บทที่ 9 การหลุดพ้นเมื่อออกจากร่าง

Chapter Nine 

Description of the Topic of Liberation Outside the Body

ผู้พักพิงอยู่ในศานติแห่งตนตลอดกาลคือวิเทหะมุกตะ

ฤภู กล่าวว่า

9.1 โปรดฟัง, นิทากะ, คำอธิบายเรื่องการหลุดพ้นเมื่อออกจากร่างอันหาได้ยากยิ่ง. เขาคือวิเทหะมุกตะผู้ไม่จดจำอะไรก็ตามที่เขาละทิ้งและไม่ละทิ้ง.
9.1 Ribhu: Hear, Nidagha, the rare explanation of the Liberation from the body. He is the videhamukta who does not remember whatever he has discarded and not discarded.
9.2 ผู้มีธรรมชาติเป็นพรหมัน, อาตมันสงบอย่างสมบูรณ์, ปราศจากรูป, นิรามิสสุขตลอดกาลและพักพิงอยู่ในศานติแห่งตนตลอดกาลคือวิเทหะมุกตะ.
9.2 Of the nature of Brahman, the peaceful Self, without any form, ever blissful and abiding in himself in utter Silence is the videhamukta.
9.3 อาตมันแห่งสรรพสิ่ง, อาตมันของสรรพชีวิต, อาตมันในความสงบ, ปราศจาก [หลักการของ] “การหลุดพ้น”, ปราศจาก “การเป็นอาตมันเพียงสิ่งเดียว, พยานของสรรพสิ่ง” คือวิเทหะมุกตะ.
9.3 The Self of all, the Self of all beings, the Self in peace, without [a concept of] “liberation,” without “being the single Self, the witness of all” is the videhamukta.
9.4 อาตมันตามอุดมคติ, อาตมันอันเป็นที่รัก, คือข้าฯ - อาตมันที่แสดงบทบาท, เป็นเพียงอาตมันของข้าฯ, อาตมันอันเงียบงัน, อาตมันตามธรรมชาติ. ผู้ที่เป็นเช่นนี้คือวิเทหะมุกตะ.
9.4 The ideal Self, the beloved Self, am I—the Self which plays, just my own Self, the silent Self, the natural Self. He who is thus is the videhamukta.
9.5 ตัวข้าฯ เองคืออาตมัน, อาตมันอันเปล่งประกาย, อาตมันแห่งสรรพสิ่ง, เป็นเพียงอาตมันของข้าฯ, อาตมันที่ไร้การกำเนิด, อาตมันอมตะ. ผู้ที่เป็นเช่นนี้คือวิเทหะมุกตะ.
9.5 I am myself the Self, the shining Self, the Self of all, just my own Self, the unborn Self, the immortal Self. He who is thus is the videhamukta.
9.6 ผู้ที่อาตมันเป็นนิรามิสสุขอย่างบริบูรณ์, มีอาตมันเป็นที่รักของเขา, อาตมันที่หลุดพ้น, และตั้งหลักปักฐานที่จุดนี้คือวิเทหะมุกตะ.
9.6 The blissful Self, one’s own dear Self, the liberated Self, and the settled and thus one-pointed is the videhamukta.
9.7 ผู้ที่ไม่คิดว่า “ข้าฯ, แท้จริงแล้ว, คือพรหมัน”, “ข้าฯ, แท้จริงแล้ว, คือสติ”, หรือ “ข้าฯ, แท้จริงแล้วคือเอกภาพ”, และผู้ซึ่งยังคงบริสุทธิ์เช่นเดียวกับสติคือวิเทหะมุกตะ.
9.7 The one who does not think “I, indeed, am Brahman,” “I, indeed, am Consciousness,” or “I, indeed, am the One,” and who remains purely as Consciousness is the videhamukta.
9.8 การละทิ้งแม้แต่ความเชื่อมั่น – เชื่อมั่นว่าข้าฯ คือพรหมัน – และมีนิรามิสสุขอันบริบูรณ์ ผู้นั้นคือวิเทหะมุกตะ.
9.8 Leaving aside even the certitude— the certitude that I am Brahman— and full of Bliss is the videhamukta.
9.9 การละทิ้งข้อเท็จจริงที่เชื่อว่าสรรพสิ่งอยู่ที่นั่น หรือ ไม่มีอะไรเลยอยู่ที่นั่น และสถาปนาอยู่ใน “ข้าฯ คือพรหมันและข้าฯ มิใช่สิ่งอื่น” - ผู้นั้นคือวิเทหะมุกตะ.
9.9 Leaving aside any certainty that all is there or nothing is there and being established in “I am Brahman and I am none else”— such is the videhamukta.
9.10 ผู้ที่ไม่จดจำตนเองแม้แต่น้อย, ตลอดกาลในทุกสถาน. ผู้ที่ยังคงอยู่ในธรรมชาติของตนเองคือวิเทหะมุกตะ.
9.10 He does not remember himself in the least, anywhere at any time. He who remains in his natural state is the videhamukta.
9.11 ผู้ที่ไม่มีความคิดว่า “ข้าฯ คืออาตมัน; สิ่งอื่นคืออาตมัน”, หรือ “ข้าฯ คืออาตมัน, ซึ่งคือสติ”. ผู้ที่พักพิงในความรู้ที่ว่า เหลือเพียงข้าฯ อยู่ตามลำพัง. ผู้นั้นคือวิเทหะมุกตะ.
9.11 He has no thoughts of “I am the Self; another is the Self,” or “I am the Self, which is Consciousness.” He abides in the K now ledge that I alone remain. Such is the videhamukta.
9.12 คงความเงียบ, เงียบในทุกสถาน, เงียบไม่ว่าจะเกิดอะไรก็ตาม, ละทิ้งความประสงค์ทั้งหลาย. ผู้นั้นคือวิเทหะมุกตะ.
