บทที่ 40 ประสบการณ์ของนิทากะ

Chapter Forty

Topic of the Description of Nidagha’s Experience

ด้วยความแน่วแน่นี้, ข้าฯ สถิตอยู่ในธรรมชาติของตนเอง, ในอาตมันของตนเอง.

นิทากะ กล่าวว่า

40.1 ข้าฯ ไม่เห็นกายหยาบ, ไม่เห็นกายละเอียด, ไม่เห็นกายทิพย์, ไม่เห็นแม้แต่จิต, ไม่เห็นสิ่งใดเลยที่เติมเต็มด้วยความรู้สึก.
40.1 Nidhaga: The gross body I see not, nor the subtle, nor the causal. Nor do I see the mind, nor all this filled with insentience.
40.2 ข้าฯ ไม่เห็น “การแผ่ขยายของสติ”. ข้าฯ ไม่เห็นโลกในสถานที่ใดเลย. ข้าฯ ไม่เห็นหริ; ข้าฯ ไม่เห็นแม้ศิวะ.
40.2 The “expanse of Consciousness” I see not. Nor do I see the world anywhere. Hari, I see not; nor do I see Siva.
40.3 ผสานอยู่ในกระแสน้ำวนแห่งนิรามิสสุข, ไม่ถูกปลุกเร้าแม้จากการ "เป็นเพียง ตตฺ เท่านั้น". ข้าฯ ไม่รับรู้ถึงความแตกต่างในเวลาใดๆ เลย. ข้าฯ ไม่รับรู้ถึงความรู้สึก. อีกทั้งไม่รับรู้ถึงโลกในสถานที่ใด,
40.3 Merged in the vortex of Bliss, not even aroused by “being only That,” I do not perceive any difference at any time. Nor do I perceive insentience, nor the world anywhere,
40.4 ไม่มีความเป็นคู่, ไม่ยินดี, ไม่เสียใจ, ไม่มีคุรุ, ไม่มีสูงหรือต่ำ, ไม่มีคุณภาพ, ไม่มีสภาวะที่สี่, ไม่มีพุทธิ, ไม่มีความสงสัย,
40.4 nor duality, nor joy, nor sorrow, nor the Guru, nor the high or the low, nor qualities, nor the fourth state, nor the intellect, nor doubt,
40.5 ไม่มีกาลเวลา, ไม่มีความกลัว, ไม่มีความทุกข์, ไม่มีมงคลหรืออวมงคล, ข้าฯ ไม่เห็นสิ่งเหล่านี้. ข้าฯ ไม่รับรู้ความอ่อนแอ, พันธนาการ, หรือเหตุการณ์ใดๆ.
40.5 nor time, nor fear, nor sadness, nor the auspicious or in­auspicious. None of these do I see. I do not perceive weakness, bondage, or any occurrence.
40.6 ข้าฯ ไม่รับรู้ว่ากายและอวัยวะนั้นมีอยู่จริง, ไม่รับรู้ว่าสรรพสิ่งมีอยู่จริง, ไม่มีทั้งความจริงของจิต, ข้าฯ ไม่เคยเห็นคนอ้วน, ผอมแห้ง, หรือพิการ.
40.6 Nor do I perceive any reality of the existence of the body and the organs, nor any reality of things, nor any reality of the mind. Never do I see the stout, the emaciated, or the deformed.
40.7 ข้าฯ ไม่เห็นดิน, น้ำ, หรือไฟ. ข้าฯ ไม่รับรู้ถึงกิเลส, มนตรา, คุรุ, การสอน, ความแน่วแน่, หรือสิ่งทั้งปวงเหล่านี้.
40.7 Neither do I perceive earth, water, or fire. I perceive nothing of passion, of mantra, of Guru, of teaching, of stead­fastness, or of all.
40.8 ข้าฯ ไม่รับรู้โลก, ไม่รับรู้การเพ่งสมาธิ (จุดเดียว), หรือสิ่งอื่นใด. จมอยู่ในทะเลแห่งนิรามิสสุขและไม่ถูกปลุกเร้าโดยความเชื่อมั่นว่า “เป็นเพียงสิ่งที่เติมเต็มด้วย ตตฺ”.
