บทที่ 15 บทสนทนาของฤภูกับนิทากะ

Chapter Fifteen 

Ribhu – Nidagha Dialogue

สรรพสิ่งคือพรหมันตลอดกาล สรรพสิ่งคือศานติ อย่างไม่ต้องสงสัย

ฤภู กล่าวว่า

15.1 จงฟังสัจธรรมสูงสุดที่ประสาทการหลุดพ้นในการสดับ (เพียงครั้ง) อีกครั้งเถิด. สรรพสิ่งคือพรหมันตลอดกาล; สรรพสิ่งคือศานติ. อย่างไม่ต้องสงสัย
15.1 Ribhu: Hear again the supreme Truth that confers Liberation at once. All is ever Brahman; all is peace. There is no doubt of this.
15.2 พรหมันที่ไม่มีวันตายคือสรรพสิ่ง. ไม่มีธรรมชาติอื่นของ “สิ่งนี้”. การพูดว่า “สิ่งนี้” ไม่ถูกต้อง, การพูดว่า “เรา” ก็เช่นกัน.
15.2 This imperishable Brahman is all. There is no other nature of “this.” Saying “this” is a mistake, as is also saying “we.”
15.3 อะไรก็ตาม, อย่างน้อยที่สุด, ที่เป็นความทรงจำ และ อะไรก็ตาม, อย่างน้อยที่สุด, แม้แต่สมาธิ นั้นไม่ดำรงอยู่. อะไรก็ตาม, อย่างน้อยที่สุด, คือธรรมชาติของความรู้เพียงลำพัง - ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงพรหมัน.
15.3 Whatever, in the least, is remembrance and whatever, in the least, is even meditation is nonexistent. Whatever, in the least, is of the nature of Knowledge alone— all that is only Brahman.
15.4 อะไรก็ตาม, อย่างน้อยที่สุด, ที่กล่าวถึงพรหมัน, อะไรก็ตาม, อย่างน้อยที่สุด, ในนามของพระเวท, อะไรก็ตาม, อย่างน้อยที่สุด, ในนามของคุรุ - ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงพรหมัน.
15.4 Whatever, in the least, is spoken about Brahman, whatever, in the least, is the word of the Veda-s, whatever, in the least, is the word of the Guru— all that is only Brahman.
15.5 สิ่งเล็กน้อยไม่ว่าเลวร้ายหรือความจริง, สิ่งเล็กน้อยที่กล่าวด้วยความรัก, สิ่งเล็กน้อยที่ดำรงอยู่จากการตอบสนอง - ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงพรหมัน.
15.5 What little there is of evil or truth, what little there is of loving talk, what little there is of the existence of reflection— all that is only Brahman.
15.6 สิ่งเล็กน้อยที่ได้ยินเป็นประจำวัน, สิ่งเล็กน้อยจากการปฏิบัติสมาธิ, สิ่งเล็กน้อยที่เชื่อมั่นและจริงใจ – ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงพรหมัน.
15.6 What little there is of daily listening, what little of meditation is practiced, what little there is of certitude and sincerity— all that is only Brahman.
15.7 สิ่งเล็กน้อยที่สอนโดยคุรุ, สิ่งเล็กน้อยที่คิดเกี่ยวกับคุรุ, สิ่งเล็กน้อยที่แตกต่างกันของโยคะ - ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงพรหมัน.
15.7 What little there is of the Teaching of the Guru, what little there is of thinking about the Guru, what little there is of different yoga-s—all that is only Brahman.
15.8 ปล่อยวางทั้งหมด, ปล่อยวางคุรุ, และปล่อยวางทุกสิ่งตลอดกาล, นั่งเงียบ. นิรามิสสุขแห่งพรหมันดำรงอยู่เพียงลำพัง.
15.8 Renouncing all, renouncing the Guru, and renouncing everything ever, sit in Silence. Brahman-Bliss alone exists.
15.9 ปล่อยวางความสุขทั้งหมดตลอดกาล. ปล่อยวางความหรรษาอันยิ่งใหญ่. ปล่อยวางทุกสิ่งที่เป็นนิรามิสสุขสูงสุด. ปล่อยวางทุกสิ่งที่เป็นความสุขสูงสุด.
15.9 Renouncing all is happiness ever. Renouncing all is great joy. Renouncing all is the supreme Bliss. Renouncing all is the supreme happiness.
15.10 ปล่อยวางสรรพสิ่งคือการปล่อยวางจิต. ปล่อยวางสรรพสิ่งคือการปล่อยวางอัตตา. ปล่อยวางสรรพสิ่งคือยาคะอันยิ่งใหญ่. ปล่อยวางสรรพสิ่งคือความสุขอันสูงสุด.
15.10 Renouncing all is renouncing the mind. Renouncing all is renouncing the ego. Renouncing all is the great yaga. Renouncing all is the supreme happiness.
15.11 ปล่อยวางสรรพสิ่งคือการหลุดพ้นอันยิ่งใหญ่. การปล่อยวางความคิดก็เป็นเช่นเดียวกัน, ความคิดนั้นมีการโอนย้ายตลอดกาล, โลกและความความคิดก็เป็นเช่นนั้น คือโอนย้ายตลอดกาล.
15.11 Renouncing all is the great Liberation. Renouncing thought is also the same, for thought is, ever, the world and thought is, ever, transmigration.
15.12 แท้จริงแล้ว, ความคิดคือการหลงผิดที่ยิ่งใหญ่. แท้จริงแล้ว, ความคิดคือทุกสิ่งที่เกี่ยวกับร่างกาย. ความคิดคือความกลัวของร่างกาย. ความคิดคือสิ่งเดียวที่แผ่ซ่านในจิตใจ.
15.12 Thought, indeed, is the great delusion. Thought, indeed, is all that pertains to the body. Thought is the fear of the body. Thought alone is what pervades the mind.
