บทที่ 39 ประสบการณ์ของนิทากะ

Chapter Thirty-Nine

Topic of the Description of Nidagha’s Experience

อวิชชาที่เคยเกิดขึ้นในความคิดก่อนหน้านี้ ได้แปรเปลี่ยนเป็นพรหมัน

ฤภู กล่าวว่า

39.1 ได้ฟังข้าฯ อธิบายเรื่องความรู้แห่งพรหมัน, ซึ่งหาได้ยากยิ่งหรือไม่? จิตของท่านซึมซับความรู้แห่งพรหมันหรือไม่? ท่านคิดอย่างไร? จงบอกต่อข้าฯ.
39.1 Ribhu: Did you listen to my explanation of the Knowledge of Brahman, which is so rare to come by? Did your mind absorb the Knowledge of Brahman? What were your thoughts? Tell me.

นิทากะ กล่าวว่า

39.2 ฟังเถิด, โอ้ คุรุผู้ล้ำเลิศ! ด้วยพระคุณของท่าน, ข้าฯ จะกล่าวถึงพรหมัน. ความโง่เขลาของข้าฯ, ความบกพร่องอย่างใหญ่หลวง, อุปสรรคอันยิ่งใหญ่ที่ขัดขวางความรู้,
39.2 Nidagha: Hear, O worthy Guru! By your grace, I shall speak about Brahman. My ignorance, the great defect, the great block against Knowledge,
39.3 ความเชื่ออันแน่นอนในกรรม (การกระทำ), แนวคิดเรื่องจักรวาลแห่งปรากฏการณ์ที่มีอยู่จริง, และความหวาดกลัวอันยิ่งใหญ่ ทั้งหมดนั้นอันตรธานไปในทันทีโดยพระคุณของท่าน.
39.3 constant belief in action, the concept of the phenomenal universe being real, and the great fear are all lost instantaneously by your grace.
39.4 ตลอดช่วงเวลาจนถึงตอนนี้, ข้าฯ ถูกครอบงำโดยศัตรู—อวิชชา. ข้าฯ สูญเสียความกลัวครั้งใหญ่, และการมีส่วนร่วมในปรัชญาของกรรม (การกระทำ) ก็ถูกทำลายลง.
39.4 All during this time until now, I had been overpowered by the enemy—ignorance. I have lost the great fear, and my involvement in the philosophy of action is destroyed.
39.5 อวิชชาที่เคยเกิดขึ้นในความคิดก่อนหน้านี้ ได้แปรเปลี่ยนเป็นพรหมัน. ก่อนหน้านี้, ข้าฯ เป็นสิ่งมีชีวิตแห่งความคิด. ตอนนี้, ข้าฯ ถูกเติมเต็มด้วยความเป็นจริง.
39.5 The earlier ignorance in my mind has now changed into Brahman-hood. Earlier, I was as a being of thought. Now, I am filled with Reality.
39.6 ทัศนคติของอวิชชาก่อนหน้านี้ ได้เข้าถึงความเชื่อมั่นในความจริง. ข้าฯ เคยเป็นผู้มีอวิชชา. บัดนี้, ข้าฯ คือพรหมัน. ข้าฯ เข้าถึงสิ่งสูงสุด.
39.6 The earlier attitude of ignorance has now reached the conviction of Reality. I was remaining like ignorance person­ified. Now, I am Brahman. I have reached the Supreme.
39.7 ก่อนหน้านี้, ข้าฯ เข้าใจผิดว่าข้าฯ เป็นจิต. บัดนี้, ข้าฯ คือพรหมัน. ข้าฯ เข้าถึงสิ่งสูงสุด. ข้อบกพร่องทั้งหมดได้จากไปแล้ว. ความแตกต่างทั้งหมดได้พบกับการดับสูญ.
39.7 Earlier, I had the misapprehension that I was the mind. Now, I am Brahman. I have reached the Supreme. All defects have fled away. All differences have met their dissolution.
39.8 จักรวาลทั้งหมดล่มสลาย. ความคิดได้หายไปหมดสิ้น. คณะภายในทั้งหลาย~ ได้สงบลงด้วยความแน่วแน่อย่างแท้จริงในพรหมัน.
39.8 All the universe has fallen off. Thought has entirely gone away. All inner faculties~have subsided by the real conviction in Brahman.