40.8 Nor do I perceive the world, nor one-pointed concen­tration, nor anything else. Submerged in the sea of bliss and not even spurred by the conviction of being just full of That,”
40.9 ข้าฯ คือนิรามิสสุข. ข้าฯ ไร้จุดสิ้นสุด. ข้าฯ ไม่กำเนิด. ข้าฯ เป็นอมตะ. ด้วยความมั่นใจว่าข้าฯ เป็นนิรันดร์, ข้าฯ คือความบริบูรณ์เต็มที่และมีความรู้นิรันดร์.
40.9 I am blissful. I am endless. I am unborn. I am immortal. Being of the certitude that I am eternal, I am ever perfectly full and possessed of eternal Knowledge.
40.10 ข้าฯ สมบูรณ์. ข้าฯ คือความบริบูรณ์ของความคิด. ข้าฯ ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์. ข้าฯ คือความสามารถในการเรียนรู้. ข้าฯ บริสุทธิ์. ข้าฯ หลุดพ้น (ได้รับการปลดปล่อย) โดยสมบูรณ์. ข้าฯ คือสรรพธรรมชาติ. ข้าฯ ไร้การเปลี่ยนแปลง.
40.10 I am complete. I am the fullness of thought. I am sanctified. I am knowledgeable. I am pure. I am completely liberated. I am of all natures. I am immutable.
40.11 ข้าฯ คือสติเพียงสิ่งเดียว. ตัวข้าฯ เองคือพระองค์. ข้าฯ คือธรรมชาติแห่งสัจธรรม, อิศวร. ข้าฯ คือสูงและต่ำ. ข้าฯ คือสภาวะที่สี่. ข้าฯ คือปัจจุบัน. ข้าฯ คือแก่นแท้.
40.11 I am Consciousness alone. I myself am He. I am of the nature of Truth, Isvara. I am the high and the low. I am the Fourth State. I am the present. I am the essence.
40.12 ข้าฯ คือพรหมัน. ข้าฯ คือเป้าหมายของสรรพสิ่ง. ข้าฯ คือความเต็มอย่างสมบูรณ์, ไม่เสื่อมสลาย. คุรุที่แท้จริง! ข้าฯ ได้บอกท่านทุกประการเกี่ยวกับธรรมชาติแห่งประสบการณ์ของข้าฯ แล้ว.
40.12 I am Brahman. I am the goal of all. I am the perfectly full, the imperishable. True Guru! I have told you all about the nature of my experience.
40.13 ข้าฯ มิได้หมอบกราบต่อท่าน. เพราะทั้งหมดเป็นการถวายแด่ท่านคุรุ. ร่างของข้าฯ ซึ่งอยู่แทบเท้าของท่านนั้น, ถูกท่านเผาเป็นเถ้าถ่านได้ในทันที.
40.13 I do not prostrate to you. All is the offering to the Guru. My body, offered at your feet, is instantaneously razed to ashes by you.
40.14 ผู้ที่ให้ อาตมันของข้าฯ คือตัวข้าฯ เอง, ดำรงอยู่อย่างบริบูรณ์ในตัวมันเอง. ท่านคือ "ข้าฯ" และข้าฯ คือท่าน. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือท่าน ตัวท่านเอง.
40.14 My Self is given by myself, abiding fulfilled in itself. You are “I,” and I am you. I, indeed, am you yourself.