15.13 แท้จริงแล้ว, เรารู้ว่าความคิดคือปรากฏการณ์ของโลก. แท้จริงแล้ว, ความคิดคือมลพิษ. แท้จริงแล้ว, ความคิดคือความไม่เข้าใจทั้งปวง. แท้จริงแล้ว, ความคิดคือความรู้สึกและอื่นๆ.
15.13 Thought, indeed, is known as the phenomenal world. Thought, indeed, is the pollution. Thought, indeed, is all insentience. Thought, indeed, is the senses and others.
15.14 แท้จริงแล้ว, ความคิดคือความจริงตลอดกาล. แท้จริงแล้ว, ความคิดคือการไม่ดำรงอยู่ตลอดกาล. แท้จริงแล้ว, ความคิดคือคัมภีร์อันยิ่งใหญ่. แท้จริงแล้ว, ความคิดกระตุ้นจิตใจ.
15.14 Thought, indeed, is ever the Truth. Thought, indeed, is ever nonexistent. Thought, indeed, is the great scripture. Thought, indeed, begets the mind.
15.15 แท้จริงแล้ว, ความคิดคือบาปตลอดกาล. แท้จริงแล้ว, ความคิดคือศาสนาตลอดกาล. แท้จริงแล้ว, กล่าวกันว่าความคิดคือสรรพสิ่ง. ความคิดท้าทายตัวมันเองเสมอ.
15.15 Thought, indeed, is ever sin. Thought, indeed, is ever religion. Thought, indeed, is said to be all. Always, conquer thought itself.
15.16 ถ้าจิตที่ไม่มีจิต, จะประจักษ์ว่ามีเพียงอาตมัน. ถ้าคิดว่ามีความคิดปรากฏขึ้น, สภาวะของความคิดเป็นเพียงตัวท่านเอง.
15.16 If there is the mind that there is no mind, the Self only is manifested. If there is the thought that thought is present, the state of thinking is only yourself.
15.17 มีเพียงตัวตนที่กล่าวได้ว่ามีความคิด. ปรมาตมันคือพรหมัน; อย่างไม่ต้องสงสัย. ความคิดเพียงสิ่งเดียวที่กล่าวได้ว่าเป็นทุกสิ่ง; ความคิดสิ่งเดียวถูกพิจารณาว่าเป็น (เกี่ยวกับ) ทุกสิ่ง.
15.17 Only oneself is said to be thought. Oneself is Brahman; there is no doubt of this. Thought alone is said to be all; thought alone is regarded as all.
15.18 ข้าฯ คือพรหมันเพียงสิ่งเดียว, ส่องสว่างด้วยตนเอง. ข้าฯ คือพรหมันเพียงสิ่งเดียว. อย่างไม่ต้องสงสัย. สรรพสิ่งคือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. สรรพสิ่งเป็นเพียงแสงสว่างของสติ.
15.18 I am Brahman alone, the self-luminous. I am Brahman alone. There is no doubt of this. All is Brahman. There is no doubt of this. All is only the Light of Consciousness.
15.19 ข้าฯ คือพรหมันเพียงสิ่งเดียว, อาตมันนิรันดร์, เต็มยิ่งกว่าความเต็มที่สุดตลอดกาล. ข้าฯ ประกอบอยู่ด้วยดินและสิ่งเช่นนั้น. ข้าฯ ปราศจากคุณสมบัติที่แปลกแยกเช่นกัน.
15.19 I am Brahman alone, the eternal Self, ever fuller than the fullest. I am with earth and such. I am also without any distinguishing characteristics.
15.20 ข้าฯ คือภายในของกายละเอียด. ตัวข้าฯ เองมีมาแต่โบราณ. ตัวข้าฯ เองคืออาตมันที่หยั่งวัดได้. สรรพสิ่งคือพรหมันเพียงสิ่งเดียว.
15.20 I am the interior of the subtle body. I myself am the ancient. I myself am the Self that is the measure. All is Brahman alone.
15.21 ข้าฯ เต็มไปด้วยธรรมชาติแห่งสติ. โลกนี้คือธรรมชาติของสติอันสมบูรณ์. ที่ว่างของสติคือธรรมชาติของสติ. ข้าฯ คือที่ว่างของสติตลอดกาล.
15.21 I am fully of the nature of Consciousness. This world is of the nature of complete Consciousness. The Space of Consciousness is of the nature of Consciousness. I am ever this Consciousness-Space.
15.22 ตัวท่านเองคือที่ว่างของสติ. ข้าฯ คือที่ว่างของสติตลอดกาล. ที่ว่างของสติคือสติเพียงสิ่งเดียว. ไม่มีสิ่งอื่นแยกออกจากที่ว่างของสติ.
15.22 You yourself are the Space of Consciousness. I am ever the Space of Consciousness. The Space of Consciousness is alone this Consciousness. There is nothing apart from Consciousness-Space.
15.23 สรรพสิ่งแผ่ซ่านโดยที่ว่างของสติ. ที่ว่างของสติคือตัวส่องสว่าง. ธรรมชาติของจิตคือที่ว่างของสติ. ที่ว่างของสติเพียงสิ่งเดียวคือมวลของสติ.
15.23 All is pervaded by the Space of Consciousness. Consciousness-Space is the illuminator. The nature of the mind is Consciousness-Space. Consciousness-Space alone is the mass of Consciousness.
15.24 ที่ว่างของสติคือพรหมันสูงสุด. ที่ว่างของสติคือสติทั้งปวง. ที่ว่างของสติคือมงคลของตัวมันเอง. ข้าฯ คือที่ว่างของสติตลอดกาล.
15.24 Consciousness-Space is the Supreme Brahman. Consciousness-Space is all Consciousness. Consciousness-Space is auspiciousness itself. I am ever Consciousness-Space.
