บทที่ 34 บทสรุป
Chapter Thirty-Four
Topic of the Settled Conclusions
ความแน่วแน่ว่า “ข้าฯ คือพรหมัน” คือการหลุดพ้นอันยิ่งใหญ่
ฤภู กล่าวว่า
คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้
นิรามิสสุข คือสุขที่เกิดโดยปราศจากอามิสหรือสิ่งภายนอก เป็นความสุขที่ไม่ต้องวิ่งไปหาจากภายนอก แต่ความสุขเกิดจากภายใน ด้วยเจริญสติภาวนา ด้วยการฝึกจิตให้อยู่กับสมาธิ ไม่ให้จิตดิ้นรนออกไปตามสิ่งที่เราไปสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และสัมผ้ส ความสุขเกิดความสงบ ความสะอาด และความสว่างของดวงจิตภายในของเรา ซึ่งเป็นความสุขที่ละเอียด ยั่งยืน และมั่นคงไม่ต้องหาวิ่งหา ไม่ต้องใช้เงิน ซึ่งเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้ ใครอยากได้ต้องทำเอง
- ชีวา (ปัจจเจกวิญญาณ) ในสำขยะคือ วิญญาณเดี่ยวที่แยกออกจากปุรุษะ โดยเชื่อมต่อกับอัตตา, พุทธิ, จิต และความรู้สึกถูกจำกัดโดยร่างกาย
- ชีวา กล่าวในสำขยะว่า ด้วยการบ่งชี้ปุรุษะที่ผิดพลาดของพุทธิ ทำให้เกิดข้อจำกัดและอวิชชา, พึงพอใจและเจ็บปวด, พันธะและความตาย ซึ่งสามารถก้าวข้ามด้วยความรู้แห่งสัจธรรม
ตรีกายา
กาย 3 ประเภท
- สถุลาสรีระ (กายหยาบ) คือเปลือกของอาหาร ประกอบด้วยธาตุทั้งห้า
- สุขมาสรีระ (กายละเอียด) คือร่างของจิตและพลังงานสำคัญซึ่งทำให้กายมีชีวิต กายละเอียดจะรวมกับกายทิพย์ซึ่งส่งต่อวิญญาณ หรือ ชีวา ที่แยกออกจากการยหยาบเมื่อตาย ประกอบด้วย
- ปราณามายาโกษา เกี่ยวกับลมปราณ
- มโนมายาโกษา เกี่ยวกับจิตและสัมผัส
- วิทยานะมายาโกษา เกี่ยวกับพุทธิและสัมผัส
- กรนาสรีระ (กายทิพย์) เป็นเพียงเมล็ดพันธุ์ของการหยาบและกายละเอียด กล่าวว่ามีความซับซ้อนมากที่สุด เพราะประกอบไปด้วยประสบการณ์ที่ประทับใจที่เกิดขึ้นในอดีต หรือสิ่งห่อหุ้มความสุข (อนันตมายาโกษา)
อันตกรณ อวัยวะภายใน (โครงสร้าง) ประกอบด้วย มนัส, พุทธิ, จิตตะ และ อหังการ มีหน้าที่ต่างกัน
- มนัส : ใจ มีลักษณะ สงสัย (วิกัลป์ปะ) และ มุ่งมั่น (สังกัลป์ปะ) มักจะใช้คำว่า มนัส หรือ ใจ เป็นคำเรียกที่รวมเอาพุทธิหรือจิตตะไว้ด้วย
- พุทธิ : สติปัญญา ยกระดับได้ด้วยพลังของการบำเพ็ญเพียร (มุ่งมั่นและปฏิบัติ)
- จิตตะ : จิต เป็นคลังของความประทับใจในอดีต
- อหังการ : กำหนดลักษณะโดยความรู้สึกว่า “ตัวฉัน”
(ความมุ่งมั่น / ความไม่แน่ใจ หรือ เข้าใจผิด) คำแปลเดียวไม่สามารถครอบคลุมความหมายทั้งหมดได้
