บทที่ 13 ท่านคือสติอย่างแท้จริง

Chapter Thirteen 

Description of the Topic of “YOU, INDEED, ARE CONSCIOUSNESS”

บรรลุธรรมโดยมองเห็น “ตัวตนของท่านเอง” ว่าเป็นเพียง “สติ”

ฤภู กล่าวว่า

13.1 ข้าฯ จะกล่าวถึงสิ่งที่หาได้ยากที่สุดใน พระเวท, ศาสตร์, และอากามะ. จงฟังอย่างตั้งใจ. สรรพสิ่งโดยสามัญนั้นเป็นสิ่งลวง.
13.1 Ribhu: I shall speak of what which is extremely difficult to find in the Veda-s, sastra-s, and agama-s. Listen attentively. All is simply unreal.
13.2 อะไรก็ตามอย่างน้อยที่สุดที่มองเห็นได้ในโลกนี้, อะไรก็ตามอย่างน้อยที่สุดที่ถูกกล่าวถึงในโลกนี้, อะไรก็ตามอย่างน้อยที่สุดที่เป็นประสบการณ์ในโลกนี้ - ทุกสถาน - ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงสิ่งลวง.
13.2 Whatever in the least is seen in this world, whatever in the least is spoken of in this world, whatever in the least is experienced in this world—wherever— all that is only unreal.
13.3 การภาวนาซ้ำๆ (จาปา) หรือความบริสุทธิ์อะไรก็ตาม, การสรงหรือน้ำศักดิ์สิทธิ์, และอะไรก็ตามนอกจากอาตมัน ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงสิ่งลวง. อย่างไม่ต้องสงสัย.
13.3 Whatever little japa or purification, bath or holy water there is, and whatever is apart from the Self is entirely unreal. This is doubtless.
13.4 การกระทำของจิตใจ, การกระทำของพุทธิ, และ, สิ่งทำนองนั้น, การกระทำที่หลงผิด, และสิ่งอะไรก็ตามแม้เล็กน้อยนอกจากอาตมัน - ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงสิ่งลวง.
13.4 The action of the mind, the action of the intellect, and, likewise, the action of delusion, and whatever little there is apart from the Self—all that is only unreal.
13.5 ธรรมชาติของความแตกต่างแห่งอัตตา (อหังการ), “นี้”, “ท่าน”, “สัจธรรม”, และอะไรก็ตามที่นอกจากอาตมันเป็นเพียงสิ่งลวง.
13.5 The nature of difference of the ego, “this,” “you,” “the truth,” and whatever is apart from the Self is only unreal.
13.6 ความมากมายหลายหลากและ, สิ่งทำนองนั้น, รูป, ที่นี่และที่นั่น, การตอบสนอง, และอะไรก็ตามที่มี, เป็นเพียงอาตมันเท่านั้น; ทุกสิ่ง (นอกจากอาตมัน) คือสิ่งลวง.
13.6 Multiplicity and, likewise, forms, here and there, interactions, and whatever there is, are of the Self only; all of that (apart from the Self) is unreal.
13.7 ความแตกต่างของปรัชญา, ความแตกต่างในทางโลก - ความแตกต่างทั้งปวง - เป็นสิ่งลวง. ความแตกต่างของความปรารถนาและความแตกต่างทางโลก - ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงสิ่งลวง.
13.7 The differences of philosophy, the differences of the world— all differences— are of the unreal. Differences of desire and differences of the world—all are only unreal.
13.8 ความแตกต่างของสิ่งคู่, ความแตกต่างของปรากฏการณ์, และความแตกต่างของสภาวะตื่นอย่างเต็มที่เป็นธรรมชาติของจิตใจ. ความแตกต่างเช่น “ฉัน” และความแตกต่างเช่น “นี้” – ทั้งหมดโดยสามัญนั้นเป็นสิ่งลวง.
13.8 Differences of duality, differences of the phenomenal, and differences of wakefulness are of the nature of the mind. Differences as “I” and differences as “this”— all are simply unreal.
13.9 ความแตกต่างของความฝัน, ความแตกต่างของการหลับลึก, และความแตกต่างของสภาวะที่สี่มิใช่ธรรมชาติของความแตกต่าง. ความแตกต่างของผู้กระทำ, ความแตกต่างของการกระทำ, ความแตกต่างของคุณสมบัติของธรรมชาติแห่งรส, ความแตกต่างของคุณลักษณะ – ความแตกต่างทั้งหมดนี้ โดยสามัญนั้นเป็นสิ่งลวง.
13.9 Differences of dreams, differences of deep sleep, and differences of the fourth state are not of the nature of difference. Differences of the doer, differences of action, differences of qualities of the nature of taste, differences of characteristics— all this difference is simply unreal.
13.10 ความแตกต่างของอาตมัน, ความแตกต่างของการไม่ดำรงอยู่, ความแตกต่างของการดำรงอยู่ – แม้เพียงอะตอม - คือสิ่งลวง. ความแตกต่างทั้งปวงของการไม่ดำรงอยู่และการดำรงอยู่, ก็เช่นกัน, โดยสามัญนั้นเป็นสิ่งลวง.
13.10 Differences of the Self, differences of the nonexistent, and differences of the existent—even an atom thereof—are unreal. Differences of the totally nonexistent and existent are, also, simply unreal.
13.11 ความแตกต่างของ “ใช่” และ ความแตกต่างของ “ไม่”, ไม่แตกต่างกัน, ความเข้าใจผิดในความแตกต่าง, ความแตกต่างเนื่องจากความเข้าใจผิด, และความแตกต่างของการดำรงอยู่ โดยสามัญนั้นเป็นสิ่งลวง.
13.11 The differences of “is” and the differences of “is not,” nondifference, the misapprehension of differences, the differences due to misapprehensions, and the differences of existence are simply unreal.
13.12 ความแตกต่างของ “อีก” และ “อื่น”, ความกลัวแห่ง “นี้” และ “สิ่งอื่น”, ความแตกต่างของ “บุญ”, และความแตกต่างของ “บาป” - ทั้งหมดนั้นโดยสามัญเป็นเพียงสิ่งลวง.