15.25 ข้าฯ คือธรรมชาติของสภาวะนิรามิสสุขแห่งสติ, สภาวะนิรามิสสุขแห่งสติตลอดกาล, ความจริงของสภาวะนิรามิสสุขแห่งสติตลอดกาล เพียงสิ่งเดียว, ความเชื่อมั่นในสภาวะนิรามิสสุขแห่งสติตลอดกาล.
15.25 l am of the nature of Existence-Consciousness-Bliss, ever Existence-Consciousness-Bliss, ever the Reality of Existence Consciousness-Bliss alone, ever of the conviction of Existence Consciousness-Bliss.
15.26 ข้าฯ ถูกเติมเต็มด้วยสภาวะนิรามิสสุขแห่งสติ. ข้าฯ คือเหตุของสภาวะนิรามิสสุขแห่งสติ. ข้าฯ คือมวลของสภาวะนิรามิสสุขแห่งสติ. ข้าฯ คือพระผู้เป็นเจ้าของสภาวะนิรามิสสุขแห่งสติ.
15.26 I am filled with Existence-Consciousness-Bliss. I am the cause of Existence-Consciousness-Bliss. I am the mass of Existence-Consciousness-Bliss. I am the Lord of Existence Consciousness-Bliss.
15.27 ข้าฯ คือสภาวะนิรามิสสุขแห่งสติตลอดกาล, คุณลักษณะของสภาวะนิรามิสสุขแห่งสติ. ข้าฯ คือสภาวะนิรามิสสุขแห่งสติเพียงสิ่งเดียว. ข้าฯ คือธรรมชาติของสภาวะนิรามิสสุขแห่งสติ.
15.27 I am ever Existence-Consciousness-Bliss, the characteristic of Existence-Consciousness-Bliss. I am Existence Consciousness-Bliss alone. I am of the nature of Existence Consciousness-Bliss.
15.28 อาตมันเพียงสิ่งเดียวคือทั้งหมดนี้. อาตมันเพียงสิ่งเดียวคือตัวข้าฯ เอง. อย่างไม่ต้องสงสัย. ลำพังข้าฯ คืออาตมัน, สัจธรรมสูงสุด. อาตมันคือที่พักพิงสูงสุด.
15.28 The Self alone is all this. The Self alone is myself. There is no doubt of this. I alone am the Self, the Supreme Truth. The Self is the Supreme Abode.
15.29 อาตมันเพียงสิ่งเดียวคือรูปของโลก. อาตมันเพียงสิ่งเดียวคือโลกทั้งสาม. อาตมันเพียงสิ่งเดียวคือสิ่งที่ดีที่สุดของโลก. แท้จริงแล้ว, อะไรก็ตามที่ถูกเติมเต็มด้วยจิตคืออาตมัน.
15.29 The Self alone is the form of the world. The Self alone is the triad of worlds. The Self alone is the best of the world. Whatever is filled with the mind is, indeed, the Self.
15.30 แท้จริงแล้ว, อาตมันคือผู้ปกป้องโลก. อาตมันคือคุรุของอาตมัน. อาตมันปรากฏอย่างหลากหลาย. แท้จริงแล้ว, อาตมันคือเอกภาพ. สิ่งสูงสุดเป็นของอาตมัน.
15.30 The Self, indeed, is the protector of the world. The Self is the Guru of the Self. The Self manifests in multiplicity. The Self, indeed, is One. The highest is of the Self.
15.31 ลำพังอาตมันคือพรหมันสูงสุด. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คืออาตมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. ลำพังอาตมันคือ “โลกสูงสุด”. ลำพังอาตมันยิ่งใหญ่กว่า “อาตมัน”.
15.31 The Self, indeed, is the protector of the world. The Self is the Guru of the Self. The Self manifests in multiplicity. The Self, indeed, is One. The highest is of the Self.
15.32 แท้จริงแล้ว, อาตมันคืออาตมันธรรมชาติแห่งชีวา (ปัจเจกวิญญาณ). แท้จริงแล้ว, อาตมันคือธรรมชาติของอิศวร. แท้จริงแล้ว, อาตมันคือหริและนิรามิสสุข. แท้จริงแล้ว, อาตมันคือตนเอง.
15.32 The Self, indeed, is the Self of the nature of the jiva (individual soul). The Self, indeed, is the nature of Isvara. The Self, indeed, is Hari and Bliss. The Self, indeed, is oneself.
15.33 แท้จริงแล้ว, อาตมันคือมวลของนิรามิสสุข. แท้จริงแล้ว, อาตมันคือความสุขไม่สิ้นสุด. แท้จริงแล้ว, อาตมันคืออาตมันบริสุทธิ์นิรันดร์. แท้จริงแล้ว, อาตมันคือสิ่งสูงสุดในจักรวาล.
15.33 The Self, indeed, is a mass of Bliss. The Self, indeed, is this everlasting happiness. The Self, indeed, is the eternally pure Self. The Self, indeed, is supreme in the universe.
15.34 แท้จริงแล้ว, อาตมันคืออาตมันของธาตุทั้งห้า. แท้จริงแล้ว, อาตมันคือแส่งสว่างแห่งอาตมัน. แท้จริงแล้ว, อาตมันมิใช่สิ่งอื่นตลอดกาล. แท้จริงแล้ว, อาตมันคือสิ่งสูงสุดที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง.
15.34 The Self, indeed, is the Self of the five elements. The Self, indeed, is the Light of the Self. The Self, indeed, ever is; nothing else ever is. The Self, indeed, is the immutable Supreme.
15.35 แท้จริงแล้ว, อาตมันคืออาตมันที่ส่องสว่างอาตมัน. ลำพังอาตมันรุ่งโรจน์ไร้การเปลี่ยนแปลง. ลำพังอาตมันคือความรู้แห่งพรหมัน. ลำพังอาตมันคือ “ข้าฯ” และ “ท่าน”.
15.35 The Self, indeed, is the Self that illumines the Self. The Self alone is the changeless glory. The Self alone is Brahman-Knowledge. The Self alone is “I” and “you.”