39.9 แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คือการแผ่ขยายของสติ. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ ถูกเติมเต็มด้วยสติ. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ คืออาตมันบริบูรณ์อันสมบูรณ์ยิ่ง. แท้จริงแล้ว, ข้าฯ ไร้มลทิน.
39.9 I am, indeed, the expanse of Consciousness. I, indeed, am filled with Consciousness. I, indeed, am the perfectly full Self. I, indeed, am the immaculate.
39.10 แม้แต่ความเชื่อมั่นว่า ข้าฯ คือตนเองก็หายไป. ข้าฯ คือการแผ่ขยายของสติ. ไม่มีสิ่งใดที่มี "วรรณะพราหมณ์"
39.10 Even the conviction that I am myself has disappeared. I am the expanse of Consciousness. There is nothing of “brahmin-hood.”
39.11 “ข้าฯ เป็นศูทรโดยวรรณะ”; “ข้าฯ เป็นคนนอกรีต”; “ข้าฯ มีวรรณะสูง”; “ข้าฯ เป็นคฤหัสถ์”; “ข้าฯ เกษียณแล้วเป็นวนปรัสถ์”; “ข้าฯ เป็นสันยาสีผู้ละทิ้งโลก”: ความคิดดังกล่าวทั้งหมดเป็นเพียงความเพ้อฝัน.
39.11 “I am a sudra by caste”; “I am an outcast”; “I am of high caste”; “I am a householder”; “I am retired into the forests”; “I am one who has renounced the world”: all such ideas are entirely the chimera of thought.
39.12 กิจกรรมที่กำหนดไว้สำหรับขั้นตอนของชีวิตแต่ละอย่างนั้น ถูกจินตนาการด้วยความคิด. ข้าฯ คืออาตมัน, ซึ่งเป็นเป้าหมายอันควรแห่งชีวิตของคน. ข้าฯ คือความบริบูรณ์ที่สมบูรณ์แบบ.
39.12 The activities prescribed for each order of life are imagined by thought. I am the Self, which should be that at which one aims. I am the perfect fullness.
39.13 ข้าฯ คืออาตมันภายใน. ข้าฯ คือเป้าหมาย. ข้าฯ เป็นรากฐานของสรรพสิ่ง. ข้าฯ คืออาตมันอันมีความสุข.
39.13 I am the inner Self. I am the goal. I am the substratum of all. I am the happy Self.
39.14 ด้วยพระคุณของท่าน, ข้าฯ คือพรหม (ผู้สร้าง). ด้วยพระคุณของท่าน, ข้าฯ คือชนารธนะ. ด้วยพระคุณของท่าน, ข้าฯ คือการแผ่ขยายของสติ. ข้าฯ คือความสงบสุขทั้งหมด. อย่างไม่ต้องสงสัย.
39.14 By your grace, I am Brahma (the creator). By your grace, I am Janardhana. By your grace, I am the expanse of Consciousness. I am all Peace. There is no doubt of this.
39.15 ด้วยพระคุณของท่าน, ข้าฯ คือสติ. ด้วยพระคุณของท่าน, ไม่มีโลกสำหรับข้าฯ. ด้วยพระคุณของท่าน, ข้าฯ จึงได้รับการปลดปล่อย (หลุดพ้น). ด้วยพระคุณของท่าน, ข้าฯ ได้บรรลุถึงสิ่งสูงสุด.
39.15 By your grace, I am Consciousness. By your grace, there is no world for me. By your grace, I am liberated. By your grace, I have reached the Supreme State.
39.16 ด้วยพระคุณของท่าน, ข้าฯ ได้แทรกซึมไปทั่ว. ด้วยพระคุณของท่าน, ข้าฯ ไม่มีพันธะ. ด้วยพระคุณของท่าน, ข้าฯ คือได้ข้ามพ้นไป. ด้วยพระคุณของท่าน, จึงมีความปิติอันยิ่งใหญ่.
39.16 By your grace, I am all pervasive. By your grace, I am unfettered. By your grace, I have crossed over. By your grace, there is great joy.
39.17 ด้วยพระคุณของท่าน, ข้าฯ คือพรหมัน. ด้วยพระคุณของท่าน, ท่านมิใช่ตัวท่านเอง. ด้วยพระคุณของท่าน, จึงไม่มีสิ่งใดอยู่เลย.
