั้น. ท่านโค้งคำนับให้เพียงอาตมัยของตัวท่านเอง. ท่านเป็นธรรมชาติซึ่งบริบูรณ์. ท่านคือพรหมัน. ไม่ต้องสงสัยในสิ่งนี้.
2.23 You alone exist in the kingdom of your Self. You bow only to your own Self. You are of the nature that is full. You are Brahman. There is no doubt of this.
2.24 ท่านคือตัวท่านเอง, ท่านหยั่งรากลึกในความสนุกสนานของท่านเอง. ท่านไม่รับรู้สิ่งใดภายนอกตัวท่าน. ในอาตมันของท่าน, ท่านส่องสว่างและเหมือนที่ว่าง. ท่านคือพรหมัน. ไม่ต้องสงสัยในสิ่งนี้.
2.24 Rooted in your own joy, you are yourself. You do not perceive anything outside yourself. In your Self you shine and are like space. You are Brahman. There is no doubt of this.
2.25 ท่านไม่หลบหลีกไปจากธรรมชาติของท่าน. ท่านไม่รับรู้สิ่งใดนอกเหนือจากธรรมชาติของท่าน. ท่านคือน้ำหวาน, ในธรรมชาติของท่านเอง. ท่านคือพรหมัน. ไม่ต้องสงสัยในสิ่งนี้.
2.25 You do not swerve from your nature. You do not perceive anything outside your nature. You, in your own nature, are nectar. You are Brahman. There is no doubt of this.
2.26 ท่านส่องสว่างด้วยธรรมชาติของท่านเอง. ท่านเบ่งบานด้วยธรรมชาติของท่านเอง. ท่านไม่แตกต่างไปจากธรรมชาติของท่านเอง. ท่านคือพรหมัน. ไม่ต้องสงสัยในสิ่งนี้.
2.26 You shine with your own nature. You blossom with your own nature. You are no different from your own nature. You are Brahman. There is no doubt of this.
2.27 ท่านคือตัวท่านเองตลอดกาล. ท่านเห็นตัวท่านเองทุกหนทุกแห่ง. ท่านสนุกสนานกับตัวท่านในตัวท่านเอง. ท่านคือพรหมัน. ไม่ต้องสงสัยในสิ่งนี้.
2.27 You are ever yourself. You see yourself everywhere. You enjoy yourself in yourself. You are Brahman. There is no doubt of this.

สุตะ กล่าวว่า

2.28 เช่นนั้นแล้ว, ฤภู, บุตรอันเป็นที่รักแห่งพรหมผู้ถือกำเนิดจากดอกบัว, ด้วยคำขอของนิทากะ, ดูเขาแล้ว, เป็นผู้เหมาะสม (มีคุณสมบัติเพียบพร้อม) สำหรับแก่นแท้ของความรักแห่งศิวะ, โปรดแนะนำเขาต่อไป.
2.28 Suta: Then, pleased with the words of Nidagha, Ribhu, beloved son of the lotus-born Brahma, looking at him, a fit person (vessel) fully qualified for the essence of the love of Siva, continued to instruct him.

