ปรัชญาสางขยะ
ปรัชญาสางขยะ
คำว่า “สางขยะ” (สันสกฤต: साङ्ख्य) มาจากคำว่า สังขยา หมายถึง จำนวน หรือ ความรู้อันถูกต้อง ซึ่งเป็นความรู้หรือญาณที่สามารถแยก จิต (ปุรุษะ) ออกจาก รูป (ประกฤติ) ปรัชญาสางขยะเชื่อว่า “เมื่อใดปุรุษะแยกตัวจากประกฤติได้ เมื่อนั้นปุรุษะจะแยกจากพันธะแห่งการเวียนว่ายตายเกิด” ปุรุษะจะกลับสู่สภาพเดิม ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของชีวิต
ปรัชญาสางขยะเป็นปรัชญาสัจนิยม เพราะรับรองความจริง เป็นสำนักปรัชญาที่เก่าแก่อยู่ในสมัยตอนต้นอุปนิษัท ถือกันว่ามหาฤษีกบิล (ซึ่งรจนาคัมภีร์ สางขยประวนสูตร) เป็นผู้ก่อตั้ง กล่าวกันว่า อาฬารดาบสและอุทกดาบส ฤาษีที่เจ้าชายสิทธัตถะ (พระพุทธเจ้า) เคยไปศึกษาด้วย ทั้งสองท่านนี้ก็เป็นคณาจารย์ของลัทธิสางขยะ
ความจริงสูงสุด 2 ประการ คือ ปรุษะ และ ประกฤติ
จุดมุ่งหมายสูงสุดของปรัชญาสางขยะ คือ มุ่งสู่การหลุดพ้นจากความทุกข์ชั่วนิรันดร์ เป็นปรัชญาสัจจนิยมเชิงทวินิยม เพราะปรัชญาสางขยะกล่าวถึงสัจภาพสองอย่าง คือ ประกฤติ และ ปุรุษะ ว่าเป็นมูลการณะแห่งสรรพสิ่ง
ปรัชญาสางขยะมีทรรศนะว่า ประกฤติเป็นมูลฐานแห่งสรรพสิ่งในโลก เดิมเกิดขึ้นเองและมีอยู่เอง เป็นสิ่งแรกของสากลจักรวาล ละเอียดอ่อนจนไม่อาจรู้ได้ทางประสาทสัมผัส เป็นสิ่งไร้สติปัญญาและความรู้สึก เป็นพลังที่มีกัมมันตภาพอยู่ตลอดกาลจึงเรียกว่า “ศักติ”
ประกฤติเป็นสิ่งเที่ยงแท้ แต่สิ่งต่างๆ ที่เกิดจากประกฤติไม่เที่ยงแท้ มีการเกิดขึ้น ดำรงอยู่ มีจลนภาพและแตกสลายไปเป็นการกลับคืนสู่ประกฤตินั่นเอง
ปรัชญาสางขยะกล่าวว่า ประกฤติประกอบขึ้นด้วยคุณะ 3 ประการ คือ
- สัตวะ (ความแท้จริง มูลฐานความดี ความสุข แสงสว่าง สีขาว)
- รชัส (ความเศร้าหมอง ความเจ็บปวด ความกระปรี้กระเปร่ากระวนกระวาย ความโหดร้ายรุนแรงของอารมณ์ เป็นสิ่งกระตุ้นเร่งเร้าให้ให้เกิดจลนภาพ สีแดง)
- ตมัส (ความมืด ปราศจากความสนใจ ความโง่เขลา สับสน ความเซื่องซึมเหงาหงอย ความหดหู่ เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความหยุดนิ่ง สีดำมืด)
คุณะทั้งสามไม่อาจล่วงรู้ได้โดยประสาทสัมผัส แต่รู้ได้ด้วยการอนุมาน เมื่อคุณะทั้งสามอยู่ในภาวะสมดุลจะเป็นภาวะปรกติของประกฤติ เมื่อเกิดภาวะเสียสมดุลย์วิวัฒนาการก็จะเริ่มต้นขึ้น กล่าวโดยสรุป ประกฤติคือสิ่งเที่ยงแท้ เป็นมูลเหตุให้เกิดสรรพสิ่ง สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นมีอยู่ก่อนแล้วในเหตุคือประกฤติ การเกิดของสิ่งทั้งหลายเป็นไปด้วยการคลี่คลายวิวัฒนาการออกมาจากประกฤติ
