บทที่ 16 นิรามิสสุขแห่งพรหมัน

Chapter Sixteen Topic of the Brahman – Bliss

แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คืออาตมันที่เป็นนิรามิสสุขสูงสุด, เป็นเพียงนิรามิสสุขตลอดกาล.

ฤภู กล่าวว่า

16.1 ข้าฯ จะบอกท่านเรื่องนิรามิสสุขแห่งพรหมัน, ซึ่งหาได้ยากยิ่งในทั้งสามโลก, เพียงการสดับนี้, จะสามารถบรรลุการหลุดพ้นชั่วนิรันดร์
16.1 Ribhu: I shall now tell you about the Bliss of Brahman, rare to come by in all three worlds, just by hearing which, one can attain eternal Liberation.
16.2 แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คืออาตมันที่เป็นนิรามิสสุขสูงสุด, เป็นเพียงนิรามิสสุขตลอดกาล. ข้าฯ เป็นธรรมชาติของนิรามิสสุขที่สมบูรณ์. โลกคือนิรามิสสุขแห่งสติทั้งปวง.
16.2 I am, indeed, the Self that is supreme Bliss, ever Bliss only. I am of the nature of complete Bliss. The world is all Consciousness-Bliss.
16.3 ข้าฯ, คือนิรามิสสุขอันไร้จุดจบ, ตลอดกาล. โลกนี้คือนิรามิสสุขแห่งความรู้. ข้าฯ เป็นธรรมชาติของนิรามิสสุขแห่งการตรัสรู้. จิตนี้เป็นนิรามิสสุขตลอดกาล.
16.3 I am, ever, endless Bliss. This world is Knowledge-Bliss. I am of the nature of Enlightened Bliss. This mind is ever Bliss.
16.4 ข้าฯ เป็นเพียงนิรามิสสุขอย่างง่ายดาย. ข้าฯ เป็นเพียงความรู้เท่านั้น. พยายามเชื่อมั่นสิ่งนี้เพื่อการสิ้นสุดของโลกแห่งปรากฏการณ์.
16.4 I am just simple Bliss. I am just Knowledge alone. Try to be of this conviction for the extinction of the phenomenal world.
16.5 แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือสัจธรรมตลอดกาล, แสงสว่างอันสูงสุด, ถูกกำหนดคุณสมบัติด้วยการดำรงอยู่และสิ่งเช่นนั้นตลอดกาล. ข้าฯ เป็นอาตมันตลอดกาล, ปราศจากการดำรงอยู่และสิ่งเช่นนั้น, เป็นแสงสว่างตลอดกาล, สิ่งอันพึงปรารถนา.
16.5 I am, indeed, ever the True, the Supreme Light, ever characterized by Existence and such. I am ever the Self, devoid of existence and such, ever the Light, the desirable.
16.6 ตัวตนของภาพลวงตาแห่งโลกปรากฏการณ์นั้นไม่ดำรงอยู่. ภาพลวงตาของจิตไม่ดำรงอยู่. ตัวตนของสิ่งที่เรียกว่าภาพลวงตาไม่ดำรงอยู่. ตัวตนที่เข้าใจผิดของจิตไม่ดำรงอยู่.
16.6 The self of the illusory phenomenal world does not exist. The illusion of mind does not exist. The self of what is called illusion does not exist. The mistaken self of the mind does not exist.
16.7 ในโลกนี้ไม่มีผู้ที่ “โง่เขลามากกว่า”, อีกทั้งไม่มีผู้ใดที่ “โง่เขลาที่สุด” กว่าผู้อื่น. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือพรหมัน. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ เป็นตนเองตลอดกาล.
16.7 There are none in this world who are “more ignorant,” nor are there any who are “most ignorant” among men. I, indeed, am Brahman. I, indeed, am ever myself.
16.8 “ที่นี่” และ “ก่อนหน้านี้” ไม่ดำรงอยู่, อย่างแท้จริง. ข้าฯ ดำรงอยู่ตามลำพัง. ข้าฯ คือพรหมัน. ข้าฯ บริสุทธิ์. สรรพสิ่งคือพรหมันเพียงสิ่งเดียว.
16.8 “Here” and “hereafter” do not exist, indeed. I alone exist. I am Brahman. I am pure. All is Brahman alone.