ฤภู กล่าวว่า

2.29 กาลครั้งหนึ่ง, บนเขาไกรลาส, สังการะได้สอนบุตรของพระองค์. ข้าจะบอกท่านในสิ่งเดียวกัน. โปรดฟังด้วยจิตอันตั้งมั่น.
2.29 Ribhu: Once, on Mount Kailasa, Sankara instructed his son. I shall tell you the same. Listen with an attentive mind.
2.30 โลกแห่งปรากฏการณ์ไม่มีอยู่จริง. มันไม่เคยถูกสร้างขึ้น, อีกทั้งไม่เคยดำรงอยู่ด้วยตัวมันเองตลอดกาล. สิ่งนี้ถูกเรียกว่า “โลกแห่งภาพ”; มันไม่จริงตลอดกาล.
2.30 This phenomenal world does not exist. It never was created, nor does it ever exist by itself. This has been called the world-picture; it is ever unreal.
2.31 โลกแห่งปรากฏการณ์ไม่เคยดำรงอยู่; อีกทั้งความคิดและสิ่งเช่นนั้น (ก็ไม่เคยดำรงอยู่); อีกทั้งอัตตาและปัจเจกวิญญาณ (ก็ไม่เคยดำรงอยู่). มีเพียงพรหมันสิ่งเดียวเท่านั้น, สิ่งเหล่านี้ไม่มีจริง – ไม่จริงตลอดกาล.
2.31 The phenomenal world never exists; nor thought and such; nor does egoity or an individual soul exist. There being only Brahman alone, these are unreal— ever unreal.
2.32 ไม่มีผลที่เกิดจากการหลงผิดและสิ่งเช่นนั้น, ไม่มีความกลัวต่อผลที่เกิดจากการหลงผิด. มีเพียงพรหมันเท่านั้น, แท้จริงแล้ว – สิ่งเหล่านี้ไม่มีจริง, ไม่จริงตลอดกาล.
2.32 There are no effects of delusion and such. There is no fear of the effects of delusion. Th^re being only Brahman, these are unreal—indeed, ever unreal.
2.33 ไม่มีผู้กระทำ; ไม่มีการกระทำ; ไม่มีสิ่งที่ต้องกระทำ, บุตรเอ๋ย! มีเพียงพรหมันเท่านั้น, แท้จริงแล้ว – สิ่งเหล่านี้ไม่มีจริง, ไม่จริงตลอดกาล.
2.33 There is no doer; there is no action; there is nothing to be done, son! There being only Brahman, these are unreal— indeed, ever unreal.
2.34 ไม่มี “หนึ่ง”; ไม่มี “สอง”. ไม่มีมันตรา , ไม่มีตันตระ หรือสิ่งอื่นเหล่านั้น. มีเพียงพรหมันเท่านั้น, สิ่งเหล่านี้ไม่มีจริง, ไม่จริง, ไม่จริงตลอดกาล.
2.34 There is no “one”; there is no “tw o.” There is no mantra, no tantra or anything else like these either. There being only Brahman, these are unreal, unreal, ever unreal.
2.35 ไม่มีสารวันนะ หรือ มานานะ ; นิทิธยาสนะ คือความเข้าใจผิด. มีเพียงพรหมันเท่านั้น, แท้จริงแล้ว – สิ่งเหล่านี้ไม่มีจริง, ไม่จริงตลอดกาล.
2.35 There is no sravana (listening) or manana (reflection);- flidhidyasana (profound meditation) is a misapprehension. There being only Brahman, all these are unreal—indeed, ever unreal.
2.36 สมาธิสองแบบ (ดื่มด่ำในสมาธิ : สาวิกัลปะ และ นิรวิกัลปะ ) ไม่มีอยู่จริง. ค่าที่วัดได้และการวัดไม่มีอยู่จริง. มีเพียงพรหมันเท่านั้น, แท้จริงแล้ว – สิ่งเหล่านี้ไม่มีจริง, ไม่จริงตลอดกาล.
2.36 The two types of samadhi (absorption in meditation: skvikalpa and nirvikalpa) do not exist. The measure and the measurement do not exist. There being only Brahman, all these are unreal—indeed, ever unreal.
2.37 แท้จริงแล้ว, อวิชชาไม่มีอยู่จริง. การแบ่งแยกที่ขาดหายไปก็ไม่มีอยู่จริงเช่นกัน. มีเพียงพรหมันเท่านั้น, แท้จริงแล้ว – สิ่งเหล่านี้ไม่มีจริง, ไม่จริงตลอดกาล.
2.37 Indeed, ignorance does not exist. Lack of discrimination also does not exist. There being only Brahman, all these are unreal— indeed, ever unreal.
2.38 การส่งเสริมสี่ประการ ที่เราปฏิบัติตามไม่มีอยู่จริง, และ, แท้จริงแล้ว, การเชื่อมต่อสามประการ ก็ไม่มีอยู่จริง. มีเพียงพรหมันเท่านั้น, แท้จริงแล้ว – สิ่งเหล่านี้ไม่มีจริง, ไม่จริงตลอดกาล.