13.12 The differences of “again” and “elsewhere,” the fear of “this” and “something else,” differences of punya, and the differences of papa—all are simply unreal.
13.13 ความแตกต่างเช่นสังกัลปะ, ความแตกต่างเช่น “ตตฺ”, ความแตกต่างทั้งปวงตลอดกาล, ทุกสถาน, เนื่องจากวิชชาและอวิชชา - ทั้งหมดนี้โดยสามัญเป็นสิ่งลวง.
13.13 Differences as sankalpa, differences as “That,” all differences ever, wherever, due to knowledge or ignorance— all, are simply unreal.
13.14 ความแตกต่างเช่นพรหม. ความแตกต่างเช่นกษัตริย์, ความแตกต่างเช่นอดีตและปัจจุบัน, และความแตกต่างเช่น “นี้” และ “ฉัน” – ทั้งหมดนี้โดยสามัญเป็นสิ่งลวง.
13.14 The difference as Brahma, the difference as a king, differences as past and future, and differences as “this” and as “I”— all are simply unreal.
13.15 ความแตกต่างของพระเวท, ความแตกต่างของพระผู้เป็นเจ้า, และ, สิ่งทำนองนั้น, ความแตกต่างในทางโลก, และปัญจะสาระมนตรา (มนตราห้าพยางค์: นมัชศิวายะ) เป็นสิ่งลวงตลอดกาล - ทั้งหมดนี้โดยสามัญเป็นสิ่งลวง.
13.15 Difference as Veda-s, difference as gods, and, likewise, the differences of the world, and the pancaksara mantra (five-lettered mantra: namah sivaya) are ever unreal— all simply unreal.
13.16 อวัยวะรับความรู้สึกเป็นสิ่งลวงตลอดกาล. อวัยวะสำหรับการกระทำเป็นสิ่งลวงตลอดกาล. เสียงและสิ่งเช่นนั้นคือสิ่งลวง. ผลของสิ่งเหล่านั้น, และสิ่งทำนองนั้น, เป็นสิ่งลวง.
13.16 The sensory organs are ever unreal. The organs of action are always unreal. Sound and such are unreal. Their results are, likewise, unreal.
13.17 สิ่งที่ถูกเรียกว่าธาตุทั้งห้าคือสิ่งลวง. ปัญจกรตาคือสิ่งลวง. สิ่งที่เรียกว่าปัญจะโกสะคือสิ่งลวง. ทั้งหมดนี้โดยสามัญเป็นสิ่งลวง.
13.17 What is called the pentad of elements is unreal. The pentad of deities is unreal. W hat is called the pentad of sheaths is unreal. All are simply unreal.
13.18 การปรุงแต่งทั้งหกคือสิ่งลวง. สิ่งลวงคือความวิตกกังวลหกประการ. สิ่งลวงคือศัตรูทั้งหก. ฤดูกาลทั้งหกก็คือสิ่งลวงในทำนองเดียวกัน.
13.18 The sextet of modifications is unreal. Unreal is the sextet of anxieties. Unreal is the sextet of enemies. The sextet of seasons is likewise unreal.
13.19 เดือนทั้งสิบสองคือสิ่งลวง; ปีคือสิ่งลวงในทำนองเดียวกัน. อีกทั้ง, อะไรที่เรียกว่าสภาวะทั้งหกคือสิ่งลวง. กาลทั้งหกเป็นเพียงสิ่งลวง.
13.19 The twelve months are unreal; the year is likewise unreal. Also, what is called the sextet of states is unreal. The sextet of times is only unreal.
13.20 ปรัชญาหกระบบคือสิ่งลวง – โดยสามัญคือสิ่งลวง. “ความรู้” คือสิ่งลวงตลอดกาล. “การอยู่ตามลำพัง” คือสิ่งลวง.
13.20 The sextet of philosophical systems is unreal— simply unreal. “Knowledge” is ever unreal. The state of “Being alone” is unreal.
13.21 อะไรที่กล่าวไม่ได้, อะไรที่กล่าวได้, และอะไรที่มิได้กล่าวโดยสามัญเป็นสิ่งลวง. ข้าฯ ได้อธิบายนิยามแห่งความลวง, ซึ่งหาได้ยากยิ่งจากพระเวททั้งปวง.
13.21 What should not be said, what is said, and what is not said are simply unreal. I have explained the definition of the unreal, hard to come by in all the Veda-s.
13.22 โปรดฟังอีก, นายแห่งโยคะ! ข้าฯ จะบอกสิ่งอัน “หลุดพ้น” โดยพลันแด่ท่าน. ข้าฯ เพียงลำพังคือของแท้, อาตมัน, ภาวะแห่งนิรามิสสุขของสติเท่านั้น. นิรามิสสุขที่เป็นเพียงการดำรงอยู่ (ภาวะ) ทั้งปวง.
13.22 Listen again, master of yoga! I shall tell you what is immediate Liberation. I only am the Real, the Self, only Existence-Consciousness-Bliss. Bliss that is just Existence is all.
13.23 อาตมันเป็นนิรามิสสุขซึ่งเป็นเพียงสภาวะ, มวลของนิรามิสสุขซึ่งเป็นเพียงสติ, มวลของนิรามิสสุขซึ่งถูกเติมเต็มด้วยสติ, นิรามิสสุขแห่งสติเพียงสิ่งเดียว.
13.23 The Self is only Bliss that is just Existence, a mass of Bliss that is just Consciousness, a mass of Bliss filled with Consciousness, Consciousness-Bliss alone,
13.24 นิรามิสสุขคือแสงสว่างของสติเพียงสิ่งเดียว, รูปแห่งแสงสว่างเป็นเพียงสติ. อิศวรคือแสงสว่างแห่งสติ, เป็นเพียงนิรามิสสุขตลอดกาล.
13.24 Bliss that is the Light of Consciousness alone, the vigraha of Light that is just Consciousness. Isvara is the Light of Consciousness, ever just Bliss.
13.25 แสงสว่างทั้งหมดนี้เป็นเพียงสติ. ข้าฯ เป็นเพียงแสงสว่างแห่งสติ. ทั้งหมดของข้าฯ เป็นเพียงสติ. สรรพสิ่งเป็นเพียงสติ.
13.25 All is the Light of just Consciousness. I am only the Light of Consciousness. I am entirely only Consciousness. All is only Consciousness.
13.26 ความคิดเป็นเพียงสติ. การหลุดพ้นเป็นเพียงสติ. มานานะเป็นเพียงสติ. สารวันนะเป็นเพียงสติ.