16.9 โลกทั้งหมดคือสิ่งลวงตลอดกาล. ลำพังความคิดคือโลกทั้งหมด; ลำพังความคิดกล่าวได้ว่าเป็นโลกแห่งปรากฏการณ์; ลำพังความคิดคือเหตุแห่งร่างกาย.
16.9 All the world is ever unreal. Thought alone is all the world; thought alone is said to be the phenomenal world; thought alone is the cause of the body.
16.10 ลำพังความคิดคือความผิดอันยิ่งใหญ่. ลำพังความคิดคือเด็กน้อย; ลำพังความคิดคือผู้ใหญ่ที่ยิ่งใหญ่. ลำพังความคิดคือสิ่งลวงอันยิ่งใหญ่.
16.10 Thought alone is the great fault. Thought alone is the little boy; thought alone is this great man. Thought alone is the great unreality.
16.11 ลำพังความคิดคือมายาของตนเอง. ความคิดเหมือนเขาของกระต่าย. ความคิดไม่ดำรงอยู่ตลอดกาล. นี้คือความจริง. มันเหมือนกับบุตรของสตรีที่เป็นหมัน.
16.11 Thought alone is the illusory self. Thought is like the horns of a hare. Thought is ever nonexistent. This is the truth. It is like the son of a barren woman.
16.12 ความคิดคือความว่างเปล่า; อย่างไม่ต้องสงสัย. แท้จริงแล้ว, พรหมันคือโลกทั้งหมด. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือความรู้สึก. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ ไร้คุณสมบัติ.
16.12 Thought alone is the illusory self. Thought is like the horns of a hare. Thought is ever nonexistent. This is the truth. It is like the son of a barren woman.
16.13 แท้จริงแล้ว, จิตใจคือการดำรงอยู่ในทางโลก. แท้จริงแล้ว, จิตใจคือมณฑล. แท้จริงแล้ว, จิตใจคือพันธะ. แท้จริงแล้ว, จิตใจคือบาป.
16.13 Mind, indeed, is worldly existence. Mind, indeed, is the mandala. Mind, indeed, is bondage. Mind, indeed, is sin.
16.14 แท้จริงแล้ว, จิตใจคือความโศกเศร้าอันยิ่งใหญ่. แท้จริงแล้ว, จิตใจคือเหตุแห่งร่างกาย. แท้จริงแล้ว, กล่าวได้ว่าจิตใจคือโลกแห่งปรากฏการณ์. แท้จริงแล้ว, จิตใจคือร่างกาย.
16.14 Mind, indeed, is the great sorrow. Mind, indeed, is the cause of the body. Mind, indeed, is said to be the world of phenomena. Mind, indeed, is the body.
16.15 แท้จริงแล้ว, จิตใจคือสัตตวะที่ยิ่งใหญ่. แท้จริงแล้ว, จิตใจคือพรหม (พระผู้เป็นเจ้าผู้มีสี่พักตร์). แท้จริงแล้ว, จิตใจคือหริ อย่างแน่นอน. แท้จริงแล้ว, กล่าวได้ว่าจิตใจคือศิวะ.
16.15 Mind, indeed, is the great sattva. Mind, indeed, is the four-faced Lord (Brahma). Mind, indeed, is, verily, Hari. Mind, indeed, is said to be Siva.
16.16 แท้จริงแล้ว, กล่าวได้ว่าจิตใจคือมายากล. จิตใจเป็นเพียงสังกัลปะ. จิตใจเป็นเพียงบาปอันยิ่งใหญ่. แท้จริงแล้ว, จิตใจคือจิตที่ชั่วร้าย.
16.16 Mind, indeed, is said to be magic. Mind is mere sankalpa. Mind only is the great sin. Mind, indeed, is the evil-minded.
16.17 แท้จริงแล้ว, กล่าวได้ว่าจิตใจคือสรรพสิ่ง. แท้จริงแล้ว, จิตใจคือความกลัวอันยิ่งใหญ่. แท้จริงแล้ว, จิตใจคือพรหมันสูงสุด. แท้จริงแล้ว, จิตใจคือสรรพสิ่งด้วยตัวมันเอง.
16.17 Mind, indeed, is said to be all. Mind, indeed, is the great fear. Mind, indeed, is the Supreme Brahman. Mind, indeed, is all by itself.
16.18 แท้จริงแล้ว, จิตใจคือธรรมชาติของสติ. จิตใจนั้นทำให้จิตใจเป็นสิ่งที่มันเป็น. ลำพังสติเป็นธรรมชาติของสิ่งสูงสุด. ลำพังสติเป็นที่พักพิงสูงสุด.