ปุรุษะ คือ อัตตา คือ วิญญาณ เป็นธาตุความรู้สึกนึกคิด เป็นตัวผู้รู้ เป็นประธานของความรู้ เป็นธาตุรู้ในตัวเอง ปุรุษะนี้คือวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นผู้ทำกรรมและเสวยกรรม โลกนี้วิวัฒน์จากประกฤติก็เพื่อปุรุษะเท่านั้น ปุรุษะเป็นสัจธรรมที่อยู่เหนือความสงสัยใดๆ ไร้การเปลี่ยนแปลง มีอยู่ได้เองและแพร่หลายอยู่ทั่วไป ไร้กาล และเป็นนิรันดร์ ปุรุษะมีจำนวนนับไม่ถ้วน ด้วยเหตุที่ปุรุษะเป็นนิรันดร์และเป็นธาตุรู้เมื่อเกิดสัมพันธ์กับประกฤติเกิดเป็นสิ่งใหม่ ปุรุษะก็ได้นำความรู้ที่สั่งสมไว้มาด้วยจึงเป็นเหตุให้เกิด “ทฤษฎีของวิวัฒนาการ” ของสางขยะนั่นเอง ซึ่งมีมาก่อน ชาร์ลส์ ดาร์วิน หลายพันปี [1]
อ้างอิงจาก [1] ปรัชญาอินเดีย โดย อดิศักดิ์ ทองบุญ ; ปรัชญาอินเดียสมัยโบราณ โดย รศ. นงเยาว์ ชาญณรงค์
โมกษะ คือ การแยก ประกฤติ กับ ปุรุษะ
แนวคิด
ปรัชญาสางขยะเชื่อว่าสิ่งที่มีอยู่จริงมีเพียง 2 อย่างคือ ปุรุษะ กับ ประกฤติ (ทวินิยม) ดังนั้นความรู้แท้ตามหลักปรัชญาสางขยะ คือความรู้แจ้งเกี่ยวกับทั้ง 2 สิ่งนี้ คือ
- ปุรุษะมีอยู่อย่างอิสระจากประกฤติ มีสภาพถาวร
- ประกฤติมีอยู่อย่างอิสระจากปุรุษะ มีสภาพถาวร
- เรื่องความรู้ที่แท้จริงของปรัชญาสางขยะนั้นเกิดจากประมาณ (ประจักษประมาณ อนุมานประมาณ ศัพทประมาณ) โดยมีปุรษะเป็นตัวรู้ ผ่านพุทธิ มนัส และอินทรีย์ทั้งหลาย
หลักการ
ปรัชญาสางขยะมีความเห็นว่า ผลทุกอย่างมีอยู่แล้วในวัตถุเหตุของมัน ก่อนที่ผลนั้นจะถูกผลิตออกมา คือว่าผลทุกอย่างแม้ยังไม่ถูกผลิตออกมาก็ได้แฝงอยู่ในเหตุแล้ว ต่อเมื่อผลนั้นปรากฏออกมาเราจึงเห็น ดังนั้น ผลและเหตุจึงเป็นอันเดียวกัน มีมาพร้อมๆ กัน “ผลมีอยู่แล้วในเหตุ”
ข้อปฏิบัติ
ปรัชญาสางขยะมีจุดมุ่งหมายสู่โมกษะ หลุดพ้นจากความทุกข์ 3 ประการ คือ
- อาธยาตมิกะ (เกิดจากภายใน เช่น ร่างกาย จิตใจ ความเจ็บป่วย)
- อธิเภาติกะ (เกิดจากภายนอก เช่นถูกทำร้าย)
- อธิไทวิกะ (เกิดจากเหตุเหนือวิสัยปกติ เช่น กรรม ฟ้าผ่า เทวดาให้โทษ)
ความทกข์ข้างต้นเป็นเหตุให้ติดข้องเวียนว่ายตายเกิด
สางขยะยอมรับทรรศนะเรื่องชีวันมุกติ (หลุดพ้นในขณะที่ยังมีชีวิต) ของอไทฺวตะเวทานตะ แต่โมกษะของสางขยะไม่มีความพึงพอใจ ไม่มีความสุข ไม่มีนิรามิสสุข
การเข้าถึงโมกษะคือการที่ปุรุษะกลับคืนสู่สภาวะวิญญาณบริสุทธิ์ดังเดิม
ส่วนข้อปฏิบัตินั้นสางขยะใช้แนวทางของปรัชญาโยคะ (และปรัชญาโยคะก็ใช้แนวคิดและหลักการของปรัชญาสางขยะเช่นกัน)
