บทที่ 1 การสนทนาของฤภู-นิทากะ

Chapter One 

Ribhu -Nidagha Dialogue

มีเพียงพรหมันสิ่งเดียวเท่านั้น ขอรับรองว่าไม่มีสิ่งใดที่มิใช่อาตมัน

สกันทะ กล่าวว่า

1.1 ฤๅษีกล่าวกับฤภู, ผู้ภักดีต่อสัมภู, ซึ่งไร้ความปรารถนา, เป็นปราชญ์ผู้ล้ำเลิศ, ผู้ซึ่งเคยขึ้นไปบูชาพระเป็นเจ้าแห่งเกทาระ ผู้ประดับร่างกายด้วยเถ้าและรุทรักษะ, ณ เกทาระบนยอดเขาหิมาลัย.
1.1 Skanda: The Rishi-s spoke thus to Ribhu, the devotee of Sambhu, the desireless, the best among sages, decked with ashes and rudraksha-s (holy berries), who was at Kedara on the Himalayan peak worshipping the Lord of Kedara.

ฤๅษี กล่าวว่า

1.2,3 บุตรแห่งพรหม, ผู้กำเนิดจากดอกบัว ผู้ควรค่าแก่การหลุดพ้น! โปรดนำทางสว่างแก่เรา ด้วยความรู้, ปัญญาแห่งพระเวท และ มหาวรรคยะ, ซึ่งท่านได้รับจากการบูชาอิศวร บนเขาไกรลาส, เพื่อเราจะสามารถข้ามพ้นมหาสมุทรแห่งสัมสาระ.
1.2,3 Rishi-s: Worthy son of Brahma, the lotus born! For our Liberation, please enlighten us with the Knowledge, the wisdom of the Veda-s and mahavakya-s (great aphorisms), which you obtained on Mount Kailasa by worshipping Lord Isvara, by means of which we shall be enabled to cross the shoreless ocean of samsara, (the repetitious cycle of birth and death).

สุตะ กล่าวว่า

1.4 ยินดียิ่งเมื่อได้ยินคำกล่าวของปราชญ์, และเมื่อมองไปรอบๆ, เขาจับจ้องไปที่ผู้ประกอบด้วยปัญญา, เป็นผู้ตั้งอยู่บนเจตนา ณ เบื้องบาทของพระเป็นเจ้าที่มีรูปแบบทั้งแปด (อัษฏามูรติ).
1.4 Suta: Gladdened by the words of the sages and looking around, he addressed the wise assembly, who were established in the contemplation of the feet of the Lord of the octonary form.