16.18 Mind, indeed, is of the nature of Consciousness. Mind it is that makes the mind what it is. Consciousness alone is of the nature of the Supreme. Consciousness alone is the supreme abode.
16.19 ณ ขณะนี้, ลำพังข้าฯ คือพรหมันสูงสุด; ลำพังข้าฯ คือพรหมันสูงสุดอย่างแน่นอน. ลำพังข้าฯ พึงพอใจอยู่ด้วยอาตมัน. ข้าฯ เป็นศูนย์รวมของนิรามิสสุข.
16.19 At this moment, I alone am the Supreme Brahman; I alone am verily the Supreme Brahman. I alone am the contented Self. I am the embodiment of Bliss.
16.20 ข้าฯ คืออาตมันซึ่งบริบูรณ์ด้วยวุฒิภาวะแห่งความรู้, ไร้ความเคลื่อนไหวและบริสุทธิ์ตลอดกาล. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือาตมันอันสงบ. ข้าฯ ปราศจากจุดเริ่มต้นและจุดจบ.
16.20 I am the Self with fully matured K now ledge, ever motionless and pure. I, indeed, am the peaceful Self. I am without beginning or end.
16.21 ข้าฯ คืออาตมันที่ส่องสว่าง. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือพรหมันเพียงสิ่งเดียว. ข้าฯ ไม่มีจุดสิ้นสุด. อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ เป็นผู้รักความรู้ตลอดกาล.
16.21 I am the illumined Self. I am, indeed, Brahman alone. I am everlasting. There is no doubt of this. I am ever Knowledge loving.
16.22 แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือ; แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือเอกภาพ. ข้าฯ เป็นอมตะอย่างแท้จริง; ลำพังข้าฯ เป็นผู้กำหนดตนเอง. ลำพังข้าฯ คือผู้อนุมัติ.
16.22 I, indeed, am; I, indeed, am the One. I am totally the Immortal; I alone am the self-determined. I alone am the approver.
16.23 แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือ ท่าน ตัวท่านเอง. ข้าฯ คืออาตมันของสรรพสิ่ง, ปราศจากสรรพสิ่ง. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือพรหมันสูงสุด. ข้าฯ สูงกว่าสิ่งสูงที่สุด.
16.23 I, indeed, am you yourself. I am the Self of all, devoid of all. I, indeed, am the Supreme Brahman. I am higher than the highest.
16.24 ไม่มีอัตตาสำหรับข้าฯ. ไม่มีความโศกเศร้าและความผิดดำรงอยู่สำหรับข้าฯ. ไม่มีความสุขดำรงอยู่สำหรับข้าฯ. ไม่มีความรู้สำหรับข้าฯ, ไม่มีความคิดสำหรับข้าฯ, ไม่มีร่างกายสำหรับข้าฯ, ไม่มีสัมผัสสำหรับข้าฯ.
16.24 Ego there is none for me. No sorrow and no faults exist for me. No happiness exists for me. There is no knowledge for me, no thinking for me, no body for me, and no senses for me.
16.25 ไม่มีเชื้อสายสำหรับข้าฯ. ไม่มีดวงตาสำหรับข้า, ไม่มีกฎเกณฑ์สำหรับข้าฯ, ไม่มีสิ่งใดอย่างน้อยที่สุดหรือเรื่องขี้ผงสำหรับข้าฯ. ไม่มีจาปาสำหรับข้าฯ. ไม่มีมนตรา, ไม่มีโลก, ไม่มีสหาย ดำรงอยู่สำหรับข้าฯ.
16.25 Lineage there is none for me. There are no eyes for me, no role for me, nothing of the least or trivial for me. Japa there is none for me. No mantra, no world, no friend exists for me.
16.26 ไม่มีญาติสำหรับข้าฯ. ไม่มีศัตรูดำรงอยู่สำหรับข้าฯ. ไม่มีมารดา ไม่มีบิดา ดำรงอยู่สำหรับข้าฯ. ไม่มีสิ่งใดที่เป็นประสบการณ์สำหรับข้าฯ, ไม่มีผู้ผ่านประสบการณ์สำหรับข้าฯ, ไม่มีการกระทำสำหรับข้าฯ, และไม่มีเชื้อสายวงศ์ตระกูลสำหรับข้าฯ.
