ศาสนาเชน

ศาสนาเชน

ปรัชญาเชนเป็นปรัชญาอินเดียฝ่ายนาสติกะ (ไม่สนับสนุนพระเวท ไม่เชื่อในพระเจ้า) พวกเชนถือว่าศาสนาเชนเก่าแก่ที่สุดในโลก เป็นผู้ปราศจากเครื่องรึงรัด คือ กิเลส เป็นผู้หลุดพ้น มีวิญญาณอมตะ มีศาสดามาแล้ว 24 องค์ ศาสดาองค์สุดท้ายคือองค์ที่ 24 ชื่อ วรรธมานะ ซึ่งได้รับฉายาว่า “มหาวีระ” แปลว่า วีรชนหรือผู้กล้าหาญที่ยิ่งใหญ่ ผู้ก่อตั้งศาสนาเชนที่แท้จริงได้แก่ ฤๅษี อภะ หรือ ฤษภะ ซึ่งมีอ้างอิงในพระเวท จึงนับว่าเป็นศาสนาที่ก่อตั้งขึ้นไล่เลี่ยกับเวลาที่ฤๅษีอื่นๆ กำลังเรียบเรียงพระเวท

ศาสดามหาวีระ

เชน เป็นศาสนา “กรรมวาที” เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

คำว่า เชน แปลว่า ชนะ หมายถึง “ผู้ชนะกิเลส” ทำลายกฎแห่งกรรมได้โดยสิ้นเชิงด้วยเกวัลญาณ (เทียบได้กับพระอรหันต์ในพุทธศาสนา) คำว่า เชน ใช้เรียกแทนชื่อศาสดามหาวีระ เพราะถือว่าท่านเป็นผู้ชนะกิเลสเด็ดขาดแล้ว คำสอน ศาสนา หรือสาวกของท่านก็พลอยได้ชื่อว่าเชนไปด้วย ทำนองเดียวกับ พุทธ แปลว่าผู้ตรัสรู้ ซึ่งหมายถึงพระสิทธัตถะ ผู้ก่อตั้งพุทธศาสนา และ ได้ชื่อว่า พระพุทธเจ้า

ศาสดามหาวีระมีพระชนม์ร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า มีประวัติคล้ายพระพุทธเจ้า บางครั้งผู้ศึกษาปรัชญาสับสนว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน กล่าวคือ วรรธมานะเป็นโอรสกษัตริย์ ในวัยเยาว์ได้เล่าเรียนสรรพวิชาของกษัตริย์ ได้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงยโสธารา เสวยสุขชีวิตคู่จนพระชนม์ได้ 29 พรรษา จึงเสด็จออกบวชเพราะความทุกข์เนื่องจากพระราชบิดาและพระราชมารดาสรรคต ท่านอดอาหาร บำเพ็ญเพียรอย่างเคร่งครัด ใช้บังสุกุลจีวรเป็นเครื่องนุ่งห่ม บริโภคแต่อาหารที่ขอทานมาได้ ไม่พูด และบำเพ็ญทุกขกริยา จน 12 ปีจึงสำเร็จเป็น ชิน คือ ผู้ชนะกิเลส สาวกเรียกว่า “เชน” เพราะได้เอาชนะร่างกาย เป็นนายเหนือตนเอง เอาชนะความปรารถนาทางโลกและบาปอย่างสมบูรณ์ ศาสดามหาวีระได้รับการยกย่องว่าเป็น “นักพูดที่ยิ่งใหญ่ ผู้พูดแต่ความจริง” มีใจสูงเหนือโลกธรรม วางเฉยเสมอกันต่อกลิ่นเน่าเหม็นและกลิ่นหอม, ฟางข้าวและเพชรพลอย, โคลนตมและทองคำ, ความทุกข์และความสุข, ไม่ติดทั้งโกลนี้และโลกหน้า, ไม่ต้องการชีวิตและความตาย [1] 

ญาณวิทยา เชนถือว่าความรู้เป็นส่วนสำคัญของ “ชีพ” (ชีวะ) แยกความรู้ออกจากชีพไม่ได้เพราะเมื่อแยกแล้วชีพจะสลายในทันที นั่นคือ “ธาตุแท้ของชีพคือรู้” คล้ายกับมโนธาตุของพุทธ เช่นเชื่อว่าความรู้แจ้งแทงตลอดมีอยู่แล้วในชีพของทุกคน แต่ไม่ปรากฏออกมาเพราะมีอุปสรรคคือ “กรรม” กีดกั้นไว้ ผู้ขจัดอุปสรรคนี้ได้คือพระชินะ (ผู้ชนะกิเลส) ซึ่งความรู้ขั้นสัพพัญญุตญาณที่แฝงอยู่จะปรากฏชัดแจ้งขึ้นมา พวกเชนนอกจากจะมีความรู้ชั้นประจักษ์ (สัมผัสด้วยตนเอง) ยังมีความรู้ที่เกิดจากคัมภีร์หรือคำบอกเล่าที่เชื่อถือได้ (ศัพทประมาณ) มีการใช้เหตุและผล (อนุมานประมาณ)

อ้างอิงจาก ตำราปรัชญาอินเดียสมัยโบราณ โดย รศ.นงเยาว์ ชาญณรงค์ ; [1] อ้างอิงจาก ศาสนาเปรียบเทียบ โดย สุชีพ ปุญญานุภาพ