15.36 ลำพังอาตมันคือนิรามิสสุขสูงสุด. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คืออาตมัน, ซึ่งแผ่ซ่านไปทั่วจักรวาล. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คืออาตมัน, ซึ่งเป็นสิ่งส่องสว่างของโลก. ข้าฯ เป็นเพียงอาตมัน, ไม่มีสิ่งอื่น.
15.36 The Self alone is the Supreme Bliss. I am, indeed, the Self, which pervades this universe. I am, indeed, the Self, which is the illuminator of the world. I am but the Self, nothing else.
15.37 ลำพังอาตมันคือการสรงของอาตมัน. ลำพังอาตมันคือจาปาของอาตมัน. ลำพังอาตมันคือความหรรษาของอาตมัน. ลำพังอาตมันเป็นที่รักของอาตมัน, ตลอดกาล.
15.37 The Self alone is the ablution of the Self. The Self alone is the japa of the Self. The Self alone is the joy of the Self. The Self alone is the beloved of the Self, ever.
15.38 อาตมันเป็นของอาตมันตลอดกาล. อาตมันคือการสำแดงของคุณะ. แท้จริงแล้ว, อาตมันคืออาตมันธรรมชาติของสภาวะที่สี่. อาตมันอยู่เหนือและข้ามพ้น (สภาวะที่สี่). ดังนั้น, มันคือสภาวะสูงสุด.
15.38 The Self is ever of the Self. The Self is the manifester of the guna-s. The Self, indeed, is the Self of the nature of the fourth state. The Self is transcendent beyond that (beyond the fourth). It is, then, the Supreme.
15.39 ลำพังอาตมันคืออาตมันที่บริบูรณ์ตลอดกาล. ข้าฯ คืออาตมันเพียงสิ่งเดียว. อย่างไม่ต้องสงสัย. แท้จริงแล้ว, อาตมันคือท่าน. ข้าฯ ก็คืออาตมันเช่นกัน. แท้จริงแล้ว, สรรพสิ่งเป็นเพียงอาตมัน.
15.39 The Self alone is the ever full Self. I am the Self alone. There is no doubt of this. The Self, indeed, is you. I also am the Self. All, indeed, is only the Self.
15.40 ข้าฯ เป็นนิรันดร์. ข้าฯ บริบูรณ์เป็นนิรันดร์. ข้าฯ เป็นนิรันดร์, เสมอและตลอดไป. ข้าฯ เป็นอาตมันเพียงสิ่งเดียว. โลกมิใช่บางสิ่งที่แตกต่าง. อาตมันเป็นอมตะและมีมาแต่โบราณ.
15.40 I am eternal. I am eternally full. I am eternal, always and forever. I am the Self alone. The world is not something different. The Self is immortal and ancient.
15.41 ข้าฯ มีมาแต่โบราณ. ข้าฯ คือปุรุษะ. ข้าฯ คืออิศวร. ข้าฯ สูงกว่าสิ่งสูงสุด. ข้าฯ คืออิศวรสูงสุด. ข้าฯ ประทานปรากฏการณ์ทางโลกและทำลายการดำรงอยู่ทางโลก. ข้าฯ ประทานความสุข. ข้าฯ คือธรรมชาติของความสุข. ข้าฯ คือการไร้สิ่งคู่.
15.41 I am ancient. I am the Purusha. I am Isvara. I am higher than the highest. I am the Supreme Isvara. I bestow worldly existence and I destroy worldly existence. I bestow happiness. I am of the nature of happiness. I am nondual.
15.42 ข้าฯ คือ นิรามิสสุข. ข้าฯ ไร้จุดสิ้นสุด. ข้าฯ เป็นอมตะ. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ ไม่กำเนิด. ข้าฯ เป็นธรรมชาติของอาตมันและมิใช่สิ่งอื่น. ข้าฯ เต็มไปด้วยความรักเสมอ.
15.42 I am Bliss. I am the endless. I am immortal. There is no doubt of this. I am unborn. I am of the nature of the Self and nothing else. I am always full of love.
15.43 ข้าฯ เป็นเพียงพรหมัน. นี้คือพรหมัน. สรรพสิ่งคือพรหมัน, ไม่เปลี่ยนแปลงตลอดกาล. ไม่เคยมีคำเช่น “ทั้งหมด” ; “ทั้งหมด” ไม่เคยมี.
15.43 I am only Brahman. This is Brahman. All is Brahman, the ever changeless. There is never such a word as “all” ; “all” is never there.
15.44 ข้าฯ ปราศจากคุณสมบัติ. ข้าปราศจากผู้สนับสนุน. ข้าฯ ไม่ดำรงอยู่ตลอดกาล. ไม่มีรากสำหรับสิ่งไร้ความหมาย. ไม่มีผลกระทบจากการหลงผิดทั้งปวง.
15.44 I am without qualities. I am without support. I am ever nonexistent. There is no root for the meaningless. There is no effect of delusion at all.
15.45 ไม่เคยมีพลังของอวิชชา. ข้าฯ คือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. สรรพสิ่งคือพรหมัน, ที่ว่างของสติ. ข้าฯ เป็นเพียงตตฺ. อย่างไม่ต้องสงสัย.
15.45 There never is any power of ignorance. I am Brahman. There is no doubt of this. All is Brahman, the space of Consciousness. I am only That. There is no doubt of this.
15.46 ข้าฯ เป็นเพียงตตฺ. ข้าฯ เป็นตัวข้าฯ เองเช่นกัน. ข้าฯ เป็นสิ่งอื่นเช่นกัน. ข้าฯ คืออิศวรสูงสุด. ข้าฯ คือรากฐานของความรู้ที่นี่. ในความเป็นจริงไม่มีสิ่งเช่นวิชชาและอวิชชา.
15.46 I am only That I am also myself. I am also another. I am the Supreme Isvara. I am the substratum of Knowledge here. There is really nothing such as knowledge and ignorance.