39.17 By your grace, I am Brahman. By your grace, you yourself are not. By your grace, all this is not. By your grace, there is nothing at all.
39.18 ด้วยพระคุณของท่าน, ไม่มีอะไรแม้แต่น้อยที่เป็นของข้าฯ. ด้วยพระคุณของท่าน, ข้าฯ ไม่มีความทุกข์ยาก. ด้วยพระคุณของท่าน, ไม่มีความแตกต่างสำหรับข้าฯ ด้วยพระคุณของท่าน, ไม่มีความกลัวสำหรับข้าฯ. ด้วยพระคุณของท่าน, ข้าฯ ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ. ด้วยพระคุณของท่าน, ข้าฯ ไม่มีความเสื่อมสลาย.
39.18 By your grace, there is nothing in the least that is mine. By your grace, there is no distress for me. By your grace, there are no differences for me. By your grace, there is no fear for me. By your grace, there is no illness for me. By your grace, there is no decay for me.
39.19 วิญญาณประเสริฐย่อมสรรเสริญ, ซ้ำแล้วซ้ำเล่า, ด้วยจิตอันมุ่งมั่น, พระบาทดอกบัว—เปล่งประกายดั่งดอกบัวแดง—ของสวามีแห่งอุมา, ผู้ทำลายกาลเวลา, ผู้พิชิตอันทกะ (พระผู้เป็นเจ้าแห่งความตาย), โดยการบูชาพระบาทของหริอันควรบูชา, โดยการบูชาพระบาทของลักษมีอันควรแก่การสักการะ, และด้วยบัญชาของพรหมและองค์อื่นๆ จึ่งควรค่าแก่การบูชา.
39.19 Good souls always praise, again and again, with fervor in their mind, the lotus feet—radiant like the red lotus—of the Consort of Uma, the destroyer of time, the conqueror of Antaka (Lord of death), by worshipping whose feet Hari became worthy of worship, by worship of whose feet Lakshmi became worthy of worship, and by whose command Brahma and others became worthy of worship.
39.20 สวรรค์อันมีพรมแดนนั้น, จะมีประโยชน์อะไร, สถานที่ซึ่งรวบรวมความเพลิดเพลินอันยิ่งใหญ่ที่ได้จากการกระทำคุณธรรมหลายร้อยประการ—อันสร้างความปิติยินดีต่อทวยเทพ—แต่การตกจากสวรรค์นั้น เต็มไปด้วยโทมนัสอย่างใหญ่หลวง? ดังนั้น, ความสุขที่แท้จริง—มวลแห่งนิรามิสสุขอันยิ่งใหญ่—คือการบูชาศิวลึงค์แห่งสังการะ, สวามีแห่งอุมาอันเป็นที่รัก, ซึ่งมอบการปลดปล่อย (หลุดพ้น).
39.20 What is the use of heaven, with its own frontiers, wherein is collected together all the great enjoyment earned by hundreds of virtuous acts—the source of joy to the gods—since the fall therefrom is full of great, intense sorrow? Therefore, the real joyous festivity—the one mass of immense Bliss—is in the worship of the linga of Sankara, dear to the Consort of Uma, conferring Liberation.
39.21 สาวกแห่งสัมภูผู้มีความรักต่อศิวะ เขาสดับเพียงเสียงแห่งพระนามของศิวะในหัวใจอย่างไม่เคยเสื่อมถอย, พระองค์ผู้ทาเถ้าสามรอย, ด้วยหัวใจที่มุ่งมั่นสู่การแก้ไข เขาจึงจะบรรลุถึงพระบาทดอกบัวแห่งอิศวร, มิใช่ด้วยด้วยปรัชญาโยคะและสางขยะ.
39.21 Those devotees of Sambhu with love toward Siva who know in their hearts only the imperishable sound of the name of Siva, and who wear the triple stripes of ashes, reach the goal of the lotus feet of Isvara by their hearts’ attraction toward editation and not by yoga and samkhya philosophies.

