ปรัชญาโยคะ

ปรัชญาโยคะ

คำว่าโยคะ (สันสกฤต:  योग) พบครั้งแรกในคัมภีร์พระเวท หมายถึง การเทียมแอก การรวมเข้า ความหมายแรก (การเทียมแอก) ในอุปนิษัทหมายถึง กรรมเมนทรีย์นั้นเปรียบกับม้า ร่างกายเปรียบกับรถ เมื่อผูกด้วยจิตที่เปรียบกับบังเหียนแล้ว เราก็สามารถบังคับรถเทียมม้าได้ ส่วนความหมายที่สอง (การรวมเข้า) นั้นหมายถึงการรวมชีวาตมัน (ปัจเจกวิญญาณ) หรืออาตมันย่อยเข้ากับอาตมันสากล (ปรมาตมัน) เพื่อให้หลุดพ้นจากความทุกข์และวัฏสงสาร ส่วนโยคะตามความหมายของท่านมหาฤๅษีปตัญชลี (ผู้รวบรวมระเบียบวิธี “โยคะสูตร” หรือปรัชญาปตัญชลี) หมายถึง วิริยะ หรือความเพียรที่จะแยกปุรุษะออกจากประกฤติอย่างเด็ดขาด เพื่อให้ปุรุษะเป็นวิญญาณบริสุทธิ์เข้าถึงสถานแห่งโมกษะ

โยคะมี 2 สาย คือ สายปรัชญา (ทฤษฎี) และสายบริกรรม (ปฏิบัติ) หรือเรียกว่า สางขยะโยคะ และ กรรมโยคะ ในสายปฏิบัติจะเน้นการบริกรรม กำหนดลมหายใจ เป็นหลัก ท่านปตัญชลีบัญญัติว่า “โยคะคือนิโรธ (การหยุด) แห่งพฤตฺติ (ความเคลื่อนไหวของจิต)” [1] ในส่วนของจิตนั้น สรุปความหมายไว้ 3 ประการว่า

  1. จิตเป็นสิ่งที่นึกถึงและเข้าใจอารมณ์
  2. จิตเป็นสิ่งที่ทรงพฤติการณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นเครื่องขยายตนของตนออก และ
  3. จิตเป็นสิ่งซึ่งเป็นเหตุให้สิ่งหนึ่งปรากฏเป็นหลายๆ อย่าง

เปรียบเช่น น้ำในสระที่ไหลไปยังบ่อน้ำใหญ่ น้ำคือจิต ทางน้ำไหลคืออินทรีย์ และรูปการของน้ำที่เปลี่ยนไปตามบ่อน้ำใหญ่นั้นก็คือพฤตฺติของจิตนั่นเอง ดังนั้น จิต คือสิ่งที่ประจักษ์เมื่ออินทรีย์กับอารมณ์กระทบกัน ซึ่งเป็นไปได้ 3 ลักษณะ คือ 

  1. เป็นแสงสว่างอาศัยปัญญาทำให้รู้
  2. เป็นการปลุกเตือนให้ดำเนินการงานต่อไป และ
  3. เป็นการปกปิดแสงสว่าง เช่น ความงมงาย เกียจคร้าน ปิดกั้นความรู้ [1]

โยคะเป็นปรัชญาที่คู่กับปรัชญาสางขยะ ในภควัทคีตากล่าวถึงทั้ง 2 ระบบนี้ในฐานะปรัชญาระบบเดียวกันเหมือนสองด้านของเหรียญอันเดียวกัน นั่นคือ โยคะนั้นยอมรับและใช้ญาณวิทยาและอภิปรัชญาของสางขยะเป็นภาคทฤษฎี ส่วนสางขยะก็ใช้โยคะเป็นภาคปฏิบัติเพื่อให้ได้ผลตามทฤษฎี

แนวปฏิบัติของโยคะสูตรแบ่งออกเป็น 4 ภาค คือ

  1. สมาธิบาท ว่าด้วยธรรมชาติและจุดมุ่งหมายของสมาธิ
  2. สาธนาบาท ว่าด้วยการปฏิบัติที่นำไปสู่สมาธิ
  3. วิภูติบาท ว่าด้วยอำนาจวิเศษ (อภิญญา) ที่พึงบรรลุด้วยการบำเพ็ญโยคะ
  4. ไกวัลบาท ว่าด้วยโมกษะหรือการหลุดพ้น และความจริงเกี่ยวกับปุรุษะ

โยคะสูตรเริ่มต้นด้วยคำว่า “โอม” และ “อถ” ผู้ปฏิบัติสมาธิจะภาวนา “โอม” เพื่อให้จิตใจสงบและมุ่งรวมสู่พระเจ้า (ปรมาตมัน) โดยการหยุดพฤติการณ์ของจิต (โยคะ) ผู้ปฏิบัติโยคะ (โยคี) ต้องบังคับจิตมิให้ตกไปในกระแสของตัณหา โดยมีอุบายดังนี้ 