9.12 Remaining silent, silent in all ways, silent in whatever, I am bereft of any purpose. Such is the videhamukta.
9.13 ปรมาตมัน (อาตมันสูงสุด), ข้ามพ้นคุณะ, ไม่ยอมรับแม้แต่ “อาตมันของสรรพสิ่ง”, และผู้ที่เป็นอาตมันอันยิ่งใหญ่ในทุกสถานคือวิเทหะมุกตะ.
9.13 The Supreme Self, transcending the guna-s, not accepting even “the Self of all,” and he who is the great Self in all ways is the videhamukta.
9.14 ผู้ที่ไม่เห็นต่างในเวลา, สถานที่, วัตถุ, และตนเอง – ไม่แตกต่างไม่ว่าประเภทใดก็ตาม - คือวิเทหะมุกตะ.
9.14 He who has no differences of time, of place, of object, and of oneself—no differences of whatever kind— is the videhamukta.
9.15 “ข้าฯ”, ท่าน, นั่น, นี่, เขา, คนนี้ - สิ่งเหล่านี้ไม่ดำรงอยู่. ข้าฯ เป็นเพียงนิรามิสสุขอันแรงกล้า. เช่นนี้คือวิเทหะมุกตะ.
9.15 “I,” you, that, this, he, this person—none of this exists. I am only intense Bliss. Such is the videhamukta.
9.16 เชื่อมั่นว่าอาตมันปราศจากคุณสมบัติตลอดกาล, ไม่มีตัวตน, อาตมันเป็นนิรันดร์, อาตมันนั้นคือว่างเปล่า, เป็นธรรมชาติอันละเอียดบอบบาง - ผู้ที่เป็นเช่นนั้นคือวิเทหะมุกตะ.
9.16 Ever ascertained as the Self without qualities, the selfless, the eternal Self, the Self that is void, the subtle nature— he who is thus is the videhamukta.
9.17 อาตมันแห่งสรรพสิ่ง, อาตมันอันว่างเปล่าแห่งสรรพสิ่ง, อาตมันแห่งกาล, เป็นเหตุแห่งกาล, อาตมันของพระเจ้า, ความว่างเปล่าของพระเจ้า - ผู้ที่เป็นเช่นนั้นคือวิเทหะมุกตะ.
9.17 The Self of all, the Self devoid of all, the Self of time, the cause of time, the Self of God, devoid of God—he who is thus is the videhamukta.
9.18 อาตมันที่วัดได้, อาตมันที่ไม่สามารถวัดได้, ปราศจากความหลงผิดในตนเอง และไร้ซึ่งอาตมัน - ผู้ที่เป็นเช่นนั้นคือวิเทหะมุกตะ.
9.18 The Self that is a measure, the Self with nothing to measure, devoid of the ignorant self and non-Self—such is the videhamukta.
9.19 อาตมัน, ปราศจากความรู้สึกตลอดกาล, อาตมันภายในของสรรพสิ่งและกล่าวได้ว่าเป็นอาตมันของสิ่งทั้งปวงคือวิเทหะมุกตะ.
9.19 The Self, ever without insentience, the inner Self of all and which is said to belong to all is the videhamukta.
9.20 ทิ้งสังกัลปะทั้งปวงและเป็นเพียงภาวะแห่งนิรามิสสุขของสติ, ผู้ที่ไม่สรุปว่าเขาดำรงอยู่คือวิเทหะมุกตะ.
9.20 Bereft of all sankalpa and being just Existence Consciousness-Bliss, he who does not conclude that he exists is the videhamukta.
9.21 สรรพสิ่งไม่ดำรงอยู่; มีเพียงตตฺที่ดำรงอยู่. มีเพียงสติที่ดำรงอยู่, ตลอดกาล. ผู้ที่ “ตรัสรู้” ไม่ดำรงอยู่. ผู้ที่สรุปได้เช่นนี้คือวิเทหะมุกตะ.
9.21 All do not exist; only That exists. Just Consciousness exists, ever. The “enlightened one” does not exist. He who is of this conclusion is the videhamukta.
9.22 ผู้ใดก็ตามที่เป็นปรมาตมันเพียงสิ่งเดียว, ผู้เป็นเพียงศูนย์รวมของความรู้, ผู้ที่เป็นธรรมชาติของการดำรงอยู่เพียงสิ่งเดียวคือวิเทหะมุกตะ.
9.22 Whoever is the Supreme Self alone, who is just an embodiment of Knowledge, and who is of the nature of Existence alone is the videhamukta.
9.23 ผู้ใดก็ตามที่ไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับปัจเจกวิญญาณ, อิศวร, จักรวาล, พระเวท, คัมภีร์, ท่านและฉัน, และพรหมันคือวิเทหะมุกตะ.
9.23 Whoever has no conclusions regarding the individual soul, Isvara, the universe, the Veda-s, the scriptures, you and me, and Brahman is the videhamukta.
9.24 ข้าฯ คือพรหมัน. ข้าฯ คือสรรพสิ่ง. ไม่มีสิ่งอื่นใดของโลกดำรงอยู่. ผู้ที่เชื่อมั่นเช่นนี้คือวิเทหะมุกตะ.
9.24 I am Brahman. I am all. Nothing else of the world exists. One who has this certitude is the videhamukta.
9.25 สรรพสิ่งคือสติ; ข้าฯ เป็นเพียงสติ. ผู้ที่มั่นใจเช่นนี้คือวิเทหะมุกตะ. [ต้นฉบับอื่นกล่าวว่า; “สรรพสิ่งคือสติ; ข้าฯ เป็นเพียงสติ. ผู้ที่มิได้มั่นใจเช่นนี้คือวิเทหะมุกตะ.”]
