บทที่ 8 การหลุดพ้นขณะมีชีวิต

Chapter Eight 

Topic of Liberation While Alive

ผู้ที่มีจิตใจเป็นนิรามิสสุขอยู่เสมอเช่นนั้นถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.

ฤภู กล่าวว่า

8.1 ข้าฯ จะอธิบายความรู้แห่งพรหมันและคุณสมบัติของชีวานมุกตะ ผู้ใช้ชีวิตตามลำพังในอาตมันนั้นถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ
8.1 Ribhu: I shall now explain the knowledge of Brahman and the characteristics of a jivanmukta. One who abides solely in the Self is called a jivanmukta.
8.2 ข้าฯ เหมือนกับพรหมัน; ข้าฯ คืออาตมัน. ไม่ต้องสงสัยในสิ่งนี้. ผู้ที่เชื่อมั่นในตนว่าคือไจตันยะ (สติแห่งอาตมัน) ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ
8.2 I am the same as Brahman; I am the Self. There is no doubt of this. One who is firm in the conviction that I am Caitanya (the conscious Self) is called a jivanmukta.
8.3 ข้าฯ คืออาตมัน, ซึ่งเป็นสติ. ข้าฯ คือปรมาตมัน (อาตมันสูงสุด). ข้าฯ ไร้คุณสมบัติ. ข้าฯ สูงกว่าสิ่งสูงสุด. ผู้ที่มั่นใจในสิ่งนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.3 I am the Self, which is Consciousness. I am Paramatman (the Supreme Self). I am attributeless. I am higher than the highest. One who has this certitude is called a jivanmukta.
8.4 ข้าฯ ข้ามพ้นตรีกายา (สรีระสามประเภท). ข้าฯ คือพรหมัน, สติ. ผู้ที่สรุปได้ในที่สุดว่า ข้าฯ คือพรหมันถูกเรียกว่าชีวานมุตะ.
8.4 I am beyond the triad of bodies. I am Brahm an, Consciousness, One whose final conclusion is that I am Brahman is called a jivanmukta.
8.5 ข้าฯ คือธรรมชาติแห่งมวลของนิรามิสสุข. ข้าฯ สูงกว่านิรามิสสุขอันสูงสุด. ผู้ที่มีจิตใจเป็นนิรามิสสุขอยู่เสมอเช่นนั้นถูกเรียกว่าชีวานมุตะ.
8.5 I am of the nature of a mass of Bliss. I am higher than the highest Bliss. One whose mind is thus all bliss is called a jivanmukta.
8.6 ผู้ซึ่งไร้ร่างกายและสิ่งเช่นนั้น, ผู้มั่นใจว่าเขาคือพรหมัน, ผู้ซึ่งเติมเต็มด้วยนิรามิสสุขสูงสุดถูกเรียกว่าชีวานมุตะ.
8.6 He who has no body or such, who is certain that he is Brahman, and who is filled with the highest Bliss is called a jivanmukta.
8.7 ผู้ซึ่งไร้ร่องรอยแห่งอัตตา, ผู้อาศัยอยู่เพียงสติ, ผู้มีนิรามิสสุขอันสูงสุด, และผู้สำราญอยู่ในนิรามิสสุขถูกเรียกว่าชีวานมุตะ.
8.7 He who has no trace of ego, who abides only in Consciousness, who has the highest Bliss, and who revels in Bliss is called a jivanmukta.
8.8 ผู้เป็นเพียงสติอย่างแน่นอน, ผู้เป็นธรรมชาติของสติเพียงสิ่งเดียว, และเป็นผู้ไม่จดจำสิ่งอื่นใดถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.8 He who is definite of being only Consciousness, who is of the nature of Consciousness alone, and who does not remember anything else is called a jivanmukta.
8.9 ผู้ที่พึงพอใจในทุกหนแห่ง, ผู้อาศัยอยู่ในอาตมัน, เข้าใจอาตมันในทุกสถาน, และผู้อยู่ในอาตมันตลอดกาลทุกสถานที่ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.9 He who is ever satisfied everywhere, who abides in the Self, comprehending the Self everywhere, and who is ever complete in the Self everywhere is called a jivanmukta.
8.10 ผู้ที่ซึมซับอยู่ในปรมาตมันตลอดกาล, มั่นใจในการเป็นปรมาตมัน, เป็นธรรมชาติของนิรามิสสุข, และไม่แสดงตัวอย่างเปิดเผยถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.10 One eyer absorbed in the Supreme Self, certain of being the Supreme Self, of the nature of Bliss, and unmanifest is called a jivanmukta.
8.11 ผู้ที่อาศัยอยู่ในสุคติ (ความสุขอันถูกต้อง) เพียงลำพัง, สละการยึดติดทั้งปวง, ดังเช่นอาตมันอันเป็นนิรามิสสุขตลอดกาลถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.11 One living in this beatitude alone, bereft of all attachments, as the Self ever present in Bliss is called a jivanmukta.
8.12 อันธรรมชาตินั้นเป็นหนึ่งเดียว, อาตมันเป็นศานติ, ปราศจากความคิดว่าสิ่งต่างๆ นั้นแบ่งแยกได้, ผู้ที่ไม่ ครอบครองสิ่งใดๆ ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.12 Of just one nature, the Self in peace, devoid of thoughts of anything being separate, such a one who does not, in the least, have anything, is called a jivanmukta.