16.26 Relatives there are none for me. No enemies exist for me. No mother and no father exist for me. There is nothing to be experienced for me, no experiencer for me, no activity for me, and no lineage for me.
16.27 ไม่มีวรรณะสำหรับข้าฯ. ไม่มีสังคม, ไม่มีการศึกษาพระเวทสำหรับข้าฯ - ไม่เคยมีสำหรับข้าฯ. ไม่มีภายนอกสำหรับข้าฯ. ไม่มีความรู้สำหรับข้าฯ. ไม่มีสถานที่หรือผู้เท่าเทียมกันสำหรับข้าฯ.
16.27 Caste there is none for me. No community, no study of the Veda-s are there for me—never for me. Exterior there is none for me. No knowledge is there for me. No place or peer exists for me.
16.28 ไม่มีปรัชญาสำหรับข้าฯ. โลกไม่ดำรงอยู่สำหรับข้าฯ. ไม่มีความสงบสำหรับข้าฯ. ไม่มีเชื้อสายวงศ์ตระกูลดำรงอยู่สำหรับข้าฯ. ไม่มีโทสะสำหรับข้าฯ; ไม่มีความปรารถนาสำหรับข้าฯ. ข้าฯ เป็นเพียงพรหมันสิ่งเดียว.
16.28 Philosophy there is none for me. No world exists for me. No peace is there for me. No line of descent exists for me. Anger there is none for me; nor is there desire for me. I am only of Brahman alone.
16.29 เป็นเพียงพรหมันสิ่งเดียว, ข้าฯ เป็นเพียงตัวเอง. ไม่มีการยึดติดหรือความโลภหรือบทสวดหรือคัมภีร์ สำหรับข้าฯ.
16.29 Being just Brahman alone, I am just myself. There is no attachment or covetousness or stotra (hymn) or scripture for me.
16.30 ไม่มีการหลงผิดสำหรับข้าฯ. ไม่มีความปรารถนาดำรงอยู่สำหรับข้าฯ. ไม่มีมิตรภาพสำหรับข้าฯ. ไม่มีคุณภาพสำหรับข้าฯ, ไม่มีโกสะ (เปลือก) สำหรับข้าฯ, ไม่มีความไร้เดียงสาสำหรับข้าฯ, ไม่มีความเยาว์วัยสำหรับข้าฯ, และไม่มีความชราสำหรับข้าฯ.
16.30 Delusion there is none for me. No desire exists for me. No friendship is there for me. There are no qualities for me, no sheaths for me, no childhood for me, no youth for me, and no senility for me.
16.31 เพราะสรรพสิ่งคือธรรมชาติของพรหมัน, มั่นใจได้ว่าพรหมันคือเอกภาพ. ไม่มีสิ่งใดสูงกว่าพรหมัน. ไม่มีสิ่งใดแยกออกจากพรหมัน.
16.31 As all are of the nature of Brahman, it is certain that Brahman is one. There is nothing higher than Brahman. There is nothing apart from Brahman.
16.32 ไม่มีสิ่งใดเช่น “สิ่งนี้” แยกออกจากพรหมัน. ไม่มีสิ่งใดเช่น “สิ่งนี้” แยกออกจากพรหมัน, อย่างแน่นอน. ไม่เคยมีสิ่งใดแยกออกจากพรหมัน. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คืออาตมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย.
16.32 There is nothing as “this” apart from Brahman. Verily, there is nothing as “this” apart from Brahman. There never is anything apart from Brahman. I am, indeed, the Self. There is no doubt of this.
16.33 นอกจากอาตมัน, ไม่มีความสุข. นอกจากอาตมัน, ข้าฯ ก็ไม่ดำรงอยู่เช่นกัน. ข้าฯ ปราศจากการยึดติด และไม่มีสิ่งใดให้ยึดติด, ปราศจากการปล่อยวางและไม่มีสิ่งใดให้ปล่อยวาง.
16.33 Apart from the Self, there is no happiness. Apart from the Self, I do not exist, either. I am devoid of grasping or anything to be grasped, devoid of renunciation or anything to be renounced.