13.26 Thought is only Consciousness. Liberation is only Consciousness. Manana is only Consciousness. Sravana is only Consciousness.
13.27 ตัวข้าฯ เองเป็นเพียงสติ. สรรพสิ่งเป็นเพียงสติ. พรหมอันไร้คุณสมบัติเป็นเพียงสติ. สิ่งสูงสุดซึ่งมีคุณสมบัติเป็นเพียงสติ.
13.27 I am myself only Consciousness. All is only Consciousness. The attributeless Brahman is only Consciousness. The Supreme with attributes is only Consciousness.
13.28 ข้าฯ เป็นเพียงสติ. ท่านและสรรพสิ่งเป็นเพียงสติ. หัวใจเป็นสติเท่านั้น – เป็นเพียงสติ, เต็มไปด้วยสติ.
13.28 I am only Consciousness. You and all are only Consciousness. The Heart is only Consciousness—-just Consciousness, full of Consciousness.
13.29 ท่านเป็นเพียงสติ; ข้าฯ เป็นเพียงสติ; สรรพสิ่งเป็นสติเพียงอย่างเดียว. ความสงบเป็นสติเพียงอย่างเดียว; คุณลักษณะของความสงบคือสติเพียงอย่างเดียว.
13.29 You are only Consciousness; I am only Consciousness; all is Consciousness alone. Peacefulness is only Consciousness; the characteristics of peacefulness are Consciousness alone.
13.30 ความรู้ที่สูงกว่าเป็นเพียงสติ. พรหมันเป็นเพียงสติ. สังกัลปะเป็นเพียงสติ. โลกทั้งสามเป็นเพียงสติ.
13.30 Higher Knowledge is only Consciousness. Brahman is only Consciousness. Sankalpa is only Consciousness. All the three worlds are only Consciousness.
13.31 ทุกสถานเป็นเพียงสติ. คุรุแผ่ซ่านไปด้วยสติเพียงอย่างเดียว. ความบริสุทธิ์เป็นเพียงสติ. พรหมันเป็นเพียงสติ.
13.31 Everywhere is only Consciousness. The Guru is pervaded by Consciousness alone. Purity is only Consciousness. Brahman is only Consciousness.
13.32 การตระหนักรู้เป็นเพียงสติ. สุริยะและสิ่งเช่นนั้นเป็นเพียงสติ. การดำรงอยู่เป็นเพียงสติ. แท้จริงแล้ว, จักรวาลเป็นเพียงสติ.
13.32 Awareness is only Consciousness. The sun and such are only Consciousness. Existence alone is only Consciousness. The universe, indeed, is only Consciousness.
13.33 การกระทำดีเป็นเพียงสติ. มงคลอันถาวรเป็นเพียงสติ. พรหมเป็นสติเพียงสิ่งเดียว. หริเป็นสติเพียงสิ่งเดียว.
13.33 Good action is only Consciousness. Perpetual auspiciousness is just Consciousness. Brahma is only Consciousness alone. Hari is Consciousness alone.
13.34 อาตมันอันเงียบงันเป็นเพียงสติ. สิทธิทั้งปวงเป็นเพียงสติ. กำเนิดเป็นเพียงสติ. แท้จริงแล้ว, ความสุขเป็นเพียงสติ.
13.34 The silent Self is only Consciousness. All siddhi-s are only Consciousness. Birth is only Consciousness. Happiness is, indeed, only Consciousness.
13.35 ท้องนภาเป็นเพียงสติ. ขุนเขาและสายน้ำเป็นเพียงสติ. ดวงดาวเป็นเพียงสติ. เมฆาเป็นเพียงสติ.
13.35 The sky is only Consciousness. The mountains and waters are only Consciousness. The stars are only Consciousness. The clouds are only Consciousness.
13.36 รูปของพระเป็นเจ้าเป็นเพียงสติ. การบูชาศิวะเป็นเพียงสติ. ความแข็งเป็นเพียงสติ. ความเย็นเป็นเพียงสติ.
13.36 The forms of gods are only Consciousness. The worship of Siva is only Consciousness. Hardness is only Consciousness. Coldness is only Consciousness.
13.37 สิ่งที่ถูกคิดเป็นเพียงสติ. สิ่งที่ถูกเห็นเป็นเพียงสติ. สรรพสิ่งเป็นเพียงสติ. โลกนี้และบิดาเป็นเพียงสติ.
13.37 What is to be thought of is Consciousness. What is to be seen is Consciousness. All is only Consciousness. This world and the father are only Consciousness.
13.38 มารดาเป็นเพียงสติ. ไม่มีสิ่งอื่นนอกจากสติ. ดวงตาเป็นเพียงสติ. การฟังและความสุขเป็นเพียงสติ.
13.38 The mother is only Consciousness. There is nothing apart from Consciousness. The eye is only Consciousness. Listening and happiness are only Consciousness.
13.39 สิ่งที่กระทำเป็นเพียงสติ. กิจของอิศวรเป็นเพียงสติ. สัจธรรมเป็นเพียงสติ, เต็มไปด้วยสติ. ไม่มีอภาวะใดๆ ที่เป็นสติ (การดำรงอยู่ทั้งปวงเป็นเพียงสติ).
13.39 Action to be performed is only Consciousness. The work of Isvara is only Consciousness. Truth is just Consciousness, full of Consciousness. There never is any nonexistence of Consciousness.
13.40 เวทานตะเป็นเพียงสติ. รับรองว่าพรหมันเป็นเพียงสติ. การตะหนักรู้ของภาวะเป็นเพียงสติ. เพียงสติสิ่งเดียวเปล่งประกายตลอดกาล.
13.40 Vedanta is only Consciousness. The certitude about Brahman is only Consciousness. The awareness of Existence is only Consciousness. Consciousness alone shines ever.
13.41 เพียงสติสิ่งเดียวคือรูปร่างของจักรวาล. เพียงสติสิ่งเดียวคือสภาวะสูงสุด. เพียงสติสิ่งเดียวคือธรรมชาติของสติ. เพียงสติสิ่งเดียวคือสติที่ไร้การเปลี่ยนแปลง.
13.41 Consciousness alone is the universe with form. Consciousness alone is the Supreme State. Consciousness alone is of the nature of Consciousness. Consciousness alone is the immutability of Consciousness.