40.15 ข้าฯ จมอยู่ในมหาสมุทรแห่งเอกลักษณ์ (ซึ่งเหมือนกันทุกประการ). แท้จริงแล้ว, ท่านคือความรู้แห่งเอกลักษณ์ (ซึ่งเหมือนกันทุกประการ) นั้น. ข้าฯ เป็นเพียงสติแห่งเอกภาพ (หนึ่งเดียว). ไม่มีความเคลื่อนไหวใดที่เป็นไปได้สำหรับท่าน.
40.15 I am submerged in the ocean of identity. You are, indeed, the Knowledge of that identity. I am only the One Consciousness. No movement is possible for you.
40.16 ที่จริงแล้ว, ไม่มีสถานที่ใดที่จะไป. ไม่มีอะไรอื่นนอกจากเอกลักษณ์นี้ (ซึ่งเหมือนกันทุกประการ). ทั้งท่านและข้าฯ ไม่มีสถานที่ใดที่จะไป.
40.16 There is, indeed, no place to go. There is nothing else except this identity. There is no place for you or me to go.
40.17 มีเพียงสาเหตุเดียวเท่านั้น. เพียงหนึ่งเดียวและไม่มีสอง. ไม่มีสิ่งที่ท่านจะกล่าว, และไม่มีสิ่งที่ข้าฯ จะฟังอีกแล้ว.
40.17 There is only one Cause. There is only One and no second. There is nothing for you to say, and there is nothing more for me to hear.
40.18 แท้จริงแล้ว, ท่านมิใช่คุรุอันเคารพนับถือ. ข้ามิใช่ลูกศิษย์. ทั้งหมดนี้คือความเป็นพรหมันเท่านั้น. ข้าฯ จะถูกประเมิน (วัด) โดย “สิ่งนี้” (ความเป็นพรหมัน), เป็นสิ่งบริบูรณ์ด้วย ตตฺ.
40.18 You, indeed, are not the revered Guru. I am not the disciple. All this is only Brahman-ness. I am to be measured by This (Brahman-ness), being full of That.
40.19 ข้าฯ ไม่เห็น ความแตกต่างหรือความไม่แตกต่าง และไม่มีอะไรเลยแม้แต่น้อยของกรรมหรืออกรรม (การกระทำหรือการไม่กระทำ). หากข้าฯ น้อมคำนับต่อตนเอง, แท้จริงแล้ว, ก็ไม่เกิดผลใดๆ.
40.19 I see no difference or nondifference and nothing in the least of action or inaction. If I make obeisance to myself, it is fruitless, indeed.
40.20 หากมีการนอบน้อมต่อท่าน, ก็ไม่เกิดผลใดเพราะมันไร้ความแตกต่าง. หากมีความแตกต่างระหว่างท่านกับข้าฯ, ย่อมไม่เกิดผลอย่างแน่นอน.
40.20 If there is obeisance to you, no fruit will ensue because of differentiation. If there is a difference between you and me, it is certain that no fruit will result.
40.21 ถ้าข้าฯ นอบน้อมต่อท่าน, ท่านจะกล่าวว่าข้าฯ เป็นคนโง่เขลา. ถ้าข้าฯ ทำเช่นนั้นต่อตนเอง. ข้าฯ จะกลายเป็นผู้มีขีดจำกัด.
40.21 If I make obeisance to you, you will say I am an ignor­amus. If I do it to myself, I become delimited.
40.22 ถ้าการนอบน้อมเป็นไปเพื่อตัวข้าฯ เอง, ก็ไม่เกิดผล, เพราะเป็นการมุ่งแต่ตนเอง. ไม่มีการนอบน้อมกราบไหว้ใครทั้งนั้น, ไม่ว่าเวลาใด.
40.22 If the prostration is to myself, it is fruitless, being self- centered. There is no prostration to anybody, at any time.