2.38 The tetrad of related adjuncts that follow does not exist, and, indeed, the triad of connections does not exist. There being only Brahman, all these are unreal—indeed, ever unreal.
2.39 ไม่มีสิ่งเช่นนั้นทั้งในอดีตและอนาคตในสถานที่ใดๆ. แท้จริงแล้ว ไม่มีสิ่งเช่นนั้นในกาลปัจจุบันในสถานที่ใดๆ. มีเพียงพรหมันเท่านั้น, แท้จริงแล้ว – สิ่งเหล่านี้ไม่มีจริง, ไม่จริงตลอดกาล.
2.39 There are no such things as the past and the future anywhere. Indeed, there is no such thing as the present anywhere. There being only Brahman, all these are unreal— indeed, ever unreal.
2.40 คำกล่าวว่า “คงคา” (แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์), คยา (ศูนย์รวมอันศักดิ์สิทธิ์), และ, สิ่งคล้ายกัน, สำหรับเสทู (ที่สุดเขตดินแดนอินเดียใต้), หรือสิ่งอื่นๆ ไม่มีอยู่จริง. มีเพียงพรหมันเท่านั้น, แท้จริงแล้ว – สิ่งเหล่านี้ไม่มีจริง, ไม่จริงตลอดกาล.
2.40 The words indicating the Ganga (a holy river), Gaya (a holy center) and, likewise, for Sethu (land’s end in the south of India), or anything else do not exist. There being only Brahman, these are unreal— indeed, ever unreal.
2.41 ไม่มีดิน, ไม่มีน้ำ, ไม่มีไฟ, ไม่มีอากาศ, ไม่มีที่ว่างใด ณ แห่งหนใด. มีเพียงพรหมันเท่านั้น, แท้จริงแล้ว – สิ่งเหล่านี้ไม่มีจริง, ไม่จริงตลอดกาล.
2.41 There is no earth, no water, no fire, no air, no space anywhere. There being only Brahman, these are unreal— indeed, ever unreal.
2.42 แท้จริงแล้ว, ไม่มีพระผู้เป็นเจ้า, ไม่มีผู้ปกป้องนำทาง, ไม่มีบิดา, ไม่มีคุรุ ณ กาลใดๆ. มีเพียงพรหมันเท่านั้น, แท้จริงแล้ว – สิ่งเหล่านี้ไม่มีจริง, ไม่จริงตลอดกาล.
2.42 There are, indeed, no gods, no guardians of the directions, no father, and no Guru at any time. There being only Brahman, these are all unreal— indeed, ever unreal.
2.43 ไม่มีไกลและใกล้, ไม่มีจุดจบ, ไม่มีกึ่งกลาง, ไม่มีสถานะใดๆ ณ เวลา ใดๆ. ไม่มี “การไร้สิ่งคู่”, ไม่มี “สิ่งคู่”, ไม่มี “ความจริง”, ไม่มี “ความลวง”, ไม่มีสิ่งใดที่จะชี้ว่าเป็น “สิ่งนี้”.
2.43 There is nothing afar or near, no end, no middle, nor is there any other state at any time. There is no “nonduality,” no duality, no “truth,” no nontruth, nor is there anything to be pointed out as “this.”
2.44 ไม่มี “การหลุดพ้น”, และไม่มี “พันธะ”. แท้จริงแล้ว, ไม่มีคำและเวลา, อย่างน้อยที่สุด ณ กาลใดๆ. ไม่มี “ความเป็นจริง” และไม่มี “ความไม่เป็นจริง”, ไม่มี (สถานะของ) “ความสุข”.
2.44 There is no “liberation,” and there is no bondage. Indeed, there is no word nor time, at any time, in the least. There is no “reality” and no unreality, nor is there a [state of] “happiness.”
2.45 ไม่มีคู่ตรงข้าม, ไม่มีสิ่งอันมิใช่อาตมัน ณ กาลใดๆ. ไม่มีหน้าที่อันสัมพันธ์กับน้ำศักดิ์สิทธิ์, ไม่มีการเติบโต, ไม่มีการเกิด, ไม่มีการตาย, ไม่มีความเข้าใจผิดต่อการมาหรือการไป.
There are no pairs of opposites, nor is there any nonSelf at any time. There are no duties relating to holy waters, no growth, no generation, no death, nor the misapprehension of coming and going.
2.46 ไม่มี “ที่นี่”, ไม่มี “หลังจากนี้”. ไม่มีคุรุ, ไม่มีศิษย์, ไม่มีความจริง, ไม่มีความลวง, ไม่มีการดำรงอยู่, ไม่สิ่งที่ต้องกระทำ, และไม่มีสิ่งที่กระทำไปแล้ว.