8.13 ข้าฯ ไม่มีจิตใจ; ข้าฯ ไม่มีพุทธิ; ข้าฯ ไม่มีอัตตา; และไม่มีความรู้สึก. ผู้ที่เป็นเพียงพรหมันถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.13 I have no mind; I have no intelligence; I have no ego; nor do I have senses. One who is Brahman alone is called a jivanmukta.
8.14 ข้าฯ ไม่มีข้อบกพร่อง. ข้าฯ ไม่มีร่างกาย. ข้าฯ ไม่มีปราณ. ข้าฯ ไม่มีอะไรเลย, ตลอดกาล. ผู้อาศัยในความมั่นใจเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.14 I have no defects. I have no body. I have no prana. I have nothing, ever. Whoever abides in this certitude is called a jivanmukta.
8.15 ข้าฯ ไม่มีโมหะ. ข้าฯ ไม่มีความปรารถนา. ข้าฯ ไม่มีโทสะ. ข้าฯ ข้ามพ้นสิ่งทั้งหมดนี้. ณ ที่นี้ ไม่มีสิ่งใดเลยเป็นของข้าฯ. ผู้ที่รู้สิ่งนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.15 I have no delusion. I have no desires. I have no anger. I am beyond [all] these. There is nothing here of mine. Such a one [who knows this] is called a jivanmukta.
8.16 ข้าฯ ไม่มีความผิด. ข้าฯ ไม่มีคุณลักษณะ. ข้าฯ ไม่มีการยึดติด. ไม่มีโลกสำหรับข้าฯ. ผู้ที่ตระหนักในสิ่งนี้และอาศัยในนิรามิสสุขนิรันดร์ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.16 Faults have I none. Characteristics have I none. Attachments have I none. There is no world for me. Such a one (who has realized this and who dwells) in permanent Bliss is called a jivanmukta.
8.17 ข้าฯ ไม่มีหู; ข้าฯ ไม่มีจมูก; ข้าฯ ไม่มีตา; ข้าฯ ไม่มีลิ้น; ข้าฯ ไม่มีจิตใจ. ผู้ที่ชัดเจนในสิ่งนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.17 Ears I do not have; nose I do not have; eyes I do not have; tongue I do not have; mind I do not have. He who is definite in this is called a jivanmukta.
8.18 ข้าฯ ไม่มีร่างกาย. ข้าฯ ไม่มีเอกลักษณ์. ข้าฯ ไม่มีสาเหตุ. ข้าฯ ไม่มีสภาวะที่สี่. ผู้ที่สถาปนาตนเองเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.18 I have no body. 1 have no distinguishing marks. I have no cause. I have no fourth state. He who is established in himself thus is called a jivanmukta.
8.19 สรรพสิ่งนี้มิใช่ของข้าฯ; สรรพสิ่งนั้นมิใช่ของข้าฯ. ผู้ที่สถาปนาตนเพียงในพรหมันเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.19 All this is none of mine; all that is none of mine. One who is established thus in Brahm an alone is called a jivanmukta.
8.20 ไม่มีแม้สิ่งเล็กน้อยเป็นของข้าฯ; ไม่มีสิ่งใดเลยเป็นของข้าฯ. ไม่มีโลกสำหรับข้าฯ - แม้เพียงเล็กน้อย, ตลอดกาล. ข้าฯ คือตนเอง. ผู้ที่สถาปนาตนเองเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.20 There is not even a little of mine; there is nothing of mine. There is no world for me—not a bit of it, ever. I am myself. One who is thus established is called a jivanmukta.
8.21 ข้าฯ ไม่มีเวลา. ข้าฯ ไม่มีสถานที่. ข้าฯ ไม่มีวัตถุ. ข้าฯ ไม่มีชีวิต. ไม่มีพิธีอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์หรือการปล่อยวางสำหรับข้าฯ. ผู้เป็นเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.21 I have no time. I have no space. I have no objects. I have no being. There is no ablution or renunciation for me. Such a one is called a jivanmukta.
8.22 สำหรับข้าฯ ไม่มีแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์, ไม่มีพระผู้เป็นเจ้า, ไม่มีการปรนนิบัติ (ต่อพระผู้เป็นเจ้า), และไม่มีเทวสถาน. ข้าฯ ปราศจากความเห็นต่างแม้แต่น้อย. ผู้ที่เป็นเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.22 For me there is no holy river, no god, no service (to a god), and no shrine. I am without the least difference. He who is so is called a jivanmukta.
8.23 ข้าฯ ไม่มีการยึดติด. ข้าฯ ไม่กำเนิด. ข้าฯ ไม่มีความรู้. ข้าฯ ไม่มียศศักดิ์. ข้าฯ ไม่มีคำกล่าว. ผู้อาศัยในตนเองเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.23 I have no attachment. I have no birth. I have no knowledge. I have no position. I have no speech. He who so abides in himself is called a jivanmukta.
8.24 ข้าฯ ไม่มีปัญญา; ข้าฯ ไม่มีบิดา. ข้าฯ ไม่มีร่างกาย. ข้าฯ ไม่มีสิ่งใดอันเป็นมงคล. ข้าฯ ไม่มีสิ่งใดให้ดู. ผู้ดูเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.24 I have no punya; I have no papa. I have no body. I have nothing auspicious. I have nothing to see. Such a seer is called a jivanmukta.