9.25 All this is Consciousness; I am only Consciousness. One who has such certitude is the videhamukta. [A variant manuscript reads: “All this is Consciousness; I am only Consciousness. One who has no such certitude is the videhamukta.”]
9.26 ผสานในสติเพียงสิ่งเดียว, พักผ่อนในตนเอง, และสถาปนาตนอย่างสุขสบายในนิรามิสสุขเพียงสิ่งเดียวดุจดั่งเป็นแก่นแท้ภายในของตนคือวิเทหะมุกตะ.
9.26 Merged in Consciousness alone, reposing in himself, and being established in happiness with only Bliss as his inner core is the videhamukta.
9.27 เป็นธรรมชาติของอาตมันอันไร้ขีดจำกัด, ไร้มลทินแม้ในความละเอียดที่สุด, ข้ามพ้นสภาวะที่สี่, และอยู่ในนิรามิสสุขสูงสุดคือวิเทหะมุกตะ.
9.27 Of the nature of the limitless Self, spotless to the finest degree, transcending the fourth state, and in the highest Bliss is the videhamukta.
9.28 ไม่มีแม้ชื่อ, อาตมันแห่งสรรพสิ่ง, ไร้รูป, ไม่เชื่อแม้พระเจ้า, ดำรงอยู่เช่นอาตมันของธรรมชาติแห่งปรมาตมัน - เช่นนี้คือวิเทหะมุกตะ.
9.28 Without even a name, the Self of all, without form, not an atheist either, and existing as the Self of the nature of the Supreme Brahman— such is the videhamukta.
9.29 ก้าวข้ามสภาวะที่สี่, ข้ามพ้นตนเอง, และข้ามพ้นพันธะ, ผู้ที่เป็นธรรมชาติแห่งสัจธรรม. ผู้ที่เห็นดีและชั่วเท่าเทียมกัน. เช่นนี้คือวิเทหะมุกตะ.
9.29 Transcending the fourth state, transcending himself, and transcending bondage, he is of the nature of Truth. He is equanimous in both the bad and the good. Such is the videhamukta.
9.30 สงบอย่างยิ่งในพันธะและการหลุดพ้น, อาตมันแห่งสรรพสิ่ง, อาตมันภายใน, อาตมันแห่งปรากฏการณ์ของจักรวาล, อาตมันของสิ่งสูงที่สุด – ผู้ที่เป็นเช่นนี้คือวิเทหะมุกตะ.
9.30 Utterly peaceful in bondage and liberation, the Self of all, the inner Self, the Self of the phenomenal universe, the Self of the highest— such a one is the videhamukta.
9.31 อาตมันนั้นบริบูรณ์ในทุกสถาน, สูงกว่าสิ่งสูงที่สุดตลอดกาล, อาตมันภายใน, อาตมันไม่มีจุดจบ - ผู้ที่เป็นเช่นนี้คือวิเทหะมุกตะ.
9.31 The Self that is full everywhere, ever higher than the highest, the inner Self, the endless Self—he who is thus is the videhamukta.
9.32 ปราศจากความหลงผิดหรือสิ่งที่สามารถรู้ได้ (อวิชชาและวิชชา), ปราศจากความรู้สึกและไม่รู้สึก, ปราศจากสัจธรรมและสิ่งลวงคือวิเทหะมุกตะ.
9.32 Devoid of being ignorant or knowledgeable, without being sentient or insentient, and without the concepts of truth and nontruth is the videhamukta.
9.33 ดื่มด่ำในสมาธิและการไม่บำเพ็ญสมาธิ, ใช้ชีวิตโดยมีเป้าหมายและปราศจากเป้าหมาย, อาตมันซึ่งดำรงอยู่และไม่ดำรงอยู่คือวิเทหะมุกตะ.
9.33 Immersed in meditation and nonmeditation, devoid of being with a goal or being without a goal, the Self that is existent and nonexistent is the videhamukta.
9.34 อาตมันอันเต็มไปด้วยสติทั้งปวง – การขยายตัวของสติ, นิรามิสสุขของสติ, สวมใส่อยู่ด้วยสติ - และอาตมันธรรมชาติของสติเพียงลำพังคือวิเทหะมุกตะ.
9.34 The Self full of all Consciousness— the expanse of Consciousness, the Bliss of Consciousness, clothed in Consciousness— and the Self of the nature of Consciousness alone is the videhamukta.
9.35 อาตมันธรรมชาติของสภาวะนิรามิสสุขของสติ, ศูนย์รวมของสภาวะนิรามิสสุขของสติ, อาตมันบริบูรณ์ด้วยสภาวะนิรามิสสุขของสติคือวิเทหะมุกตะ.
9.35 The Self of the nature of Existence-Consciousness Bliss, the embodiment of Existence-Consciousness-Bliss, the Self full of Existence-Consciousness-Bliss is the videhamukta.
9.36 ธรรมชาติแห่งพรหมันตลอดกาล, คงอยู่ในตนเองตลอดกาล, อาตมันหนึ่งเดียวที่ไม่อาจแบ่งแยกตลอดกาลคือวิเทหะมุกตะ.
9.36 Ever of the nature of Brahman, ever remaining in himself, and ever the one undivided Self is the videhamukta.