40.23 เพราะการเป็นสติเพียงสิ่งเดียวเสมอ, จึงไม่มีสองอย่าง เช่น ท่านกับข้าฯ, ไม่มีพันธนาการ, ไม่มีสูงกว่า, ไม่มีความแตกต่าง, ไม่มี "ข้าฯ", ไม่มี "สิ่งนี้", ไม่มีอะไรเลย,
40.23 Because of always being Consciousness alone, there are never two as you and me, no bondage, none higher, none different, no “I,” no “This,” nothing at all,
40.24 ไม่มีสอง, ไม่มี "ความเป็นหนึ่ง", ไม่มี "ความไม่เป็นคู่", ไม่มีความแน่วแน่, ไม่มีจิต, ไม่มี "ตตฺ", ไม่มีจุดกำเนิด, ไม่มีความสุข, ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความพินาศ, ไม่มี "ความคงอยู่" และไม่มีอยู่จริง, ตลอดกาล.
40.24 no second, no “oneness,” no “nonduality,” no certitude, no mind, nothing of “That,” no origin, no happiness, no sorrow, no destruction, no “firm abidance,” and no existence, ever.
40.25 ไม่มีสิ่งใด, ไม่มีเลย. อย่างไม่ต้องสงสัย. เพราะปรมาตมันคือเกวละ (อาตมันสูงสุดคือสิ่งที่อยู่ลำพังโดยตัวมันเอง), ไม่มีชีวาตมา, ไม่มีอิศวร, ไม่มีสุริยัน, ไม่มีจันทรา, ไม่มีคุณลักษณะของอัคคี.
40.25 There is none at all, none at all. There is no doubt of this. Because of the Supreme Self being Kevala (alone by itself), there is no jivatma, no Isvara, no sun, no moon, no characteristics of fire,
40.26 ไม่มีวาจา, ไม่มีอวัยวะ, ไม่มี "ข้าฯ", ไม่มีความยิ่งใหญ่, ไม่มีคุณสมบัติภายใน, ไม่มีกาลเวลา, ไม่มีโลก, ไม่มีอะไรอื่น, อีกทั้งไม่มีเหตุแห่งความไม่เป็นคู่.
40.26 no speech, no organs, no “I,” no greatness, no inner qualities, no time, no world, nothing else, nor any nondual cause.
40.27 ข้าฯ ไม่สุขหรือซึมเศร้าอย่างยิ่ง—ข้าฯ ไม่หลุดพ้น—ด้วยพระคุณของท่าน. สรรพสิ่งล้วนไม่มีอยู่จริง, ไม่มีอยู่จริง, สรรพสิ่งล้วนเป็นพรหมันเพียงสิ่งเดียว.
40.27 I am not elated or extremely depressed—nor liberated —by your grace. All is nonexistent, nonexistent. All is Brahman alone.
40.28 ข้าฯ คือพรหมัน. นี่คือพรหมัน. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือพรหมัน-อาตมัน. สรรพสิ่งคือพรหมัน. อย่างไม่ต้องสงสัย, ด้วยพระคุณของท่าน, พระผู้เป็นเจ้าผู้ยิ่งใหญ่!
40.28 I am Brahman. This is Brahman. I, indeed, am the Brahman-Self. All is Brahman. There is no doubt of this, by your grace, great Lord!
40.29 แท้จริงแล้ว, ท่านคือพรหมัน, คุรุที่แท้จริง. แท้จริงแล้ว, ไม่มีคุรุที่แท้จริงอื่นใด. อาตมันคือคุรุตัวจริง, ก็คือพรหมัน. ศิษย์ก็เช่นกัน, คืออาตมัน, เป็นคุรุตัวจริง.
40.29 You, indeed, are Brahman, the true Guru. Indeed, there is no other true Guru. The Self is the true Guru, Brahman. The disciple, too, is the Self, the true Guru.