13.42 เพียงสติสิ่งเดียวคือธรรมชาติแห่งศิวะ. เพียงสติสิ่งเดียวคือศูนย์รวมของศิวะ. สรรพสิ่งเป็นเพียงธรรมชาติของสติ. ความสุขและความเศร้าเป็นเพียงธรรมชาติของสติ.
13.42 Consciousness alone is the nature of Siva. Consciousness alone is the embodiment of Siva. All this is only of the nature of Consciousness. Happiness and sorrow are only of the nature of Consciousness.
13.43 ธรรมชาติของความไม่รู้สึกเป็นเพียงสติ. การไม่หยุดพักเป็นเพียงสติ. ความเข้าใจเป็นเพียงสติ. หลักการของปัจจเจกวิญญาณเป็นเพียงสติ.
13.43 The nature of insentience is only Consciousness. The intersticeless is only Consciousness. Understanding is only Consciousness. The concept of individual soul is only Consciousness.
13.44 รูปของพระผู้เป็นเจ้าเป็นเพียงสติ. การบูชาศิวะเป็นเพียงสติ. ท่านเป็นเพียงสติ. ข้าฯ เป็นเพียงสติ. แท้จริงแล้ว, สรรพสิ่งเป็นเพียงสติ.
13.44 The forms of gods are only Consciousness. The worship of Siva is only Consciousness. You are only Consciousness. I am only Consciousness. All is, indeed, only Consciousness.
13.45 ธรรมชาติของสิ่งสูงสุดเป็นเพียงสติ. ความไร้ทุกข์เป็นเพียงสติ. ความถาวรเป็นเพียงสติ. เป้าหมายเป็นเพียงสติ.
13.45 The nature of the Supreme is only Consciousness. Afflictionless-ness is only Consciousness. The permanent is only Consciousness. The goal is only Consciousness.
13.46 ความไม่สนใจเป็นเพียงสติ. การไร้คุณสมบัติเป็นเพียงสติ. การเปลี่ยนทีละน้อยเป็นเพียงสติ. มนตราและตันตระเป็นเพียงสติ.
13.46 Dispassion is only Consciousness. Attributeless-ness is only Consciousness. Moving about is only Consciousness. Mantra and tantra are only Consciousness.
13.47 จักรวาลคือธรรมชาติของสติ; โลกทั้งสามเป็นเพียงธรรมชาติของสติ. อัตตาเป็นธรรมชาติของสติ. สิ่งสูงที่สุดของความสูงเป็นธรรมชาติของสติ.
13.47 This universe is of the nature of Consciousness; all the three worlds are only of the nature of Consciousness. The ego is of the nature of Consciousness. The highest of the high is of the nature of Consciousness.
13.48 ความแตกต่างทั้งปวงคือมุมมองของสติ. แม้แต่ยอดหญ้าหรือสิ่งเช่นนั้นคือมุมมองของสติ. ที่ว่างของสติคือธรรมชาติของสติ. ไร้รูปคือธรรมชาติของสติ.
13.48 All this difference is an aspect of Consciousness. Even a blade of grass and such are aspects of Consciousness. The space of Consciousness is of the nature of Consciousness. Formlessness is of the nature of Consciousness.
13.49 ความหรรษาอันยิ่งใหญ่คือธรรมชาติของสติ; ความหรรษาของความหรรษาทั้งหลายคือธรรมชาติของสติ. ความสุขคือธรรมชาติของสติ; สิ่งสร้างความหรรษาคือธรรมชาติของสติ. สุดยอดคุรุคือธรรมชาติของสติ.
13.49 Great joy is of the nature of Consciousness; the joy of joys is of the nature of Consciousness. Happiness is of the nature of Consciousness; what is to be enjoyed is of the nature of Consciousness. The supreme Guru is of the nature of Consciousness.
13.50 จักรวาลคือธรรมชาติของสติ. ชายคนนี้คือธรรมชาติของสติ. ความสงบอันไร้จุดกำเนิดคือธรรมชาติของสติ. การมีชีวิตปราศจากความทุกข์คือมุมมองของสติ.
13.50 This universe is of the nature of Consciousness. This man is of the nature of Consciousness. The originless peace is of the nature of Consciousness. Being without afflictions is an aspect of Consciousness.
13.51 การข้ามพ้นสรรพสิ่งคือมุมมองของสติ. ธรรมชาติของสติเป็นเพียงธรรมชาติของสติ. ที่ว่างเป็นธรรมชาติของสติ; ความเป็นศิวะคือผลจากที่ว่างของสติ (ที่ว่างของสติให้ผลคือ-ความเป็นศิวะ).
13.51 Transcending all others is an aspect of Consciousness. The nature of Consciousness is only of the nature of Consciousness. The Space of Consciousness is of the nature of Consciousness; Consciousness-Space yields Sivahood.
13.52 ความคิดเป็นมุมมองของสติตลอดกาล. อมตะมุมมองของสติตลอดกาล. ที่ว่างของสติเป็นธรรมชาติของสติ; เช่นเดียวกับส่วนลึกที่สุดภายในของสรรพสิ่ง.
13.52 Thought is ever an aspect of Consciousness. Immortality is ever an aspect of Consciousness. The Space of Consciousness is of the nature of Consciousness; likewise is the inmost of the interior of all.
13.53 ความบริบูรณ์คือธรรมชาติของสติ. ความรักคือธรรมชาติของสติ. สรรพสิ่งคือธรรมชาติของสติ. ข้าฯ คือธรรมชาติของสติตลอดกาล.
13.53 This fullness is of the nature of Consciousness. This love is of the nature of Consciousness. All this is of the nature of Consciousness. I am ever of the nature of Consciousness.
13.54 สถานที่นี้คือธรรมชาติของสติ. ที่ว่างในหัวใจคือธรรมชาติของสติ. ความรู้เรื่องสติคือมุมมองของสติ. การแพร่หลาย, หรือสิ่งทำนองเดียวกัน, คือมุมมองของสติ.