ฤภู กล่าวว่า

1.5 ไม่มีความลับต่อท่าน, ผู้มีจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่, ผู้ภักดีสูงส่งต่อสัมภู. ผู้มีดวงตาที่สาม ซึ่งมองเห็นท่านจากคฤหาสน์แห่งความรักของพระองค์, ข้าฯ สื่อสาสน์ต่อท่านดังนี้:
1.5 Ribhu: There is nothing secret from you, great souls, the noble devotees of Sambhu. Looking at you from the mansion of love of the three-eyed Lord, I shall communicate to you this:
1.6 ความรู้อันเป็นคติพจน์ของสังการะ , ผู้ให้กำเนิดพระเวท. ฟังสิ, ผู้เป็นเลิศในหมู่มนุษย์, ผู้แสวงหาความรู้แห่งพรหมัน ! ฟังสิ: มหาสมุทรแห่งความรู้ของศิวะ--
1.6 the aphoristic Knowledge of Sankara, a great emanation from the head of the Veda-s. Hear this, best of men, seekers after the Knowledge of Brahman! Hear this: the Ocean of SivaKnowledge—
1.7 ด้วยภักดีต่อศิวะ, ท่านอาจท้าทายต่อผัสสะ ที่เกาะกุมท่าน, ข้ามมหาสมุทรแห่งสัมสาระ. เพียงให้ความเคารพและปฏิบัติตามมหาเทพ , ข้าฯ จะอธิบายถึงความรู้ของอิศวร แด่ท่านโดยละเอียด.
1.7 by which you shall, conquering your [attachment to the] senses by devotion to Siva, cross that sea of samsara. Offering obeisance to Mahadeva, I shall expound to you the knowledge of Isvara.
1.8 มูลเหตุเพียงอย่างเดียวของจักรวาลคือพระเป็นเจ้า สวามีแห่งอุมา ผู้ส่องสว่างเจิดจรัส, ผู้เป็นเหตุแห่งความรู้สึกและความไม่รู้สึกของโลก, และผู้เดียวที่เป็นเหตุแห่งความสนุกสนาน. มเหศวร ผู้มิได้ต้องการกระทำสิ่งใด. หระ , เพียงพระองค์เท่านั้นที่เป็นเหตุแห่งสรรพสิ่ง.
1.8 The cause of the universe is the divine Consort of Uma alone, the shining illuminator, the one cause of the sentient and the insentient world, and the one cause of joy. For Him, the great Isvara (Mahesvara), there is no need for any action. He, Hara, alone is the cause of all.
1.9 เปรียบท่านดั่งรถศึก มีสารถีอันกำเนิดจากลูกธนู, ม้าที่เกิดจากใบหน้าของสารถี, ดวงตาเป็นของท่าน, กายท่านเหมือนดั่งกงล้อทั้งคู่, ม้าถูกเทียมรถศึกเพื่อออกไล่ล่า, ท่านมีมงกุฎสวมบนศีรษะ คันศรพร้อมด้วยลูกธนูอยู่เบื้องหน้า, กุมบังเหียนรถศึก -- ขอธุลีแห่งสธานุ ปกป้องคุ้มครองเรา.
1.9 The charioteer born of the arrow, and the horses from the faces of the charioteer, the pair of eyes of you, the rider, as the pair of chariot wheels, the chariot fitted and yoked for the hunt, seated in the chariot with a crown on the head and bows and arrows in front, and steering the chariot— may the dust of this Sthanu (the immovable, motionless One, Siva) protect us!
1.10 เมื่อมองไปยังนิทากะ ฤภูกล่าวว่า: ข้าฯ จะบอกท่านถึงนิยามของอาตมัน , ซึ่งไม่มีในกาลทั้งสาม – อดีต, ปัจจุบัน, อนาคต --
1.10 Then, addressing Nidagha, Ribhu said: I shall tell you about the definition of the Self, which is not available in all the triad of time— past, present, and future—
1.11 ลับที่สุดของความลับ, สรุปจากการอธิบายโดยละเอียดของศิวะ. ไม่มีสิ่งใดที่กล่าวได้ว่ามิใช่อาตมัน, แม้แต่จิตและโลก, ขอรับรองว่าไม่มีสิ่งใดที่มิใช่อาตมัน.
1.11 ever the most secret of the secret, by summarizing what has been expounded by Siva. There is nothing that can be talked of as non-Self, neither the mind as the non-Self, nor the world as the non-Self. Be of the certitude that there is nothing that is non-Self.
1.12 เมื่อไร้ความมุ่งมั่นทั้งปวง, กำจัดรูปทั้งหลาย, ด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่ามีเพียงพรหมัน, ขอรับรองว่าไม่มีสิ่งใดที่มิใช่อาตมัน
1.12 By the absence of all sankalpa-s, by the elimination of all forms, by the conviction of there being only Brahman, be of the certitude that there is not anything that is non-Self.