Get carried away?

อ่าน “ฤภูคีตา” เพิ่มเติม

กลับไปสารบัญ

index

คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้

นิรามิสสุข คือสุขที่เกิดโดยปราศจากอามิสหรือสิ่งภายนอก เป็นความสุขที่ไม่ต้องวิ่งไปหาจากภายนอก แต่ความสุขเกิดจากภายใน ด้วยเจริญสติภาวนา ด้วยการฝึกจิตให้อยู่กับสมาธิ ไม่ให้จิตดิ้นรนออกไปตามสิ่งที่เราไปสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และสัมผ้ส ความสุขเกิดความสงบ ความสะอาด และความสว่างของดวงจิตภายในของเรา ซึ่งเป็นความสุขที่ละเอียด ยั่งยืน และมั่นคงไม่ต้องหาวิ่งหา ไม่ต้องใช้เงิน ซึ่งเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้ ใครอยากได้ต้องทำเอง

นามของศิวะ หมายถึง ผู้บำเพ็ญประโยชน์

อันตกรณ

อวัยวะภายใน (โครงสร้าง) ประกอบด้วย มนัส, พุทธิ, จิตตะ และ อหังการ มีหน้าที่ต่างกัน

  1. มนัส : ใจ มีลักษณะ สงสัย (วิกัลป์ปะ) และ มุ่งมั่น (สังกัลป์ปะ) มักจะใช้คำว่า มนัส หรือ ใจ เป็นคำเรียกที่รวมเอาพุทธิหรือจิตตะไว้ด้วย
  2. พุทธิ : สติปัญญา ยกระดับได้ด้วยพลังของการบำเพ็ญเพียร (มุ่งมั่นและปฏิบัติ)
  3. จิตตะ : จิต เป็นคลังของความประทับใจในอดีต
  4. อหังการ : กำหนดลักษณะโดยความรู้สึกว่า “ตัวฉัน”
  1. พรหมจารี วัยศึกษา
  2. คฤหัสถ์ วัยมีครอบครัว
  3. วานปรัสถ์ วัยหาความสงบ
  4. สันยาสี วัยดำเนินชีวิต สละโลก เป็นนักบวช
  1. พราหมณ์ วรรณะสูงเป็นอภิสิทธิ์ชน เกิดจากปากหรือศีรษะของพระพรหม ได้เรียนรู้ศึกษาศาสนาวิชาการต่างๆ สอนแก่คนทั่วไป ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางติดต่อกับพระเจ้า ทุกวรรณะต้องเคารพด้วยถือว่าเป็นวรรณะสูงสุดและบริสุทธิ์ นุ่งห่มสีขาวและมักมีอาชีพเป็นครูอาจารย์ (ปัญญา)
  2. กษัตริย์ วรรณะสูงเป็นนักรบนักปกครอง เกิดจากอกและแขนของพระพรหม นิยมนุ่งห่มสีแดง (อำนาจ)
  3. แพศย์ วรรณะกลางมีอาชีพค้าขาย กสิกร ประมง ฯลฯ สำคัญแก่เศรษฐกิจของบ้านเมือง เกิดจากตะโพกและขาของพระพรหม นิยมนุ่งห่มสีเหลือง (เงินทอง)
  4. ศูทร วรรณะต่ำอาชีพกรรมกร คนรับใช้ รับจ้าง เกิดจากเท้าของพระพรหม (แรงงาน)

นอกจากนี้ยังมีคนพวกต่ำสุดคือ จัณฑาล เกิดจากการแต่งงานของคนวรรณะสูงกับคนวรรณะต่ำ ถูกแยกออกจากสังคม มีอาชีพลำบากที่คนไม่อยากทำ ขอทาน กวาดถนน เก็บขยะ ขุดหลุมฝังศพ ฝังศพ เผาศพ เป็นต้น