40.30 การเป็นศิษย์เกิดขึ้นเพราะคุรุ. ผู้ปราศจากคุรุมิอาจเป็นศิษย์. ถ้ามีศิษย์, สมมุติฐานได้ว่ามีคุรุ. หากไม่มีศิษย์, ก็ไม่มีคุรุ.
40.30 The disciple comes into being because of a Guru. One without a Guru is not a disciple. If there is a disciple, a Guru is postulated. In the absence of the disciple, there is no Guru.
40.31 อาตมัน, ปราศจากคุรุหรือศิษย์, เป็นเพียงตัวมันเองตลอดเวลา. ข้าฯ พิจารณาว่าอยู่ในอาตมัน, ซึ่งเป็นสติเท่านั้น. อาตมันเป็นเพียงสติและไม่มีอะไรอื่น.
40.31 The Self, devoid of Guru or disciple, is only itself at all times. I am to be considered to be in the Self, which is Consciousness alone. The Self is only Consciousness and nothing else.
40.32 ข้าฯ คืออาตมัน, เป็นเพียงสติ. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือหนึ่งเดียว. ไม่มีอะไรอื่น, ไม่มีอะไรอื่นที่มีอยู่จริง. ข้าฯ คือปัจจุบันตลอดกาล ทุกสถานที่. ข้าฯ ไม่เห็นสิ่งอื่นใดของคุรุที่เคารพนับถือ.
40.32 I am the Self, Consciousness alone. I am, indeed, One. Nothing else, nothing else, exists. I am ever present every­where. I do not see anything else of the revered Guru.
40.33 ข้าฯ ไม่รับรู้สิ่งอื่นในจิต. ข้าฯ ไม่รับรู้สิ่งอื่นใดเลย. เพราะไม่มีสิ่งใดเลยที่มีอยู่, ข้าฯ จึงไม่รับรู้สิ่งใดๆ. ถ้าสรรพสิ่งมีอยู่, ก็ให้เอามาให้ดูเป็นรายตัว.
40.33 I do not perceive anything else in my mind. I do not perceive anything else at all. Because of the nonexistence of all, I do not perceive anything. If all exists, let it come to view separately.
40.34 ดังนั้น ข้าฯ จึงรับรู้เพียงพรหมันและไม่มีสิ่งอื่นอีกเลย, ตลอดกาล. โอ้! ไร้ความแตกต่างที่ถูกอนุมัติ! (ปล่อยให้เกิดขึ้น) โอ้! มายาไม่มีอยู่จริง!
40.34 Thus, I perceive Brahman and that there is nothing else, ever. Oh! Difference is to be frowned upon! Oh! Maya does not exist!
40.35 โอ้! ความยิ่งใหญ่ของคุรุตัวจริง! โอ้! ความปิติยินดีของพรหมัน! โอ้ความยิ่งใหญ่ของความรู้! โอ้, ความรุ่งโรจน์ของผู้ร่วมทางที่ดี! (กลุ่มหรือฝักฝ่ายที่ไปด้วยกัน)
40.35 Oh! The greatness of the true Guru! Oh! The immense joy of Brahman! Oh, the greatness of Knowledge! Oh, the glory of good company!
40.36 โอ้, ผลแห่งความหลงใหล! โอ้, ข้าฯ เห็นความสุขที่แท้จริง! โอ้, ข้าฯ ไม่รับรู้ความคิด! โอ้! สรรพสิ่งนั้นไม่มีอะไรเลย!
40.36 Oh, the effacement of infatuation! Oh, I see true joy! Oh, I do not perceive thought! Oh! All is nothing at all!