  1. ศรัทธา (ความเลื่อมใสตั้งใจปฏิบัติอย่างแน่วแน่)
  2. วิริยะ (พากเพียรปฏิบัติไม่ท้อถอย)
  3. สมฤดี (ทำจิตให้มั่นคงปราศจากกิเลสตัญหาอวิชชา) และ
  4. สมาธิ (ทำจิตให้เข้าสู่สมาธิ แล้วเจริญจนถึงขั้นหลุดพ้น) จนบรรลุจุดหมายสูงสุด
meditation, buddha, yin and yang

ปรัชญาโยคะ และ ปรัชญาสางขยะ เป็นปรัชญาที่คู่กัน

ปรัชญาโยคะเน้นเรื่องนิโรธแห่งพฤตฺติ (หยุดพฤติการณ์ของจิต) จึงมีการอธิบายเรื่องจิตนี้ไว้โดยละเอียด จิตของโยคะนั้น หมายรวมถึง มหัต (หรือพุทธิ สติปัญญา intellect) อหังการ (ego) และมนัส (mind) [2]  จิตในโยคะถูกแบ่งออกเป็น 5 ระดับ ตั้งแต่ต่ำสุดไปจนถึงสูงสุด คือ

  1. กษิปตะ (จิตซัดส่ายไปมา มีธาตุรชัสและตมัสมากกว่าสัตวะ)
  2. มูธะ (จิตเซื่องซึม ตกต่ำ จะทำแต่ความชั่ว ทีธาตุตมัสมากกว่ารชัสและสัตวะ) ทั้งสองระดับล่างสุดนี้ไม่อาจเกิดสมาธิได้
  3. วิกษิปตะ (จิตระเหเร่ร่อน ประกอบด้วยสัตวะและรชัส)
  4. เอกาคระ (จิตอารมณ์เดียวมีธาตุสัตวะมากกว่าธาตุอื่น) และ
  5. นิรุทธ (จิตที่ปราศจากพฤตฺติ เป็นจิตบริสุทธิ์) สามระดับบนเป็นจิตที่ได้รับการอบรมฝึกฝนทางโยคะแล้ว

ปรัชญาโยคะกล่าวว่า จิตต่างกับปุรุษะ จิตเป็นผลผลิตของประกฤติ เกิดขึ้นเพราะปุรุษะสะท้อนรัศมีเข้าไปหาประกฤติ จิตมีจำนวนนับไม่ถ้วนเท่ากับปุรุษะ สามารถขยายขนาดได้ (แผ่ซ่านไปได้ทั่ว) และมีรูปร่างเปลี่ยนแปลงไปเมื่อจิตไปพัวพัน เช่น เมื่อเห็นต้นไม้ จิตก็มีรูปลักษณะและขนาดเหมือนกับต้นไม้

จิตนั้นไม่มีสัมปะชัญญะเพราะจิตมิใช่ปุรุษะ เป็นเพียงภาพสะท้อนที่อยู่ใกล้ชิดปุรุษะดั่งกระจกเงาสะท้อนลักษณะปุรุษะ จึงดูเหมือนว่าจิตมีสัมปะชัญญะ 

ปรัชญาโยคะมีทรรศนะว่าปุรุษะโดยแท้นั้นเป็นวิญญาณบริสุทธิ์ แต่เพราะอำนาจของอวิชชา ปุรุษะจึงสำคัญตนผิดว่าตนเองเป็นเช่นภาพสะท้อนที่ปรากฏในจิต มีพฤติภาพที่เปลี่ยนแปลงเหมือนจิต ทำให้เกิดมีตัวตนขึ้นมา เมื่อใดที่ปุรุษะเกิดญาณทรรศนะรู้แจ้งว่าปุรุษะเองมิได้มีสภาพเป็นจิต (ซึ่งเป็นวิวัฒนาการของประกฤติ) เมื่อนั้นปุรุษะก็จะหลุดพ้นจากพันธนาการของประกฤติ คืนกลับสู่สภาพอันบริสุทธิ์ดังเดิม

ปรัชญาโยคะเป็นเทวนิยม แต่ท่านมหาฤๅษีปตัญชลีผู้ให้กำเนิดลัทธิโยคะ มิได้เน้นความสำคัญของพระเป็นเจ้าในแง่ของการเฉลยปัญหาต่างๆ เพราะฉะนั้นพระเจ้าของท่านปตัญชลีจึงมีความหมายในแง่ปฏิบัติ คือ การแสดงความภักดีเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติเพื่อจะนำไปสู่การหลุดพ้น

พระผู้เป็นเจ้าในทรรศนะของโยคะคือปุรุษะพิเศษ ปราศจากข้อบกพร่องโดยประการทั้งปวง สมบูรณ์พร้อมด้วยคุณสมบัติทุกอย่าง ทรงสถิตในทุกที่ทุกแห่ง เป็นสัพพัญญู สรรพเดชะ อยู่เหนือสามัญวิสัยของมนุษย์ อยู่เหนือข้อจำกัดทั้งปวง ความแตกต่างของทรรศนะของโยคะคือ พระเจ้ามิได้เป็นผู้สร้างโลก มิได้มีหน้าที่ให้รางวัลหรือลงโทษมนุษย์ แต่เป็นสิ่งจริงแท้ตลอดกาล ทรงช่วยให้ผู้ภักดีบรรลุธรรมง่ายขึ้น การหลุดพ้นของโยคะมิใช่การรวมเข้าเป็นหนึ่งกับพระเจ้า เพียงแต่แยกปุรุษะออกจากประกฤติตลอดไปเท่านั้นเอง