13.54 This place is of the nature of Consciousness. The space of the Heart is of the nature of Consciousness. The Knowledge of Consciousness is an aspect of Consciousness. Pervasiveness, likewise, is an aspect of Consciousness.
13.55 การมีชีวิตอยู่อย่างบริบูรณ์คือมุมมองของสติ. ผลอันยิ่งใหญ่คือมุมมองของสติ. สัจธรรมสูงสุดคือมุมมองของสติ. สิ่งสูงสุดและท่านคือมุมมองของสติ.
13.55 Being ever full is an aspect of Consciousness. Great results are an aspect of Consciousness. The supreme Truth is an aspect of Consciousness. The Supreme and you are an aspect of Consciousness.
13.56 ความหรรษาคือมุมมองของสติ. ความตายคือมุมมองของสติตลอดกาล. พรหมันสูงสุดคือมุมมองของสติ. ข้าฯ คือสติ; ตลอดกาล, ข้าฯ คือสติ.
13.56 Joy is ever an aspect of Consciousness. Death is ever an aspect of Consciousness. The Supreme Brahman is an aspect of Consciousness. I am Consciousness; ever, I am Consciousness.
13.57 ข้าฯ คือสติ. ข้าฯ คือสติ; ดังนั้น ความคิดของบุคคลหนึ่ง ก็เป็นเช่นเดียวกัน. อย่างไม่ต้องสงสัย. รูปทางโลกเป็นเพียงสติ. ศิวะสังการะเป็นเพียงสติ.
13.57 I am Consciousness. I am Consciousness; so also is one’s own thought. There is no doubt of this. The world-form is only Consciousness. Sivasankara is only Consciousness.
13.58 รูปของที่ว่างเป็นเพียงสติ. พระผู้เป็นเจ้า (ศิวะ) ของคณะ (สาวก) เป็นเพียงสติ. รูปทางโลกเป็นเพียงสติ. การโอนย้ายเป็นมุมมองของสติเท่านั้น.
13.58 The form of space is only Consciousness. The Lord (Siva) of the gana-s (retinue) is only Consciousness. The world-form is only Consciousness. The transmigration aspect is only Consciousness.
13.59 ธรรมชาติของหัวใจเป็นเพียงสติ; พระผู้เป็นเจ้าแห่งหัวใจเป็นเพียงสติ. มุมมองของความเป็นอมตะคือสติเท่านั้น. เหตุแห่งการเคลื่อนไหวเป็นเพียงสติ.
13.59 The nature of the heart is only Consciousness; the Lord of the heart is only Consciousness. The immortality aspect is only Consciousness. The cause for movement is only Consciousness.
13.60 ข้าฯ เป็นเพียงสติ. ข้าฯ เป็นเพียงสติ – สรรพสติ, สติทั้งหมด, ตลอดกาล. ความเชื่อในสัจธรรมเป็นเพียงสติ. ความเชื่อมันแห่งการเป็นพรหมันเป็นเพียงสติ.
13.60 I am only Consciousness. I am only Consciousness— all Consciousness, all Consciousness, ever. True belief is only Consciousness. The conviction of being Brahman is only Consciousness.
13.61 พระผู้เป็นเจ้าสูงสุดเป็นเพียงสติ. ที่พักพิงของหัวใจเป็นเพียงสติ. มุมมองทั้งหลายเป็นเพียงสติ. ความหลากหลายของผู้คนเป็นเพียงสติ.
13.61 The Supreme God is only Consciousness. The temple of the heart is only Consciousness. All aspects are only Consciousness. The multitude of people is only Consciousness.
13.62 สรรพนิรามิสสุขเป็นเพียงสติ. ความรัก, การคุยกับผู้เป็นที่รักเป็นเพียงสติ. ท่านเป็นเพียงสติ; ข้าฯ เป็นเพียงสติ; สรรพสิ่งคือสติเพียงลำพัง.
13.62 All bliss is only Consciousness. Loving, endearing talk is only Consciousness. You are only Consciousness; I am only Consciousness; all is Consciousness alone.
13.63 สมาธิขั้นสูงสุดเป็นเพียงสติ. ความเลื่อมใสสูงสุดเป็นเพียงสติ. ท่านเป็นเพียงสติ; ข้าฯ เป็นเพียงสติ; สรรพสิ่งคือสรรพสติ.
13.63 The supreme meditation is only Consciousness. Supreme veneration is only Consciousness. You are only Consciousness; I am only Consciousness; all is all Consciousness.
13.64 ปกรณัมที่กล่าวว่าท่านเป็นเพียงสตินี้หาได้ยากยิ่งในพระเวททั้งหลาย. โดยการสดับเพียงครั้ง, บุคคลนั้นย่อมกลายเป็นพรหมันอย่างแน่นอน.
13.64 This exposition that you are only Consciousness is rare in all the Veda-s. By hearing this once, one surely becomes Brahman.
13.65 เขาผู้นั้นกำจัดความไม่เข้าใจในโลกนี้ชั่วนิรันดร์, อาตมันของเขากลายเป็นพรหมันตลอดกาล - เขา, ผู้ได้รับอิสระจากกำเนิดและมรณา (เวียนว่ายตายเกิด) ด้วยการบำเพ็ญโยคะ, ด้วยวิถีอันไร้การเปลี่ยนแปลง - ปมในใจ, ความกลัว ถูกสะบั้นลงทั้งหมดด้วยอานิสงส์นี้, อีกทั้งกำจัดความหลงใหลและโมหะ, โลกของเขาผู้นั้นกลายเป็นแก่นแท้ที่ก้าวข้ามทางโลก – โดยการเติมเต็มความปรารถนาของเขาผู้นั้น - คือการบรรลุทรรศนะแห่ง “ตัวท่านเอง”. (การบรรลุธรรมโดยมองเห็น “ตัวตนของตนเอง” ว่าเป็นเพียงสติ)
13.65 He becomes forever rid of misapprehensions in this world, his inner Self becoming Brahm an forever— he, by whose yoga of meditation freedom is gained from birth and death, by whose changeless mode the knots of the heart, born of fear, are rent asunder by virtue of being rid of the infatuation of delusion, and whose world becomes the essence transcending the world— by the fulfillment of his desire of obtaining a vision of Yourself.