16.34 ไม่มีสิ่งใดให้ปล่อยวางสำหรับข้าฯ, ไม่มีสิ่งใดที่ได้มา. ไม่มีพันธะ, ไม่มีสิ่งใดที่จะหลุดพ้น. ไม่มีโลกดำรงอยู่สำหรับข้าฯ, ไม่มีสิ่งใดด้อยกว่า, ไม่มีสิ่งใดเหนือกว่า, และไม่มีสิ่งใดเสียหาย.
16.34 There is nothing to renounce for me, nor is there anything to acquire. There is no bondage, nor is there anything that can offer Liberation. No world exists for me, and there is nothing inferior, nothing superior, and nothing adverse.
16.35 ไม่มีความแข็งแกร่งสำหรับข้าฯ. ไม่มีจัณฑาลสำหรับข้าฯ, ไม่มีวรรณะเช่นพราหมณ์. ไม่มีการป้องกันดำรงอยู่สำหรับข้าฯ. ไม่มีสิ่งที่สั้นสำหรับข้า, ไม่มีความอ่อนแอสำหรับข้าฯ, และไม่มีความแข็งแกร่งสำหรับข้าฯ.
16.35 There is no strength for me. There are no outcastes for me, nor are there castes such as Brahmins. No protection exists for me. There is nothing short for me, nothing weak for me, and no strength for me.
16.36 ไม่มีอำนาจสำหรับข้าฯ, ไม่มีความหรรษาสำหรับข้าฯ, ไม่มีโชคชะตาสำหรับข้าฯ, และไม่มีการแบ่งแยกสำหรับข้าฯ. เป็นเพียงพรหมัน, ข้าฯ ไม่มีสิ่งใดเลยที่แยกออกจากความเป็นนิรันดร์.
16.36 There is no power for me, no enjoyment for me, no destiny for me, and no separateness for me. Being only Brahman, I am nothing apart from etemality.
16.37 ไม่มีศาสนาสำหรับข้าฯ และไม่มีมายาสำหรับข้าฯ. ไม่มีร่างกายสำหรับข้าฯ โดยแท้จริง, ตลอดกาล. แน่ใจได้ว่าไม่มีสิ่งเช่น “ข้าฯ”, หรือชื่อใดๆ เช่น พรหมัน.
16.37 There is no religion for me and no illusion for me. There is truly no body for me, ever. There is surely no such thing as “I,” nor any name such as Brahman.
16.38 อะไรก็ตาม, สิ่งใดก็ตาม, ปรากฏการณ์ของโลกที่มี, คำสอนใดๆ ของคุรุ, ข้าฯ, โดยแท้จริงแล้ว. ทั้งหมดนั้นคือพรหมัน. ทั้งหมดนั้นถูกพิจารณาว่าเป็นสติ.
16.38 Whatever, whatsoever, phenomenal world there is, whatever, whatsoever, words of the Guru there are, I am, indeed. All that is Brahm an. All that is considered as Consciousness.
16.39 พรหมันคือสติ, สติ, ซึ่งเป็นจริงตลอดกาล. เป็นจริงตลอดกาล. เอกภาพคือตัวตนของพรหมัน. เอกภาพคือตัวตนของสิ่งสูงสุด.
16.39 Brahman is Consciousness, Consciousness, ever the Reality, ever the Reality. One is oneself Brahman. One is oneself the Supreme.
16.40 เอกภาพคือตัวตนที่หลุดพ้น. ตัวตนที่ต่อเนื่อง. แท้จริงแล้ว, คือตัวตนแห่งความรู้แบบสัพพัญญู, แท้จริงแล้วคือตัวตนที่ไม่เชื่อในพระเจ้า (ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า).
16.40 One is oneself Liberation. Oneself is continuity. Oneself, indeed, is empirical knowledge. Oneself, indeed, is atheism.
16.41 ตัวตนที่เป็นแก่นแท้ตลอดกาล. เอกภาพคือตัวตนสูงสุด. ตัวตนคืออาตมันของความว่างเปล่า. ตัวตนที่เย้ายวนจิตใจ.
16.41 Oneself is ever the essence. One is oneself the Supreme. Oneself is the Self of the Void. Oneself is the mind captivating.
16.42 การนั่งในความเงียบคือการชำระล้างศักดิ์สิทธิ์. การนั่งในความเงียบคือจาปา. การนั่งในความเงียบคือการบูชา. การนั่งในความเงียบคือสูงสุด.
16.42 Sitting in Silence is the holy ablution. Sitting in Silence is the japa. Sitting in Silence is the worship. Sitting in Silence is the highest.