9.37 อาตมันอันเป็นมวลแห่งความรู้, ศูนย์รวมของมวลแห่งความรู้, นิรามิสสุขสูงสุดบริบูรณ์ในความรู้คือวิเทหะมุกตะ.
9.37 The Self that is a mass of Knowledge, the embodiment of a mass of Knowledge, ever supremely blissful in Knowledge is the videhamukta.
9.38 ผู้ที่ไม่เคยมีร่างกาย, ผู้ที่ไม่มีความทรงจำใดๆ, อาตมันที่แท้จริง (Sadatma) ซึ่งสถาปนาในตนเองคือวิเทหะมุกตะ.
9.38 One who never has a body, for whom there is no remembrance of anything, the Sadatma (true Self) who is established in himself is the videhamukta.
9.39 ผู้ที่กำจัดจิตใจของตน, ผู้มีสภาวะธรรมชาติเป็นอาตมันแห่งพรหมัน, ผู้เป็นอาตมันแห่งโยคะ, และผู้ที่อาตมันผสานกับโยคะคือวิเทหะมุกตะ.
9.39 He for whom the mind has been banished, for whom the natural state is the Self of Brahman, who is the Self of yoga, and who is the Self merged in yoga is the videhamukta.
9.40 ผู้ละทิ้งความคิด, เป็นสติเพียงลำพัง, ผู้ที่จบเรื่องการปรุงแต่งของคุณลักษณะและไร้ซึ่งคุณลักษณะคือวิเทหะมุกตะ.
9.40 He for whom all thought is cast aside, there being only Consciousness, and who is the end of the modification of qualities and absence of qualities is the videhamukta.
9.41 ผู้ซึ่งไร้กาลแลสถานอย่างที่สุด, ไร้สิ่งยึดติด, ไร้สิ่งอันจดจำ, และผู้ละทิ้งความเชื่อมั่นทั้งปวงคือวิเทหะมุกตะ.
9.41 One who ultimately has no time or place, nothing to be grasped, nothing else to be remembered, and who has also cast aside all certitude is the videhamukta.
9.42 ผู้ปราศจากความสุขทางโลก, “สูงสุดในนิรามิสสุข”, หรรษาในสุข, ผู้ซึ่งเป็นพยาน, และผู้ซึ่งมิได้เป็นพยานคือวิเทหะมุกตะ.
9.42 One who is devoid of worldly happiness, the “bliss of the highest,” and the happiness of enjoyment, who is the witness, and who is also without a witness is the videhamukta.
9.43 ผู้ซึ่งเป็นบางคน; ผู้ที่มิได้เป็นบุคคลใด. ผู้ที่เป็นสิ่งเล็กๆ, น้อยๆ, ผู้ที่ไม่มีอะไร. ผู้ที่เป็นอาตมัน, มิใช่อาตมัน, และอาตมันของสติ. ผู้ที่เป็น “ฉัน”, สติ, และมิใช่สติ.
9.43 He is also someone; he is not anyone. He is a little, a little; he is nothing. He is the Self, the non-Self, and the Self of Consciousness. He is also the “I,” Consciousness, and nonConsciousness.
9.44 ผู้ที่เห็นว่าปรากฏการณ์ของจักรวาลมิใช่อาตมัน, ผู้ที่เห็นว่า “ธรรมชาติของพรหมัน” มิได้อยู่ที่นี่, ผู้ที่เป็นธรรมชาติของตนเอง, และผู้ที่อาตมันส่องสว่างด้วยตัวเองคือวิเทหะมุกตะ.
9.44 He for whom the phenomenal universe is non-Self, for whom even “the nature of Brahman” is not here, who is of his own nature, and who is self-illumined is the videhamukta.
9.45 ในนิราสมิสสุขข้ามพ้นพิสัยของคำกล่าวใดๆ, ปราศจากความรู้สึกทั้งปวง, และเหนือกว่าผู้ที่ข้ามพ้นฯ คือวิเทหะมุกตะ.
9.45 In the Bliss beyond the range of words, devoid of all senses, and transcending the transcendent is the videhamukta.
9.46 ผู้ที่ข้ามพ้นกรรมของจิตใจ, ผู้ที่ไม่สอดส่องกรรมของจิตใจ, และผู้ที่ปราศจากกรรมทั้งปวงคือวิเทหะมุกตะ.
9.46 He who transcends the activities of the mind, who is hot the illuminator of the activities of the mind, and who is devoid of all activities is the videhamukta.
9.47 ผู้ที่ไร้ความทรงจำต่อร่างกาย – ทั้งกายหยาบและกายละเอียด - ณ กาลที่ทิ้งร่ายกายคือวิเทหะมุกตะ.
9.47 He who has no remembrance of the body—neither the gross nor the subtle (body)— at the time of leaving the body i& the videhamukta.
9.48 ปราศจากสิ่งทั้งปวงตลอดกาล, ผู้ยังคงเป็นเช่นสิ่งเล็กน้อยตลอดกาล, ผู้ยังคงเป็นเช่นพรหมมันเพียงสิ่งเดียว, คือวิเทหะมุกตะ.
9.48 Ever devoid of everything, he who remains as the ever so little, who remains as Brahman alone, is the videhamukta.
9.49 พรหมมันสูงสุด, นิรามิสสุขสูงสุด, ปรมาตมัน, สูงกว่าสิ่งที่สูงที่สุด, และมิอาจเห็นได้โดยบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกคือวิเทหะมุกตะ.
9.49 The Supreme Brahman, the Supreme Bliss, the Supreme Self, higher than the highest, and with his interior or exterior unseen by others is the videhamukta.
9.50 ผู้ที่เป็นแก่นแท้บริสุทธิ์ของเวทานตะ. ผู้พักพิงในความบริสุทธิ์, อาตมันที่แท้จริง. ผู้ที่ละทิ้งความแตกต่าง. ผู้ที่เป็นเช่นนี้คือวิเทหะมุกตะ.
9.50 He is the pure essence of Vedanta. He abides in the pure, true Self. He has discarded that difference also. Such a one is the videhamukta.
9.51 เพลิดเพลินในน้ำหวานของแก่นแท้แห่งพรหมัน, เป็นยาอมตะแห่งพรหมัน, และชุ่มฉ่ำด้วยน้ำหวานแห่งพรหมันคือวิเทหะมุกตะ.
9.51 Relishing the nectarean essence of Brahman, the immortal elixir of Brahman, and immersed in the nectarean essence of Brahman is the videhamukta.
9.52 แก่นแท้อันหอมหวานของพรหมันคือสิ่งรองรับ (สนับสนุน) เขาผู้นั้น, ตัวเขาเองคือแก่นแท้อันหอมหวานของพรหมัน, และพึงพอใจในแก่นแท้อันหอมหวานของพรหมันคือวิเทหะมุกตะ.
9.52 With the nectarean essence of Brahman as his support, himself the nectarean essence of Brahman, and satisfied in the nectarean essence of Brahman is the videhamukta.
9.53 นิรามิสสุขบริบูรณ์ในความสุขอันยิ่งใหญ่แห่งพรหมัน, เปล่งประกายในนิรามิสสุขแห่งพรหมัน, แสงสว่างอันยิ่งใหญ่ของนิรามิสสุขแห่งพรหมันคือวิเทหะมุกตะ.
9.53 Blissful in the great Bliss of Brahman, shining in the Bliss of Brahman, the great luminary of the Bliss of Brahman is the videhamukta.
9.54 นิรามิสสุขในแก่นแท้ของนิรามิสสุขแห่งพรหมัน, น้ำหวานแห่งพรหมันไม่ขาดสายตลอดกาล, นิรามิสสุขบริบูรณ์ในพรหมัน, และมีนิรามิสสุขอยู่เสมอคือวิเทหะมุกตะ.
9.54 Blissful in the essence of the Bliss of Brahman, ever in the pauseless nectar of Brahman, blissful in Brahman, and always in Bliss is the videhamukta.
9.55 ผู้ซึ่งผ่านประสบการณ์นิรามิสสุขแห่งพรหมัน, ผู้ที่มีนิรามิสสุขโดยการบูชาศิวะ, และผู้ที่เป็นน้ำหวานแห่งพรหมัน, ซึ่งเพลิดเพลินในแก่นแท้ของนิรามิสสุขแห่งพรหมัน, คือวิเทหมุกตะ.
9.55 He who is the experience of Brahman-Bliss, who is the Bliss of the worship of Siva, and who is the Brahman nectar, which relishes the essence of Brahman-Bliss, is the videhamukta.
9.56 อิ่มเอมใจในนิรามิสสุขแห่งพรหมัน, เป็นส่วนหนึ่งของ “ครอบครัวแห่งน้ำหวานของพรหมัน”, และล้อมรอบด้วยผู้คนอันมีนิรามิสสุขแห่งพรหมันคือวิเทหะมุกตะ.
9.56 Elated in the Bliss of Brahman, belonging to the “family of Brahman-nectar,” and surrounded by people in the Bliss of Brahman is the videhamukta.
9.57 พักพิงอยู่ในทิพยรสของน้ำหวานแห่งพรหมัน, คงอยู่ในอาวาสของนิรามิสสุขแห่งพรหมัน, สม่ำเสมอในการท่องมนตรานิรามิสสุขแห่งพรหมันคือวิเทหะมุกตะ.
9.57 Residing in the delectable Brahman-nectar, remaining in the temple of the Bliss of Brahman, and reciting constantly the mantra of Brahman-Bliss is the videhamukta.
9.58 จุดจบของร่างกายผู้นั้นคือนิรามิสสุขแห่งพรหมัน, ผัสสะของผู้นั้นคือนิรามิสสุขแห่งพรหมัน, และความรู้ของผู้นั้นคือน้ำหวานแห่งพรหมันคือวิเทหะมุกตะ.
9.58 The end of whose body is the Bliss of Brahman, whose senses are the Bliss of Brahman, and whose Knowledge is that of the nectar of Brahman is the videhamukta.
9.59 เบิกบานในนิรามิสสุขแห่งพรหมัน, เต็มไปด้วยทิพยรสของน้ำหวานแห่งพรหมัน, และสถาปนาในอาตมัน-พรหมันตลอดกาลคือวิเทหะมุกตะ.
9.59 Intoxicated in the Bliss of Brahman, brimming with the nectarean essence of Brahman, and ever established in Brahman-Self is the videhamukta.
9.60 นี้คือปกรณัมของการหลุดพ้นจากร่างกาย, หาได้ยากยิ่งในคัมภีร์ทั้งปวง, ข้าฯ ได้บอกกล่าวแด่ท่าน, ฤๅษีผู้ยิ่งใหญ่! ผู้ได้สดับสิ่งนี้แม้เพียงครั้ง, จะบรรลุการหลุดพ้นจากร่างกายนี้ด้วยตัวเขาเอง.
9.60 This exposition of the Liberation from the body, rare in all the scriptures, has been told by me to you, great rishi! Liberation from the body will be attained by hearing this.