2.46 There is no “here,” nor is there “hereafter.” There is no Guru, no disciple, no reality, no unreality, no existence, no action to perform, and no action performed.
2.47 ไม่มีชุมชน, ไม่มีที่หลบภัย, ไม่มีวรรณะ , และไม่มีธรรมเนียม; แท้จริงแล้ว, ไม่มีความสงบทั้งหกและอื่นๆ, ไม่มีนิยมะ (กฎสำหรับกายและจิต), ไม่มียมะ (ข้อกำหนดจริยธรรม) ทั้งนั้น.
2.47 There is no community, no refuge, no caste, and nothing customary; indeed, there is no sextet of sama and others, no niyama (physical and mental regulations), and no yama (ethical restraints) either.
2.48 ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ทั้งหมดคือภาพลวงตา” และ “ทั้งหมดคือพรหมัน”. ไม่สิ่งที่ “เป็นเช่นสติ”. ไม่มีสิ่งที่กล่าวได้ว่า “ฉันคือสติ”.
2.48 There is no such thing as “Ail is illusion” or “All is as Brahman.” There is nothing “as Consciousness.” There is no such thing to be spoken of as “I am Consciousness.”
2.49 แท้จริงแล้ว, ไม่มี “ฉัน”ดำรงอยู่. ไม่เคยมีสิ่งใดเช่น “ฉันเป็นนิรันดร์”. มีเพียงพรหมันเท่านั้น, แท้จริงแล้ว – สิ่งเหล่านี้ไม่มีจริง, ไม่จริงตลอดกาล.
2.49 Indeed, nothing as “I” exists; there is never anything as “I am eternal.” There being only Brahman, all these are unreal—indeed, ever unreal.
2.50 อะไรก็ตามที่กล่าวผ่านคำพูด, อะไรก็ตามที่คิดโดยจิตใจ หรือ กำหนดโดยพุทธิ, หรืออะไรก็ตามที่รู้จากการคิด,
2.50 Whatever is spoken through words, whatever is thought of by the mind or determined by the intellect, and whatever is known by thought,
2.51 อะไรที่ถูกรวมเข้าด้วยโยคะ, อะไรที่ทำลงไปด้วยความรู้สึกและอื่นๆ, และภาวะตื่น, ภาวะฝัน, ภาวะหลับลึก, และภาวะที่สี่
2.51 what is united by yoga, what is done by the senses and others, and the waking, dream, and deep sleep states, and the fourth state—
2.52 สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดไม่มีอยู่จริง, เป็นที่รู้กันว่าสิ่งเหล่านั้นถูกกำหนดโดยเงื่อนไข. ความบริสุทธิ์นั้น ไม่เคยได้มาจากพิธีอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ (การชำระล้างบาป), ความบริสุทธิ์นั้น ไม่เคยได้มาจากการไตร่ตรอง.
2.52 all these do not exist. It is to be known that all these are determined by conditionings. Never is purity achieved by ablutions, never is purity achieved by contemplation.
2.53 คุณะทั้งสาม ไม่มีอยู่จริง; ไม่สิ่งใดนอกเหนือไปจากคุณะทั้งสาม. คำว่า หนึ่ง หรือ สอง ไม่มีอยู่จริง. ความเข้าใจผิดอันยิ่งใหญ่ หรือ ความหลงผิด ไม่มีอยู่จริง.
2.53 The triad of guna-s (qualities) does not exist in the least; nor is there anything beyond the three guna-s. Words such as one and two do not exist. Great misapprehensions and delusions do not exist.
2.54 แท้จริงแล้ว, ความกลัว และ การหนีความกลัว ไม่มีอยู่ที่นั่น. ขอรับรองว่าอย่างน้อยที่สุดไม่มีสิ่งใดอยู่ที่นั่น. มีเพียงพรหมัน, ไม่มีสิ่งอื่นคงอยู่.
2.54 Fear and absence of fear are, indeed, not there. Be of the certitude that nothing in the least is there. There being only Brahman, nothing else remains.
2.55 ใครก็ตามที่ได้สดับฟังและเข้าใจได้ดีจะกลายเป็นพรหมันด้วยตัวเขาเอง
2.55 Whoever hears and understands this well becomes Brahman himself.