1.13 เมื่อไร้จิต, ก็ไม่มีการคิด; เมื่อไร้กาย, ก็ไม่มีอายุ. ด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่ามีเพียงพรหมัน, ขอรับรองว่าไม่มีสิ่งใดที่มิใช่อาตมัน.
1.13 In the absence of mind, there is no thinking; in the absence of the body, there is no aging. With the conviction of there being only Brahman, be of the certitude that there is no non-Self.
1.14 เพราะไร้เท้า, จึงไม่มีการเดิน; เมื่อไร้มือ, ก็ไม่มีการทำงาน. มีเพียงพรหมันสิ่งเดียวเท่านั้น, ขอรับรองว่าไม่มีสิ่งใดที่มิใช่อาตมัน.
1.14 Because of the absence of feet, there is no walking; because of the absence of hands, there is no work. There being only Brahman alone, be of the certitude that there is no non-Self.
1.15 หากไร้พรหมผู้สร้าง, ก็ไม่มีโลก; เมื่อไม่มีโลก ก็ไม่มีหริ ผู้ธำรงรักษา. มีเพียงพรหมันสิ่งเดียวเท่านั้น, ขอรับรองว่าไม่มีสิ่งใดที่มิใช่อาตมัน.
1.15 Because of the absence of Brahma, the Creator, there is no world; in the absence thereof, there is no Hari, the sustainer. There being only Brahman alone, be of the certitude that there is no non-Self.
1.16 เมื่อไร้อายุ, ก็ไร้ความตาย; เมื่อไม่มีโลก ก็ไม่มีพระเวทและพระเป็นเจ้า. มีเพียงพรหมันสิ่งเดียวเท่านั้น, ขอรับรองว่าไม่มีสิ่งใดที่มิใช่อาตมัน.
1.16 In the absence of aging, there is no death; nor is there the world or the Veda-s or the gods. There being only Brahman alone, be of the certitude that there is no non-Self.
1.17 ไม่มีธรรมะ (นำไปสู่ความถูกต้อง), ก็ไร้ความบริสุทธิ์, ไร้ (หลักการของ) ความจริง, ไร้ความกลัว. มีเพียงพรหมันสิ่งเดียวเท่านั้น, ขอรับรองว่าไม่มีสิ่งใดที่มิใช่อาตมัน.
1.17 There is no dharma (righteous conduct), no purity, no [concept of] truth, no fear. There being only Brahman alone, be of the certitude that there is no non-Self.
1.18 หากไม่มีการเสื่อมสลาย, ก็ไม่มีการเคลื่อนไหว. หากไม่มีการเสื่อมสลาย, ก็ไม่มีการไร้ความรู้สึก. มีเพียงพรหมันสิ่งเดียวเท่านั้น, ขอรับรองว่าไม่มีสิ่งใดที่มิใช่อาตมัน.
1.18 Because there is no decay, there is no movement. Because there is no decay, there is no insentience. There being only Brahman alone, be of the certitude that there is no non-Self.
1.19 แท้จริงแล้วไม่มีคุรุ; แท้จริงแล้วไม่มีศิษย์. มีเพียงพรหมันสิ่งเดียวเท่านั้น, ขอรับรองว่าไม่มีสิ่งใดที่มิใช่อาตมัน.
1.19 The Guru, indeed, does not exist; truly, there is no disciple. There being only Brahman alone, be of the certitude that there is no non-Self.
1.20 เมื่อไม่มีที่หนึ่ง, ก็ไม่มีที่สอง; เมื่อไม่มีที่สอง, ก็ไม่มีที่หนึ่ง. ถ้ามีหลักการแห่งความจริง, บางสิ่งที่ไม่จริงก็จะเกิดขึ้นด้วย.
1.20 There being nothing that is the first, there is nothing that is the second; there being no second, there is nothing as the first. If there is the concept of truth, something as nontruth will also arise.
1.21 ถ้ามีหลักการของความไม่จริง, หลักการของความจริงก็จะเกิดขึ้นด้วย. ถ้ามีความอัปมงคล, ก็รู้ว่ามีมุมตรงข้ามอันเป็นมงคล. ทำนองเดียวกัน, ถ้ามีมงคล, ก็จะมีอัปมงคลด้วย.
1.21 If there be any concept of nontruth, a concept of truth will also arise with it. If there is inauspiciousness, know that there is a notion of auspiciousness. Likewise, if there is auspiciousness, there will be inauspiciousness.
1.22 ถ้าท่านคิดว่าไม่กลัว, ความกลัวก็ถูกสมมุติขึ้น; ความกลัวเกิดขึ้นพร้อมกับความไม่กลัว. มีเพียงพรหมันสิ่งเดียวเท่านั้น, ขอรับรองว่าไม่มีสิ่งใดที่มิใช่อาตมัน.
1.22 If you think of fearlessness, fear is postulated; fear is concomitant with fearlessness. There being only Brahman alone, be of the certitude that there is no non-Self.
