ศาสนาพุทธ

ศาสนาพุทธ

ศาสนาพุทธ มีศาสดาคือ พระพุทธเจ้า ซึ่งพระนามเดิมคือ “เจ้าชายสิทธัตถะ” ทรงประสูติในวรรณะกษัตริย์ สมรสและมีพระโอรส ต่อมาทรงออกผนวชเมื่อพระชนม์ได้ 29 พรรษา และตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าเมื่อพระชนม์ได้ 35 พรรษา พระองค์เสด็จประกาศศาสนาเป็นเวลา 45 ปีจึงเสด็จปรินิพพาน

คำว่า “พุทธ” แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

พุทธปรัชญามิได้ปฏิเสธพระเจ้า แต่เชื่อว่าเทพเจ้าหรือพระเจ้ามิได้กำหนดชะตาชีวิตมนุษย์ มนุษย์เป็นผู้กำหนดชะตาตนเองจากผลของกรรมที่ทำสั่งสมมาในชาติภพต่างๆ คติสำคัญของชาวพุทธคือ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” และเชื่อมั่นใน “กฎแห่งกรรม” คัมภีร์สำคัญของพุทธศาสนาคือ “พระไตรปิฎก” ประกอบด้วย ดำรัสของพระพุทธเจ้า (พระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม รวม 84000 พระธรรมขันธ์) และ “อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา ฯลฯ” เป็นคำสอนของอาจารย์ต่างๆ ที่แต่งขึ้นในภายหลัง ต่อมาศาสนาพุทธได้แบ่งออกเป็น 2 นิกาย คือ มหายาน (อาจารยวาท มุ่งช่วยสรรพสัตว์ให้หลุดพ้น เชื่อว่าทุกชีวิตมีความเป็นพุทธะ) กับ หินยาน (เถรวาท มุ่งการหลุดพ้นส่วนบุคคลก่อนจึงช่วยผู้อื่น ไม่เชื่อความมีพุทธะในสรรพสัตว์ ถือพระวินัยเคร่งครัด)

ทฤษีความจริงของพระพุทธเจ้าเป็นแบบ ปฏิจจสมุปบาท” หรือ อิทัปปัจจยตา คือสิ่งทั้งหลายดำเนินไปตามเหตุปัจจัยอาศัยกันและกันเกิดขึ้น (หรือดับไป) ต่างมีความสัมพันธ์ตามกฎและเงื่อนไข ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นโดยอิสระ สิ่งนี้เปิดเผยให้เห็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติอย่างแท้จริง 12 ประการ ดังนี้ 

  1. เพราะอวิชชา (ความหลงผิด) จึงเกิดสังขาร
  2. เพราะสังขาร (ความคิด เจตจำนง) จึงเกิด วิญญาณ
  3. เพราะวิญญาณ (ความรับรู้อารมณ์) จึงเกิด นามรูป
  4. เพราะนามรูปจึงเกิด สฬายตนะ
  5. เพราะสฬายตนะ (อายตนะภายใน 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) จึงเกิดผัสสะ
  6. เพราะผัสสะ (รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส มโน) จึงเกิดเวทนา
  7. เพราะเวทนา (ความรู้สึก) จึงเกิดตัณหา
  8. เพราะตัณหา (ความอยาก) จึงเกิดอุปาทาน
  9. เพราะอุปาทาน (ความยึดติดผูกพัน) จึงเกิดภพ
  10. เพราะภพ (จิตที่มีเจตจำนง) จึงเกิดชาติ
  11. เพราะชาติ (ปรากฏการณ์แห่งขันธ์ การเกิด) จึงเกิดชรา
  12. เพราะชรา (ความทรุดโทรมแห่งร่างกาย) จึงเกิดมรณา (ความสลายแห่งขันธ์) 

ในส่วนการดับไป ก็เป็นการดำเนินตาม 12 ขั้นตอนในลักษณะเดียวกัน เพียงแต่เริ่มจากการดับอวิชชาเป็นเริ่มต้นของกระบวนการ แล้วการดับในขั้นตอนต่อไปก็จะเป็นผลที่ตามมา

อ้างอิงจาก ตำราปรัชญาอินเดียสมัยโบราณ โดย รศ.นงเยาว์ ชาญณรงค์

“ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน”

แนวคิด

ศาสนาพุทธมีแนวคิดว่า ทุกชีวิตมีจิตวิญญาณอันวนเวียนอยู่ในวัฏสงสาร (เวียนว่ายตายเกิด) เพราะมีกิเลส อวิชชา หากหลุดพ้นจากกิเลสตัณหาได้ ก็จะบรรลุสู่นิพพาน ไม่กลับมาเกิดใหม่อีก 

แนวคิดสำคัญคือสรรพสิ่งเป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ 3 ประการคือ

  1. อนิจจัง (ไม่เที่ยงแท้)
  2. ทุกขัง (เป็นทุกข์)
  3. อนัตตา (มิใช่ของตน)

และชีวิตนั้นเกิดก่อเกิดจาก ขันธ์ 5″ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

หลักการ

ศาสนาพุทธยึดหลักความจริง อริยสัจ 4 คือความจริงอันประเสริฐ 4 อย่าง

  1. ทุกข์ (ความไม่สบายกายไม่สบายใจ)
  2. สมุทัย (เหตุแห่งทุกข์คือตัณหา)
  3. นิโรธ (ความดับทุกข์) และ
  4. มรรค (มรรค 8 หนทางสู่นิพพาน)  

ปฏิจจสมุปบาท 12 หัวข้อ (ที่ได้กล่าวแล้ว)

กฎแห่งกรรม ที่มีหลักอโหสิกรรม 

เป้าหมายสูงสุดของศาสนาพุทธคือ นิพพาน” ซึ่งตามปรัชญาพุทธหมายถึงการดับ ธรรมชาติที่ปราศจากการรัดรึง การออกจากตัณหา ดับเหตุแห่งทุกข์ ความสงบ ความว่างอย่างยิ่ง

ข้อปฏิบัติ

การปฏิบัติเพื่อให้กิเลสทั้งหลายดับสิ้นและบรรลุนิพพาน คือ การปฏิบัติตาม อริยมรรคมีองค์แปด” หรือสรุปย่อว่า “ศีล สมาธิ ปัญญา” ส่วนมรรค 8 นั้นประกอบด้วย

  1. สัมมาทิฐิ ความเห็นชอบ พิจารณาความจริงในอริยสัจ 4
  2. สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ
  3. สัมมาวาจา วาจาชอบ
  4. สัมมากัมมันตะ ปฏิบัติชอบ
  5. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ
  6. สัมมาวายามะ เพียรชอบ
  7. สัมมาสติ ระลึกชอบ
  8. สัมมาสมาธิ ตั้งจิตมั่นชอบ