สกันทะ กล่าวว่า

9.61 พระผู้เป็นเจ้าของผู้หมดหนทาง! ข้าฯ บูชาต่อพระบาทของพระองค์. โปรดนำทางการบำเพ็ญเพียรของข้าฯ. พระผู้เป็นเจ้าแห่งราตรีกาล! โปรดทำลายกามา (Manmatha) ด้วยประกายไฟจากพระนลาฏ, ผู้ทรงมงกุฎจันทรา! พระผู้เป็นเจ้าปรมัตถะ, โปรดมาเป็นผู้ไถ่บาปของข้าฯ.
9.61 Skanda: Lord of the helpless! I worship your feet. Be the Lord of my meditation. Lord of the night! Destroyer of Manmatha (Kama) by a spark of fire emanating from your forehead, which wears the moon as a crown! Lord of the Pramatha-s, be my saviour!
9.62 พระผู้เป็นเจ้า, ผู้ประดับกายด้วยเถ้า! ขอให้ดอกบัวในจิตใจข้าฯ บรรลุถึงพระองค์เพียงด้วยการกวาดดวงตาที่สามผ่านเพียงครั้ง. แม้สุดยอดของพระเวท, ข้าฯ ไม่อาจหลีกหนีจากความเศร้าโศกของผู้คนมากมายที่สับสนจากพันธะอันไม่เคยหยุดหย่อน.
9.62 Lord, with the body adorned with ashes! May the lotus of ray mind ever attain the friendliness of the triad of your eyes by a momentary glance therefrom. Even the crest of the Veda-s does not know the escape from the current of sorrow for the multitude of people confused by constant bondage.

Get carried away?

อ่าน “ฤภูคีตา” เพิ่มเติม

กลับไปสารบัญ

index

คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้

วิเทหะมุกติ คือผู้ที่หลุดพ้นภายนอกร่างกาย แตกต่างจาก ชีวานมุกตะ และ วิเทหะมุกตะ ซึ่งบางครั้งหมายถึง ปราชญ์ของอัทไวตะ ซึ่งไม่สามารถแบ่งแยกในความแตกต่างได้จริง

การหลุดพ้นแบ่งออกเป็น 3 ประเภท

  1. มีรูป
  2. ไร้รูป
  3. มีและไร้รูป

มีรูปคือ ชีวานมุกตะ ; ไร้รูป คือ วิเทหะมุกตะ ; ลำดับที่ 3 มีและไร้รูป กล่าวว่าเป็นการหลุดพ้นของผู้มีคุณสมบัติ (อธิการิกะ มุกตะ) ซึ่งมีเป้าหมายในการช่วยโลก ; หลังจากปลดระวาง (ทิ้ง) ร่างกายแล้ว ก็อาศัยอยู่ในกายละเอียด (สุขุมสรีระ) เพื่อความผาสุกของมนุษยชาติต่อไป ; ในอัทไวตะได้ลบล้างความแตกต่างทั้งหมดนี้ และมีเพียงภาวะเดียวของมุกติเท่านั้นที่ถือว่าเป็นของจริง ;

ศรีรามานะ มหาศรี กล่าวว่า “ถ้าจะกล่าวว่าการหลุดพ้นมี 3 ชนิด คือ มีรูป, ไม่มีรูป และ มีและไม่มีรูป แล้วนั้น, ฉันขอบอกคุณว่า การสูญพันธุ์ของอัตตา คือสิ่งที่จำเป็นต่อการหลุดพ้นทั้ง 3 รูปแบบ นั่นคือการหลุดพ้นมีเพียงหนึ่งเดียว”