อัษฎางค์โยคะ หรือ มรรค 8 ของโยคะ เพื่อมุ่งสู่การหลุดพ้น เป็นการฝึกฝนร่างกาย ประสาทสัมผัส และจิต ให้อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด เพื่อให้จิตสะอาดปลอดพ้นจากกิเลส ทำให้จิตนั้นบริสุทธิ์ดังเดิมไร้ซึ่งพฤตฺติใดๆ มรรคมีองค์ 8 ของโยคะได้แก่

  1. ยมะ การสำรวมระวัง 5 ประการ (เหมือนกับศาสนาเชน)
    • อหิงสา การไม่เบียดเบียน
    • สัตยะ รักษาสัตย์
    • อัสเตยะ ไม่ลักขโมยหรือเอาสิ่งของผู้อื่น
    • พรหมจริยะ รักษาพรหมจรรย์
    • อปริครหะ ไม่โลภ
  2. นิยมะ การฝึกฝนอบรมตนเองให้บริสุทธิ์ทั้งภายนอกและภายใน
    • สันโดษ ยินดีในปัจจัยตามมีตามได้
    • ตบะ เข้มงวดตามหลักคำสอน ทนต่อร้อนหนาวหิวกระหาย เป็นต้น
    • สวาธยายะ ตั้งใจศึกษาหลักธรรมคำสอนอย่างสม่ำเสมอ
    • อีศวรประณิธาน เจริญสมาธิมุ่งมั่นต่อพระเป็นเจ้า
  3. อาสนะ ควบคุมร่างกายให้อยู่ในอิริยาบทสบายและเป็นประโยชน์ต่อการเจริญสมาธิ
  4. ปราณายามะ กำหนดและควบคุมลมหายใจเข้าออก คนที่ฝึกสมาธิแล้วจะหายใจสม่ำเสมอ หายใจถูกต้อง
  5. ปรัตยาหาระ การควบคุมประสาทสัมผัสโดยการปิดประตูภายนอกทั้ง 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง เป็นการดึงอินทรีย์ต่างๆ ออกมาจากอารมณ์ของมัน
  6. ธารณะ การกำหนดจิตให้แน่วแน่อยู่กับอารมณ์ของสมาธิ เพ่งอารมณ์ที่กำหนดไว้ และมิให้อารมณ์อื่นๆ มารบกวน
  7. ธยานะ รักษาความแน่วแน่ของจิตให้สม่ำเสมอตลอดเวลาที่ปฏิบัติสมาธิอยู่
  8. สมาธิ จิตดื่มด่ำในอารมณ์ของสมาธิอย่างเต็มที่ เป็นขั้นที่ความสัมพันธ์กับโลกภายนอกทางประสาทสัมผัสของผู้ปฏิบัติได้ถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง เมื่อฝึกถึงขั้นสูงสุดพฤตฺติของจิตจะดับลงทันที เข้าสู่โมกษะ

[1] ปรัชญาฝ่ายโยคะ โดย สวามี สัตยานันทบุรี ; [2] ปรัชญาอินเดีย โดย อดิศักดิ์ ทองบุญ ; ตำราปรัชญาอินเดียโบราณ โดย รศ. นงเยาว์ ชาญณรงค์

ปรัชญาโยคะมุ่งสู่โมกษะโดยแยกปุรุษะออกจากประกฤติ

ข้อปฏิบัติ

ข้อปฏิบัติ เพื่อบรรลุโมกษะ มี 3 หนทาง คือ

  1. กรรมโยคะ บำเพ็ญตบะ โยคะ การทรมานร่างกาย
  2. ภักติโยคะ การถวายความภักดีต่อพระเจ้า การบูชา บวงสรวง สวดมนต์
  3. ญาณโยคะ (ชฺญาณโยคะ) การบำเพ็ญสมาธิจนเกิดญาณทำให้จิตใจบริสุทธิ์ถึงโมกษะ

โยคะและสางขยะ

ปรัชญาสางขยะและปรัชญาโยคะเป็นปรัชญาที่คู่กัน นั่นคือ สางขยะเป็นภาคทฤษฎี และโยคะเป็นภาคปฏิบัติ

ปรัชญาโยคะยอมรับญาณวิทยาและอภิปรัชญาของสางขยะ

ปรัชญาสางขยะยอมรับจริยศาสตร์ของโยคะเพื่อปฏิบัติไปสู่การหลุดพ้น

มหาฤๅษีปตัญชลี

“โยคะ หมายถึง ความพยายามทางจิต เพื่อให้บรรลุถึงความสมบูรณ์เต็มที่ โดยวิธีควบคุมร่างกายและใจ และโดยวิธีปฏิบัติให้มีวิเวกญาณเกิดขึ้น เพื่อแยกปุรุษะออกจากประกฤติได้อย่างเด็ดขาด”