- สังกัลปะหมายถึงแนวคิดต่างๆ เช่น เจตจำนง, ความตั้งใจ, การชำระล้างทางจิต, ปฏิญาณอย่างจริงจังที่จะปฏิบัติตาม, จุดมุ่งหมาย, ความมุ่งมั่น, ความปรารถนา, ความคิด, ไตร่ตรอง และ จินตนาการ
- วิกลัปะ มีความหมายตรงกันข้าม หมายถึง ความสงสัย, ความไม่แน่ใจ, รังเกียจ, ไม่มั่นใจ, ตัวเลือก, ข้อผิดพลาด, ความไม่รู้, ความเข้าใจผิด, ความแบ่งแยกแตกต่าง
- สังกัลปะและวิกัลปะ โดยสาระสำคัญ ใช้เพื่อแสดงให้เห็นการทำงานตรงกันข้ามของการยอมรับภายใน โดยทั่วไปใช้กับจิต บางครั้งเราไม่แปลทั้งสองคำนี้เพราะอาจใช้เป็นการเปรียบเทียบขึ้นอยู่กับบริบทของข้อความ
โอม คือ ปราณาวะ หมายถึง นิรันดร์ สมบูรณ์
คำว่า โอม พยางค์นี้ อธิบายไว้ในบางอุปนิษัทว่า ประกอบด้วย A (อะ) U (อุ) และ M (มะ) แสดงถึง สภาวะ ตื่น ฝัน และ หลับลึก
โอม เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้กล่าวตอนเริ่มหรือจบการอ่านพระเวท หรือ ใช้กล่าวตอนเริ่มพิธีศักดิ์สิทธิ์/สวดมนต์ หรือใช้เรียกชื่อเทวะที่เป็นคุรุ (อาจารย์) ที่มีถึง 108 หรือ 1000 ชื่อ
โอม เป็นการบ่งบอกถึงความเคร่งขลังและความเคารพเหมือนกับคำว่า อาเมน หรือใช้แสดงการยอมรับว่าใช่/ถูกต้อง, เป็นคำสั่ง หรือใช้แสดงความเป็นมงคล
การท่องมนตราซ้ำๆ อย่างมีสติในช่วงเวลาหนึ่ง
นามของวิษณุ หมายถึง ผู้ธำรงรักษาสิ่งสร้างทั้งปวง สีเหลือง-เขียว ; สีน้ำตาลอ่อน
สัมสาระ
วงรอบของการเกิดและการตาย, เรียกอีกอย่างว่าการโอนย้าย, วงจรชีวิตโลก, ความสำเร็จของการกำเนิด ; หมายถึงวงจรชีวิตของโลก, ชีวิตทางโลก, การดำรงอยู่ของโลกีย์และโลก
สรง หรือ สนาน พิธีอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์เป็นศาสนพิธี ต้องเดินทางไปทำพิธีที่เทวสถานและพำนักในเทวสถาน มีระเบียบปฏิบัติอย่างเคร่งครัด มีการชำระล้างพร้อมกับการท่องมนตรา, รินน้ำจันท์ถวายแด่เทวะและบำเพ็ญกุศล
- พิธีอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์เป็นพิธีกรรมแบบดั้งเดิมเพื่อเป็นการชำระล้างให้บริสุทธิ์
- ธาราปนะเป็นการถวายน้ำแต่พระเป็นเจ้าซึ่งกระทำเป็นประจำทุกวัน และในบางโอกาสก็จะถวายให้กับฤๅษีหรือวิญญาณที่ล่วงลับ
ศิวะผู้เป็นตัวของตัวเองเสมอ ผู้สงบเสมอ สภวะของศิวะที่เป็นสิ่งมีชีวิตบริสุทธิ์
ประชาบดี คือ ต้นตระกูล, นามแห่งพรหม และยังเป็นนามของพระเจ้าทั้ง 10 องค์ที่สร้างโดยพรหม