15.47 ข้าฯ คือสติ. ข้าฯ คือสติตลอดกาล. ข้าฯ คือสภาวะที่สี่. ข้าฯ ผ่านประสบการณ์แห่งสภาวะที่สี่. เพียงพรหมันคือสรรพสิ่ง. ข้าฯ คือพรหมันตลอดกาล.
15.47 I am Consciousness. I am Consciousness, ever. I am the Fourth State. I am, besides, the experiencer of the Fourth State. Brahman alone is all. Brahman alone is all. I am ever Brahman.
15.48 ไม่มีสิ่งใดเลยแม้สิ่งเล็กน้อยสุดที่แยกออกจากข้าฯ. ไม่มีพรหมันแยกออกจากข้าฯ ณ กาลใดๆ. ไม่มีสิ่งสูงสุดแยกออกจากข้าฯ. ไม่มีคำว่า “สติ” แยกออกจากข้าฯ.
15.48 I am Consciousness. I am Consciousness, ever. I am the Fourth State. I am, besides, the experiencer of the Fourth State. Brahman alone is all. Brahman alone is all. I am ever Brahman.
15.49 ไม่มีความหมายเช่น “ความจริง” แยกออกจากข้าฯ. ไม่มีความหมายเช่น “สติ” แยกออกจากข้าฯ. ไม่มีที่พักพิง, แยกออกจากข้าฯ. ไม่มีพรหมัน, แยกออกจากข้าฯ.
15.49 There is no denotation as “reality” apart from me. Apart from me, there is no denotation as “Consciousness” for me. Apart from me, there is no abode. There is no Brahman, either, apart from me.
15.50 ไม่มีเหตุ แยกออกจากข้าฯ. ไม่มีแท้แต่อะตอม แยกออกจากข้าฯ. ไม่มีสัตตวะ แยกออกจากข้าฯ, อีกทั้งไม่มีความบริสุทธิ์ใดที่แยกออกจากข้าฯ.
15.50 Apart from me, there is no cause. Apart from me, there is not the least atom. There is no sattva guna apart from me, nor is there any purity apart from me.
15.51 ไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ แยกออกจากข้าฯ. ไม่มีคำว่า “ตตฺ” แยกออกจากข้าฯ. อีกทั้งไม่มีรูปแบบแห่งธรรมใด แยกออกจากข้าฯ - ไม่มีสิ่งใดเลย.
15.51 Apart from me, there is nothing sanctified. Apart from me, there is no word as “That.” Nor is there any form of dharma apart from me— nor anything of all.
15.52 แยกออกจากข้าฯ, มีเพียงสิ่งลวง. แยกออกจากข้าฯ, มีเพียงภาพลวงตา. ทุกคนที่ปรากฏกายแยกออกจากข้าฯ และทุกสิ่งที่แยกออกจากข้าฯ เหมือนเขาของกระต่าย.
15.52 Apart from me, there is only unreality here. Apart from me, there is only illusion. All who manifest themselves apart from me and all that are apart from me are like the horns of a hare.
15.53 ถ้ามีสิ่งใดเผยให้เห็นว่าแยกออกจากข้าฯ, มันคือภาพลวงตา. สิ่งทั้งหมดที่แยกออกจากข้าฯ คือมายากล. แยกออกจากข้าฯ, ไม่มีสิ่งใดที่แน่นอน อีกทั้งไม่มีเหตุและผลใด ที่แยกออกจากข้าฯ.
15.53 If anything manifests itself apart from me, it is illusion. All apart from me is as magic. There is nothing uncertain apart from me, nor is there any cause and effect apart from me.
15.54 ควรบำเพ็ญเพียรว่า “สรรพสิ่งคือพรหมัน; ข้าฯ คือพระองค์”. สิ่งทั้งหมดนี้ถูกกล่าวโดยพระผู้เป็นเจ้า. จงเชื่อมั่นในสิ่งนี้.
15.54 “All this is Brahman; I am He” should be the meditation. All this has been said by the Lord. Be of the certitude that this is so.
15.55 สิ่งนี้ที่ถูกกล่าวซ้ำ, โยคี! จงเชื่อมั่น, ตลอดกาล. ด้วยความเชื่อมั่นนี้, เขาผู้นั้นจะกลายเป็นพรหมันด้วยตัวเขาเอง.
15.55 What of repetitious sayings, Yogi! Be of this certitude, ever. Having this certitude, one becomes Brahman oneself.
15.56 โลกแห่งป่าและเขาไม่ได้แยกออกจากสังการะ. จักรวาลของปีศาจและสิ่งอื่นๆ เป็นเพียงพระเป็นเจ้าของพระเป็นเจ้าทั้งหลาย. นั่นคือพระองค์, ศิวะสูงสุด, ที่รับรู้ได้ด้วยจิตละเอียดอ่อนในโกสะอันเป็นร่างกาย, จิต และสิ่งอื่นๆ.
15.56 This world of forests and mountains is not apart from Sankara. This universe of demons and others is only that God of gods. It is He, the Supreme Siva, that is perceived by the subtle mind in the form of sheaths that are the body, mind, and others.
15.57 ในห้วงเวลาที่ ตา, หู, จิตใจ, และส่วนอื่นๆ ส่องสว่างในหัวใจจากส่วนลึกภายใน, ผสมผสานตัวเองแต่เพียงภายใน, ด้วยสุคนธ์แห่งวาสนา (วัตถุประสงค์). สิ่งที่ถูกชี้นำโดยสวามีของบุตรีแห่งขุนเขา (ศิวะ) มีเพียงน้ำหวานของพรหมัน, ซึ่งความคิดที่ถูกกระตุ้นนั้น ทำให้การเข้าถึงของหัวใจและความรู้สึก, คำพูดและจิตใจ, ยิ่งห่างไกลออกไป.
15.57 This world of forests and mountains is not apart from Sankara. This universe of demons and others is only that God of gods. It is He, the Supreme Siva, that is perceived by the subtle mind in the form of sheaths that are the body, mind, and others.