8.25 ข้าฯ ไม่มีเสียง; ข้าฯ ไม่มีสัมผัส; ข้าฯ ไม่มีการมองเห็น; ข้าฯ ไม่มีรส. ข้าฯ ไม่มีชีวิต. ผู้ที่ตระหนักเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.25 I have no sound; I have no touch; I have no sight; I have no taste. I have no life. One who realizes thus is called a jivanmukta.
8.26 ข้าฯ ไม่มีสิ่งทั้งปวง. ข้าฯ ไม่มีแม้แต่น้อย. ข้าฯ ไม่มีชีวิต. ข้าฯ ไม่มีสถานที่ไม่ว่าแห่งใด. ข้าฯ ไม่มีทัศนคติ. ข้าฯ ไม่มีสิ่งครอบครอง. ผู้ที่ตระหนักเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.26 I have none of it all. I have not the least of it. I have no life. I have no place anywhere. I have no attitudes. I have no possessions. One who has realized thus is a jivanmukta.
8.27 ไม่มีสิ่งใดใน “การหลุดพ้น” สำหรับข้าฯ. ไม่สิ่งที่เป็นคู่สำหรับข้าฯ, ไม่มีพระเวทสำหรับข้าฯ, ไม่มีพระคัมภีร์สำหรับข้าฯ, ไม่มีระยะทางสำหรับข้าฯ. ผู้ที่อาศัยอยู่ในตนเองเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.27 There is nothing in “liberation” for me. There is no duality for me, no veda-s for me, no scriptural injunctions for me, and no distance for me. One who thus abides in himself is a jivanmukta.
8.28 ไม่มีคุรุสำหรับข้าฯ, ไม่มีศิษย์สำหรับข้าฯ, ไม่มีการสอนสำหรับข้าฯ, ไม่มีสิ่งใดสูงกว่าสำหรับข้าฯ, และไม่มีวัตถุที่สูงส่งสำหรับข้าฯ. ผู้ที่ตระหนักเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.28 There is no Guru for me, no disciple for me, no teaching for me, nothing higher for me, and no object is exalted for me. Such a one is called a jivanmukta.
8.29 สำหรับข้าฯ ไม่มีพรหม, ไม่มีวิษณุ, ไม่มีรุทระ, ไม่มีรวิ (สุริยะ). ไม่มีกรรมสำหรับข้าฯ. ไม่มีสิ่งใดสำหรับข้าฯ. ผู้ที่ตระหนักเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.29 For me there is no Brahma, no Vishnu, no Rudra, no Ravi (Sun). There are no actions for me. There is nothing for me. One who has realized thus is called a jivanmukta.
8.30 สำหรับข้าฯ ไม่มีดิน, ไม่มีน้ำ, ไม่มีแสงสว่าง, และไม่มีที่ว่าง. ไม่มีกรรมสำหรับข้า. ผู้ที่อาศัยอยู่ในตนเองเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.30 For me there is no earth, no water, no light, and no space. There is no action for me. One who abides in himself thus is called a jivanmukta.
8.31 ไม่มีคำสำหรับข้าฯ, ไม่มีประโยคสำหรับข้าฯ, ไม่มีเชื้อสายสำหรับข้าฯ, ไม่มีการแข่งขันสำหรับข้าฯ, และไม่มีความรู้สำหรับข้าฯ. ผู้ที่อาศัยอยู่ในตนเองเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.31 There are no words for me, no sentences for me, no lineage for me, no race for me, and no knowledge for me. One who abides in himself thus is called a jivanmukta.
8.32 ไม่มีเสียงที่ได้ยินสำหรับข้าฯ. ไม่มีเสียงที่ไม่ได้ยิน (ศัพทะและนาทะ – การสั่นสะเทือนของเสียง, เสียงที่อยู่เหนือเสียงของพระเวท) สำหรับข้าฯ, ไม่มีอุดมคติสำหรับข้าฯ, ไม่มีอนาคต หรือ ชีวิตทางโลกสำหรับข้าฯ, และไม่มีการใคร่ครวญ. ผู้ที่อาศัยอยู่ในตนเองเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.32 There is no audible sound for me, no inaudible sound (sabda and nada) for me, no ideal for me, no future or worldly life for me, and no contemplation. One who abides in himself thus is called a jivanmukta.
8.33 ไม่มีความเย็นสำหรับข้าฯ, ไม่มีความร้อนสำหรับข้าฯ, ไม่มีความหลงผิดสำหรับข้าฯ, ไม่มีการอ่านมนตราสำหรับข้าฯ, ไม่มีรุ่งอรุณหรือสนธยาสำหรับข้าฯ. ผู้ที่อาศัยอยู่ในตนเองเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.33 There is no cold for me, no heat for me, no delusion for me, no recitation of mantra-s for me, and no dawn or dusk for me. One who abides in himself thus is called a jivanmukta.
8.34 ไม่มีการสวดมนตราสำหรับข้าฯ, ไม่มีมนตราใดเลยสำหรับข้าฯ, ไม่มีโฮมาสำหรับข้าฯ, ไม่มีกลางคืนสำหรับข้าฯ – ไม่มีสิ่งทั้งหมดนี้สำหรับข้าฯ. ผู้ที่อาศัยอยู่ในตนเองเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.34 There is no muttering of mantra-s for me, no mantra-s at all for me, no homa-s for me, no night for me—none of all this for me. One who abides in himself thus is called a jivanmukta.
8.35 ไม่มีความกลัวสำหรับข้าฯ, ไม่มีอาหารสำหรับข้าฯ, ไม่มีความกระหายสำหรับข้าฯ, ไม่มีความหิวสำหรับข้าฯ. ไม่มี “ตนเอง” สำหรับข้าฯ. ผู้ที่อาศัยอยู่ในตนเองเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.35 There is no fear for me, no food for me, no thirst for me, no hunger for me. There is no “self” for me. One who abides in himself thus is called a jivanmukta.