นี่คือส่วนสรุปของพระเวทและด้วยเหตุนี้จึงเรียกว่า เวทานตะ (ตอนจบของพระเวท) ด้วย, คำว่าอุปนิษัทมีความหมายหลายนัย: การนั่งใกล้, ความภักดี ; คำแนะนำที่ได้รับโดยการนั่งใกล้คุรุ (ซึ่งให้) การรับรองและชำระ (ความเศร้าโศก) ; การสอนความลับ; ความรู้เรื่องภาวะสัมบูรณ์ ; พระเวทมีการจำแนกประเภทกว้าง ๆ สี่ประเภท ได้แก่ ฤคเวท, ยชุรเวท, สามเวท และ อาถรรพเวท มีหลายสาขาในพระเวท แต่ละสาขามีกรรมขันธะ (ซึ่งเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์) ประกอบด้วยมนต์และพิธีพราหมณ์, การบูชา, การทำสมาธิ และการศึกษา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาของผู้ที่เดินเส้นทางฤๅษีและอาศัยอยู่ในป่าเพื่อการแสวงหาความรู้อย่างทุ่มเท) ; กล่าวกันว่าอุปนิษัทเป็นส่วนหนึ่งของ อารัญญะกะ (หนึ่งในกลุ่มงานเขียนศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาฮินดูที่แต่งขึ้นระหว่างพราหมณ์และอุปนิษัทและใช้ในพิธีกรรมตามพระเวท) นับตามดั้งเดิมพระเวททั้งสี่ได้รับการประมวลโดยท่านวยาสเป็น 1180 สาขา และแต่ละสาขาคือมีอยู่ในอุปนิษัท ; ดังนั้นตามวิษณุปุราณะน่าจะมี 21 สาขา สำหรับฤคเวท, 109 สำหรับ ยชุรเวท, 1000 สำหรับ สามเวท และ 50 สำหรับ อาถรรพเวท ; สิ่งเหล่านี้ส่วนใหญ่สูญหายไปตามกาลเวลาและมีเหลืออยู่เพียง 108 รายชื่อ 108 อุปนิษัทมีอยู่ด้านล่างพร้อมแสดงอักษรย่อ (พระเวทที่แต่ละอุปนิษัทเกี่ยวข้อง) ได้แก่ R สำหรับ ฤคเวท, KY สำหรับ กฤษณะยชุรเวท, SY สำหรับ สุขาละ ยชุรเวท (KY และ SY เป็นสองเวอร์ชันของยชุรเวท, S สำหรับ สามเวท และ A สำหรับ อาถรรพเวท)
- Isavasya (SY) อีศ-อุปนิษทฺ หรือ อีศาวาสฺย-อุปนิษทฺ
- Kena (S) เกน-อุปนิษทฺ
- Katha (KY) กฐ-อุปนิษทฺ
- Prasna (A) ปฺรศฺน-อุปนิษทฺ
- Mundaka (A) มุณฺฑก-อุปนิษทฺ
- Mandukya (A) มาณฺฑูกฺย-อุปนิษทฺ
- Taittiriya (KY) ไตตฺติรีย-อุปนิษทฺ
- Aitareya (R) ไอตเรย-อุปนิษทฺ
- Chhandogya (S) ฉานฺโทคฺย-อุปนิษทฺ
- Brahadaranyaka (SY) พฤหทารณฺยก-อุปนิษทฺ
- Brahma (KY) พรหม-อุปนิษัท
- Kaivalya (KY) ไกวลฺย-อุปนิษัท
- Jabala (SY) ชาบาล-อุปนิษทฺ
- Svetasvatara (KY) เศฺวตาศฺวตร-อุปนิษทฺ
- Hamsa (SY) หมฺส-อุปนิษัท
- Arunika (S) อรุณิก-อุปนิษัท
- Garbha (KY) การภ-อุปนิษัท
- Narayana (KY) มหานารายณ-อุปนิษทฺ
- Paramahamsa (SY) ปรมหํสา-อุปนิษัท
- Amrtabindu (KY) อมฤตพินทุ-อุปนิษัท
21 .Amrtanada (KY) อมฤตนด-อุปนิษัท
- Atharvasira (A) อตฺถรวสิร-อุปนิษัท
- Atharvasikha (A) อตฺถรวสิข-อุปนิษัท
- Maitrayani (S) ไมตฺรายณีย หรือ ไมตฺรี-อุปนิษทฺ
