อไทฺวตะเวทานตะ

อไทฺวตะเวทานตะ

อไทฺวตะเวทานตะ อ่านว่า (อะ-ทะ-ไว-ตะ-เว-ทาน-ตะ) แปลว่า ที่สุดแห่งเวท (เวทานตะ) อันไร้ (อะ) ความเป็นคู่ (ทวิตะ หรือ ไทฺวตะ) เป็นปรัชญา อทวินิยม คือ ไม่แบ่งแยกแตกต่าง ไม่เห็นความเป็นคู่ตรงกันข้าม (ไม่เป็นสิ่งคู่) มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับพรหมัน และ พระเป็นเจ้าสูงสุดคือ ปรมาตมัน (บรม+อาตมัน คืออาตมันอันยิ่งใหญ่ หรือ อาตมันสากล)

ในยุคของท่าน “ศังกราจารย์” เวทานตะมีชื่อเสียงโดดเด่นกว่าสำนักปรัชญาอื่นๆ ท่านศังกราจารย์มีอายุเพียง 32 ปี มีชีวิตอยู่ในช่วงที่พุทธศาสนาของอินเดียได้เสื่อมโทรมลงมากแล้ว ท่านศังกราจารย์เป็นบุตรของพราหมณ์ในไศวะนิกาย (นับถือพระศิวะเป็นพระเป็นเจ้าสูงสุด) ออกสู่วัยสันยาสี (แสวงหาการหลุดพ้น) เมื่ออายุได้ 8 ปี เป็นศิษย์ของท่านฤๅษีโควินทะ (ศิษย์ของฤๅษีเคาฑปาทริกา ปรมาจารย์คนแรกของปรัชญาเวทานตะ) มีความเชี่ยวชาญในพระเวทอย่างมาก ฉลาดปราดเปรื่อง ศึกษาคัมภีร์อไทฺวตะเวทานตะได้แตกฉาน เขียนคำอธิบายพรหมสูตรของพาทารยะได้อย่างชัดเจนตั้งแต่อายุ 12 ปี นอกจากนี้ยังเขียนคัมภีรฺอุปนิษัทไว้อีกมากมาย

สรรพสิ่งคือพรหมัน 

ชาวอินเดียในยุคนั้นเชื่อว่าท่านศังกราจารย์เป็นอวตารแห่งพระศิวะ ท่านศังกราจารย์ได้ประกาศความรู้ไปทั่วอินเดีย ทำสงครามวาทะเอาชนะคณาจารย์สำนักต่างๆ ให้พ่ายแพ้เป็นจำนวนมาก วางรากฐานทรรศนะปรัชญาอไทฺวตะเวทานตะไปทั่วอินเดีย และมีอิทธิพลต่อปรัชญาอินเดียอย่างมาก ท่านได้สร้างวัดไว้ 4 แห่ง และถึงแก่กรรมที่เกฑะสณาทในเขตหิมาลัยเมื่ออายุเพียง 32 ปี (ปัจจุบันคือวัดเกฑาณาทเป็นสถานที่แสวงบุญมาแต่โบราณ ชาวอินเดียเชื่อว่าเป็นสถานที่ที่พระศิวะปล่อยน้ำศักดิ์สิทธิ์ของพระแม่คงคาออกจากมวยผมทำให้เกิดการก่อตัวของแม่น้ำคงคา)

หลักการ ท่านศังกราจารย์กล่าวถึงพรหม ว่ามี 2 ระดับตามการมองเห็นของมนุษย์ 

  1. ผู้เห็นพรหมในระดับสามัญ “สคุณพรหม” ว่าเป็นผู้สร้าง ธำรงรักษา ทำลาย ทรงเป็นสัพพัญญู มีอำนาจเหนือทุกสิ่ง กำหนดโชคชะตามนุษย์ซึ่งเป็น “พรหมลิขิต”
  2. ส่วนผู้เห็นพรหมในระดับ “นิรคุณพรหม” เป็นนามธรรม เป็นความจริงสูงสุด อยู่เหนือคุณสมบัติต่างๆ (ไร้คุณสมบัติ) ไร้ข้อจำกัด เป็นพรหมประเสริฐแท้

