บทที่ 39 ประสบการณ์ของนิทากะ
Chapter Thirty-Nine
Topic of the Description of Nidagha’s Experience
อวิชชาที่เคยเกิดขึ้นในความคิดก่อนหน้านี้ ได้แปรเปลี่ยนเป็นพรหมัน
ฤภู กล่าวว่า
นิทากะ กล่าวว่า
คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้
นิรามิสสุข คือสุขที่เกิดโดยปราศจากอามิสหรือสิ่งภายนอก เป็นความสุขที่ไม่ต้องวิ่งไปหาจากภายนอก แต่ความสุขเกิดจากภายใน ด้วยเจริญสติภาวนา ด้วยการฝึกจิตให้อยู่กับสมาธิ ไม่ให้จิตดิ้นรนออกไปตามสิ่งที่เราไปสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และสัมผ้ส ความสุขเกิดความสงบ ความสะอาด และความสว่างของดวงจิตภายในของเรา ซึ่งเป็นความสุขที่ละเอียด ยั่งยืน และมั่นคงไม่ต้องหาวิ่งหา ไม่ต้องใช้เงิน ซึ่งเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้ ใครอยากได้ต้องทำเอง
นามของศิวะ หมายถึง ผู้บำเพ็ญประโยชน์
อันตกรณ
อวัยวะภายใน (โครงสร้าง) ประกอบด้วย มนัส, พุทธิ, จิตตะ และ อหังการ มีหน้าที่ต่างกัน
- มนัส : ใจ มีลักษณะ สงสัย (วิกัลป์ปะ) และ มุ่งมั่น (สังกัลป์ปะ) มักจะใช้คำว่า มนัส หรือ ใจ เป็นคำเรียกที่รวมเอาพุทธิหรือจิตตะไว้ด้วย
- พุทธิ : สติปัญญา ยกระดับได้ด้วยพลังของการบำเพ็ญเพียร (มุ่งมั่นและปฏิบัติ)
- จิตตะ : จิต เป็นคลังของความประทับใจในอดีต
- อหังการ : กำหนดลักษณะโดยความรู้สึกว่า “ตัวฉัน”
- พรหมจารี วัยศึกษา
- คฤหัสถ์ วัยมีครอบครัว
- วานปรัสถ์ วัยหาความสงบ
- สันยาสี วัยดำเนินชีวิต สละโลก เป็นนักบวช
- พราหมณ์ วรรณะสูงเป็นอภิสิทธิ์ชน เกิดจากปากหรือศีรษะของพระพรหม ได้เรียนรู้ศึกษาศาสนาวิชาการต่างๆ สอนแก่คนทั่วไป ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางติดต่อกับพระเจ้า ทุกวรรณะต้องเคารพด้วยถือว่าเป็นวรรณะสูงสุดและบริสุทธิ์ นุ่งห่มสีขาวและมักมีอาชีพเป็นครูอาจารย์ (ปัญญา)
- กษัตริย์ วรรณะสูงเป็นนักรบนักปกครอง เกิดจากอกและแขนของพระพรหม นิยมนุ่งห่มสีแดง (อำนาจ)
- แพศย์ วรรณะกลางมีอาชีพค้าขาย กสิกร ประมง ฯลฯ สำคัญแก่เศรษฐกิจของบ้านเมือง เกิดจากตะโพกและขาของพระพรหม นิยมนุ่งห่มสีเหลือง (เงินทอง)
- ศูทร วรรณะต่ำอาชีพกรรมกร คนรับใช้ รับจ้าง เกิดจากเท้าของพระพรหม (แรงงาน)
นอกจากนี้ยังมีคนพวกต่ำสุดคือ จัณฑาล เกิดจากการแต่งงานของคนวรรณะสูงกับคนวรรณะต่ำ ถูกแยกออกจากสังคม มีอาชีพลำบากที่คนไม่อยากทำ ขอทาน กวาดถนน เก็บขยะ ขุดหลุมฝังศพ ฝังศพ เผาศพ เป็นต้น