- Kaushitaki (R) เกาษีตกี-อุปนิษทฺ หรือ ศางฺขายน-อุปนิษทฺ
- Brhajjabala (A) พฤหสฺจบล-อุปนิษัท
- Nrsimhatapini (A) นรสิงฺหตปนิ-อุปนิษัท
- Kalagnirudra (KY) กาลกฺนิรุทร-อุปนิษัท
- Maitreyi (S) ไมตรียิ-อุปนิษัท
- Subala (SY) สุพาล-อุปนิษทฺ
- Kshurika (KY) คชุริก-อุปนิษัท
- Mantrika (SY) มนฺตริก-อุปนิษัท
- Sarvasara (KY) สารวสร-อุปนิษัท
- Niralamba (SY) นิราลมฺบ-อุปนิษัท
- Sukharahasya (KY) สุขารหสฺย-อุปนิษัท
- Vajrasuchi (S) วาจรสูจิ-อุปนิษัท
- Tejobindu (KY) เตโชพินฺท-อุปนิษัท
- Nadabindu (R) นาฎพินธุ-อุปนิษัท
- Dhyanabindu (KY) ธยานพินทุ-อุปนิษัท
- Brahmavidya (KY) พรหมวิทฺย-อุปนิษัท
- Yogatattva (KY) โยคตตฺว-อุปนิษัท
- Atmabodha (R) อตมโบธ-อุปนิษัท
- Narada-parivrajaka (A) นารท-ปาริวรจกฺก-อุปนิษัท
- Trisikhibrahmana (SY) ตรีสิขพรหฺมณ-อุปนิษัท
- Sita (A) สิตา-อุปนิษัท
- Yogachudamani (S) โยคชุธามานิ-อุปนิษัท
- Nirvana (R) นิรวาน-อุปนิษัท
- Mandalabrahmana (SY) มนฺดาลาพรหฺมณ-อุปนิษัท
- Dakshinamurti (KY) ทกฺษิณมูรติ-อุปนิษัท
- Sarabha (A) สารภ-อุปนิษัท
- Skanda (KY) สกนฺท-อุปนิษัท
- Tripadvibhutimahanarayana (A) ตรีปทวิภูติมหานารายณ-อุปนิษัท
- Advayataraka (SY) อตฺวายตารก-อุปนิษัท
- Ramarahasya (A) รามรหสฺย-อุปนิษัท
- Ramatapini (A) รามตาปินิ-อุปนิษัท
- Vasudeva (S) วสุเทว-อุปนิษัท
- Mudgala (R) มุดกาล-อุปนิษัท
- Sandilya (A) สนฺดิลฺย-อุปนิษัท
- Paingala (SY) ปอินฺกาล-อุปนิษัท
- Bhikshuka (SY) ภิกฺศุข-อุปนิษัท
- Mahat (S) มหตฺ-อุปนิษัท
- Sariraka (KY) สาริราค-อุปนิษัท
- Yogasikha (KY) โยคสิข-อุปนิษัท
- Turiyatita (SY) ตุริยติต-อุปนิษัท
- Sannyasa (S) สนฺยาส-อุปนิษัท
- Paramahamsaparivrajaka (A) ปรมหํส-อุปนิษทฺ
- Akshamala (R) อกฺศมาล-อุปนิษัท
- Avyakta (S) อวิยากต-อุปนิษัท
- Ekakshara (KY) เอกกฺชาร-อุปนิษัท
- Annapurna (A) อนฺนาปุราณ-อุปนิษัท
- Surya (A) สุรย-อุปนิษัท
- Akshi (KY) อคศิ-อุปนิษัท
- Adhyatma (SY) อธฺยาตม-อุปนิษัท
- Kundika (S) กุนฺทิก-อุปนิษัท
- Savitri (S) สาวิตรี-อุปนิษัท
- Atma (A) อาตฺม-อุปนิษัท
- Pasupatabrahma (A) ปสุปตพรหฺม-อุปนิษัท
- Parabrahma (A) พาราพรหฺม-อุปนิษัท
- Avadhuta (KY) อาวธุตะ-อุปนิษัท
- Tripuratapini (A) ตรีปุรตปินิ-อุปนิษัท
- Devi (A) เทวี-อุปนิษัท