Get carried away?

อ่าน “ฤภูคีตา” เพิ่มเติม

กลับไปสารบัญ

index

คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้

นิรามิสสุข คือสุขที่เกิดโดยปราศจากอามิสหรือสิ่งภายนอก เป็นความสุขที่ไม่ต้องวิ่งไปหาจากภายนอก แต่ความสุขเกิดจากภายใน ด้วยเจริญสติภาวนา ด้วยการฝึกจิตให้อยู่กับสมาธิ ไม่ให้จิตดิ้นรนออกไปตามสิ่งที่เราไปสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และสัมผ้ส ความสุขเกิดความสงบ ความสะอาด และความสว่างของดวงจิตภายในของเรา ซึ่งเป็นความสุขที่ละเอียด ยั่งยืน และมั่นคงไม่ต้องหาวิ่งหา ไม่ต้องใช้เงิน ซึ่งเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้ ใครอยากได้ต้องทำเอง

  • ชีวา (ปัจจเจกวิญญาณ) ในสำขยะคือ วิญญาณเดี่ยวที่แยกออกจากปุรุษะ โดยเชื่อมต่อกับอัตตา, พุทธิ, จิต และความรู้สึกถูกจำกัดโดยร่างกาย
  • ชีวา กล่าวในสำขยะว่า ด้วยการบ่งชี้ปุรุษะที่ผิดพลาดของพุทธิ ทำให้เกิดข้อจำกัดและอวิชชา, พึงพอใจและเจ็บปวด, พันธะและความตาย ซึ่งสามารถก้าวข้ามด้วยความรู้แห่งสัจธรรม

นามของศิวะ หมายถึง ผู้บำเพ็ญประโยชน์

เวทานตะ

เวทานตะ แท้จริงแล้วคือ “ตอนจบของพระเวท” คำว่าเวทานตะเป็นคำที่ใช้กล่าวถึงอุปนิษัทและคำสอนที่มีอยู่ในนั้น เวทานตะยังหมายถึงคำสอนหรือ “โรงเรียนแห่งปรัชญา”