นิรามิสสุข คือสุขที่เกิดโดยปราศจากอามิสหรือสิ่งภายนอก เป็นความสุขที่ไม่ต้องวิ่งไปหาจากภายนอก แต่ความสุขเกิดจากภายใน ด้วยเจริญสติภาวนา ด้วยการฝึกจิตให้อยู่กับสมาธิ ไม่ให้จิตดิ้นรนออกไปตามสิ่งที่เราไปสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และสัมผ้ส ความสุขเกิดความสงบ ความสะอาด และความสว่างของดวงจิตภายในของเรา ซึ่งเป็นความสุขที่ละเอียด ยั่งยืน และมั่นคงไม่ต้องหาวิ่งหา ไม่ต้องใช้เงิน ซึ่งเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้ ใครอยากได้ต้องทำเอง

เป็นองค์ประกอบที่สมดุลของประกฤติ

  1. สัตวะ แปลว่า ความแท้จริงหรือความมีอยู่ สัตวะเป็นมูลฐานแห่งความดี ความสุข ความเบา ความแจ่มใส ความมีประกายสดใส ความเจิดจ้าแห่งแสงสว่าง การเลื่อนลอยขึ้นเบื้องบน ความพอใจ มีสีขาว
  2. รชัส แปลว่า ความเศร้าหมอง รชัสเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดจลนภาพหรือความเคลื่อนไหว ความกระปี้กระเปร่า ความเจ็บปวด ความกระวนกระวาย ความโหดร้ายรุนแรงของอารมณ์ รชัสทำให้เกิดการกระตุ้นเร่งเร้าอันเป็นผลให้เกิดความเคลื่อนไหว มีสีแดง
  3. ตมัส ความมืด ตมัสเป็นมูลฐานแห่งความเฉยๆ ปราศจากความสนใจ ความโง่เขลา ความสับสน ความเซื่องซึมเหงาหงอย ความหดหู่ ตมัสทำให้เกิดความหยุดนิ่ง (ในแง่ของวัตถุ) มีสีดำหรือคล้ำ

เมื่อคุณะทั้ง 3 สมดุลคืออยู่ในภาวะของประกฤติ เมื่อเกิดเสียความสมดุล, วิวัฒนาการก็จะเริ่มต้นขึ้นและดำเนินเรื่อยไปตามครรลองของมัน

(ความมุ่งมั่น / ความไม่แน่ใจ หรือ เข้าใจผิด) คำแปลเดียวไม่สามารถครอบคลุมความหมายทั้งหมดได้

  • สังกัลปะหมายถึงแนวคิดต่างๆ เช่น เจตจำนง, ความตั้งใจ, การชำระล้างทางจิต, ปฏิญาณอย่างจริงจังที่จะปฏิบัติตาม, จุดมุ่งหมาย, ความมุ่งมั่น, ความปรารถนา, ความคิด, ไตร่ตรอง และ จินตนาการ
  • วิกลัปะ มีความหมายตรงกันข้าม หมายถึง ความสงสัย, ความไม่แน่ใจ, รังเกียจ, ไม่มั่นใจ, ตัวเลือก, ข้อผิดพลาด, ความไม่รู้, ความเข้าใจผิด, ความแบ่งแยกแตกต่าง
  • สังกัลปะและวิกัลปะ โดยสาระสำคัญ ใช้เพื่อแสดงให้เห็นการทำงานตรงกันข้ามของการยอมรับภายใน โดยทั่วไปใช้กับจิต บางครั้งเราไม่แปลทั้งสองคำนี้เพราะอาจใช้เป็นการเปรียบเทียบขึ้นอยู่กับบริบทของข้อความ

สิ่งนั้น / “ตตฺ” ถูกใช้แทนความหมายของ พรหมัน, สมบูรณ์ ไร้ตัวตน, ปราศจากเงื่อนไขใดๆ (ความหลงผิด)

กาย 3 ประเภท

  1. สถุลาสรีระ (กายหยาบ) คือเปลือกของอาหาร ประกอบด้วยธาตุทั้งห้า
  2. สุขมาสรีระ (กายละเอียด) คือร่างของจิตและพลังงานสำคัญซึ่งทำให้กายมีชีวิต กายละเอียดจะรวมกับกายทิพย์ซึ่งส่งต่อวิญญาณ หรือ ชีวา ที่แยกออกจากการยหยาบเมื่อตาย ประกอบด้วย
    1. ปราณามายาโกษา เกี่ยวกับลมปราณ
    2. มโนมายาโกษา เกี่ยวกับจิตและสัมผัส
    3. วิทยานะมายาโกษา เกี่ยวกับพุทธิและสัมผัส
  3. กรนาสรีระ (กายทิพย์) เป็นเพียงเมล็ดพันธุ์ของการหยาบและกายละเอียด กล่าวว่ามีความซับซ้อนมากที่สุด เพราะประกอบไปด้วยประสบการณ์ที่ประทับใจที่เกิดขึ้นในอดีต หรือสิ่งห่อหุ้มความสุข (อนันตมายาโกษา)