- Tripura (R) ตรีปุร-อุปนิษัท
- Katharudra (KY) คาธรุทร-อุปนิษัท
- Bhavana (A) ภาวนา-อุปนิษัท
- Rudrahrdaya (KY) รุทรหฤทย-อุปนิษัท
- Yogakundalini (KY) โยคกุนฺฑาลินี-อุปนิษัท
- Bhasmajabala (A) ภสฺมาจบาล-อุปนิษัท
- Rudrakshajabala (S) รุทรกฺษจบาล-อุปนิษัท
- Ganapati (A) คณปติ-อุปนิษัท
- Jabaladarsana (S) จาบาลทรรศน-อุปนิษัท
- Tarasara (SY) ตารสาร-อุปนิษัท
- Mahavakya (A) มหาวรรคย-อุปนิษัท
- Panchabrahma (KY) ปญฺจพรหม-อุปนิษัท
- Pranagnihotra (KY) ปราณาคนิโหตร-อุปนิษัท
- Gopalatapini (A) โกปาลตาปินิ-อุปนิษัท
- Krishna (A) กฤษณ-อุปนิษัท
- Yajnavalkya (SY) ยญฺญวลฺคย-อุปนิษัท
- Varaha (KY) วราห-อุปนิษัท
- Satyayani (SY) สตฺยยานี-อุปนิษัท
- Hayagriva (A) หยากรีว-อุปนิษัท
- Dattatreya (A) ทตฺตาตรีย-อุปนิษัท
- Garuda (A) การุด-อุปนิษัท
- Kalisantarana (KY) กาลิสนฺตราน-อุปนิษัท
- Jabali (S) จาบลี-อุปนิษัท
- Saubhagyalakshmi (R) เสาภคยลกฺษมี-อุปนิษัท
- Sarasvatirahasya (KY) สรสฺยาตรีรหสฺย-อุปนิษัท
- Bahvrchi (R) พาหวรชิ-อุปนิษัท
- Muktika (SY) มุกฺติก-อุปนิษัท
บางครั้งอุปนิษัทยังถูกรวบรวมเป็นกลุ่มตามหัวข้อดังนี้:
- อุปนิษัทหลัก สิบประการ ได้แก่ 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10 ที่เรียกเช่นนี้เพราะเป็นสิบลำดับในมุกติโคปนิษัทและค้นพบโดยอาจารย์ศรีสังกราจารย์
- สามัญอุปนิษัท: 14, 17, 24, 25, 30, 32, 33, 34, 35, 36, 42, 51, 57, 59, 61, 62, 69, 70, 71, 72, 73, 75 , 76, 94, 108 เรียกเช่นนี้เพราะ ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับคำสอนของผู้สนใจทั่วไป
- ไศวะอุปนิษัท : 12, 22, 23, 26, 28, 49, 50, 67, 85, 87, 88, 89, 93, 104 เรียกเช่นนี้เพราะเกี่ยวกับศิวะเป็นส่วนใหญ่
- ศักตอุปนิษัท : 45, 80. 81, 82, 84, 105, 106, 107 เรียกเช่นนี้เพราะเกี่ยวกับ ศักติ เป็นส่วนใหญ่
- ไวศนวอุปนิษัท : 18, 27, 52, 54, 55, 56, 68, 91, 95, 96, 100, 101, 102, 103 เรียกเช่นนี้เพราะเกี่ยวข้องกับวิษณุเป็นส่วนใหญ่
- โยคะอุปนิษัท: 15, 20, 21, 31, 37, 38, 39, 40, 41, 44, 46, 48, 53, 58, 63, 77, 86, 90,92, 98 เรียกเช่นนี้เพราะส่วนใหญ่เป็นเรื่องโยคะ
- สนฺยาสอุปนิษัท : 11, 13, 16, 19, 29, 43, 47, 60, 64, 65, 66, 74, 78, 79, 83, 97, 99 เรียกเช่นนี้เพราะเกี่ยวกับการสันยาสเป็นส่วนใหญ่ (การละทิ้ง, สละ, หลุดพ้น)