8.36 ไม่มีด้านหน้าสำหรับข้าฯ, ไม่มีด้านหลังสำหรับข้าฯ, และไม่มีสิ่งใดอยู่เหนือข้าฯ. ไม่มีทิศทางสำหรับข้าฯ. ไม่มีจิตใจที่เป็นของข้าฯ. ผู้ที่อาศัยอยู่ในตนเองเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.36 There is no front for me, no rear for me, and there is nothing above me. There are no directions for me. There is no mind of mine. One who abides in himself thus is called a jivanmukta.
8.37 ไม่มีสิ่งใดที่ข้าฯ ต้องกล่าวแม้แต่น้อย; ไม่มีเสียงกระซิบที่ข้าฯ ต้องฟัง. ไม่มีแม้สิ่งเล็กน้อยที่ข้าฯ ต้องคิดตลอดกาล. ผู้ที่ตระหนักเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.37 There is nothing in the least that I have to say; there is not a whisper that I have to hear. There is nothing ever so little to be thought of by me. One who is thus is called a jivanmukta.
8.38 ไม่มีแม้สิ่งเล็กน้อยที่ผ่านประสบการณ์ของข้าฯ. ไม่มีแม้แต่อะตอมที่ข้าฯ ต้องใคร่ครวญ, ไม่มีสิ่งใดเลยที่ข้าฯ ต้องจดจำ. ผู้ที่ตระหนักเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.38 There is nothing in the least to be experienced by me. There is not even an atom to be contemplated upon by me, nor is there anything to be remembered by me. One who is thus is called a jivanmukta.
8.39 ไม่มีความสนุกสนานสำหรับข้าฯ. ไม่มีความป่วยสำหรับข้าฯ. ไม่มีโยคะสำหรับข้าฯ. ไม่มีนิพพานสำหรับข้าฯ. ไม่มีสิ่งใดเลยสำหรับข้าฯ. ผู้ที่อาศัยอยู่ในตนเองเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.39 There is no enjoyment for me. There is no sickness for me. There is no yoga for me. There is no dissolution for me. There are none at all for me. One who abides in himself thus is called a jivanmukta.
8.40 ไม่มีการดำรงอยู่สำหรับข้าฯ. ไม่มีการเกิดสำหรับข้าฯ; ไม่มีอายุขัยสำหรับข้าฯ; ไม่มีการเสื่อมสลายสำหรับข้าฯ. ไม่มีการซ้อนทับกันสำหรับข้าฯ. ผู้ที่อาศัยอยู่ในตนเองเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.40 There is no existence for me. There is no birth for me; there is no aging for me; there is no decay for me. There is no superimposition for me. One who abides in himself thus is called a jivanmukta.
8.41 การซ้อนทับมิใช่สำหรับข้าฯ. การปฏิเสธมิใช่สำหรับข้าฯ. ไม่มีสิ่งใดเลยสำหรับข้าฯ. ผู้ที่ตระหนักเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.41 Superimposing is not for me. Refutation is not for me. There is nothing at all for me. One who is thus is called a jivanmukta.
8.42 ไม่มีความบริสุทธิ์สำหรับข้าฯ. ไม่มีการส่องสว่างสำหรับข้าฯ, ไม่มีหนึ่งสิ่งหรือหลายสิ่งสำหรับข้าฯ. ไม่มีอดีตสำหรับข้าฯ, ไม่มีกรรมใดๆ. ผู้ที่ตระหนักเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.42 There is no purity for me. There is no shining for me, nor is there one or many for me. There is no past for me, nor any actions. One who is thus is called a jivanmukta.
8.43 “ใครคือฉัน ?” มิใช่สำหรับข้าฯ. “นี้” มิใช่สำหรับข้าฯ. “ไม่ใช่สิ่งอื่น” มิใช่สำหรับข้าฯ. “ตัวตน” มิใช่สำหรับข้าฯ. ไม่มีสิ่งทั้งปวงสำหรับข้า – ไม่มีเลย. ผู้ที่อาศัยอยู่ในตนเองเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.43 “Who am I?” is not for me. “This” is not for me. “Not another” is not for me. “Oneself’ is not for me. There is nothing at all for me—none at all. One who abides in himself thus is called a jivanmukta.
8.44 ไม่มี เนื้อ, เลือด, ไขกระดูก, อุจจาระ, กระดูก ดำรงอยู่สำหรับข้าฯ. ผู้ที่อาศัยอยู่ในตนเองเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.44 Neither flesh, nor blood, nor marrow, nor excrement, nor bone exist for me. One who abides in himself thus is called a jivanmukta.
8.45 ไม่มีสิ่งใดเลยสำหรับข้าฯ. ไม่มีทั้งขาวและฟ้า, ไม่สิ่งใดที่แบ่งแยกแตกต่างสำหรับข้าฯ. ผู้ที่อาศัยอยู่ในตนเอง, ด้วยตนเอง, เช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.45 There is nothing of all for me. There is neither white nor blue, nor is there anything separate for me. One who abides in himself, by himself, thus is called a jivanmukta.