Get carried away?

อ่าน “ฤภูคีตา” เพิ่มเติม

กลับไปสารบัญ

index

คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้

นิรามิสสุข คือสุขที่เกิดโดยปราศจากอามิสหรือสิ่งภายนอก เป็นความสุขที่ไม่ต้องวิ่งไปหาจากภายนอก แต่ความสุขเกิดจากภายใน ด้วยเจริญสติภาวนา ด้วยการฝึกจิตให้อยู่กับสมาธิ ไม่ให้จิตดิ้นรนออกไปตามสิ่งที่เราไปสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และสัมผ้ส ความสุขเกิดความสงบ ความสะอาด และความสว่างของดวงจิตภายในของเรา ซึ่งเป็นความสุขที่ละเอียด ยั่งยืน และมั่นคงไม่ต้องหาวิ่งหา ไม่ต้องใช้เงิน ซึ่งเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้ ใครอยากได้ต้องทำเอง

ปมในใจ ใช้ในหลายคัมภีร์ หมายถึง ความไม่สัมพันธ์กันของร่างกาย ความไม่เข้าใจว่าอาตมันคือสติสัมปะชัญญะบริสุทธิ์

  • ชีวา (ปัจจเจกวิญญาณ) ในสำขยะคือ วิญญาณเดี่ยวที่แยกออกจากปุรุษะ โดยเชื่อมต่อกับอัตตา, พุทธิ, จิต และความรู้สึกถูกจำกัดโดยร่างกาย
  • ชีวา กล่าวในสำขยะว่า ด้วยการบ่งชี้ปุรุษะที่ผิดพลาดของพุทธิ ทำให้เกิดข้อจำกัดและอวิชชา, พึงพอใจและเจ็บปวด, พันธะและความตาย ซึ่งสามารถก้าวข้ามด้วยความรู้แห่งสัจธรรม
ศิวะสังการะ

สังการะ (ผู้บำเพ็ญประโยชน์) อันเป็นมงคล

เวทานตะ แท้จริงแล้วคือ “ตอนจบของพระเวท”
คำว่าเวทานตะเป็นคำที่ใช้กล่าวถึงอุปนิษัทและคำสอนที่มีอยู่ในนั้น
เวทานตะยังหมายถึงคำสอนหรือ “โรงเรียนแห่งปรัชญา” ก่อตั้งขึ้นจากความรู้ที่อธิบายไว้ในอุปนิษัท ;
โรงเรียนหลักของเวทานตะ คือ อัทไวตะ (ไม่มีสิ่งคู่), วิศิษทไวตะ (ยืนยันการไม่มีสิ่งคู่) และ ทไวตะ (มีสิ่งคู่) ;
เวทานตะคือสิ่งทั้งปวงในอุปนิษัท, ภควัทคีตา และ พรหมสูตร (เรียกว่า เวทานตะสูตรก็ได้) ;
อ้างอิงตาม ปราสาธฺน-ตรยฺย หรือ ข้อบัญญัติทั้งสาม กล่าวว่า เวทานตะคือพื้นฐาน, ตำราพื้นฐาน แม้ว่าจะมีข้อความอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น บทความ บทสนทนาและพระคัมภีร์ที่แต่งขึ้นในเวทานตะ ;
เวทานตะถือเป็นหนึ่งในหกโรงเรียนดั้งเดิม หรือหนึ่งประเภทของปรัชญาจิตวิญญาณของศาสนาฮินดู ;
อัทไวตะเวทานตะ หรือการสอนเรื่องการไม่มีสิ่งคู่ อธิบายโดย ฤภู, ศรี ทัตตตรียะ (อวธุตา), ศรีอัษฏาวกระ, ศรีสังกรา, ศรีรามานะ มหาศรี และปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่อื่น ๆ อีกมากมาย ;
เวทานตะแสดงให้เห็นถึงความไม่แตกต่างระหว่าง อาตมัน และ พรหมัน ;
เวทานตะคือการเปิดเผยความเป็นจริงโดยไม่มีแม้แต่ร่องรอยของการซ้อนทับ ;
ฤภู คีตา ทั้งหมดเป็นการเผยให้เห็นซึ่งคัมภีร์ที่แท้จริงของ อัทไวตะ เวทานตะ

นิทิธยาสนะ ฌานสมาธิ เป็นขั้นสุดท้ายในการทำความเข้าใจมหาวรรคยะ วรรคที่กล่าวว่า “ตตฺ คือ ท่าน” เพื่อรู้แจ้งถึง อาตมัน/พรหมัน ขั้นตอนทั้ง 4 ของการบำเพ็ญเพียร

  1. สมันยาสะ หรือสัมปาติสสฺส “การปลูกฝังวินัยดังต่อไปนี้
    1. ความสามารถในการแยกแยะสิ่งจริงและสิ่งลวง
    2. การสละความเพลิดเพลินของวัตถุเช่น โลกและสวรรค์
    3. คุณสมบัติ 6 ประการ
      1. การควบคุมอันตกราณะ
      2. การควบคุมอวัยวะรับสัมผัสภายนอก
      3. หยุดการทำงานของอวัยวะรับสัมผัสภายนอก
      4. อดทน
      5. ศรัทธาต่อพระเวทและคุรุ
      6. ตั้งมั่นในคุรุหรือพระเป็นเจ้า
  2. สารวันนะ ฟังคำสอนของปราชญ์เรื่องอุปนิษัทและ อัทไวตะอุปนิษัทและศึกษาพระ เช่น พรหมสูตรเรียนรู้เกี่ยวกับความเป็นจริงของพรหมันและอาตมัน
  3. มานานะ การไตร่ตรองคำสอน
  4. นิทิธยาสนะ การบำเพ็ญสมาธิกับความจริงที่ว่า “ตตฺ คือ ท่าน”