1.23 ถ้ามีพันธะ, ก็มีการหลุดพ้น; เมื่อพันธะหายไป, ก็ไม่มีการหลุดพ้น. ถ้ามีการตาย, ก็มีการเกิด; ถ้าการเกิดหายไป, ก็ไม่มีความตายเช่นกัน.
1.23 If there is bondage, there is liberation; in the absence of bondage, there is no liberation. If there is death, there is birth; in the absence of birth, there is no death either.
1.24 ถ้ามี “เธอ”, ก็มี “ฉัน”, ถ้าไม่มี “เธอ”, ก็ไม่มี “ฉัน”. ถ้ามี “นี้”, ก็มี “นั้น”; ถ้า “นั้น” หายไป, ก็ไม่มี “นี้” เช่นกัน.
1.24 If there is “you,” there is “I”; if there is no “you,” there is no “I.” If there is “this,” there is “that”; in the absence of “that,” there is no “this” either.
1.25 “ถ้ามันอยู่ที่นั่น” หมายถึงบางสิ่งไม่ได้อยู่ที่นั่น; “มันไม่ได้อยู่ที่นั่น” หมายถึงบางสิ่งอยู่ที่นั่น. ถ้ามีผล, ก็มีเหตุบางอย่าง; ถ้าผลหายไป, ก็ไม่มีเหตุ.
1.25 “If it is there” implies something not being there; “it is not there” implies something being there. If there is an effect, there is some cause; in the absence of effect, there is no cause.
1.26 ถ้ามีสิ่งคู่, ก็มี (หลักการของ) ไร้สิ่งคู่; ถ้าสิ่งคู่หายไป, ก็ไม่มี (หลักการของ) ไร้สิ่งคู่เช่นกัน. ถ้าเห็นบางสิ่ง, ผู้เห็นก็จะอยู่ที่นั่น; ถ้าสิ่งใดๆ ที่ถูกเห็นได้หายไป, ก็ไม่มีผู้ที่เห็นทั้งหลายเช่นกัน.
1.26 If there is duality, there is [a concept of] nonduality; in the absence of duality, there is no [concept of] nonduality either. If there is something to be seen, a seer is also there; in the absence of anything to see, there is no seer at all either.
1.27 ถ้ามีภายใน, แน่นอนว่ามีภายนอก; ถ้าไม่มีภายใน, ก็ไม่มีภายนอกด้วย. ถ้ามี (หลักการของ) ความสมบูรณ์, มันหมายถึงมีบางสิ่งไม่สมบูรณ์.
1.27 If there is an interior, there surely is an exterior; if there be no interior, there is also no exterior. If there be [a concept of] completeness, it implies something of incompleteness.
1.28 ถ้ามีสิ่งเล็กน้อยที่สามารถคิดได้, มันจะกลายเป็นสิ่งทั้งหมดในทันที; ถ้าไม่มีสิ่งเล็กๆ – สิ่งใดก็ตาม -- ก็ไม่เกิดขึ้นในเวลาใดๆ.
1.28 If there is a little that can be thought of, it becomes all in no time; if there is not a little— nothing whatsoever of anything at anytime—nothing arises.
1.29 เพราะฉะนั้น, อย่างน้อยที่สุด สิ่งทั้งปวงนี้ไม่ได้มีอยู่ ณ เวลาใดๆ; ไม่มีทั้งท่านและข้าฯ, ไม่มีทั้งนี้และนั้น. มีเพียงพรหมันสิ่งเดียวเท่านั้น, ขอรับรองว่าไม่มีสิ่งใดที่มิใช่อาตมัน.
1.29 Therefore, all this does not exist in the least at any time: neither you nor I, neither this nor that. There being only Brahman alone, be of the certitude that there is no non-Self.
1.30 ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดที่จะยกตัวอย่างได้, สิ่งทั้งปวงนั้นไม่มีเลยที่จะยกตัวอย่างให้ดูได้. มีเพียงพรหมันสิ่งเดียวเท่านั้น, ขอรับรองว่าไม่มีสิ่งใดที่มิใช่อาตมัน.
1.30 There is nothing by way of example in this world, nor is there anything for which an example is to be given. There being only Brahman alone, be of the certitude that there is no non-Self.
1.31 ไม่เป็นไรที่จะคิดว่า, “ฉันคือพรหมันสูงสุด”, “จักรวาลนี้มีเพียงพรหมันสิ่งเดียวเท่านั้น” , “เธอคือพรหมันสิ่งเดียวเท่านั้นเช่นกัน”.
1.31 There is no mind to think, “I am the Supreme Brahman,” “This universe is only Brahman alone,” “You are also only Brahman.”
1.32 ข้าฯ คือสติ, และไม่มีสิ่งใดที่มิใช่อาตมัน. จงมั่นใจ. ดังนั้น, ข้าฯ ได้บอกนิยามของอาตมันแด่ท่านแล้ว, โดยรวบรัด.
1.32 I am Consciousness, and there is no non-Self. Be of this certitude. Thus, in brief, the definition of the Self has been told to you.
1.33 โดยการฟังสิ่งนี้เพียงครั้ง, บุคคลจะกลายเป็นพรหมันด้วยตัวเขาเอง.
1.33 By hearing this once, one becomes Brahman oneself.

