ปรัชญาเชน-ปรัชญาพุทธ

เปรียบเทียบศาสนาเชนและศาสนาพุทธ

ทรรศนะที่สอดคล้องกัน [1]

  • ผู้ก่อตั้งปรัชญาเชนและพุทธ คือ พระมหาวีระ และ พระพุทธเจ้า ท่านทั้งสองเกิดร่วมสมัยกัน มีพระชนมายุไล่เลี่ยกัน (พระมหาวีระเกิดก่อนพระพุทธเจ้า 5-10 ปี) ทรงมีพระประวัติคล้ายกัน และมีเหตุจูงใจสำคัญคือ “ชีวิตนี้เป็นทุกข์” ที่เหมือนกันในการออกผนวขเพื่อแสวงหาทางพ้นทุกข์
  • ทั้งสองปรัชญามีทรรศนะในการปฏิรูปสังคมอินเดีย จากพิธีกรรมบูชายัญ ความเชื่อเรื่องเทพเจ้า การแบ่งชั้นวรรณะ และการเชื่อพรหมลิขิต
  • ทั้งสองปรัชญาปฏิเสธความศักดิ์สิทธิ์ของพระเวท ปฏิเสธพรหมลิขิต ปฏิเสธความเชื่อเรื่องการล้างบาป ปฏิเสธการถือชั้นวรรณะ และ ปฏิเสธพิธีพลีกรรมบูชายัญ
  • ปรัชญาทั้งสองปฏิเสธเรื่องพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลก
  • ปรัชญาทั้งสองเชื่อเหมือนกันในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด
  • ปรัชญาทั้งสองเชื่อเหมือนกันในเรื่องกฎแห่งกรรม
  • ปรัชญาทั้งสองเชื่อเหมือนกันในเรื่องการหลุดพ้น ว่ามาจากการปฏิบัติด้วยตนเอง พระเจ้าไม่มีส่วนช่วยเหลือ
  • ปรัชญาทั้งสองถือหลักจริยธรรม 5 ประการเหมือนกัน คือ ศีล 5 ของศาสนาพุทธ และ พรต 5 ของศาสนาเชน
singing bowl, buddha, prayer

ศาสนาเชนและพุทธ เป็นศาสนาที่ไม่นับถือพระเจ้า เชื่อในกฎแห่งกรรม

ทรรศนะที่แตกต่างกัน [2]

  • ปรัชญาเชนปฏิบัติด้วยวิธีทรมานร่างกายอย่างสุดโต่งเพื่อหลุดพ้นจากความทุกข์ ซึ่งพระพุทธเจ้า เรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค แต่ ปรัชญาพุทธปฏิบัติด้วยทางสายกลางเพื่อหลุดพ้นจากความทุกข์ ซึ่งพระพุทธเจ้าเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา
  • ปรัชญาเชน รับรอง อาตมัน (ชีวะ) ว่าเป็นอมตะ แต่ปรัชญาพุทธ ปฏิเสธความเป็นอมตะ และสอนว่าสรรพสิ่งนั้นไม่เที่ยงแท้เป็นอนัตตา
  • ปรัชญาเชนสอนว่าวิญญาณเป็นอัตตา ต้องเวียนว่ายตายเกิดไปจนสิ้นกรรม มนุษย์จะพ้นกรรมได้โดยกระทำทุกรกิริยาเป็นเพื้นฐาน แต่ ปรัชญาพุทธสอนว่า พื้นฐานของการสิ้นกรรมคือ การทำลายอวิชชาด้วยไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา อันจะนำไปสู่การหลุดพ้น
  • ปรัชญาเชนสอนว่า การทัณฑะ หรือ กายกรรม มีผลแรงที่สุด มากกว่ามโนกรรมและวจีกรรม แต่ พระพุทธเจ้าสอนว่า มโนกรรม มีความสำคัญที่สุด
  • ปรัชญาเชนสอนว่า อดีตกรรม สำคัญที่สุด เพราะให้ผลในปัจจุบันและให้ผลอย่างแน่นอน แต่ปรัชญาพุทธสอนว่า ปัจจุบันกรรม สำคัญที่สุด จงทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

พระพุทธเจ้าทรงคัดค้านและตำหนิทรรศนะของปรัชญาเชน ดังปรากฎในพระไตรปิฎกว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าหมู่สัตว์ต้องเสวยทุกข์เพราะเหตุแห่งกรรมที่ตนทำไว้ก่อน พวกนิครนถ์ (พวกเชน) ต้องเป็นพวกที่ทำชั่วไว้ก่อนแน่ ในบัดนี้พวกเขาจึงได้เสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบเห็นปานนี้ ถ้าหมู่สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์เพราะเหตุที่อีศวรเนรมิตให้ พวกนิครนถ์ต้องเป็นพวกที่ถูกอีศวรชั้นเลวเนรมิตมาแน่ ในบัดนี้พวกเขาจึงให้เสวยเวทนา อันเป็นทุกขฺกล้าเจ็บแสบเห็นปานนี้”

[1] ปรัชญาอินเดียสมัยโบราณ โดย รศ. นงเยาว์ ชาญณรงค์ ; [2] รายงายผลการวิจัยปรัชญาอินเดีย โดย กรีติ บุญเจือ

พระมหาวีระ และ พระพุทธเจ้า เป็นศาสดาร่วมสมัยกัน

เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม โดยไม่มีหลักอโหสิกรรม

เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม โดยมีหลักอโหสิกรรม