16.43 ใคร่ครวญอย่างสม่ำเสมอด้วยจิต, ด้วยความมั่นใจว่าข้าฯ คือพรหมัน. ข้าฯ คือพรหมันอย่างไม่ต้องสงสัย. การคงอยู่ในความเงียบ, เช่นนั้น, คือจาปา.
16.43 Inquiring constantly with the mind, be of the certitude that I am Brahman. There is no doubt that I am Brahman. Remaining Silent, thus, is the japa.
16.44 สรรพสิ่งเป็นเพียงพรหมัน; ไม่มีสิ่งอื่นดำรงอยู่. สรรพสิ่งเป็นธรรมชาติของตาปาสที่เติมเต็มด้วยความรู้. แท้จริงแล้ว, ไม่มีสิ่งใดที่เป็นเช่น “ตัวตน”. ข้าฯ เป็นธรรมชาติของการข้ามพ้นทั้งปวง.
16.44 All is only Brahman; nothing else exists. All is of the nature of the tapas filled with Knowledge. There is nothing, indeed, as “oneself.” I am of the nature of the all-transcendent.
16.45 ข้าฯ ข้ามพ้นคำว่า; การทำจาปาด้วยคำอันไร้ความหมาย. นี้คือการอธิบายสูงสุดของจิตใจ. ความแตกต่างเช่น “ข้าฯ และ สิ่งนี้” ไม่ดำรงอยู่สำหรับข้าฯ.
16.45 I transcend words; doing japa with words is meaningless. This is the highest explanation of the mind. A difference such as “I and this” does not exist for me.
16.46 สรรพชีวิตเป็นเหมือนศพ; ทุกเผ่าพันธุ์คือศพ. โลกคือสิ่งลวงตลอดกาล; สรรสิ่งของจักรวาลคือสิ่งลวง.
16.46 All beings are like corpses; all groups are as corpses. The world is ever unreal; all the universe is unreal.
16.47 การเป็นสิ่งที่แยกออกมานั้นไม่จริง. การไม่มีคำกล่าวนั้นไม่จริง. การเป็นบางสิ่งนั้นไม่จริง. ตัวท่านเองเป็นเพียงพรหมันตลอดกาล.
16.47 Being a thing apart is unreal. There is no such word as unreal. Being something is unreal. You yourself are ever Brahman alone.
16.48 พระเวทและสาขาของพระเวทนั้นไม่จริง. บทสรุปของพระคัมภีรฺนั้นไม่จริง. การฟังนี้ไม่จริงอย่างแน่นอน. การตอบสนองต่อสิ่งนั้นก็ไม่จริง.
16.48 The Veda-s and the branches of the Veda-s are unreal. The conclusions of the scriptures are unreal. This listening is verily unreal. Reflection on that is unreal.
16.49 การทำสมาธิอย่างลึกซึ้ง, ก็ไม่จริง, เช่นเดียวกัน. การแบ่งประเภทออกเป็นกลุ่มนั้นไม่จริง. การแบ่งประเภทออกเป็นกลุ่มที่แตกต่างกันนั้นไม่จริง. นี้คือสัจธรรม. นี้คือสัจธรรม. อย่างไม่ต้องสงสัย. สรรพสิ่งคือพรหมัน. พรหมันตลอดกาล, พรหมันตลอดกาล. พรหมันคือเอกภาพ, สติอันไร้การเปลี่ยนแปลง.
16.49 Profound meditation, too, is unreal. Classification as a particular group is unreal. Classification into different groups is unreal. This is the Truth. This is the Truth. There is no doubt of this. All is Brahman, ever Brahman, ever Brahman. Brahman is one, the changeless Consciousness.
16.50 แท้จริงแล้ว, จักรวาลเกิดจากการความสนุกของจิตใจ. มันเปิดเผยให้เห็นตัวมันเองอย่างเต็มที่ด้วยความกรุณาของพระผู้เป็นเจ้า. เพียงการปฏิบัติตามคำสอนอันบริสุทธิ์จากสุดยอดของพระเวท และกระทำตามพระคัมภีร์ย่อมนำไปสู่การหลุดพ้น – ไม่มีหนทางอื่น.
16.50 Verily, this universe is born out of the sport of the mind. It manifests itself in fullness by the compassion of the Lord of the Universe. Only by following the pure words arising from the crest of the Veda-s and acting according to the injunctions of the scriptures does Liberation follow— not otherwise.