นิทากะ กล่าวว่า

1.34 ท่านคือใคร? แท้จริงคือใคร? จงบอกข้าฯ, ผู้กล่าววาจาอันเลิศกว่าคนทั้งปวง, ผู้ที่ได้ยินย่อมถูกปลดปล่อยจากความทุกข์ทรมานและสัมสาระในพลัน.
1.34 Nidagha: Who are You? Who indeed? Tell me, best among speakers, that upon hearing which one is released instantaneously from the great hardship of samsara.

ฤภู กล่าวว่า

1.35 ข้าฯ, โดยแท้จริง, คือพรหมันสูงสุด. ข้าฯ, โดยแท้จริง, คือความสุขสูงสุด, ข้าฯ, โดยแท้จริง, คือตัวข้าฯ เอง. ข้าฯ, โดยแท้จริง, คือสิ่งที่ข้าฯ เป็น. ข้าฯ คือพรหมันเพียงสิ่งเดียว.
1.35 Ribhu: I, indeed, am the Supreme Brahman. I, indeed, am the supreme happiness. I, indeed, am myself. I, indeed, am. I am Brahman alone.
1.36 ข้าฯ คือสติเพียงสิ่งเดียว. ข้าฯ ครอบครองความรู้แห่งเทวะ. ข้าฯ ไร้คำใดๆ ที่จะอธิบายถึงตัวข้าฯ. ข้าฯ คือพรหมันเพียงสิ่งเดียว.
1.36 I am Consciousness alone. I am possessed of divine Knowledge. I am without any words to express myself. I am Brahman alone.
1.37 ข้าฯ ไม่มีความหมาย. “นี้” ไม่มีความหมาย. ข้าฯ ปราศจากความหมายใดๆ. ข้าฯ คือพรหมันเพียงสิ่งเดียว.
1.37 I have no meaning. “This” is without meaning. I am devoid of the meaning of all. I am Brahman alone.
1.38 ข้าฯ บริสุทธิ์ตลอดกาล, รู้แจ้ง, เป็นนิรันดร์, ไร้มลทินอย่างสิ้นเชิง. ข้าฯ คือธรรมชาติแห่งนิรามิสสุขซึ่งบริบูรณ์เป็นนิรันดร์. ข้าฯ คือพรหมันเพียงสิ่งเดียว.
1.38 I am ever pure, enlightened, eternal, totally blemishless. I am of the nature of the ever-blissful. I am Brahman alone.
1.39 ข้าฯ คือธรรมชาติแห่งความสมบูรณ์นิรันดร์. ข้าฯ คือภาวะแห่งนิรามิสสุขของสติ. ข้าฯ คือธรรมชาติแห่งความไม่เป็นคู่. ข้าฯ คือพรหมันเพียงสิ่งเดียว.
1.39 I am of the nature of the eternal Perfection. I am Existence-Consciousness-Bliss. I am of the nature of nonduality alone. I am Brahman alone.
1.40 ข้าฯ คือธรรมชาติอันไม่อาจอธิบาย. ข้าฯ ปราศจากจุดเริ่มต้นและจุดจบ. ข้าฯ มิได้เป็นธรรมชาติของการขาดสติ. ข้าฯ คือพรหมันเพียงสิ่งเดียว.
1.40 I am of the nature that cannot be described. I am without beginning and without end. I am not of the nature of insentient matter. I am Brahman alone.
1.41 ข้าฯ ปราศจากสังกัลปะ ของข้าฯ เอง. ข้าฯ ปราศจากความไม่รู้. ข้าฯ คือสรรพสิ่ง. ข้าฯ คือตตฺ . ข้าฯ คือพรหมันเพียงสิ่งเดียว.
1.41 I am without any sankalpa of my own. I am devoid of all nescience. I am all. I am That itself; I am Brahman alone.
1.42 ข้าฯ ไร้ชื่อและคำเรียกทั้งหลาย. ข้าฯ ปราศจากรูปใดๆ. ข้าฯ ไร้การยึดติดทั้งปวง. ข้าฯ คือพรหมันเพียงสิ่งเดียว.
1.42 I am devoid of all names and such. I am devoid of all forms. I am devoid of all attachments. I am Brahman alone.
1.43 ข้าฯ คือผู้สร้างสรรค์สุนทรพจน์ทั้งหมด. ข้าฯ ก้าวข้ามตอนจบแห่งพระเวททั้งหลาย. ข้าฯ คือจุดจบของกาลเวลา. ข้าฯ คือพรหมันเพียงสิ่งเดียว.
1.43 I am the creator of all speech. I am beyond the end of all the Veda-s (Vedanta). I am the end of all times. I am Brahman alone.
1.44 ข้าฯ คือจุดจบของรูปใดๆ. ข้าฯ คือความสนุกสนานในตอนจบของนามทั้งปวง. ข้าฯ คือจุดจบของกาลเวลาอันยาวนานเกินกว่าจะวัดได้. ข้าฯ คือพรหมันเพียงสิ่งเดียว.
1.44 I am the end of all forms. I am the joy that is the end of all names. I am the end of all the eons of time. I am Brahman alone.
1.45 ข้าฯ เองคือความสนุกสนานและปราศจากสิ่งอื่น. ข้าฯ เองคือสติอันไร้การเปลี่ยนแปลง. ข้าฯ เองอยู่ทุกหนแห่ง. ข้าฯ คือพรหมันเพียงสิ่งเดียว.
1.45 I myself am joy and nothing else. I myself am changeless Consciousness. I myself am everywhere. I am Brahman alone.
1.46 ข้าฯ คืออาตมัน, ซึ่งคือพรหมันเพียงสิ่งเดียว. ข้าฯ เป็นเพียงมวลแห่งสติบริสุทธิ์. ข้าฯ เป็นเพียง, แก่นแท้ที่มิอาจแบ่งแยก. ข้าฯ คือพรหมันเพียงสิ่งเดียว.
1.46 I am the Self, which is Brahman alone. I am solely a mass of pure Consciousness. I am the sole-existent, undivided Essence. I am Brahman alone.
1.47 ข้าฯ เป็นเพียงธรรมชาติของความรู้. ข้าฯ คือธรรมชาติที่ดำรงอยู่ด้วยตนเอง. ข้าฯ ดำรงอยู่ตามลำพัง, เป็นแก่นแท้ที่สมบูรณ์. ข้าฯ คือพรหมันเพียงสิ่งเดียว.
1.47 I am solely of the nature of Knowledge. I am of the nature that exists by itself. I am the sole-existent, complete Essence. I am Brahman alone.