“อหิงสาปรโมธรรมะ” การไม่เบียดเบียนเป็นธรรมอย่างยิ่ง

แนวคิด

เชนถือว่าความรู้เป็นส่วนสำคัญของ “ชีพ” (ชีวะ) แยกความรู้ออกจากชีพไม่ได้เพราะเมื่อแยกแล้วชีพจะสลายในทันที นั่นคือ “ธาตุแท้ของชีพคือรู้” คล้ายกับมโนธาตุของพุทธ

เชนเชื่อว่าความรู้แจ้งแทงตลอดมีอยู่แล้วในชีพของทุกคน แต่ไม่ปรากฏออกมาเพราะมีอุปสรรคคือ “กรรม” กีดกั้นไว้ ผู้ขจัดอุปสรรคนี้ได้คือพระชินะ (ผู้ชนะกิเลส) ซึ่งความรู้ขั้นสัพพัญญุตญาณที่แฝงอยู่จะปรากฏชัดแจ้งขึ้นมา

พวกเชนนอกจากจะมีความรู้ชั้นประจักษ์ (สัมผัสด้วยตนเอง) ยังมีความรู้ที่เกิดจากคัมภีร์หรือคำบอกเล่าที่เชื่อถือได้ (ศัพทประมาณ) มีการใช้เหตุและผล (อนุมานประมาณ)

หลักการ

เชนยอมรับว่าส่วนประกอบของโลกมี 2 อย่าง คือ ชีวะ และ อชีวะ ได้แก่วิญญาณ กับ สิ่งที่ไม่มีชีวิตจิตใจ (คล้ายกับ ปุรุษะ กับ ประกฤติ ของสำนักปรัชญาอื่น)

ชีวะดั้งเดิมนั้นบริสุทธิ์ แต่มาสูญเสียความบริสุทธิ์ด้วยอนุภาคของกรรม คืออวิชชา หมายถึงความไม่รู้จริงในธรรมชาติของชีวะ ทำให้เกิดกษายะ 4 ประการ คือ โลภะ (ความอยาก) โกรธะ (ความโกรธ) มานะ (ความถือตัว) และมายา (ความหลง)

วิถีทางของการหลุดพ้นเริ่มจากการประกอบด้วย สัมยัคทรรศนะ (ศรัทธาชอบ) สัมยัคชญาณ (ความรู้ชอบ) และสัมยัคจาริตร (ประพฤติชอบ) 3 ประการนี้ แล้วประพฤติตนให้อยู่ในกฎข้อบังคับของศาสนาเชนอย่างเคร่งครัด ประกอบด้วยมหาพรต 5 ประการ คือ อหิงสา (การไม่เบียดเบียน) สัตยะ (การพูดความจริง) อัสเตยะ (การไม่ลักขโมย) พรหมจรยะ (การรักษาพรหมจรรย์) และปิริครหะ (การไม่ติดข้องในสิ่งทั้งปวง) และยังมีพรตรองอีกที่จะคอยสนับสนุนมหาพรต

การบำเพ็ญพรตนี้เพื่อปิดกันอนุภาคของกรรมใหม่มิให้เข้ามาสู่ชีวะ และการทำลายอนุภาคกรรมเก่านั้นจะต้องบำเพ็ญตบะ

ข้อปฏิบัติ

วัตถุประสงค์สำคัญของเชนคือ โมกษะ คือ การที่ชีวะหลุดพ้นจากพันธนา (พันธะ) คือ ชีวะบรรลุถึงความสมบูรณ์ ศาสนาเชนไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า แต่เชื่อกฎแห่งกรรม โดยไม่มีหลักอโหสิกรรม ผู้บรรลุโมกษะแล้ว เมื่อดับขันธ์ลง มุกตชีพจะไปสถิต ณ ภพอันบริสุทธิ์ตลอดกาล

มหาวีระเน้นเรื่องการเอาชนะตนเอง ศาสนาเชนเชื่อว่าวิญญาณของบุคคลเป็นนิรันดร์ มันมีอยู่แล้วและจะมีอยู่สืบต่อไป คัมภีร์ของศาสนาเชน เรียกว่า อังคะ (อาคม) มีเนื้อหาเป็นจารึกของคำบัญญัติ วินัยและเรื่องราวชาดก เชื่อว่าสาวกของมหาวีระได้รวบรวมภายหลังมหาวีระสิ้นพระชนม์แล้ว

รูปเคารพของศาสนาเชนคือ รูปพระตีรภังกรและรูปของพระมหาวีระ ส่วนใหญ่จะเป็นรูปเปลือย

ต่อมาบุตรเขยของมหาวีระได้แยกนิกายของศาสนาเชนนิกายแรก และมีการแยกอีกหลายนิกาย จน ค.ศ. 80 จึงรวมเป็น 2 นิกายใหญ่ คือเศวตัมพร (นุ่งห่มเสื้อผ้าสีขาว บางคณะยอมให้สตรีปฏิบัติธรรมระดับสูง และมีการสร้างรูปเคารพ) และ ทิคัมพร (นุ่งฟ้า คือไม่สวมเสื้อผ้า เป็นชีเปลือย ไว้ผมหนวดเครายาวลงมาปกปิดอวัยวะที่ควรปกปิด ไม่ยอมรับสตรีให้ปฏิบัติธรรม เคร่งครัดมาก อดอาหารและน้ำเป็นเวลานาน ไม่มีสมบัติ ถือสันโดษ จาริกไปไม่ประจำที่)

ศาสนาเชนถือความเท่าเทียมกันไม่แบ่งชั้นวรรณะ คติประจำศาสนาคือ “อหิงสาปรโมธรรมะ” การไม่เบียดเบียนเป็นธรรมอย่างยิ่ง