คำสอนเกี่ยวกับพิธีกรรมและการบูชาเทวะในเทวสถาน (ที่เปิดเผยจากสวรรค์, มิใช่มนุษย์เขียนขึ้นมา) ซึ่งถูกแบ่งแยกออกจากพระเวท

ตรีกายา

กาย 3 ประเภท

  • สถุลาสรีระ (กายหยาบ) คือเปลือกของอาหาร ประกอบด้วยธาตุทั้งห้า
  • สุขมาสรีระ (กายละเอียด) คือร่างของจิตและพลังงานสำคัญซึ่งทำให้กายมีชีวิต กายละเอียดจะรวมกับกายทิพย์ซึ่งส่งต่อวิญญาณ หรือ ชีวา ที่แยกออกจากการยหยาบเมื่อตาย ประกอบด้วย
    • ปราณามายาโกษา เกี่ยวกับลมปราณ
    • มโนมายาโกษา เกี่ยวกับจิตและสัมผัส
    • วิทยานะมายาโกษา เกี่ยวกับพุทธิและสัมผัส
  • กรนาสรีระ (กายทิพย์) เป็นเพียงเมล็ดพันธุ์ของการหยาบและกายละเอียด กล่าวว่ามีความซับซ้อนมากที่สุด เพราะประกอบไปด้วยประสบการณ์ที่ประทับใจที่เกิดขึ้นในอดีต หรือสิ่งห่อหุ้มความสุข (อนันตมายาโกษา)

(ปัญจะโกสะ) คือเปลือกทั้ง 5 ประการ ชั้นที่ลึกเข้าไปจะมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น

  1. อันนามายะ โกสะ เปลือกแห่งกายภาพ
  2. ปราณามายะ โกสะ เปลือกแห่งปราณ หรือ ลมปราณ และ ระบบประสาท (เปลือกแห่งสรีระหรือพลังงาน)
  3. มโนมายะ โกสะ เปลือกแห่งรูปแบบของความปรารถนาและแรงจูงใจ มีรูปแบบซับซ้อน เรียกว่าเปลือกแห่งจิต
  4. วิชญานามายะ โกสะ เปลือกแห่งพุทธิ และ ความรู้สติปัญญา (เปลือกแห่งปัญญา)
  5. อนันตมายะ โกสะ เปลือกของการรู้แจ้ง (เปลือกแห่งบรมสุข)

การท่องมนตราซ้ำๆ อย่างมีสติในช่วงเวลาหนึ่ง

สรง หรือ สนาน พิธีอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์เป็นศาสนพิธี ต้องเดินทางไปทำพิธีที่เทวสถานและพำนักในเทวสถาน มีระเบียบปฏิบัติอย่างเคร่งครัด มีการชำระล้างพร้อมกับการท่องมนตรา, รินน้ำจันท์ถวายแด่เทวะและบำเพ็ญกุศล

พิธีอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์เป็นพิธีกรรมแบบดั้งเดิมเพื่อเป็นการชำระล้างให้บริสุทธิ์
ธาราปนะเป็นการถวายน้ำแต่พระเป็นเจ้าซึ่งกระทำเป็นประจำทุกวัน และในบางโอกาสก็จะถวายให้กับฤๅษีหรือวิญญาณที่ล่วงลับ

มนต์ 5 พยางค์ “นะมัชศิวายะ” หมายถึง “นอบน้อม (เคารพ เชื่อฟัง) ต่อศิวะ”

ธาตุทั้ง 5 (ปัญจะภูตะ)

  1. ปถพี (ดิน)
  2. อาโป (น้ำ)
  3. เตโช (ไฟ)
  4. วายุ (ลม)
  5. อากาศ (ที่ว่าง)

5 กิจกรรมของพระเป็นเจ้า

  1. การสร้าง (พรหม)
  2. การธำรงรักษา (วิษณุ)
  3. การทำลาย (รุทระ)
  4. การทำให้หายไปหรือถูกกำจัด (อิศนะ)
  5. การอนุเคราะห์ (ศดาศิวะ)

การปรุงแต่ง เป็นหนึ่งในสภาวะ (การเปลี่ยนแปลง) ทั้ง 6 ที่เกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในภาพลวงตา (มายา) คือ

  1. เกิดขึ้น
  2. ดำรงอยู่
  3. เติบโต
  4. วุฒิภาวะ
  5. เสื่อมถอย
  6. มรณา (ตาย)
  1. ความหิว
  2. ความกระหาย
  3. ความเสียใจ
  4. ความสิ้นหวัง
  5. ความชรา
  6. ความตาย

ศัตรูทั้ง 6 ของการพัฒนาจิตวิญญาณและความสงบ คือ

  1. ความปรารถนา
  2. ความโกรธ
  3. ความโลภ
  4. ความหลงใหล
  5. ความเย่อหยิ่ง
  6. ความอิจฉา

ฤดูกาลทั้ง 6

  1. ฤดูใบไม้ผลิ วสันต์ กลางเมษายน-กลางมิถุนายน
  2. ฤดูร้อน กริชมา กลางมิถุนายน-กลางสิงหาคม
  3. ฤดูฝน วารชะ กลางสิงหาคม-กลางตุลาคม
  4. ฤดูใบไม้ร่วง สารัท กลางตุลาคม-กลางธันวาคม
  5. ฤดูหนาว เหมันต์ กลางธันวาคม-กลางกุมภาพันธ์
  6. ฤดูเย็น สิสิระ กลางกุมภาพันธ์-กลางเมษายน