ชนารธนะ นามของกฤษณะ หมายถึง ผู้ลงโทษคนชั่วร้าย และเป็นผู้ซึ่งมนุษย์วิงวอนขอให้ได้วัตถุพื้นฐานของการดำรงชีวิต คือ ธรรม (การงาน) อรรถ (มั่งคั่ง) กาม (ความปรารถนา) และ โมกษะ (การหลุดพ้น) เพื่อสวัสดิภาพของพวกเขา

นามของศิวะ หมายถึง ความสุขที่ดีเลิศ

โยคะ เป็นคำทั่วไปสำหรับแนวทางหรือระเบียบวินัยที่นำไปสู่การรวมกันกับพระเจ้า เช่น การควบคุมลมหายใจ, (จักระ) บนเส้นทางของกุณฑาลินี, มนตรา, ความเคร่งอื่น ๆ, การควบคุมจิตใจ, ภักติ (ความจงรักภักดี), กรรมโยคะและญาณโยคะ (ความรู้)

สำขยะ/สางขยะ ระบบปรัชญาของฮินดู สนะตนะ ธรรมะ (หน้าที่ที่ชอบธรรมที่ดำเนินตามอัตลักษณ์ของตนในฐานะอาตมัน) กล่าวว่าความจริงขั้นสูงสุดมี 2 ประการ คือ ปุรุษะ และ ประกฤติ

  • กล่าวกันหลายแห่งในเวทานตะว่า ปุรุษะคล้ายอาตมัน แต่มีพื้นฐานต่างกัน
  • ในเวทานตะกล่าวว่า อาตมันไร้การเปลี่ยนแปลง, มีอำนาจ (มีความสามารถทุกทาง) เป็นหนึ่ง แผ่ซ่านไปทั่ว เป็นพรหมัน ไม่มีสิ่งใดแยกจากมัน
  • ในสำขยะ ปุรุษะ มีจำนวนอนันต์, ไร้รูปแบบ, มีอำนาจรอบด้าน, เหนือกว่าจิต สัมผัส และพุทธิ, เหนือกว่ากาล สถานที่ และสาเหตุ, ไม่เกิด, ไม่ตาย, ไม่ถูกสร้าง, ไม่มีจุดเริ่มต้น, ไม่มีจุดจบ, สมบูรณ์ และเป็นอิสระ
  • ชีวา (ปัจจเจกวิญญาณ) ในสำขยะคือ วิญญาณเดี่ยวที่แยกออกจากปุรุษะ โดยเชื่อมต่อกับอัตตา, พุทธิ, จิต และความรู้สึกถูกจำกัดโดยร่างกาย
  • ชีวา กล่าวในสำขยะว่า ด้วยการบ่งชี้ปุรุษะที่ผิดพลาดของพุทธิ ทำให้เกิดข้อจำกัดและอวิชชา, พึงพอใจและเจ็บปวด, พันธะและความตาย ซึ่งสามารถก้าวข้ามด้วยความรู้แห่งสัจธรรม
  • ประกฤติประกอบด้วย คุณะ 3 ประการ สัตวะ รชัส และ ตมัส เป็นพลังงานหรือแรงที่ไม่เคยพักผ่อน เป็นที่รู้โดยทั่วไปว่า สัตวะ จุดประกายความบริสุทธิ์และดีงามทั้งหลาย, รชัสคือพื้นฐานของความตื่นตัว, และตมัสทำให้เกิดความแข็งขืนต่อต้าน
  • ปรัชญา 6 ระบบของฮินดู
  1. ไวเศษิกะ หรือ กนาทะ
  2. นยายะ หรือ โคตมะ
  3. สำขยะ หรือ กปิละ
  4. โยคะ หรือ ปตัญชลี
  5. มีมางสา หรือ ไชมินี
  6. เวทานตะ หรือ วยาส

ปราชญ์เหล่านี้มิได้เป็นผู้ก่อตั้งคนแรกทั้งหมด แต่เป็นผู้กำหนดสูตรเหล่านี้อย่างเป็นระบบ ; ไวเศษิกะ มีพื้นฐานเกี่ยวข้องกับคุณภาพหรือลักษณะของสาร ; นยายะ โดดเด่นในเรื่องตรรกศาสตร์ ; มีมางสา เน้นเรื่องกฎของฮินดูและพิธีกรรม

"ribhu gita" (in Thai) by Tandhava
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.