อิศวร กล่าวว่า

2.56 เหมือนดั่งพรายฟองของน้ำในมหาสมุทร, พระผู้เป็นเจ้า มนุษย์ สัตว์ แห่งโลกปรากฏการณ์เกิดขึ้น, และจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก, บนน้ำแห่งมวลของนิรามิสสุขอันมั่นคงในสวามีแห่งอุมา (ศิวะ). ไม่มีความทุกข์ทางโลกสำหรับผู้ที่ผ่านประสบการณ์, ซึ่งรับรู้การเกิดขึ้นของคลื่นแห่งความหลงผิดอย่างกระจ่างใสเช่นเดียวกับข้าฯ.
2.56 Isvara: Like bubbles arising on the waters of the ocean, gods and men and beasts of the phenomenal world arose, and will arise again and again, on the waters of the mass of solid Bliss (ghana ananda) in the Consort of Uma (Siva). There is no worldly misery for those who, through their experience, perceive all this arising out of the waves of delusion clearly as myself.
2.57 เพราะความหลงผิด, ผู้คนไม่ตระหนักถึง หระ ว่าเป็นเหตุของสิ่งเล็กๆ และเป็นเหตุแห่งสรรพชีวิต และ เหตุอันไร้ขอบเขตของการทำลายล้างอันยิ่งใหญ่. เมื่อสวามีแห่งอุมา (ศิวะ) ปรากฏกายส่องสว่างในสระน้ำบนที่ว่างอันพักพิงในหัวใจ, เปรียบดังราชาปักษา (พญาครุฑ) ทำลายล้างงูพิษแห่งโลกีย์อันเป็นเหตุแห่งความทุกข์.
2.57 Because of delusion, people do not realize Hara to be known as the cause of every little thing and as the cause of every being and also as the boundless cause of even greater dissolution. When the Presence of the Consort of Uma (Siva) shines in the reflecting pool of the recesses of the space of the heart, like the revered of birds (garuda), the destruction of the serpent of mundane misery results.

Get carried away?

อ่าน “ฤภูคีตา” เพิ่มเติม

บทก่อนหน้า

previous

กลับไปสารบัญ

index

บทถัดไป

next

คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้

คาถาศักดิ์สิทธิ์, เพลงสวด, มนต์สะกด, คำหรือวลีศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญต่อจิตวิญญาณและอำนาจ, เสน่ห์ (เมตตามหานิยม), คาถาศักดิ์สิทธิ์สำหรับเทวะ

กฎ พิธีกรรม บทความเกี่ยวกับการบูชา ; หลักธรรมคำสอนเกี่ยวกับเวทย์มนตร์และสูตรอาถรรพ์สำหรับการบูชาเทวะหรือการบรรลุพลังเหนือมนุษย์

ฟังคำสอนของปราชญ์เรื่องอุปนิษัทและ อัทไวตะอุปนิษัทและศึกษาพระ เช่น พรหมสูตรเรียนรู้เกี่ยวกับความเป็นจริงของพรหมันและอาตมัน

การโต้ตอบ สิ่งที่ได้เรียน/ได้ยิน เพื่อวิเคราะห์ว่าเป็นจริงอย่างไร และ เพราะอะไร

ฌานสมาธิ เป็นขั้นสุดท้ายในการทำความเข้าใจมหาวรรคยะ วรรคที่กล่าวว่า “ตตฺ คือ ท่าน” เพื่อรู้แจ้งถึง อาตมัน/พรหมัน ขั้นตอนทั้ง 4 ของการบำเพ็ญเพียร

สภาวะนี้ผู้ทำสมาธิมิได้สูญเสียการแบ่งแยก ผู้รู้, ความรู้ และสิ่งที่ถูกรู้ จิตยังคงทำหน้าที่อยู่ สภาวะนี้คือการปูพื้นเพื่อไปสู่นิรวิกัลปะสมาธิ (ขั้นสูงขึ้นไป)

ผู้ทำสมาธิทำให้ตัวเองเป็นอิสระจากความคิดที่แตกต่างทั้งหมด, เป็นอิสระจากความแตกต่างในฐานะผู้รู้, ความรู้ และสิ่งที่ถูกรู้ ซึ่งจิตใจหยุดการตื่นตัว

  1. วิชญา – สาระ ;
  2. ปราโยชนะ – เป้าหมาย ;
  3. สัมพันธะ – ความสัมพันธ์ ;
  4. อธิการิน – บุคคล (หมายถึงเพื่อบุคคลใด)
  1. การเชื่อมต่อกัน ;
  2. ความสัมพันธ์ที่แยกออกจากกันไม่ได้ ;
  3. เป็นหนึ่งเดียวกัน