40.37 แท้จริงแล้ว ข้าฯ ไม่มีที่อื่นใดอีก. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือนิรามิสสุข. ความแน่วแน่ใด ๆ ที่มีอยู่ในอันตกรณะ (คณะภายใน) ของข้าฯ ได้ผลิบานขึ้นเพราะท่าน.
40.37 Indeed, I am nowhere else. Indeed, I am Bliss. Whatever certitude exists in my inner faculties has sprung from you.
40.38. สรรพสิ่งคือพรหมัน. สูงสุดคือพรหมัน. ไม่มีเทพองค์อื่นใด. ข้าฯ จึงรับรู้ตลอดเวลา. ข้าฯ ไม่รับรู้อะไรอื่นอีกแล้ว, คุรุที่แท้จริง!
40.38 All is Brahman. The Supreme is Brahman. There is no other deity. Thus do I perceive all the time. I perceive nothing else, true Guru!
40.39. ด้วยความแน่วแน่นี้, ข้าฯ สถิตอยู่ในธรรมชาติของตนเอง, ในอาตมันของตนเอง.
40.39 Being of this certitude, I remain in my own nature, in my own Self.
40.40, 41, 42, 43 ไม่มีการเยียวยารักษาใดเกิดขึ้นผ่านส่วนลึกของคำสอนแห่งพระเวท. มีพียงความทรงจำแห่งพระบาทดอกบัวผู้เป็นสวามีของอุมา ผู้ประทานความตื่นรู้—การหลุดพ้น. เมื่อความมืดมิดของหัวใจ, (อันเกิดจากความประทับใจในอดีต ที่เกิดจากความแบ่งแยกแตกต่าง) ได้ถูกทำลายลง, พึงบูชาแด่ผู้เยียวยารักษาอันยิ่งใหญ่, องค์อิศวร, ผู้สถิตในดอกบัวแห่งหัวใจ. ข้าฯ ขอบูชาแด่สังการะ, หนึ่งเดียวผู้ไม่แบ่งแยก, ผู้ซึ่งเผากายของกามเทพในชั่วพริบตา, ผู้เป็นดั่งน้ำนม, สวมใส่จันทรา, ข้าฯ ขอสรรเสริญพระองค์ด้วยบทกวีสรรเสริญแห่งพระเวท. ผู้ใดละทิ้งการสักการะพระบาทของผู้ทำลายล้างจอมมารแห่งกาลเวลา, แล้วหันไปพึ่งพิงขนบธรรมเนียมอื่น, ด้วยธรรมที่บิดเพี้ยน, เขาผู้นั้นจะ, เลิกรักในการบูชาต่อสัมภู, เขาย่อมเก็บเกี่ยวเพียงความสำนึกผิด, ดั่งคนโง่ที่เก็บเกี่ยวแต่ความเศร้าโศกด้วยความพยายามอันไร้ประโยชน์นับร้อยที่จะเปลี่ยนลาให้กลายเป็นม้า.
40.40, 41, 42, 43 No greater cure will arise through the depths of the Vedic words. The remem­brance of the lotus feet of the Consort of Uma confers Awakening—Liberation. When the darkness of the heart, which is due to past impressions of the arising of differences, is destroyed, worship the great effulgent healer, Isvara, in the lotus of the Heart. I adore the indivisible One, Sankara, who burnt the body of Kama in a flash, who is milk-like in appearance, wearing the moon, praised by the poetry of Vedic encomiums. Whoever, forsaking the worship of the feet of the Destroyer of the demon of time, resorts to other traditions, with distorted dharma, shall, by giving up the love for the worship of Sambhu, only reap remorse, like the fool who only reaps much grief by a hundred futile attempts to change a she-ass into a mare.

