บทที่ 1 การสนทนาของฤภู-นิทากะ
Chapter One
Ribhu -Nidagha Dialogue
มีเพียงพรหมันสิ่งเดียวเท่านั้น ขอรับรองว่าไม่มีสิ่งใดที่มิใช่อาตมัน
สกันทะ กล่าวว่า
ฤๅษี กล่าวว่า
สุตะ กล่าวว่า
ฤภู กล่าวว่า
นิทากะ กล่าวว่า
ฤภู กล่าวว่า
คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้
บุตรแห่งศิวะ เรียกว่า ชานมุกขะ (มีหกหน้า), การติเกยะ, กุมาระ และ มุรุกัน
ปราชญ์ผู้เปิดเผยความจริงอันประเสริฐที่เก็บรักษาไว้ใน ฤภู คีตา และ อุปนิษัท ฤภู ออกเสียงเป็นภาษาสันสกฤติว่า รึ-พู ซึ่งเป็นเสียงตรงกลางระหว่าง ริภู และ รุภู
นามของศิวะ หมายถึง ความสุขที่ดีเลิศ
ภูเขาทางตอนเหนือของอินเดียในเทือกเขาหิมาลัย เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของศิวะ และ ศรีสังกระ (อธิสังกระ)
(ตาของศิวะ) จริงๆ คือ เบอรี่ชนิดหนึ่ง ใช้ทำมาลา (ประคำ), ใช้สำหรับประดับร่างกาย ของสาวกแห่งศิวะ, ในศิวะปุราณะมีรายละเอียดเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของรุทรักษะแบบต่างๆ และข้อดีของแต่ละชนิด, กล่าวกันว่า ครั้งเมื่อศิวะเห็นความทุกข์ของสรรพสัตว์บนโลก เกิดความสงสาร ถึงกับเกิดน้ำตาหยดลงบนพื้นโลกและเกิดเป็นต้นรุทรักษะ จึงเรียกว่า น้ำตาของศิวะ ที่เกิดจากความเมตตาต่อสรรพสัตว์
ผู้สร้าง พระเป็นเจ้าผู้สร้างสิ่งปรากฏทั้งหมด เรียกขานชื่อว่า “จตุรมุข” เพราะมี 4 หน้า ประทับบนดอกบัวที่เกิดขึ้นจากสะดือของวิษณุ
พระคัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุดและเป็นรากฐานของศาสนาฮินดู มักจะนับว่ามี 4 ฉบับ คือ ฤคเวท, สามเวท, ยชุรเวท และอาถรรพเวท แม้ว่าบางครั้งจะกล่าวว่ามีเพียง 3 เท่านั้น แต่อาถรรพเวทเป็นข้อยกเว้นและได้รับการยอมรับว่าเป็นพระเวทจริง
วงรอบของการเกิดและการตาย, เรียกอีกอย่างว่าการโอนย้าย, วงจรชีวิตโลก, ความสำเร็จของการกำเนิด ; หมายถึงวงจรชีวิตของโลก, ชีวิตทางโลก, การดำรงอยู่ของโลกีย์และโลก
รูปแบบทั้ง 8 ของพระเป็นเจ้า ที่เรียกเช่นนี้เพราะพระองค์ทรงแผ่ซ่านไปทั่วทั้ง ดิน, น้ำ, อากาศ, ไฟ, ท้องฟ้า, อาทิตย์, จันทร์ และ มนุษย์
ศิวะ และชายา อุมา, บุตร สกันทะ และเทวะอื่น กล่าวกันว่ามีดวงตาที่สาม หรือหมายถึง สามสิ่งที่ส่องสว่าง คือ ดวงอาทิตย์, ดวงจันทร์ และ ไฟ