1.48 ข้าฯ คือธรรมชาติของการดำรงอยู่. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ, คือธรรมชาติของความถูกต้อง. ข้าฯ ก้าวข้ามความหมายและการไม่มีความหมาย. ข้าฯ คือพรหมันเพียงสิ่งเดียว.
1.48 I am of the nature of Existence. I, indeed, am of the nature of beatitude. I am beyond meaning or absence of meaning. I am Brahman alone.
1.49 ข้าฯ คือธรรมชาติที่ไม่อาจวัดได้. ข้าฯ คือธรรมชาติที่ไม่สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็น. ข้าฯ คือธรรมชาติที่ไม่อาจประมวลไว้ด้วยกัน. ข้าฯ คือพรหมันเพียงสิ่งเดียว.
1.49 I am of the nature that is immeasurable. I am of the nature that cannot be discussed. I am of the nature that cannot be comprehended. I am Brahman alone.
1.50 ข้าฯ คือธรรมชาติที่ไม่อาจถักทอไว้ร่วมกัน. ข้าฯ ปราศจากความเสียใจ. ข้าฯ ส่องสว่างอย่างไร้สิ่งบดบัง. ข้าฯ คือพรหมันเพียงสิ่งเดียว.
1.50 I am of the nature that is not woven together. I am without sorrow. I shine uninterruptedly. I am Brahman alone.
1.51 ข้าฯ ปราศจากการกระทำใดๆ. ข้าฯ ปราศจากความแตกต่างทั้งปวง. ข้าฯ ไร้ซึ่งความสงสัย. ข้าฯ คือพรหมันเพียงสิ่งเดียว.
1.51 I am devoid of all activity. I am devoid of all differences. I am devoid of all doubts. I am Brahman alone.
1.52 ข้าฯ ปราศจากอัตตา. ข้าฯ ปราศจากเจ้านาย. ข้าฯ คือธรรมชาติแห่งพรหมันตลอดกาล. ข้าฯ คือพรหมันเพียงสิ่งเดียว.
1.52 I am without an ego. I am without a master. I am ever of the nature of Brahman. I am Brahman alone.
1.53 ข้าฯ ไร้ซึ่งพรหม, คุณสมบัติแห่งพรหม และอื่นๆ, ปราศจากคุณสมบัติของเกศวะ (วิษณุ) และอื่นๆ. ข้าฯ ไร้ซึ่งคุณสมบัติของสังการะ และอื่นๆ. ข้าฯ คือพรหมันเพียงสิ่งเดียว.
1.53 I am devoid of Brahma or the characteristics of Brahma and others, devoid of the characteristics of Kesava (Vishnu) and others. I am without the characteristics of Sankara and others. I am Brahman alone.
1.54 ข้าฯ คือแสงสว่างอันเงียบงัน. ข้าฯ คือพรหมันเพียงสิ่งเดียว. ข้าฯ มิใช่สิ่งใด. ข้าฯ มิใช่ “ความสูงสุด”. ข้าฯ คือสิ่งเล็กๆ. ข้าฯ คือสิ่งที่เป็นสุดยอดเช่นกัน.
1.54 I am silently luminous. I am Brahman alone. I am nothing. I am not “the highest.” I am a small thing. I am also the Supreme.
1.55 ข้าฯ ไม่มีทั้งร่างกายที่แวววับ; และไม่ใช่แสงสว่างแห่งจักรวาล. ข้าฯ คือมวลแห่งสติ. ข้าฯ เป็นธรรมชาติของสติ. ข้าฯ คือธรรมชาติของภาวะ (การดำรงอยู่) ตลอดกาล.
1.55 I do not have a lustrous body; nor am I the illuminator of the universe. I am a mass of Consciousness. I am of the nature of Consciousness. I am ever of the nature of Existence.
1.56 ข้าฯ คือความปิติเบิกบาน. ข้าฯ คือรูปลักษณ์ของความสนุกสนาน. ข้าฯ คือพรหมันเพียงสิ่งเดียว. ข้าฯ มิใช่ทั้งเด็ก, หนุ่มสาว, อีกทั้งไม่ใช่ผู้ใหญ่. ข้าฯ นั้นสูงกว่าสิ่งอันสูงสุด.
1.56 I am joyous. I am the embodiment of joy. I am Brahman alone. I am neither a boy, nor am I a youth, nor an old man. I am higher than the highest.
1.57 ข้าฯ มิใช่ธรรมชาติที่หลากหลาย. ข้าฯ คือพรหมันเพียงสิ่งเดียว. นี้คือ, ประสบการณ์ของข้าฯ เอง, จึงได้บอกกล่าว, สุดยอดแก่นแท้ของอุปนิษัททั้งปวง.
1.57 I am not of the nature that is manifold. I am Brahman alone. This, my own experience, has thus been told, the supreme Essence of all the Upanishad-s.
1.58 ผู้ใดก็ตามที่ได้ฟังสิ่งนี้จะกลายเป็นพรหมันด้วยตัวเขาเอง.
1.58 Whoever hears this becomes himself Brahman.
1.59 สิ่งเหล่านั้น, ล้วนถูกลวงตาโดยพุทธิ (สติปัญญา) ด้วยแนวคิดที่ว่า “การเรียนน้อย” หรือ “ความรอบรู้อย่างสัพพัญญู” หรือสิ่งทำนองนั้น, มันเกิดขึ้นจาก (การแปลความหมายของ) พระเวท, คัมภีร์, ตำรา, คติพจน์ เป็นต้น. แม้จะศึกษาคัมภีร์เป็นร้อยเล่ม, ก็ไม่สามารถรู้ได้ว่า, สังการะมิได้เป็นทั้งหมดทั้งมวล หรือมิได้เป็นอะตอม, ไฟ, ลม, ที่ว่าง, น้ำ หรือ ดิน. พระองค์เพียงแต่ส่องสว่างอยู่ตรงหัวใจที่ถูกห่อหุ้มอยู่ภายในเปลือก ของสรรพชีวิต.
1.59 Those deluded by the intellect with ideas of “little of learning” and “omniscience” and the like, arising out of [conceptual interpretations of] the Veda-s, scriptures, treatises, aphorisms, and the like, cannot, even by the study of hundreds of scriptures, know Sankara as being neither the gross nor the atomic, nor fire, wind, space, water, or earth, but as merely the shining Heart-space inside the sheaths within all beings.