คติพจน์ ที่ยิ่งใหญ่ 4 ประการ
- Prajnanam Brahma ใน ไอตเรย-อุปนิษัทฺ ของ ฤคเวท : สติ (ความรู้) คือ พรหมัน
- Ayam Atma Brahma ใน มาณฺฑูกฺย-อุปนิษทฺ ของ อาถรรพเวท : อาตมัน คือ พรหมัน
- Tat Twam Asi ใน Chandogya ฉานฺโทคฺย-อุปนิษทฺ ของ สามเวท : ตตฺ (สิ่งที่ปรากฏ) คือ ท่าน
- Aham Brahmasmi ใน พฤหทารณฺยก-อุปนิษทฺ ของ ยชุรเวท : ฉันคือพรหมัน
คติพจน์ ที่ยิ่งใหญ่ 4 ประการ
- Prajnanam Brahma ใน ไอตเรย-อุปนิษัทฺ ของ ฤคเวท : สติ (ความรู้) คือ พรหมัน
- Ayam Atma Brahma ใน มาณฺฑูกฺย-อุปนิษทฺ ของ อาถรรพเวท : อาตมัน คือ พรหมัน
- Tat Twam Asi ใน Chandogya ฉานฺโทคฺย-อุปนิษทฺ ของ สามเวท : ตตฺ (สิ่งที่ปรากฏ) คือ ท่าน
- Aham Brahmasmi ใน พฤหทารณฺยก-อุปนิษทฺ ของ ยชุรเวท : ฉันคือพรหมัน
ผู้สร้าง พระเป็นเจ้าผู้สร้างสิ่งปรากฏทั้งหมด เรียกขานชื่อว่า “จตุรมุข” เพราะมี 4 หน้า ประทับบนดอกบัวที่เกิดขึ้นจากสะดือของวิษณุ
มาจากภาษาสันสฤต พรห = การเติบโต และ มัน = การหายไป (จากสถานที่หรือเวลา) ดังนั้น พรหมันจึงหมายถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
- พรหมันคือสิ่งเดียวที่เป็นจริง อยู่เหนือคำจำกัดความ การยอมรับที่สัมผัสได้ และ จิตใจของมนุษย์
- พรหมันถูกมองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้ข้อจำกัด, เคยมีอยู่, ไร้ข้อจำกัดในสถานที่และเวลา, ไม่เปลี่ยนแปลง, ไม่มีที่ติ, ไร้คุณสมบัติ, ไร้คุณลักษณะ, ไร้ชื่อหรือรูปแบบ, ไม่เกิดและไม่เติบโต, ไม่มีวุฒิภาวะ, ไม่เสื่อมสลาย, ไม่มีอะไรที่คล้ายคลึง และไม่มีอะไรแตกต่างจากพรหมัน
- พรหมันถูกกล่าวว่าเป็นความรู้บริสุทธิ์, เป็นเหตุแห่งประสิทธิภาพและแก่นสารของจักรวาล, เป็นจิตวิญญาณที่แผ่ซ่านไปทั่วจักรวาล, เป็นแก่นของการสร้างสิ่งมีชีวิตและสิ่งที่สิ่งมีชีวิตซึมซับอยู่
- ปรากฏการณ์ทั้งหมดของโลก, คุณภาพ, การกระทำ, การเผยให้เห็น กล่าวกันว่าเป็นการลวงตาที่ซ้อนทับบนพรหมัน
- ในอุปนิษัทนิยมพรหมันว่าเป็นอาตมันสากล, เป็นความจริงแท้ และที่สำคัญที่สุดก็คือการอธิบายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในฤภูคีตานี้
การท่องมนตราซ้ำๆ อย่างมีสติในช่วงเวลาหนึ่ง
คาถาศักดิ์สิทธิ์, เพลงสวด, มนต์สะกด, คำหรือวลีศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญต่อจิตวิญญาณและอำนาจ, เสน่ห์ (เมตตามหานิยม), คาถาศักดิ์สิทธิ์สำหรับเทวะ
มันตรา ถูกแบ่งประเภท ออกเสียง (คันติกะ) หรือภาวนาในใจซ้ำๆ (อจาปา)