ก่อตั้งขึ้นจากความรู้ที่อธิบายไว้ในอุปนิษัท ; โรงเรียนหลักของเวทานตะ คือ อัทไวตะ (ไม่มีสิ่งคู่), วิศิษทไวตะ (ยืนยันการไม่มีสิ่งคู่) และ ทไวตะ (มีสิ่งคู่) ; เวทานตะคือสิ่งทั้งปวงในอุปนิษัท, ภควัทคีตา และ พรหมสูตร (เรียกว่า เวทานตะสูตรก็ได้) ; อ้างอิงตาม ปราสาธฺน-ตรยฺย หรือ ข้อบัญญัติทั้งสาม กล่าวว่า เวทานตะคือพื้นฐาน, ตำราพื้นฐาน แม้ว่าจะมีข้อความอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น บทความ บทสนทนาและพระคัมภีร์ที่แต่งขึ้นในเวทานตะ ; เวทานตะถือเป็นหนึ่งในหกโรงเรียนดั้งเดิม หรือหนึ่งประเภทของปรัชญาจิตวิญญาณของศาสนาฮินดู ; อัทไวตะเวทานตะ หรือการสอนเรื่องการไม่มีสิ่งคู่ อธิบายโดย ฤภู, ศรี ทัตตตรียะ (อวธุตา), ศรีอัษฏาวกระ, ศรีสังกรา, ศรีรามานะ มหาศรี และปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่อื่น ๆ อีกมากมาย ; เวทานตะแสดงให้เห็นถึงความไม่แตกต่างระหว่าง อาตมัน และ พรหมัน ; เวทานตะคือการเปิดเผยความเป็นจริงโดยไม่มีแม้แต่ร่องรอยของการซ้อนทับ ; ฤภู คีตา ทั้งหมดเป็นการเผยให้เห็นซึ่งคัมภีร์ที่แท้จริงของ อัทไวตะ เวทานตะ

ตรีกายา

กาย 3 ประเภท

  1. สถุลาสรีระ (กายหยาบ) คือเปลือกของอาหาร ประกอบด้วยธาตุทั้งห้า
  2. สุขมาสรีระ (กายละเอียด) คือร่างของจิตและพลังงานสำคัญซึ่งทำให้กายมีชีวิต กายละเอียดจะรวมกับกายทิพย์ซึ่งส่งต่อวิญญาณ หรือ ชีวา ที่แยกออกจากการยหยาบเมื่อตาย ประกอบด้วย
    1. ปราณามายาโกษา เกี่ยวกับลมปราณ
    2. มโนมายาโกษา เกี่ยวกับจิตและสัมผัส
    3. วิทยานะมายาโกษา เกี่ยวกับพุทธิและสัมผัส
  3. กรนาสรีระ (กายทิพย์) เป็นเพียงเมล็ดพันธุ์ของการหยาบและกายละเอียด กล่าวว่ามีความซับซ้อนมากที่สุด เพราะประกอบไปด้วยประสบการณ์ที่ประทับใจที่เกิดขึ้นในอดีต หรือสิ่งห่อหุ้มความสุข (อนันตมายาโกษา)

(ปัญจะโกสะ) คือเปลือกทั้ง 5 ประการ ชั้นที่ลึกเข้าไปจะมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น

  1. อันนามายะ โกสะ เปลือกแห่งกายภาพ
  2. ปราณามายะ โกสะ เปลือกแห่งปราณ หรือ ลมปราณ และ ระบบประสาท (เปลือกแห่งสรีระหรือพลังงาน)
  3. มโนมายะ โกสะ เปลือกแห่งรูปแบบของความปรารถนาและแรงจูงใจ มีรูปแบบซับซ้อน เรียกว่าเปลือกแห่งจิต
  4. วิชญานามายะ โกสะ เปลือกแห่งพุทธิ และ ความรู้สติปัญญา (เปลือกแห่งปัญญา)
  5. อนันตมายะ โกสะ เปลือกของการรู้แจ้ง (เปลือกแห่งบรมสุข)

ยาคะ เป็นคำที่ใช้โดยทั่วไป (แต่ไม่ใช่เฉพาะ) สำหรับการแสดงเครื่องบูชาด้วยไฟในระดับใหญ่ตามพระเวทต่างๆ โดยใช้นักบวชพิเศษเป็นผู้ทำพิธียากะ เช่น อธวารยุ (นักบวชที่ทำพิธี), โหตร (สำหรับการอ่านฤคเวท), อุทกาตะ (สำหรับสวดบทสวดของสามเวท), พราหมณ์ (นักบวชที่เป็นประธานซึ่งมักใช้ในการพิธีโสมายัญญะ), นักบวชต่าง ๆ ถึงสิบหกคนในพิธีใหญ่ ; โดยปกติแล้วยากะจะมีสาธารณชนเข้าร่วมจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีการจัดประเภทของยากะประเภทต่างๆ เช่น กระทุ ที่มีการสร้างเสาบูชาซึ่งมีการผูกวัตถุบูชาไว้ ;

สัมสาระ วงรอบของการเกิดและการตาย, เรียกอีกอย่างว่าการโอนย้าย, วงจรชีวิตโลก, ความสำเร็จของการกำเนิด ; หมายถึงวงจรชีวิตของโลก, ชีวิตทางโลก, การดำรงอยู่ของโลกีย์และโลก

นามของวิษณุ หมายถึง ผู้ธำรงรักษาสิ่งสร้างทั้งปวง สีเหลือง-เขียว ; สีน้ำตาลอ่อน

ธาตุและเทวะประจำธาตุทั้ง 5

ดิน : พรหม
น้ำ : วิษณุ
ไฟ : รุทระ
ลม : อิศนะ
ที่ว่าง : ศดาศิวะ

สรง หรือ สนาน พิธีอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์เป็นศาสนพิธี ต้องเดินทางไปทำพิธีที่เทวสถานและพำนักในเทวสถาน มีระเบียบปฏิบัติอย่างเคร่งครัด มีการชำระล้างพร้อมกับการท่องมนตรา, รินน้ำจันท์ถวายแด่เทวะและบำเพ็ญกุศล

พิธีอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์เป็นพิธีกรรมแบบดั้งเดิมเพื่อเป็นการชำระล้างให้บริสุทธิ์
ธาราปนะเป็นการถวายน้ำแต่พระเป็นเจ้าซึ่งกระทำเป็นประจำทุกวัน และในบางโอกาสก็จะถวายให้กับฤๅษีหรือวิญญาณที่ล่วงลับ

การภาวนาในใจซ้ำๆ

เป็นองค์ประกอบที่สมดุลของประกฤติ

  1. สัตวะ แปลว่า ความแท้จริงหรือความมีอยู่ สัตวะเป็นมูลฐานแห่งความดี ความสุข ความเบา ความแจ่มใส ความมีประกายสดใส ความเจิดจ้าแห่งแสงสว่าง การเลื่อนลอยขึ้นเบื้องบน ความพอใจ มีสีขาว
  2. รชัส แปลว่า ความเศร้าหมอง รชัสเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดจลนภาพหรือความเคลื่อนไหว ความกระปี้กระเปร่า ความเจ็บปวด ความกระวนกระวาย ความโหดร้ายรุนแรงของอารมณ์ รชัสทำให้เกิดการกระตุ้นเร่งเร้าอันเป็นผลให้เกิดความเคลื่อนไหว มีสีแดง
    ตมัส ความมืด
  3. ตมัสเป็นมูลฐานแห่งความเฉยๆ ปราศจากความสนใจ ความโง่เขลา ความสับสน ความเซื่องซึมเหงาหงอย ความหดหู่ ตมัสทำให้เกิดความหยุดนิ่ง (ในแง่ของวัตถุ) มีสีดำหรือคล้ำ

เมื่อคุณะทั้ง 3 สมดุลคืออยู่ในภาวะของประกฤติ เมื่อเกิดเสียความสมดุล, วิวัฒนาการก็จะเริ่มต้นขึ้นและดำเนินเรื่อยไปตามครรลองของมัน

สภาวะ 4

  1. ตื่น
  2. ฝัน
  3. หลับลึก
  4. ทุริยา เป็นภูมิหลังที่รองรับและแผ่ซ่านไปทั่วทั้งสามสภาวะของจิตสำนึก

ปุรุษะ หมายถึง ผู้ชาย, วิญญาณ, จิตวิญญาณ

  • สำขยะ กล่าวว่า ปุรุษะ คือสติบริสุทธิ์ จับต้องไม่ได้ ไม่สัมพันธ์กับสิ่งใด ไม่ตื่นตัว ไม่เปลี่ยนแปลง บริสุทธิ์ เป็นนิรันดร์ จิตวิญญาณมีจำนวนอนันต์ ;
  • ไศวนิกาย กล่าวว่า ปุรุษะเป็นบรมวิญญาณ อาตมันสากล เป็นวิญญาณของจักรวาล ปรากฏภายใต้ข้อจำกัดเช่นเดียวกับปัจเจกวิญญาณต่างๆ ที่ถูกผนึกในเปลือกทั้ง 5 ของ กาละ, นิยาติ, ราคะ, วิทยา และ กาละ
  • อัทไวตะ กล่าวว่า ปุรุษะเป็นพื้นฐานหนึ่งเดียว, ผู้สังเกตการณ์นิรันดร์, ไม่เคลื่อนไหว, ไม่ปรุงแต่ง, เป็นผู้รู้ประสบการณ์, ปรมาตมัน (บรมวิญญาณสูงสุด) ถูกพิจารณาว่าเป็นหนึ่งเดียวและเป็นเพียงปุรุษะ
  • ปุรุษะ สุคตา อธิบาย ปุรุษะจักรวาล ว่าเป็นจำนวน พันศีรษะ พันตา พันเท้า ไม่เที่ยงแท้ และอยู่เหนือกว่า ครอบคลุมโลกทุกด้านและยื่นออกไปอีก 10 นิ้วมือของโลกที่มีทั้งหมด ¼ ของปุรุษะคือสิ่งมีชีวิต และ ¾ ของปุรุษะคือสิ่งที่เป็นอมตะในสวรรค์
  • พระเป็นเจ้า ผู้ปกครอง กษัตริย์ เจ้านาย
  • ตามอัทไวตะ อธิบายสภาวะของมายาว่า อิศวรคือพรหมันที่มีสภาวะตามมายา
  • กล่าวกันว่า อิศวร มีคุณสมบัติเป็นทั้งสสารและเป็นต้นกำเนิดของโลก
  • พรหมัน ถูกสรุปว่ามีทั้งสองแบบ คือไม่มีคุณลักษณะ (นิรคุณพรหมัน) และมีรูปแบบ (สคุณพรหมัน) ;
  • อิศวร คือ สคุณพรหมัน ซึ่งมีรูปแบบเช่น มีอำนาจทุกประการ, มีความรอบรู้, เป็นผู้สร้าง ฯลฯ
  • คำว่าอิศวรมีหลายความหมายตามการนำไปใช้ เช่น ในวิสิทธอัทไวตะ หมายถึง ความไม่เป็นคู่อย่างสมบูรณ์พร้อม

สิ่งนั้น / “ตตฺ” ถูกใช้แทนความหมายของ พรหมัน, สมบูรณ์ ไร้ตัวตน, ปราศจากเงื่อนไขใดๆ (ความหลงผิด)

นามของศิวะ หมายถึง ผู้บำเพ็ญประโยชน์

"ribhu gita" (in Thai) by Tandhava
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.