8.46 ไม่มีความอยากได้สำหรับข้าฯ, ไม่มีความโลภสำหรับข้าฯ, ไม่มีความหมายโดยนัยหรือการอุปมาอุปมัยสำหรับข้าฯ, ไม่มีชื่อเสียงสำหรับข้าฯ, และไม่มีปรัชญาสำหรับข้าฯ. ผู้ที่อาศัยอยู่ในตนเองเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.46 There is no longing for me, no covetousness for me, no indirect or metaphorical meaning for me, no fame for me, and no philosophy for me. One who abides in himself thus is called a jivanmukta.
8.47 ไม่มีเจตนากระทำผิดสำหรับข้าฯ, ไม่มีความรู้สำหรับข้าฯ, ไม่มีการรักษาความลับสำหรับข้าฯ, ไม่มีเชื้อสายสำหรับข้าฯ – ไม่มีสิ่งทั้งปวงสำหรับข้าฯ. ผู้ที่ใคร่ครวญเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.47 There is no mistaken notion for me, no knowledge for me, nothing to be kept secret for me, no lineage for me— nothing at all for me. Contemplating thus, one is called a jivanmukta.
8.48 ไม่มีสิ่งที่ข้าฯ ต้องสละ, ไม่มีสิ่งที่ข้าฯ ต้องฉกฉวย. ไม่มีสิ่งที่ข้าฯ ต้องหัวเราะเยาะ. ไม่มีนิพพาน, อีกทั้งไม่มีพระผู้เป็นเจ้าพระองค์ไหนสำหรับข้าฯ. ผู้ที่อาศัยอยู่ในตนเองเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.48 There is nothing I have to relinquish, nothing I have to grasp. There is nothing I have to laugh at for me. There is no dissolution, nor is there any god for me. One who abides in himself thus is called a jivanmukta.
8.49 ไม่มีการปฏิญาณสำหรับข้าฯ, ไม่มีความเหนื่อยล้าสำหรับข้าฯ, ไม่มีความเสียใจสำหรับข้าฯ, และไม่มีความสุข. มั่นใจว่า, ไม่มีสิ่งใดสำหรับข้าฯ. ผู้ที่ตระหนักเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.49 There is no vow for me, no fatigue for me, no sorrow for me, and no happiness. Surely, there is nothing for me, Such a one is called a jivanmukta.
8.50 ไม่มีทั้งผู้รู้ ความรู้ และสิ่งที่ถูกรู้สำหรับข้าฯ. ไม่มีสิ่งที่เป็นของข้าฯ สำหรับข้าฯ. ไม่มีสิ่งทั้งปวง. ปราชญ์เช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.50 There is neither knower nor knowledge nor anything to be known for me. There is nothing of mine for me. There is nothing at all. Such a Sage is called a jivanmukta.
8.51 สำหรับข้าฯ ไม่มีสิ่งเช่น “แด่ท่าน” หรือ “แด่ข้าฯ” หรือ “จากท่าน” หรือ “จากข้าฯ”. ไม่มีคุรุสำหรับข้าฯ - ไม่ใช่สำหรับข้าฯ. ผู้ที่ตระหนักเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.51 For me there is no such thing as “to you” or “to me” or “from you” or “from me.” There is no Guru for me— not for me. Such a one is called a jivanmukta.
8.52 ไม่มีความอ่อนแอสำหรับข้าฯ; ไม่มีการคุ้มคลั่งสำหรับข้าฯ; ไม่มีความเหนื่อยล้าสำหรับข้าฯ. ไม่มีสิ่งดีสำหรับข้าฯ. ผู้สถาปนาตนใน “ไม่ใช่สำหรับข้าฯ, ไม่มีสำหรับข้าฯ” ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.52 There is no lassitude for me; there is no delirium for me; there is no fatigue for me. There is nothing good for me, either. One who is established in “not for me, not for me” is called a jivanmukta.
8.53 ไม่มีเชื้อสายสำหรับข้าฯ. ไม่มีคติพจน์สำหรับข้าฯ. ไม่มีสถานะสำหรับข้าฯ. ไม่มีความกรุณาสำหรับข้าฯ. ไม่มีสิ่งทั้งปวงสำหรับข้าฯ. ผู้ที่ใคร่ครวญเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.53 There is no lineage for me. There is no aphorism for me. There is no status for me. There is no compassion for me. There is nothing at all for me. One who contemplates thus is called a jivanmukta.
8.54 ไม่มีตัวตนสำหรับข้าฯ, ไม่มีสิ่งที่มิใช่อาตมันสำหรับข้าฯ. ไม่มีสวรรค์สำหรับข้าฯ, ไม่มีผลสำหรับข้าฯ, ไม่มีสิ่งที่จะกล่าวโทษสำหรับข้าฯ. ผู้ที่ตระหนักเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.54 There is no self for me, no non-Self for me. There is no heaven for me, no fruit for me, and there is nothing to be condemned by me. Such a one is called a jivanmukta.
8.55 ไม่มีการฝึกฝนสำหรับข้าฯ. ไม่มีการเรียนสำหรับข้าฯ. ไม่มีความสงบสำหรับข้าฯ, ไม่มีการอดกลั้นสำหรับข้าฯ, และไม่มีร่างกายสำหรับข้าฯ. ปราชญ์เช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.55 There is no practice for me. There is no learning for me. There is no peace for me, no self-restraint for me, and no body for me. Such a Sage is called a jivanmukta.
8.56 ไม่มีความขุ่นมัวสำหรับข้าฯ, ไม่มีความสงสัยสำหรับข้าฯ, ไม่มีการหลับสำหรับข้าฯ, ไม่มีจิตใจสำหรับข้าฯ, และไม่มีความคลุมเครือสำหรับข้าฯ. ผู้ที่เชื่อมั่นเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.56 There is no distress for me, no doubt for me, no sleep for me, no mind for me, and no uncertainty for me. One who has this conviction is called a jivanmukta.