นามของศิวะ หมายถึง ผู้บำเพ็ญประโยชน์
มาจากภาษาสันสฤต พรห = การเติบโต และ มัน = การหายไป (จากสถานที่หรือเวลา) ดังนั้น พรหมันจึงหมายถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ; พรหมันคือสิ่งเดียวที่เป็นจริง อยู่เหนือคำจำกัดความ การยอมรับที่สัมผัสได้ และ จิตใจของมนุษย์ ; พรหมันถูกมองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้ข้อจำกัด, เคยมีอยู่, ไร้ข้อจำกัดในสถานที่และเวลา, ไม่เปลี่ยนแปลง, ไม่มีที่ติ, ไร้คุณสมบัติ, ไร้คุณลักษณะ, ไร้ชื่อหรือรูปแบบ, ไม่เกิดและไม่เติบโต, ไม่มีวุฒิภาวะ, ไม่เสื่อมสลาย, ไม่มีอะไรที่คล้ายคลึง และไม่มีอะไรแตกต่างจากพรหมัน ; พรหมันถูกกล่าวว่าเป็นความรู้บริสุทธิ์, เป็นเหตุแห่งประสิทธิภาพและแก่นสารของจักรวาล, เป็นจิตวิญญาณที่แผ่ซ่านไปทั่วจักรวาล, เป็นแก่นของการสร้างสิ่งมีชีวิตและสิ่งที่สิ่งมีชีวิตซึมซับอยู่
ปรากฏการณ์ทั้งหมดของโลก, คุณภาพ, การกระทำ, การเผยให้เห็น กล่าวกันว่าเป็นการลวงตาที่ซ้อนทับบนพรหมัน ; ในอุปนิษัทนิยมพรหมันว่าเป็นอาตมันสากล, เป็นความจริงแท้ และที่สำคัญที่สุดก็คือการอธิบายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในฤภูคีตานี้
สัมผัส คือ ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กายรับสัมผัส และ จิตรับความรู้สึก
นามของศิวะ หมายถึง เทพผู้เป็นใหญ่ในเทพทั้งปวง
ศิวะ พระเป็นเจ้า ผู้ปกครอง กษัตริย์ เจ้านาย ; ตามอัทไวตะ อธิบายสภาวะของมายาว่า อิศวรคือพรหมันที่มีสภาวะตามมายา ; กล่าวกันว่า อิศวร มีคุณสมบัติเป็นทั้งสสารและเป็นต้นกำเนิดของโลก ; พรหมัน ถูกสรุปว่ามีทั้งสองแบบ คือไม่มีคุณลักษณะ (นิรคุณพรหมัน) และมีรูปแบบ (สคุณพรหมัน) ; อิศวร คือ สคุณพรหมัน ซึ่งมีรูปแบบเช่น มีอำนาจทุกประการ, มีความรอบรู้, เป็นผู้สร้าง ฯลฯ ; คำว่าอิศวรมีหลายความหมายตามการนำไปใช้ เช่น ในวิสิทธอัทไวตะ หมายถึง ความไม่เป็นคู่อย่างสมบูรณ์พร้อม
ปาราวตี ชายาแห่งศิวะ ; บุตรีของราชาแห่งขุนเขา หิมวัน และ เมนา เวอร์ชันหนึ่งของเรื่องราวที่อธิบายถึงที่มาของชื่อ เล่าว่าเมื่อเธอออกเดินทางไปบำเพ็ญตบะอย่างรุนแรงเพื่อให้ได้มาซึ่งมือของศิวะ มารดาของเธอพูดว่า “เฮ้! (U) อย่า (Ma) บำเพ็ญตบะอย่างรุนแรง)” จึงได้ชื่อว่าอุมา.