Get carried away?

อ่าน “ฤภูคีตา” เพิ่มเติม

บทนำ

introduction

กลับไปสารบัญ

index

บทถัดไป

next

คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้

บุตรแห่งศิวะ เรียกว่า ชานมุกขะ (มีหกหน้า), การติเกยะ, กุมาระ และ มุรุกัน

ปราชญ์ผู้เปิดเผยความจริงอันประเสริฐที่เก็บรักษาไว้ใน ฤภู คีตา และ อุปนิษัท ฤภู ออกเสียงเป็นภาษาสันสกฤติว่า รึ-พู ซึ่งเป็นเสียงตรงกลางระหว่าง ริภู และ รุภู

นามของศิวะ หมายถึง ความสุขที่ดีเลิศ

ภูเขาทางตอนเหนือของอินเดียในเทือกเขาหิมาลัย เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของศิวะ และ ศรีสังกระ (อธิสังกระ)

(ตาของศิวะ) จริงๆ คือ เบอรี่ชนิดหนึ่ง ใช้ทำมาลา (ประคำ), ใช้สำหรับประดับร่างกาย ของสาวกแห่งศิวะ, ในศิวะปุราณะมีรายละเอียดเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของรุทรักษะแบบต่างๆ และข้อดีของแต่ละชนิด, กล่าวกันว่า ครั้งเมื่อศิวะเห็นความทุกข์ของสรรพสัตว์บนโลก เกิดความสงสาร ถึงกับเกิดน้ำตาหยดลงบนพื้นโลกและเกิดเป็นต้นรุทรักษะ จึงเรียกว่า น้ำตาของศิวะ ที่เกิดจากความเมตตาต่อสรรพสัตว์

ผู้สร้าง พระเป็นเจ้าผู้สร้างสิ่งปรากฏทั้งหมด เรียกขานชื่อว่า “จตุรมุข” เพราะมี 4 หน้า ประทับบนดอกบัวที่เกิดขึ้นจากสะดือของวิษณุ

พระคัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุดและเป็นรากฐานของศาสนาฮินดู มักจะนับว่ามี 4 ฉบับ คือ ฤคเวท, สามเวท, ยชุรเวท และอาถรรพเวท แม้ว่าบางครั้งจะกล่าวว่ามีเพียง 3 เท่านั้น แต่อาถรรพเวทเป็นข้อยกเว้นและได้รับการยอมรับว่าเป็นพระเวทจริง

วงรอบของการเกิดและการตาย, เรียกอีกอย่างว่าการโอนย้าย, วงจรชีวิตโลก, ความสำเร็จของการกำเนิด ; หมายถึงวงจรชีวิตของโลก, ชีวิตทางโลก, การดำรงอยู่ของโลกีย์และโลก

รูปแบบทั้ง 8 ของพระเป็นเจ้า ที่เรียกเช่นนี้เพราะพระองค์ทรงแผ่ซ่านไปทั่วทั้ง ดิน, น้ำ, อากาศ, ไฟ, ท้องฟ้า, อาทิตย์, จันทร์ และ มนุษย์

ศิวะ และชายา อุมา, บุตร สกันทะ และเทวะอื่น กล่าวกันว่ามีดวงตาที่สาม หรือหมายถึง สามสิ่งที่ส่องสว่าง คือ ดวงอาทิตย์, ดวงจันทร์ และ ไฟ

นามของศิวะ หมายถึง ผู้บำเพ็ญประโยชน์

มาจากภาษาสันสฤต พรห = การเติบโต และ มัน = การหายไป (จากสถานที่หรือเวลา) ดังนั้น พรหมันจึงหมายถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ; พรหมันคือสิ่งเดียวที่เป็นจริง อยู่เหนือคำจำกัดความ การยอมรับที่สัมผัสได้ และ จิตใจของมนุษย์ ; พรหมันถูกมองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้ข้อจำกัด, เคยมีอยู่, ไร้ข้อจำกัดในสถานที่และเวลา, ไม่เปลี่ยนแปลง, ไม่มีที่ติ, ไร้คุณสมบัติ, ไร้คุณลักษณะ, ไร้ชื่อหรือรูปแบบ, ไม่เกิดและไม่เติบโต, ไม่มีวุฒิภาวะ, ไม่เสื่อมสลาย, ไม่มีอะไรที่คล้ายคลึง และไม่มีอะไรแตกต่างจากพรหมัน ; พรหมันถูกกล่าวว่าเป็นความรู้บริสุทธิ์, เป็นเหตุแห่งประสิทธิภาพและแก่นสารของจักรวาล, เป็นจิตวิญญาณที่แผ่ซ่านไปทั่วจักรวาล, เป็นแก่นของการสร้างสิ่งมีชีวิตและสิ่งที่สิ่งมีชีวิตซึมซับอยู่

ปรากฏการณ์ทั้งหมดของโลก, คุณภาพ, การกระทำ, การเผยให้เห็น กล่าวกันว่าเป็นการลวงตาที่ซ้อนทับบนพรหมัน ; ในอุปนิษัทนิยมพรหมันว่าเป็นอาตมันสากล, เป็นความจริงแท้ และที่สำคัญที่สุดก็คือการอธิบายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในฤภูคีตานี้

สัมผัส คือ ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กายรับสัมผัส และ จิตรับความรู้สึก

นามของศิวะ หมายถึง เทพผู้เป็นใหญ่ในเทพทั้งปวง

ศิวะ พระเป็นเจ้า ผู้ปกครอง กษัตริย์ เจ้านาย ; ตามอัทไวตะ อธิบายสภาวะของมายาว่า อิศวรคือพรหมันที่มีสภาวะตามมายา ; กล่าวกันว่า อิศวร มีคุณสมบัติเป็นทั้งสสารและเป็นต้นกำเนิดของโลก ; พรหมัน ถูกสรุปว่ามีทั้งสองแบบ คือไม่มีคุณลักษณะ (นิรคุณพรหมัน) และมีรูปแบบ (สคุณพรหมัน) ; อิศวร คือ สคุณพรหมัน ซึ่งมีรูปแบบเช่น มีอำนาจทุกประการ, มีความรอบรู้, เป็นผู้สร้าง ฯลฯ ; คำว่าอิศวรมีหลายความหมายตามการนำไปใช้ เช่น ในวิสิทธอัทไวตะ หมายถึง ความไม่เป็นคู่อย่างสมบูรณ์พร้อม

ปาราวตี ชายาแห่งศิวะ ; บุตรีของราชาแห่งขุนเขา หิมวัน และ เมนา เวอร์ชันหนึ่งของเรื่องราวที่อธิบายถึงที่มาของชื่อ เล่าว่าเมื่อเธอออกเดินทางไปบำเพ็ญตบะอย่างรุนแรงเพื่อให้ได้มาซึ่งมือของศิวะ มารดาของเธอพูดว่า “เฮ้! (U) อย่า (Ma) บำเพ็ญตบะอย่างรุนแรง)” จึงได้ชื่อว่าอุมา.