8.57 ไม่มีความชราสำหรับข้าฯ. ไม่มีวัยเด็กสำหรับข้าฯ. ไม่มีแม้อะตอมของความเยาว์วัยสำหรับข้าฯ. ไม่มีความตายสำหรับข้าฯ. ไม่มีความมืดสำหรับข้าฯ. ผู้ที่ตระหนักเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.57 No old age exists for me. No childhood exists for me. Not an atom of youthfulness exists for me. No death exists for me. No darkness exists for me. Such a one is called a jivanmukta.
8.58 จำไว้ว่าโลกนี้ไม่ใช่สำหรับข้าฯ, อีกทั้งปรากฏการณ์ของมันด้วย – ไม่มีสิ่งทั้งปวงนี้ – ผู้ที่ค้นพบว่า ความสงบนั้น, ก็มิได้เป็นสิ่งสำหรับข้าฯ, เช่นเดียวกัน, ผู้ที่ตระหนักเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.58 Remembering that the world is not for me, nor its experiences—nothing of all this— such a one who has found that silence, also, is not for me is called a jivanmukta.
8.59 ข้าฯ คือพรหมัน, อย่างแท้จริง. ข้าฯ คือพรหมัน, อย่างแท้จริง. ข้าฯ คือพรหมัน, อย่างแท้จริง. เป็นสิ่งที่แน่นอน. ข้าฯ คือสติ. ข้าฯ คือสติ. ผู้ที่ตระหนักเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.59 I am, indeed, Brahman. I am, indeed, Brahman. I am, indeed, Brahman. It is certain. I am Consciousness. I am Consciousness. One who is thus is called a jivanmukta.
8.60 ข้าฯ คือพรหมัน. ข้าฯ คือสติ. ข้าฯ คือสิ่งสูงสุด - อย่างไม่ต้องสงสัย. ข้าฯ คือตนเอง ส่องสว่างด้วยตนเอง. ผู้ที่ตระหนักเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.60 I am Brahman. I am Consciousness. I am the highest— there is no doubt. I am myself the self-luminous. One who is thus is called a jivanmukta.
8.61 ผู้ที่เห็นเพียงตนเองในตนเอง, ผู้อาศัยอยู่เพียงในตนเอง, และผู้ดำรงอยู่ในอาตมันของตนเองเท่านั้นถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.61 One who sees only himself in himself, who abides only in himself, and who exists only in his own Self is called a jivanmukta.
8.62 ผู้สำราญด้วยตนเองในนิรามิสสุขของอาตมันแห่งตน, ผู้ที่พักพิงอยู่ในอาณาจักรของอาตมันแห่งตน, และผู้เห็นตนเองในอาณาจักรของอาตมันแห่งตนถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.62 One who enjoys himself in the Bliss of his own Self, who resides in the domain of his own Self, and who sees himself in the domain of his own Self is called a jivanmukta.
8.63 ข้าฯ คือตนเองที่เป็นเพียงจุดหนึ่ง. ข้าฯ คือตนเองที่เป็นพระผู้เป็นเจ้าของตัวเอง. ข้าฯ รับรู้ตนเองตามธรรมชาติของตัวเอง. ผู้ที่ตระหนักเช่นนี้ถูกเรียกว่าชีวานมุกตะ.
8.63 I am myself the one-pointed. I am myself the Lord of myself. I perceive myself as of the nature of myself. One who is thus is called a jivanmukta.
8.64 คำอธิบายเรื่องชีวานมุกตะนั้นหาได้ยากยิ่งจากพระเวททั้งหลาย. ใครก็ตามแม้ได้สดับเพียงครั้ง, เขาจะกลายเป็นพรหมันได้ด้วยตัวเขาเอง.
8.64 The explanation of the jivanmukta is difficult to come by in all the Veda-s. Whoever hears this even once, himself becomes Brahman.
8.65 ใครก็ตาม, ที่มีแนวคิดแบ่งแยกแตกต่าง เขาเกิดปฏิกิริยาต่อต้านและยึดถือบัญญัติแห่งพระเวท เขาบีบคั้นตนเองด้วยแนวคิดว่าจะเกิดปัญญาและลงโทษร่างกายให้ทุกข์ทรมาน ย่อมไม่มีกาลใดที่เขาจะได้รับความสุขที่หลั่งไหลออกจากเท้าของตนเอง, โอ! พระผู้เป็นเจ้า.
8.65 Those who, by the ideas of differentiation engendered by the arguments and injunctions of the Veda-s, emaciate themselves with their minds set on acquiring punya and inflict untold hardship on their bodies will at no time attain the happiness that flows from your feet, O Lord!
8.66 ใครสามารถข้ามมหาสมุทรแห่งสัมสาระ (อันเป็นปรากฏการณ์ของโลก) ซึ่งเป็นธรรมชาติของคลื่นที่ทำให้การเกิดและการตายสำเร็จลงได้? เขาคือผู้ที่ดื่มด่ำในการบำเพ็ญเพียร (สมาธิ) ถึงศิวะ, ได้รับคำแนะนำที่ดีจากการบูชาศิวะ, เขาจะสามารถข้ามพ้นได้โดยลำพังด้วยเรือแห่งความรู้ซึ่งไร้ความแตกต่าง.
8.66 Who can cross this ocean of samsara (worldly existence) of the nature of successive waves of birth and death? One who is imbued with the meditation on Siva, well instructed in the modes of worship of Isvara, can alone make the crossing by the boat of the differenceless Knowledge.