มันตรา จะช่วยผู้ที่ได้รับผลสะท้อนของมัน
- มันตราสำหรับทาขี้เถ้า เรียกว่า อัคนีมันตรา
- agniriti bhasma
- vayuriti bhasma
- jalamiti bhasma
- sthalalmiti bhasma
- vyometi bhasma
- sarvam ha va
- idam bhasma
- mana ityetani
- chakshugumshi bhasma
กล่าวมันตรานี้ขณะที่ละลายขี้เถ้าในน้ำในฝ่ามือ เพื่อเรียก ไฟ ลม น้ำ ดิน และ ที่ว่าง ทั้งหมดนี้ และ จิต กับ ดวงตา เข้าในขี้เถ้า
- ตรี-อยุศะ มันตรา
- tri-ayusham jamadagneh
- kasyapasya tri-ayusham
- yat devanam tri-ayusham
- tan me astu tri-ayusham
- อายุยืนขึ้น 3 เท่าของปราชญ์ จามาทักนิ
- อายุยืนขึ้น 3 เท่าของปราชญ์ กัศยาปะ
- อายุยืนขึ้น 3 เท่าของพระเป็นเจ้า
- ขอให้อายุยืนขึ้น 3 เท่าเป็นของฉัน
- ไตรยัมบากา มันตรา
- tryambakam yajamahe
- sugandhim pushti vardhanam
- urvarukamiva bandanath
- mrtyor mukshiya mamrtat
บทสวดที่รู้จักอย่างกว้างขวางแด่พระเจ้าผู้มีเนตรที่ 3 (ไตรยัมบากา, ศิวะ) บูชาเพื่อให้รอดจากความตายและเป็นอมตะ)
แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์
สถานะของการมีชีวิตอยู่ตามลำพัง ความโดดเดี่ยว สถานะของการหลุดพ้น เกวาละหมายถึง “หนึ่งเดียว” (อาตมัน)
นามของศิวะ หมายถึง ความสุขที่ดีเลิศ
แผนภาพสัญลักษณ์ทางธรรมหรือทางพิธีกรรมเพื่อหมายถึงเอกภพ ใช้เชิญเทวะหรือการทำสมาธิ โดยทั่วไปมักแสดงในเชิงอภิปรัชญาและเชิงสัญลักษณ์เป็นแผนภาพหรือแผนภูมิแบบเรขาคณิตรูปจักรวาลแบบย่อส่วน
คำว่ามณฑลอาจหมายถึงย่าน, ฝ่ายในฤคเวท หรือ รูปร่างกลม
กล่าวกันว่าเทวะมีส่วนร่วมอยู่กับประสาทสัมผัสภายในต่างๆ, อวัยวะรับสัมผัส, สัมผัสละเอียดอ่อน (ทานมาตระ), อวัยวะที่ใช้กระทำ และอื่นๆ
- มนัส (จิตใจ) : จันทรา
- พุทธิ (สติปัญญา) : พรหม
- อหังการ (ego) : รุทระ
- จิต (ความคิด, สติปัญญา) : วสุเทวะ
- ประสาทสัมผัส และเทวะ มีดังนี้
- หู (เสียง) : อากาศ (ที่ว่าง, ทิศทาง)
- ผิว (สัมผัส) : วายุ (ลม)
- ตา (รูป) : สุริยะ (พระอาทิตย์)
- ลิ้น (รส) : วรุณ (น้ำ)
- จมูก (กลิ่น) : อัศวินกุมาร (เทวะคู่แห่งการปรุงยา)
อวัยวะที่ใช้กระทำ และเทวะ มีดังนี้
- วาจา (พูด) : อัคนี (ไฟ)
- ปานิ (มือ) : อินทรา (เทวราชา)
- บาทา (เท้า) : วิษณุ (ผู้ธำรงรักษา)
- พายุ (ขับถ่าย) : มฤตยู (เทพแห่งความตาย)
- อุบัติ (การเกิด) : ประชาบดี (ต้นกำเนิดบรรบุรุษ)
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.