อิศวรผู้เป็นใหญ่ ศิวะ

นามของศิวะ หมายถึง ผู้ทำลาย

นามของศิวะ หมายถึง ผู้ที่ไม่มีการเคลื่อนไหว

อาตมันคือหนึ่งและสากล แตกต่างจากร่างกาย, ประสาทสัมผัส, ความรู้สึก, ใจ, สติปัญญา, ความรู้สึกภายใน, และอื่นๆ เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ต่อกิจกรรมและไม่ได้รับผลกระทบจากสิ่งใด ; อาตมันมีธรรมชาติเป็นความรู้แจ้งของสติ, ส่องสว่างด้วยตนเอง, มีธรรมชาติเป็นความรู้, ไม่ต้องใช้ความรู้อื่นเพื่อรู้ถึงอาตมัน ; อาตมันปราศจาก รักหรือชัง, กลัวหรือเสียใจ, คุณภาพหรือการกระทำ, รูปแบบ, การเปลี่ยนแปลงหรือมลทิน ; อาตมันไม่มีที่ติ, แบ่งแยกไม่ได้, แผ่ซ่านไปทั่ว และเป็นอนันต์

อาตมันและพรหมันคือหนึ่งเดียวกัน

(ความมุ่งมั่น / ความไม่แน่ใจ หรือ เข้าใจผิด) คำแปลเดียวไม่สามารถครอบคลุมความหมายทั้งหมดได้

  • สังกัลปะหมายถึงแนวคิดต่างๆ เช่น เจตจำนง, ความตั้งใจ, การชำระล้างทางจิต, ปฏิญาณอย่างจริงจังที่จะปฏิบัติตาม, จุดมุ่งหมาย, ความมุ่งมั่น, ความปรารถนา, ความคิด, ไตร่ตรอง และ จินตนาการ
  • วิกลัปะ มีความหมายตรงกันข้าม หมายถึง ความสงสัย, ความไม่แน่ใจ, รังเกียจ, ไม่มั่นใจ, ตัวเลือก, ข้อผิดพลาด, ความไม่รู้, ความเข้าใจผิด, ความแบ่งแยกแตกต่าง
  • สังกัลปะและวิกัลปะ โดยสาระสำคัญ ใช้เพื่อแสดงให้เห็นการทำงานตรงกันข้ามของการยอมรับภายใน โดยทั่วไปใช้กับจิต บางครั้งเราไม่แปลทั้งสองคำนี้เพราะอาจใช้เป็นการเปรียบเทียบขึ้นอยู่กับบริบทของข้อความ

สติปัญญา ; ความรู้สึกภายในที่บรรลุในจังหวะที่อยู่เหนือ แรงจูงใจและความเฉื่อยชา เกิดจากพลังแห่งการบำเพ็ญเพียร เป็นรากแห่งความเชื่อมั่นด้วยเหตุนี้

“การแผ่ซ่านไปทั่ว” หมายถึง วิษณุผู้เป็นเจ้า หรือองค์ใดซึ่งแผ่ซ่านไปทั่ว

พระผู้เป็นเจ้า หนึ่งในตรีเทพสูงสุด 

ศิวะ ความหมาย สิ่งที่ดี ความเป็นมงคล ความสมบูรณ์

การบูชาศิวะเกี่ยวเนื่องกับธาตุต่างๆ ณ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์

  1. ดิน ที่ กันจิปุรัม
  2. น้ำ ที่ จามปุเกศวารัม
  3. ไฟ (แสงสว่าง) ที่ อรุนาชาละ
  4. ลม ที่ กาลาหัสติ
  5. ที่ว่าง ที่ ศิดัมบารัม

นิรามิสสุข คือสุขที่เกิดโดยปราศจากอามิสหรือสิ่งภายนอก เป็นความสุขที่ไม่ต้องวิ่งไปหาจากภายนอก แต่ความสุขเกิดจากภายใน ด้วยเจริญสติภาวนา ด้วยการฝึกจิตให้อยู่กับสมาธิ ไม่ให้จิตดิ้นรนออกไปตามสิ่งที่เราไปสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และสัมผ้ส ความสุขเกิดความสงบ ความสะอาด และความสว่างของดวงจิตภายในของเรา ซึ่งเป็นความสุขที่ละเอียด ยั่งยืน และมั่นคงไม่ต้องหาวิ่งหา ไม่ต้องใช้เงิน ซึ่งเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้ ใครอยากได้ต้องทำเอง

"ribhu gita" (in Thai) by Tandhava
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.