เช่นเดียวกับการมองโลก หากมองด้วยระดับธรรมดามองด้วยอวิชชาก็จะเห็นว่าโลกนี้เป็นสิ่งจริงแท้ สิ่งต่างๆ มากมายบนโลกเป็นของจริง แต่ถ้ามองอย่างพรหมผู้สร้างจะเห็นว่าทรงสร้างโลกด้วย “มายา” เหมือนการเล่นกล แต่กระนั้นโลกก็ปรากฏดุจเป็นจริงแก่คนเขลาเพราะอวิชชาปิดบังไว้

มายา หรือ ความลวง หมายถึงอำนาจลึกลับของพระเป็นเจ้าผู้ปกครองสิ่งทั้งปวงรวมถึงมนุษย์ มนุษย์ถูกมายาปิดบังไม่ให้รู้ธรรมชาติอันแท้จริงของตน ด้วยอวิชชาที่เกิดขึ้นจากมายานี้ทำให้มนุษย์เวียนว่ายตายเกิดได้รับความสุขความทุกข์ เมื่อใดที่มนุษย์กำจัดอวิชชาได้มายาก็จะหมดอำนาจ มนุษย์ที่ปราศจากมายาจะตระหนักรู้ว่าไม่มีอะไรอื่นนอกจากพระเป็นเจ้าสูงสุด

อ้างอิงจาก ตำราปรัชญาอินเดียสมัยโบราณ โดย รศ. นงเยาว์ ชาญณรงค์

สิ่งอื่นนอกเหนือจากพรหมันเป็นเพียงมายา

อาตมันคือพรหมัน

ศังกราจารย์กล่าวว่า อาตมันไม่ต่างจากพรหมัน อาตมันคือพรหมัน อาตมันคือปัจเจกชีพและพรหมันคือวิญญาณธาตุของโลก เนื้อแท้ของพรหมันและอาตมันจึงเหมือนกัน แต่ที่ยังไม่รู้เพราะอวิชชาบดบังไว้ อาตมันจึงไม่รู้จักตัวเองเมื่อสัมพันธ์กับกายก็เข้าใจผิดว่าเป็นตัวตนเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ เกิดสุขทุกข์และเกิดตายสลับกันไป ซึ่งเป็นเพียงมายา เพราะในความจริงแล้วอาตมันที่แท้มิได้สุขทุกข์หรือเกิดตาย เป็นสิ่งเที่ยงแท้เช่นเดียวกับพรหม หากมนุษย์ (อาตมัน) รู้จักความจริงที่ถูกต้องแล้วก็จะพ้นทุกข์ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

ข้อปฏิบัติ

ท่านศังกราจารย์กล่าวว่าโมกษะของผู้ที่ยังมีชีวิตคือ ชีวันมุกติ และ โมกษะของผู้ที่สละร่าง (ตาย) คือ วิเทหมุกติ วิธีที่จะบรรลุโมกษะ คือ ญาณโยคะ ซึ่งมุ่งหมายเพ่งจิตอยู่ที่ธรรมชาติภายในของตน ควบคุมประสาทสัมผัสไม่ให้ฟุ้งซ่านไปกับอารมณ์ภายนอก ท่านศังกราจารย์ยอมรับการปฏิบัติตามแบบโยคะ 4 ประการ โดยมี

  • ยมะ (การงดเว้นจากบาป)
  • นิยมะ (การฝึกตนเองด้วยการรักษาสันโดษ ศึกษาหาความรู้ และภักดีต่อพระเจ้า)

เป็นการฝึกอบรมภายนอก และ

  • ธารณะ (การกำหนดใจให้จดจ่อกับสมาธิ)
  • ธยานะ (ทำสมาธิให้แน่วแน่ไม่ขาดตน)

เป็นการฝึกอบรมภายใน

สรุปแนวคิด

แนวคิด ปรัชญาอไทฺวตะเวทานตะ คือ

  1. สิ่งจริงแท้มีเพียงสิ่งเดียวคือ “พรหมัน” ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับอาตมัน
  2. โลกเป็นเพียงปรากฏการณ์ หรือการปรากฏของพรหมันด้วยอำนาจของมายา ไม่ใช่สิ่งจริงแท้
  3. ชีวาตมัน (ชีพ+อาตมัน) ถูกยึดด้วยอวิชชา (ความหลงผิด) ว่าตนเองแตกต่างจากพรหมัน เข้าใจว่าพรหมันเป็นโลกแห่งความหลากหลาย
  4. อวิชชาจะหายไปด้วยวิชชา (ความตระหนักรู้) และบรรลุโมกษะ