อิศวรผู้เป็นใหญ่ ศิวะ
นามของศิวะ หมายถึง ผู้ทำลาย
นามของศิวะ หมายถึง ผู้ที่ไม่มีการเคลื่อนไหว
อาตมันคือหนึ่งและสากล แตกต่างจากร่างกาย, ประสาทสัมผัส, ความรู้สึก, ใจ, สติปัญญา, ความรู้สึกภายใน, และอื่นๆ เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ต่อกิจกรรมและไม่ได้รับผลกระทบจากสิ่งใด ; อาตมันมีธรรมชาติเป็นความรู้แจ้งของสติ, ส่องสว่างด้วยตนเอง, มีธรรมชาติเป็นความรู้, ไม่ต้องใช้ความรู้อื่นเพื่อรู้ถึงอาตมัน ; อาตมันปราศจาก รักหรือชัง, กลัวหรือเสียใจ, คุณภาพหรือการกระทำ, รูปแบบ, การเปลี่ยนแปลงหรือมลทิน ; อาตมันไม่มีที่ติ, แบ่งแยกไม่ได้, แผ่ซ่านไปทั่ว และเป็นอนันต์
อาตมันและพรหมันคือหนึ่งเดียวกัน
(ความมุ่งมั่น / ความไม่แน่ใจ หรือ เข้าใจผิด) คำแปลเดียวไม่สามารถครอบคลุมความหมายทั้งหมดได้
- สังกัลปะหมายถึงแนวคิดต่างๆ เช่น เจตจำนง, ความตั้งใจ, การชำระล้างทางจิต, ปฏิญาณอย่างจริงจังที่จะปฏิบัติตาม, จุดมุ่งหมาย, ความมุ่งมั่น, ความปรารถนา, ความคิด, ไตร่ตรอง และ จินตนาการ
- วิกลัปะ มีความหมายตรงกันข้าม หมายถึง ความสงสัย, ความไม่แน่ใจ, รังเกียจ, ไม่มั่นใจ, ตัวเลือก, ข้อผิดพลาด, ความไม่รู้, ความเข้าใจผิด, ความแบ่งแยกแตกต่าง
- สังกัลปะและวิกัลปะ โดยสาระสำคัญ ใช้เพื่อแสดงให้เห็นการทำงานตรงกันข้ามของการยอมรับภายใน โดยทั่วไปใช้กับจิต บางครั้งเราไม่แปลทั้งสองคำนี้เพราะอาจใช้เป็นการเปรียบเทียบขึ้นอยู่กับบริบทของข้อความ
สติปัญญา ; ความรู้สึกภายในที่บรรลุในจังหวะที่อยู่เหนือ แรงจูงใจและความเฉื่อยชา เกิดจากพลังแห่งการบำเพ็ญเพียร เป็นรากแห่งความเชื่อมั่นด้วยเหตุนี้
“การแผ่ซ่านไปทั่ว” หมายถึง วิษณุผู้เป็นเจ้า หรือองค์ใดซึ่งแผ่ซ่านไปทั่ว
พระผู้เป็นเจ้า หนึ่งในตรีเทพสูงสุด
ศิวะ ความหมาย สิ่งที่ดี ความเป็นมงคล ความสมบูรณ์
การบูชาศิวะเกี่ยวเนื่องกับธาตุต่างๆ ณ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
- ดิน ที่ กันจิปุรัม
- น้ำ ที่ จามปุเกศวารัม
- ไฟ (แสงสว่าง) ที่ อรุนาชาละ
- ลม ที่ กาลาหัสติ
- ที่ว่าง ที่ ศิดัมบารัม
นิรามิสสุข คือสุขที่เกิดโดยปราศจากอามิสหรือสิ่งภายนอก เป็นความสุขที่ไม่ต้องวิ่งไปหาจากภายนอก แต่ความสุขเกิดจากภายใน ด้วยเจริญสติภาวนา ด้วยการฝึกจิตให้อยู่กับสมาธิ ไม่ให้จิตดิ้นรนออกไปตามสิ่งที่เราไปสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และสัมผ้ส ความสุขเกิดความสงบ ความสะอาด และความสว่างของดวงจิตภายในของเรา ซึ่งเป็นความสุขที่ละเอียด ยั่งยืน และมั่นคงไม่ต้องหาวิ่งหา ไม่ต้องใช้เงิน ซึ่งเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้ ใครอยากได้ต้องทำเอง
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.