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในอินเดียที่ซึ่งบุคคลแสดงความศรัทธาและแสดงความผูกพัน (บูชา) ต่อบรรพบุรุษ

สะพานที่รามสร้างข้ามทะเลระหว่างศรีลังกาและอินเดีย

  1. พราหมณ์ วรรณะสูงเป็นอภิสิทธิ์ชน เกิดจากปากหรือศีรษะของพระพรหม ได้เรียนรู้ศึกษาศาสนาวิชาการต่างๆ สอนแก่คนทั่วไป ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางติดต่อกับพระเจ้า ทุกวรรณะต้องเคารพด้วยถือว่าเป็นวรรณะสูงสุดและบริสุทธิ์ นุ่งห่มสีขาวและมักมีอาชีพเป็นครูอาจารย์ (ปัญญา) ;
  2. กษัตริย์ วรรณะสูงเป็นนักรบนักปกครอง เกิดจากอกและแขนของพระพรหม นิยมนุ่งห่มสีแดง (อำนาจ) ;
  3. แพศย์ (ไวศย) วรรณะกลางมีอาชีพค้าขาย กสิกร ประมง ฯลฯ สำคัญแก่เศรษฐกิจของบ้านเมือง เกิดจากตะโพกและขาของพระพรหม นิยมนุ่งห่มสีเหลือง (เงินทอง) ;
  4. ศูทร วรรณะต่ำอาชีพกรรมกร คนรับใช้ รับจ้าง เกิดจากเท้าของพระพรหม (แรงงาน) 

นอกจากนี้ยังมีคนพวกต่ำสุดคือ จัณฑาล เกิดจากการแต่งงานของคนวรรณะสูงกับคนวรรณะต่ำ ถูกแยกออกจากสังคม มีอาชีพลำบากที่คนไม่อยากทำ ขอทาน กวาดถนน เก็บขยะ ขุดหลุมฝังศพ ฝังศพ เผาศพ เป็นต้น

ข้อปฏิบัติ (ดู อัษฎางค์โยคะ)

การละเว้น (ดู อัษฎางค์โยคะ)

  1. ตื่น ;
  2. ฝัน ;
  3. หลับลึก ;
  4. ทุริยา เป็นภูมิหลังที่รองรับและแผ่ซ่านไปทั่วทั้งสามสภาวะของจิตสำนึก

สรง หรือ สนาน คือ พิธีอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์เป็นศาสนพิธี ต้องเดินทางไปทำพิธีที่เทวสถานและพำนักในเทวสถาน มีระเบียบปฏิบัติอย่างเคร่งครัด มีการชำระล้างพร้อมกับการท่องมนตรา, รินน้ำจันท์ถวายแด่เทวะและบำเพ็ญกุศล ; พิธีอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์เป็นพิธีกรรมแบบดั้งเดิมเพื่อเป็นการชำระล้างให้บริสุทธิ์

คุณะ 3 ประการเป็นองค์ประกอบที่สมดุลของประกฤติ :

  1. สัตตวะ แสงสว่าง ความรู้ ;
  2. รชัส ความเศร้าหมอง ความทะเยอทะยาน ;
  3. ตมัส ความมืด ความเฉื่อยชา

ราชาแห่งปักษา พาหนะของวิษณุ กล่าวกันว่าเป็นผู้สังหารงู (นาคา)

อวิชชา (อจนานะ)
ความไม่รู้ ความหลงผิด เหมือนกับมายา

  • อวิชชามักใช้กับบุคคล มายามักใช้กับภาวะสมบูรณ์หรือพรหมัน
  • มายามีส่วนเกี่ยวข้องกับพรหมัน กล่าวได้ว่า มายาถูกควบคุมโดยพรหมัน, ขณะที่อวิชชาเกี่ยวข้องกับชีวาหรือตัวบุคคล
  • ตามอัทไวตะเวทานตะกล่าวว่า เมื่ออวิชชาหายไป, จะบรรลุถึงธรรมชาติที่แท้จริงของจิตวิญญาณ, ซึ่งคือพรหมัน
  • ความไม่รู้ คืออวิชชา อไทวตะเวทานตะกล่าวว่า มีพลังซึ่งปกปิดความจริง, แสดงภาพให้เห็นความเท็จ
"ribhu gita" (in Thai) by Tandhava
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.