Get carried away?

อ่าน “ฤภูคีตา” เพิ่มเติม

คำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบทนี้

ผู้ที่หลุดพ้นในขณะที่ยังมีชีวิต

ใช้เป็นคำตรงข้ามกับคำว่าเฉื่อย (จาดะ) หมายถึงความรู้สึก, สติปัญญา, วิญญาณ, ชีวิต, ความมีชีวิตชีวาวิญญาณสูงสุด, สิ่งมีชีวิตทั้งหมด และแหล่งที่มาของความรู้สึกทั้งหมด

ปรมาตมัน คือ บรมวิญญาณสูงสุด ถูกพิจารณาว่าเป็นหนึ่งเดียวและเป็นปุรุษะ

กาย 3 ประเภท

  1. สถุลาสรีระ (กายหยาบ) คือเปลือกของอาหาร ประกอบด้วยธาตุทั้งห้า
  2. สุขมาสรีระ (กายละเอียด) คือร่างของจิตและพลังงานสำคัญซึ่งทำให้กายมีชีวิต กายละเอียดจะรวมกับกายทิพย์ซึ่งส่งต่อวิญญาณ หรือ ชีวา ที่แยกออกจากการยหยาบเมื่อตาย ประกอบด้วย
    1. ปราณามายาโกษา เกี่ยวกับลมปราณ
    2. มโนมายาโกษา เกี่ยวกับจิตและสัมผัส
    3. วิทยานะมายาโกษา เกี่ยวกับพุทธิและสัมผัส
  3. กรนาสรีระ (กายทิพย์) เป็นเพียงเมล็ดพันธุ์ของการหยาบและกายละเอียด กล่าวว่ามีความซับซ้อนมากที่สุด เพราะประกอบไปด้วยประสบการณ์ที่ประทับใจที่เกิดขึ้นในอดีต หรือสิ่งห่อหุ้มความสุข (อนันตมายาโกษา)

นิรามิสสุข คือสุขที่เกิดโดยปราศจากอามิสหรือสิ่งภายนอก เป็นความสุขที่ไม่ต้องวิ่งไปหาจากภายนอก แต่ความสุขเกิดจากภายใน ด้วยเจริญสติภาวนา ด้วยการฝึกจิตให้อยู่กับสมาธิ ไม่ให้จิตดิ้นรนออกไปตามสิ่งที่เราไปสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และสัมผ้ส ความสุขเกิดความสงบ ความสะอาด และความสว่างของดวงจิตภายในของเรา ซึ่งเป็นความสุขที่ละเอียด ยั่งยืน และมั่นคงไม่ต้องหาวิ่งหา ไม่ต้องใช้เงิน ซึ่งเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้ ใครอยากได้ต้องทำเอง

อหังการ สภาวะที่ยึดถือว่ามี ตัวตน ของตน

หนึ่งใน อันตกรณ อวัยวะภายใน (โครงสร้าง) ประกอบด้วย มนัส, พุทธิ, จิตตะ และ อหังการ มีหน้าที่ต่างกัน

  1. มนัส : ใจ มีลักษณะ สงสัย (วิกัลป์ปะ) และ มุ่งมั่น (สังกัลป์ปะ) มักจะใช้คำว่า มนัส หรือ ใจ เป็นคำเรียกที่รวมเอาพุทธิหรือจิตตะไว้ด้วย
  2. พุทธิ : สติปัญญา ยกระดับได้ด้วยพลังของการบำเพ็ญเพียร (มุ่งมั่นและปฏิบัติ)
  3. จิตตะ : จิต เป็นคลังของความประทับใจในอดีต
  4. อหังการ : กำหนดลักษณะโดยความรู้สึกว่า “ตัวฉัน”