Get carried away?

อ่าน “ฤภูคีตา” เพิ่มเติม

กลับไปสารบัญ

index

คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้

นิรามิสสุข คือสุขที่เกิดโดยปราศจากอามิสหรือสิ่งภายนอก เป็นความสุขที่ไม่ต้องวิ่งไปหาจากภายนอก แต่ความสุขเกิดจากภายใน ด้วยเจริญสติภาวนา ด้วยการฝึกจิตให้อยู่กับสมาธิ ไม่ให้จิตดิ้นรนออกไปตามสิ่งที่เราไปสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และสัมผ้ส ความสุขเกิดความสงบ ความสะอาด และความสว่างของดวงจิตภายในของเรา ซึ่งเป็นความสุขที่ละเอียด ยั่งยืน และมั่นคงไม่ต้องหาวิ่งหา ไม่ต้องใช้เงิน ซึ่งเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้ ใครอยากได้ต้องทำเอง

  • ชีวา (ปัจจเจกวิญญาณ) ในสำขยะคือ วิญญาณเดี่ยวที่แยกออกจากปุรุษะ โดยเชื่อมต่อกับอัตตา, พุทธิ, จิต และความรู้สึกถูกจำกัดโดยร่างกาย
  • ชีวา กล่าวในสำขยะว่า ด้วยการบ่งชี้ปุรุษะที่ผิดพลาดของพุทธิ ทำให้เกิดข้อจำกัดและอวิชชา, พึงพอใจและเจ็บปวด, พันธะและความตาย ซึ่งสามารถก้าวข้ามด้วยความรู้แห่งสัจธรรม

นามของศิวะ หมายถึง ผู้บำเพ็ญประโยชน์

ตรีกายา

กาย 3 ประเภท

  1. สถุลาสรีระ (กายหยาบ) คือเปลือกของอาหาร ประกอบด้วยธาตุทั้งห้า
  2. สุขมาสรีระ (กายละเอียด) คือร่างของจิตและพลังงานสำคัญซึ่งทำให้กายมีชีวิต กายละเอียดจะรวมกับกายทิพย์ซึ่งส่งต่อวิญญาณ หรือ ชีวา ที่แยกออกจากการยหยาบเมื่อตาย ประกอบด้วย
    1. ปราณามายาโกษา เกี่ยวกับลมปราณ
    2. มโนมายาโกษา เกี่ยวกับจิตและสัมผัส
    3. วิทยานะมายาโกษา เกี่ยวกับพุทธิและสัมผัส
  3. กรนาสรีระ (กายทิพย์) เป็นเพียงเมล็ดพันธุ์ของการหยาบและกายละเอียด กล่าวว่ามีความซับซ้อนมากที่สุด เพราะประกอบไปด้วยประสบการณ์ที่ประทับใจที่เกิดขึ้นในอดีต หรือสิ่งห่อหุ้มความสุข (อนันตมายาโกษา)

นามของวิษณุ หมายถึง ผู้ธำรงรักษาสิ่งสร้างทั้งปวง สีเหลือง-เขียว ; สีน้ำตาลอ่อน

สิ่งนั้น / “ตตฺ” ถูกใช้แทนความหมายของ พรหมัน, สมบูรณ์ ไร้ตัวตน, ปราศจากเงื่อนไขใดๆ (ความหลงผิด)

สภาวะของร่างกาย 4

  1. ตื่น
  2. ฝัน
  3. หลับลึก
  4. ทุริยา เป็นภูมิหลังที่รองรับและแผ่ซ่านไปทั่วทั้งสามสภาวะของจิตสำนึก

คณะภายใน / อวัยวะภายใน (โครงสร้าง) ประกอบด้วย มนัส, พุทธิ, จิตตะ และ อหังการ มีหน้าที่ต่างกัน

  1. มนัส : ใจ มีลักษณะ สงสัย (วิกัลป์ปะ) และ มุ่งมั่น (สังกัลป์ปะ) มักจะใช้คำว่า มนัส หรือ ใจ เป็นคำเรียกที่รวมเอาพุทธิหรือจิตตะไว้ด้วย
  2. พุทธิ : สติปัญญา ยกระดับได้ด้วยพลังของการบำเพ็ญเพียร (มุ่งมั่นและปฏิบัติ)
  3. จิตตะ : จิต เป็นคลังของความประทับใจในอดีต
  4. อหังการ : กำหนดลักษณะโดยความรู้สึกว่า “ตัวฉัน”

หนึ่งเดียว ลำพัง เป็นคำคุณศัพท์ของ ไกวัลยะ

นามของศิวะ หมายถึง ความสุขที่ดีเลิศ

"ribhu gita" (in Thai) by Tandhava
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.