Get carried away?

อ่าน “ฤภูคีตา” เพิ่มเติม

กลับไปสารบัญ

index

คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้

จิตตะ สภาวะของจิตใจที่บรรลุได้ในจังหวะที่รู้ถึงแรงจูงใจและความเฉื่อยชา, เป็นคลังเก็บความประทับใจในอดีต ; คำว่ามนัสหรือจิต มักใช้เป็นคำทั่วไปที่รวม พุทธิและจิต ไว้ด้วยกัน

กลุ่มอวัยวะสัมผัส อวัยวะแห่งความรู้ (ยาเนนทรีย์)

  1. โสตร : ความรู้สึกทางหูที่รับรู้เสียง (หู)
  2. ตวัก : ความรู้สึกสัมผัสที่รับรู้สัมผัส (ผิวหนัง)
  3. จักษุ : ความรู้สึกทางสายตาที่รับรู้รูปแบบ (ตา)
  4. ชิวหา : ความรู้สึกที่รับรู้รสชาติ (ลิ้น)
  5. ครานะ : ความรู้สึกเกี่ยวกับการดมกลิ่นที่รับรู้กลิ่น (จมูก)

อวิชชา ความไม่รู้ ความละเลย ; ในอัทไวตะกล่าวว่า มีพลังในการปกปิดความจริง, พลังแห่งความเท็จ คือ อวิชชา

เขาของกระต่ายเป็นวัตถุที่สันนิษฐานว่าไม่มีอยู่ หมายถึง ความว่างเปล่า, ไม่มีอยู่

แผนภาพสัญลักษณ์ทางธรรมหรือทางพิธีกรรมเพื่อหมายถึงเอกภพ ใช้เชิญเทวะหรือการทำสมาธิ โดยทั่วไปมักแสดงในเชิงอภิปรัชญาและเชิงสัญลักษณ์เป็นแผนภาพหรือแผนภูมิแบบเรขาคณิตรูปจักรวาลแบบย่อส่วน

คำว่ามณฑลอาจหมายถึงย่าน, ฝ่ายในฤคเวท หรือ รูปร่างกลม

การท่องมนต์ซ้ำๆ ในการบำเพ็ญเพียร (เรียกว่า จาปายาจนา) ดังในภควัทคีตา พระเจ้าได้ตรัสว่า “ยัญญะของข้าพเจ้า คือ จาปายาจนา”