ลมหายใจ

อัษฎางค์โยคะ
ราชาโยคะของปตัญชลี โรงเรียนปรัชญาสำหรับฝึกวินัยเพื่อดับทุกข์และนำไปสู่ความรู้ของการบำเพ็ญเพียร (อาตมัน-มิใช่อาตมัน) อันนำไปสู่การหลุดพ้น ; อัษฏางค์หมายถึง 8 รยางค์

  1. ยมะ การละเว้น
  2. นิยมะ ข้อปฏิบัติ
  3. อาสนะ ท่าทางของร่างกาย
  4. ปราณยมะ การกำหนดลมหายใจ
  5. ปรัตยาหาระ การดึงอายตนะ อินทรีย์ต่างๆ ออกจากอารมณ์ของมัน เช่น ดึงตาออกจากรูป
  6. ธารณา ฝึกใจให้ติดกับอารมณ์เดียว
  7. ธยานะ การเพ่งอารมณ์ที่กำหนดและรักษามิให้อารมณ์อื่นๆ มารบกวน
  8. สมาธิ การที่จิตรวมตัวอยู่กับอารมณ์ที่กำหนดให้ได้นานๆ จิตสงบรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับอารมณ์ จึงเป็นสมาธิ ถ้าฝึกถึงขั้นสูงสุด พฤติของจิตจะดับไปทันที คือขั้นสุดท้ายสู่โมกษะ

สภาวะของร่างกาย 4
1. ตื่น
2. ฝัน
3. หลับลึก
4. ทุริยา เป็นภูมิหลังที่รองรับและแผ่ซ่านไปทั่วทั้งสามสภาวะของจิตสำนึก

จุดไฟหรือโบกไฟผ่านเทพเจ้าต่างๆ เพื่อเป็นการบูชาเทวะ

  • ชาฮาล-ลักษณะ เป็นความหมายโดยนัยที่ใช้ในขณะที่ความหมายหลักถูกยกเลิกไป เช่น “หมู่บ้านบนฝั่งแม่น้ำ” ความหมายหลักคือ “แม่น้ำ” ถูกยกเลิก เหลือเพียง “ฝั่งน้ำ” คือนัยที่ยอมรับ
  • อชาฮาล-ลักษณะ เมื่อความหมายหลักของประโยคไม่ชัดเจนเพียงพอ, จะใช้ความหมายรองช่วยเสริม โดยที่ความหมายหลักไม่ได้ถูกยกเลิกไป
  • ชาฮาด-อชาฮาล-ลักษณะ เป็นความหมายทุติยภูมิ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความหมายหลัก ในกรณีนี้ความหมายหลักจะถูกตัดทิ้งไปบางส่วน และบางส่วนถูกเก็บไว้ เช่น “นี่คือฤภูคนนั้น” มีความหมายถึงฤภูผู้มีคุณสมบัตินั้น ในเวลาและสถานที่นั้น ในอดีต แต่ความรู้สึกของประโยคนี้ คือ ความหมายของคุณลักษณะของฤภูยังถูกเก็บไว้ (เป็นฤภูคนเดิม) แต่เวลาและสถานที่เดิมในอดีตได้ถูกตัดทิ้งไป
  • ความหมายโดยนัยนี้ จะเป็นวิธีที่ถูกใช้อธิบายเรื่องการไม่เป็นสิ่งคู่ตรงกันข้าม เพื่อพิสูจน์ให้ได้ความหมายของอัตลักษณ์, มหาวรรคยา (คติพจน์ที่ยิ่งใหญ่) และอื่นๆ

ปรัชญา มีคำแปลที่หลากหลาย เช่น

  • พุทธิ, ความรู้, ปัญญา, ความระมัดระวัง, สติ ;
  • จริยะ หรือ ความรู้ เมื่อกล่าวถึงการศึกษาเล่าเรียน, ความเข้าใจ, เนื้อหา, ความรู้ความเข้าใจ ;
    ความรู้ที่เป็นประเภทพิเศษ ตัวอย่างเช่น ความรู้วิทยาศาสตร์ (ระบบความรู้ของธรรมชาติและโลกกายภาพ) และความรู้โดยสัญชาตญาน ;
  • ปรัชญา แทนความหมาย “ความรู้สมบูรณ์” หรือ “ความรู้สูงสุด” เมื่อใช้ในการแปล มหาวรรคยะ “ปรัชญา พรหมะ” เพื่อแสดงความรู้เกี่ยวกับสัจธรรมสูงสุดของศาสนาและปรัชญา, ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวกับบรมวิญญาณสูงสุด ;
  • คำว่าปรัชญาใช้เพื่อให้เห็นมุมมองของผู้เขียนว่า “ความรู้” (จริยะ) ถูกเรียกว่าปรัชญา ;
    “ปรัชญา พรหมะ” แปลได้อีกความหมายว่า “สติคือพรหมัน”
"ribhu gita" (in Thai) by Tandhava
Reference: "The Ribhu Gita", First English Translation from the Original Indian Epic,
SIVARAHASAYA
Translated by Dr.H.Ramamoorthy , Assisted by Master Nome.