ชนารธนะ นามของกฤษณะ หมายถึง ผู้ลงโทษคนชั่วร้าย และเป็นผู้ซึ่งมนุษย์วิงวอนขอให้ได้วัตถุพื้นฐานของการดำรงชีวิต คือ ธรรม (การงาน) อรรถ (มั่งคั่ง) กาม (ความปรารถนา) และ โมกษะ (การหลุดพ้น) เพื่อสวัสดิภาพของพวกเขา
นามของศิวะ หมายถึง ความสุขที่ดีเลิศ
โยคะ เป็นคำทั่วไปสำหรับแนวทางหรือระเบียบวินัยที่นำไปสู่การรวมกันกับพระเจ้า เช่น การควบคุมลมหายใจ, (จักระ) บนเส้นทางของกุณฑาลินี, มนตรา, ความเคร่งอื่น ๆ, การควบคุมจิตใจ, ภักติ (ความจงรักภักดี), กรรมโยคะและญาณโยคะ (ความรู้)
สำขยะ/สางขยะ ระบบปรัชญาของฮินดู สนะตนะ ธรรมะ (หน้าที่ที่ชอบธรรมที่ดำเนินตามอัตลักษณ์ของตนในฐานะอาตมัน) กล่าวว่าความจริงขั้นสูงสุดมี 2 ประการ คือ ปุรุษะ และ ประกฤติ
- กล่าวกันหลายแห่งในเวทานตะว่า ปุรุษะคล้ายอาตมัน แต่มีพื้นฐานต่างกัน
- ในเวทานตะกล่าวว่า อาตมันไร้การเปลี่ยนแปลง, มีอำนาจ (มีความสามารถทุกทาง) เป็นหนึ่ง แผ่ซ่านไปทั่ว เป็นพรหมัน ไม่มีสิ่งใดแยกจากมัน
- ในสำขยะ ปุรุษะ มีจำนวนอนันต์, ไร้รูปแบบ, มีอำนาจรอบด้าน, เหนือกว่าจิต สัมผัส และพุทธิ, เหนือกว่ากาล สถานที่ และสาเหตุ, ไม่เกิด, ไม่ตาย, ไม่ถูกสร้าง, ไม่มีจุดเริ่มต้น, ไม่มีจุดจบ, สมบูรณ์ และเป็นอิสระ
- ชีวา (ปัจจเจกวิญญาณ) ในสำขยะคือ วิญญาณเดี่ยวที่แยกออกจากปุรุษะ โดยเชื่อมต่อกับอัตตา, พุทธิ, จิต และความรู้สึกถูกจำกัดโดยร่างกาย
- ชีวา กล่าวในสำขยะว่า ด้วยการบ่งชี้ปุรุษะที่ผิดพลาดของพุทธิ ทำให้เกิดข้อจำกัดและอวิชชา, พึงพอใจและเจ็บปวด, พันธะและความตาย ซึ่งสามารถก้าวข้ามด้วยความรู้แห่งสัจธรรม
- ประกฤติประกอบด้วย คุณะ 3 ประการ สัตวะ รชัส และ ตมัส เป็นพลังงานหรือแรงที่ไม่เคยพักผ่อน เป็นที่รู้โดยทั่วไปว่า สัตวะ จุดประกายความบริสุทธิ์และดีงามทั้งหลาย, รชัสคือพื้นฐานของความตื่นตัว, และตมัสทำให้เกิดความแข็งขืนต่อต้าน
- ปรัชญา 6 ระบบของฮินดู
- ไวเศษิกะ หรือ กนาทะ
- นยายะ หรือ โคตมะ
- สำขยะ หรือ กปิละ
- โยคะ หรือ ปตัญชลี
- มีมางสา หรือ ไชมินี
- เวทานตะ หรือ วยาส
ปราชญ์เหล่านี้มิได้เป็นผู้ก่อตั้งคนแรกทั้งหมด แต่เป็นผู้กำหนดสูตรเหล่านี้อย่างเป็นระบบ ; ไวเศษิกะ มีพื้นฐานเกี่ยวข้องกับคุณภาพหรือลักษณะของสาร ; นยายะ โดดเด่นในเรื่องตรรกศาสตร์ ; มีมางสา เน้นเรื่องกฎของฮินดูและพิธีกรรม
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.