การปลงอาบัติ, ความเคร่งครัดทางศาสนา, การตาย หรือ การทำสมาธิที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตนในการปฏิเสธตนเอง หรือการตายทางร่างกาย, คุณธรรม ศีลธรรม, ความดีความชอบ, หน้าที่พิเศษหรือการปฏิบัติตามวรรณะใดๆ ; ตาปะห์ หมายถึงความร้อน ความอบอุ่น ไฟ ดวงอาทิตย์ ฤดูร้อนและสิ่งที่คล้ายกัน ; ตาปาส แปลว่า เป็นการฝึกฝนที่ร้อนแรง (รุนแรง) ก็ได้

  1. พราหมณ์ วรรณะสูงเป็นอภิสิทธิ์ชน เกิดจากปากหรือศีรษะของพระพรหม ได้เรียนรู้ศึกษาศาสนาวิชาการต่างๆ สอนแก่คนทั่วไป ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางติดต่อกับพระเจ้า ทุกวรรณะต้องเคารพด้วยถือว่าเป็นวรรณะสูงสุดและบริสุทธิ์ นุ่งห่มสีขาวและมักมีอาชีพเป็นครูอาจารย์ (ปัญญา)
  2. กษัตริย์ วรรณะสูงเป็นนักรบนักปกครอง เกิดจากอกและแขนของพระพรหม นิยมนุ่งห่มสีแดง (อำนาจ)
  3. แพศย์ วรรณะกลางมีอาชีพค้าขาย กสิกร ประมง ฯลฯ สำคัญแก่เศรษฐกิจของบ้านเมือง เกิดจากตะโพกและขาของพระพรหม นิยมนุ่งห่มสีเหลือง (เงินทอง)
  4. ศูทร วรรณะต่ำอาชีพกรรมกร คนรับใช้ รับจ้าง เกิดจากเท้าของพระพรหม (แรงงาน)

นอกจากนี้ยังมีคนพวกต่ำสุดคือ จัณฑาล เกิดจากการแต่งงานของคนวรรณะสูงกับคนวรรณะต่ำ ถูกแยกออกจากสังคม มีอาชีพลำบากที่คนไม่อยากทำ ขอทาน กวาดถนน เก็บขยะ ขุดหลุมฝังศพ ฝังศพ เผาศพ เป็นต้น

พระคัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุดและเป็นรากฐานของศาสนาฮินดู มักจะนับว่ามี 4 ฉบับ คือ ฤคเวท, สามเวท, ยชุรเวท และอาถรรพเวท) แม้ว่าบางครั้งจะกล่าวว่ามีเพียง 3 เท่านั้น แต่อาถรรพเวทเป็นข้อยกเว้นและได้รับการยอมรับว่าเป็นพระเวทจริง

ปรัชญา มีคำแปลที่หลากหลาย เช่น

  • พุทธิ, ความรู้, ปัญญา, ความระมัดระวัง, สติ ;
  • จริยะ หรือ ความรู้ เมื่อกล่าวถึงการศึกษาเล่าเรียน, ความเข้าใจ, เนื้อหา, ความรู้ความเข้าใจ ;
  • ความรู้ที่เป็นประเภทพิเศษ ตัวอย่างเช่น ความรู้วิทยาศาสตร์ (ระบบความรู้ของธรรมชาติและโลกกายภาพ) และความรู้โดยสัญชาตญาน ;
  • ปรัชญา แทนความหมาย “ความรู้สมบูรณ์” หรือ “ความรู้สูงสุด” เมื่อใช้ในการแปล มหาวรรคยะ “ปรัชญา พรหมะ” เพื่อแสดงความรู้เกี่ยวกับสัจธรรมสูงสุดของศาสนาและปรัชญา, ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวกับบรมวิญญาณสูงสุด ;
  • คำว่าปรัชญาใช้เพื่อให้เห็นมุมมองของผู้เขียนว่า “ความรู้” (จริยะ) ถูกเรียกว่าปรัชญา ;
  • “ปรัชญา พรหมะ” แปลได้อีกความหมายว่า “สติคือพรหมัน”
"ribhu gita" (in Thai) by Tandhava
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.