เวทานตะ แท้จริงแล้วคือ “ตอนจบของพระเวท” คำว่าเวทานตะเป็นคำที่ใช้กล่าวถึงอุปนิษัทและคำสอนที่มีอยู่ในนั้น เวทานตะยังหมายถึงคำสอนหรือ “โรงเรียนแห่งปรัชญา”

ก่อตั้งขึ้นจากความรู้ที่อธิบายไว้ในอุปนิษัท ; โรงเรียนหลักของเวทานตะ คือ อัทไวตะ (ไม่มีสิ่งคู่), วิศิษทไวตะ (ยืนยันการไม่มีสิ่งคู่) และ ทไวตะ (มีสิ่งคู่) ; เวทานตะคือสิ่งทั้งปวงในอุปนิษัท, ภควัทคีตา และ พรหมสูตร (เรียกว่า เวทานตะสูตรก็ได้) ; อ้างอิงตาม ปราสาธฺน-ตรยฺย หรือ ข้อบัญญัติทั้งสาม กล่าวว่า เวทานตะคือพื้นฐาน, ตำราพื้นฐาน แม้ว่าจะมีข้อความอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น บทความ บทสนทนาและพระคัมภีร์ที่แต่งขึ้นในเวทานตะ ; เวทานตะถือเป็นหนึ่งในหกโรงเรียนดั้งเดิม หรือหนึ่งประเภทของปรัชญาจิตวิญญาณของศาสนาฮินดู ; อัทไวตะเวทานตะ หรือการสอนเรื่องการไม่มีสิ่งคู่ อธิบายโดย ฤภู, ศรี ทัตตตรียะ (อวธุตา), ศรีอัษฏาวกระ, ศรีสังกรา, ศรีรามานะ มหาศรี และปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่อื่น ๆ อีกมากมาย ; เวทานตะแสดงให้เห็นถึงความไม่แตกต่างระหว่าง อาตมัน และ พรหมัน ; เวทานตะคือการเปิดเผยความเป็นจริงโดยไม่มีแม้แต่ร่องรอยของการซ้อนทับ ; ฤภู คีตา ทั้งหมดเป็นการเผยให้เห็นซึ่งคัมภีร์ที่แท้จริงของ อัทไวตะ เวทานตะ

บริวาร (ภูตผี) ของศิวะ นามหนึ่งของศิวะ คือ พระเป็นเจ้าแห่งปรมัตถะคณะ

พรหมัน
มาจากภาษาสันสฤต พรห = การเติบโต และ มัน = การหายไป (จากสถานที่หรือเวลา) ดังนั้น พรหมันจึงหมายถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

  • พรหมันคือสิ่งเดียวที่เป็นจริง อยู่เหนือคำจำกัดความ การยอมรับที่สัมผัสได้ และ จิตใจของมนุษย์
    พรหมันถูกมองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้ข้อจำกัด, เคยมีอยู่, ไร้ข้อจำกัดในสถานที่และเวลา, ไม่เปลี่ยนแปลง, ไม่มีที่ติ, ไร้คุณสมบัติ, ไร้คุณลักษณะ, ไร้ชื่อหรือรูปแบบ, ไม่เกิดและไม่เติบโต, ไม่มีวุฒิภาวะ, ไม่เสื่อมสลาย, ไม่มีอะไรที่คล้ายคลึง และไม่มีอะไรแตกต่างจากพรหมัน
  • พรหมันถูกกล่าวว่าเป็นความรู้บริสุทธิ์, เป็นเหตุแห่งประสิทธิภาพและแก่นสารของจักรวาล, เป็นจิตวิญญาณที่แผ่ซ่านไปทั่วจักรวาล, เป็นแก่นของการสร้างสิ่งมีชีวิตและสิ่งที่สิ่งมีชีวิตซึมซับอยู่
    ปรากฏการณ์ทั้งหมดของโลก, คุณภาพ, การกระทำ, การเผยให้เห็น กล่าวกันว่าเป็นการลวงตาที่ซ้อนทับบนพรหมัน
  • ในอุปนิษัทนิยมพรหมันว่าเป็นอาตมันสากล, เป็นความจริงแท้ และที่สำคัญที่สุดก็คือการอธิบายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในฤภูคีตานี้

อาตมัน
อาตมันคือหนึ่งและสากล แตกต่างจากร่างกาย, ประสาทสัมผัส, ความรู้สึก, ใจ, สติปัญญา, ความรู้สึกภายใน, และอื่นๆ เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ต่อกิจกรรมและไม่ได้รับผลกระทบจากสิ่งใด

  • อาตมันมีธรรมชาติเป็นความรู้แจ้งของสติ, ส่องสว่างด้วยตนเอง, มีธรรมชาติเป็นความรู้, ไม่ต้องใช้ความรู้อื่นเพื่อรู้ถึงอาตมัน
  • อาตมันปราศจาก รักหรือชัง, กลัวหรือเสียใจ, คุณภาพหรือการกระทำ, รูปแบบ, การเปลี่ยนแปลงหรือมลทิน
  • อาตมันไม่มีที่ติ, แบ่งแยกไม่ได้, แผ่ซ่านไปทั่ว และเป็นอนันต์
  • อาตมันและพรหมันคือหนึ่งเดียวกัน
"ribhu gita" (in Thai) by Tandhava
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.