ปรัชญา 6 ระบบของฮินดู

  1. ไวเศษิกะ หรือ กนาทะ
  2. นยายะ หรือ โคตมะ
  3. สำขยะ หรือ กปิละ
  4. โยคะ หรือ ปตัญชลี
  5. มีมางสา หรือ ไชมินี
  6. เวทานตะ หรือ วยาส

การโต้ตอบ สิ่งที่ได้เรียน/ได้ยิน เพื่อวิเคราะห์ว่าเป็นจริงอย่างไร และ เพราะอะไร

ฟังคำสอนของปราชญ์เรื่องอุปนิษัทและ อัทไวตะอุปนิษัทและศึกษาพระ เช่น พรหมสูตรเรียนรู้เกี่ยวกับความเป็นจริงของพรหมันและอาตมัน

(ความมุ่งมั่น / ความไม่แน่ใจ หรือ เข้าใจผิด) คำแปลเดียวไม่สามารถครอบคลุมความหมายทั้งหมดได้

  • สังกัลปะหมายถึงแนวคิดต่างๆ เช่น เจตจำนง, ความตั้งใจ, การชำระล้างทางจิต, ปฏิญาณอย่างจริงจังที่จะปฏิบัติตาม, จุดมุ่งหมาย, ความมุ่งมั่น, ความปรารถนา, ความคิด, ไตร่ตรอง และ จินตนาการ
  • วิกลัปะ มีความหมายตรงกันข้าม หมายถึง ความสงสัย, ความไม่แน่ใจ, รังเกียจ, ไม่มั่นใจ, ตัวเลือก, ข้อผิดพลาด, ความไม่รู้, ความเข้าใจผิด, ความแบ่งแยกแตกต่าง
  • สังกัลปะและวิกัลปะ โดยสาระสำคัญ ใช้เพื่อแสดงให้เห็นการทำงานตรงกันข้ามของการยอมรับภายใน โดยทั่วไปใช้กับจิต บางครั้งเราไม่แปลทั้งสองคำนี้เพราะอาจใช้เป็นการเปรียบเทียบขึ้นอยู่กับบริบทของข้อความ
  1. สวรรค์โลก
  2. มนุษยโลก (ปฐพี)
  3. บาดาลโลก

นามของวิษณุ หมายถึง ผู้ธำรงรักษาสิ่งสร้างทั้งปวง สีเหลือง-เขียว ; สีน้ำตาลอ่อน

สิทธา สิ่งมีชีวิตทางจิตวิญญาณที่มีความบริสุทธิ์และพลังอันยิ่งใหญ่ กล่าวกันว่ามีลักษณะเฉพาะเหนือธรรมชาติ 8 ประการ เรียกว่า สิทธิ

  1. อนิมะ พลังที่กลายเป็นสิ่งเล็กเท่าอะตอม
  2. ลาคิมะ พลังที่กลายเป็นแสงสว่างเท่าที่ต้องการ
  3. ปราปติ พลังที่จะได้รับสิ่งใดๆ
  4. ปรากัมยัม พลังแห่งเจตจำนงที่ไม่อาจต้านทาน
  5. มาหิมะ พลังที่เพิ่มขนาดใหญ่เท่าที่ต้องการ
  6. อิสิตาวะ พลังที่เหนือกว่า
  7. วาสิตาวะ พลังเพื่อปราบผู้อื่น
  8. กามาวสยิตา ควบคุมความปรารถนา

พิธีกรรมบูชาเทวะมีตั้งแต่ 5 ถึง 64 วิธีแล้วแต่ประเพณีปฏิบัติ ยกตัวอย่างเช่น การบูชา 44 รายการใน ศรี-สังการะ

บทสวดสรรเสริญ มฤตยูนจายะ มนัสิกะ บูชา และ 64 รายการใน บทสวดสรรเสริญเทวี อุปาจาระ

การบูชาด้วยจิตใจ และหลากหลายแบบที่ปรากฏในตำรานี้ คือ

  1. อาวาหะนะ การอ้อนวอนต่อรูปหรือสัญลักษณ์
  2. อาสนะ การให้ที่นั่ง
  3. บาทา การใช้น้ำล้างเท้า
  4. อาคายะ ถวายเครื่องบูชา (พลีกรรม)
  5. อชามานะ การจิบน้ำ
  6. สนานะ การอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์
  7. วาสะตระ การทอผ้า
  8. ยาจะโนปวิตา, อุปวิตา ด้ายศักดิ์สิทธิ์ 3 เส้นสวมบนไหล่ซ้ายไปถึงใต้แขนขวา
  9. อภารานะ เครื่องประดับ
  10. จันตะนะ ถอดรองเท้า
  11. อัคชาตะ เมล็ดข้าว (ที่ไม่แตก)
  12. ปุชปะ การพายเรือ
  13. ธูปะ จุดธูป
  14. ทีปะ จุดตะเกียง
  15. ไนเวทายะ การทำอาหาร
  16. วยานจานะ เครื่องเทศ
  17. หัตถา ปรากชาละนะ น้ำสำหรับล้างมือ
  18. ทามบูละ ใบพลู
  19. บุษบันจาลี โปรยดอกไม้
  20. นิราจานะ โบกไฟการบูร
  21. ประทักษิณา เวียนขวา (ตามเข็มนาฬิกา)
  22. นมัสการ กราบ
  23. นามาคีตานะ ร้องเพลงพระนาม
  24. วิสารจานะ, อุทวาสานะ ปลดปล่อย

กฎ พิธีกรรม บทความเกี่ยวกับการบูชา ; หลักธรรมคำสอนเกี่ยวกับเวทย์มนตร์และสูตรอาถรรพ์สำหรับการบูชาเทวะหรือการบรรลุพลังเหนือมนุษย์

วงรอบของการเกิดและการตาย, เรียกอีกอย่างว่าการโอนย้าย, วงจรชีวิตโลก, ความสำเร็จของการกำเนิด ; หมายถึงวงจรชีวิตของโลก, ชีวิตทางโลก, การดำรงอยู่ของโลกีย์และโลก

"ribhu gita" (in Thai) by Tandhava
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.